LOGINเพราะเหตุนั้นจึงทำให้ไม่กี่ชั่วโมงถัดมาหลังเลิกงาน ขวัญญาดาจำเป็นต้องเดินมายังลานจอดรถตามความต้องการของกรณ์ดนัย เมื่อร่างเล็กเดินมาถึง ก็เห็นใครอีกคนยืนกอดอกพิงแผ่นหลังเข้ากับรถสปอร์ตสีดำของตนอยู่ก่อนแล้ว
“ชักช้า”
กรณ์ดนัยเอ่ยเสียงเข้มด้วยความหงุดหงิด สายตาไล่มองคนมาใหม่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเหยียดยิ้มออกมาโดยไม่พูดอะไรอีก เขาเลือกเปิดประตูแล้วพาตัวเองเข้าไปนั่งภายในรถฝั่งคนขับ ให้ยัยบื้อเดินตามขึ้นมา
“คุณมีอะไรหรือเปล่าคะ”
“...”
“พอดีฉันต้องรีบกลับ เดี๋ยวจะไม่ทันรถเมล์เที่ยวสุดท้าย”
“ขึ้นรถ”
กรณ์ดนัยเอ่ยขึ้นด้วยถ้อยคำสั้น ๆ ทำให้ขวัญญาดาชะงักไปเล็กน้อย ถึงแม้เธอจะอยากเดินหนีมากเพียงใด แต่อีกใจกลับหวั่นเกรงต่อสายตานิ่งเรียบคู่นั้น สุดท้ายหญิงสาวก็จำต้องเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารขึ้นมานั่งภายในรถอย่างเลี่ยงไม่ได้
ชายหนุ่มสตาร์ตเครื่องยนต์ กดเปิดเครื่องปรับอากาศภายในห้องโดยสารให้ทำงาน แล้วเริ่มขับออกมาจากลานจอดรถโดยไม่ได้ตอบคำถามก่อนหน้านี้ ซึ่งการกระทำนี้ยิ่งทำให้หญิงสาวที่นั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถไม่เข้าใจ
“คุณ—”
“หอเธออยู่ไหน”
“อะไรนะคะ”
“หูหนวกหรือไง มันเข้าใจยากตรงไหนวะ”
นัยน์ตาเฉี่ยวคมยังคงให้ความสนใจบนถนนเบื้องหน้า ไม่ได้หันมองคู่สนทนาที่ตอนนี้มีสีหน้าเจื่อน เพราะขวัญญาดาไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่ากรณ์ดนัยต้องการอะไรจากเธอกันแน่
“เดอะดอร์มค่ะ”
“ก็แค่นั้น”
หลังจากนั้นภายในห้องโดยสารก็ถูกปกคลุมด้วยความเงียบสงัดตลอดทาง จะมีก็แต่เสียงเพลงสากลที่เปิดคลอเบา ๆ โดยมีเจ้าของรถฮัมเพลงและเคาะปลายนิ้วลงบนพวงมาลัยรถตามจังหวะดนตรี
ซึ่งต่างจากขวัญญาดาอย่างสิ้นเชิง เพราะตลอดทางกลับหอพัก หญิงสาวนั่งตัวเกร็งทำตัวไม่ถูก รู้สึกถึงอุณหภูมิจากเครื่องปรับอากาศหนาวเย็นจนเธอได้แต่นั่งตัวแข็งทื่อ จวบจนกระทั่งรถยนต์คันหรูขับเคลื่อนเข้ามาจอดภายในซอยหอพัก
“ขอบคุณนะคะ”
กรณ์ดนัยจอดรถในมุมอับสายตาข้างถนน เพราะในซอยค่อนข้างแคบและเงียบพอสมควร จึงทำให้ในเวลาเที่ยงคืนกว่าปลอดผู้คน เขาหันมองคนที่กำลังพยายามปลดเข็มขัดนิรภัยอย่างเก้ ๆ กัง ๆ พลันให้ริมฝีปากของชายหนุ่มกระตุกยิ้ม ก่อนขยับตัวเข้าไปใกล้ ทำให้ขวัญญาดาแทบหยุดหายใจ
“เธอนี่มันโง่จริง ๆ ใครสั่งใครสอนให้ปลดแบบนี้”
ด้วยระยะใกล้เพียงคืบ ขวัญญาดาจึงสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดลงมาบนใบหน้าของเธอ ครั้นจะถอยหนี แผ่นหลังของเธอก็ติดกับประตูแล้ว ทำให้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับคนที่ขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิมได้
“จะทำ— อื้อ”
ประโยคที่พูดออกมาขาดห้วง เมื่อริมฝีปากถูกครอบครองด้วยอวัยวะเดียวกัน หากแต่เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น ก่อนคนกระทำจะค่อย ๆ ผละริมฝีปากออกไปอย่างเชื่องช้า
“นี่คือบทลงโทษที่เธอบล็อกฉัน”
กรณ์ดนัยยกมือขึ้นใช้ปลายนิ้วเช็ดคราบน้ำลายที่ติดอยู่ตรงมุมปากของตัวเอง ขณะนัยน์ตาเฉี่ยวคมยังไม่ลดละออกจากใบหน้าของคนตรงหน้า ราวกับสายตาของเขาถูกตรึงเอาไว้ด้วยอะไรบางอย่าง
ถึงเสียงฟ้าร้องคำรามด้านนอก จะเป็นลางบอกว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าฝนจะตก แต่ก็ไม่ได้ดึงความสนใจของชายหนุ่มออกไปจากใบหน้าซื่อบื้อของขวัญญาดาเลยแม้แต่น้อย
“จูบฉัน”
“อะไรนะคะ”
ขวัญญาดาเสียงสั่น เธอขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ ไม่ใช่เพราะประโยคเมื่อครู่ของกรณ์ดนัยจับใจความไม่ได้ แต่หญิงสาวไม่เข้าใจต่างหาก ว่าอีกฝ่ายจะให้เธอทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร
“จูบจนกว่าฉันจะพอใจ”
“…”
“ไม่งั้นคืนนี้เธอก็ไม่ต้องลงจากรถ”
หลังพูดจบร่างกำยำก็ดึงตัวกลับไปเอนแผ่นหลังกับเบาะรถยนต์ พร้อมยกแขนทั้งสองข้างขึ้นหนุนศีรษะด้วยท่าทางสบายใจ ต่างจากขวัญญาดาที่มีสีหน้าลำบากใจไม่ต่างอะไรกับความรู้สึกของเธอในเวลานี้
แต่เพราะสถานการณ์กดดัน หญิงสาวจึงค่อย ๆ ขยับตัวเข้าใกล้อีกฝ่าย ก่อนใช้ริมฝีปากจูบลงบนกลีบปากหนาของกรณ์ดนัยด้วยท่าทางเขินอาย เพราะเธอไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน แต่เมื่อการจูบดำเนินไป ห้วงอารมณ์บางอย่างก็ฉุดรั้งให้ขวัญญาดาตกอยู่ในภวังค์
ความเงียบภายในห้องโดยสาร ถูกแทนที่ด้วยเสียงชื้นแฉะ ริมฝีปากของคนทั้งคู่บดเบียดด้วยสัมผัสเนิบนาบ หยาดน้ำลายผสมกลมกลืนกันเป็นหนึ่ง มันไหลย้อยออกจากมุมปากของกรณ์ดนัยเป็นทางยาว
ขณะเดียวกันมือหนาที่ในตอนแรกวางอยู่บนสะโพกมนของหญิงสาว ก็ค่อย ๆ ล้วงเข้าไปใต้กระโปรง สัมผัสกับชั้นในตัวบางแล้วใช้ปลายนิ้วถูไปมาบริเวณส่วนอ่อนไหวจนขวัญญาดาต้องรีบผละจูบออก
“ฝนตกแล้ว ฉันต้องไปแล้วค่ะ”
“หึ พูดง่ายแบบนี้ตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่อง”
กรณ์ดนัยจัดการปลดล็อกประตู ขวัญญาดาจึงรีบหยิบสัมภาระแล้วเปิดประตูลงไปจากรถยนต์ทันทีท่ามกลางสายฝนด้านนอกที่โหมกระหน่ำลงมาได้ตรงจังหวะ ส่วนชายหนุ่มที่ยังนั่งอยู่ภายในรถยนต์ ก็เอาแต่จ้องมองแผ่นหลังเล็กวิ่งฝ่าสายฝนห่างออกไปเรื่อย ๆ
มุมปากยกยิ้มอีกครั้ง ภาพความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้าฉายวนอยู่ในหัว และเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่กรณ์ดนัยเพิ่งจะรู้ตัวว่าตอนนี้ส่วนกลางร่างกายของเขาอึดอัดไปหมด
เนื่องจากส่วนอ่อนไหวขณะนี้ พองขยายจากการถูกกระตุ้นด้วยการจูบเมื่อครู่ พร้อมด้วยอารมณ์ความต้องการที่อยากปลดปล่อย แน่นอนว่าเขาจะไม่ทำมันด้วยตัวเองอย่างแน่นอน สุดท้ายมือหนาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดส่งข้อความหาหญิงสาวที่คุยกันมาเกือบหนึ่งอาทิตย์
อยู่ ๆ วันนี้เขาก็เกิดความคิดอยากไปหาเธอขึ้นมาเสียอย่างนั้น
กระทั่งกรณ์ดนัยผละริมฝีปากออกอย่างเชื่องช้า มือหนาถูกยกขึ้นมาเกลี่ยปอยผมให้คนรัก ก่อนจะจัดการจูบหน้าผากของเธอไปอีกหนึ่งครั้ง แล้วขยับร่างกายให้ขวัญญาดาเอนลงไปแนบแผ่นหลังกับขอบอ่าง“หนาวไหมคะ”“...”“ถ้าหนาวเราไปต่อกันที่เตียงไหม หืม”ขวัญญาดาทำเพียงส่ายหน้าเป็นคำตอบ หญิงสาวเม้มปากเข้าหากันเล็กน้อยยามที่เจ้าของถ้อยคำเมื่อครู่จับขาทั้งสองข้างของเธอแยกออกจากกัน ก่อนเจ้าตัวจะแทรกร่างกายเข้ามาแนบชิดยิ่งกว่าเดิมใต้หว่างขา “อ๊ะ— กรณ์คะ”ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เสียงครางหวานระรื่นหูดังขึ้นมา เช่นเดียวกับครั้งนี้ที่มันเกิดขึ้นระหว่างกรณ์ดนัยดันส่วนแข็งขืนเข้ามาภายในช่องทางคับแน่นของเธออีกรอบ ซึ่งร่างกายของขวัญญาดาก็ยังคงตอบสนองต่อสัมผัสได้เป็นอย่างดี มันทั้งบีบรัด หดตัว และขมิบเสียจนสีหน้าของกรณ์ดนัยแสดงออกมาว่ารู้สึกดีมากขนาดไหน“เธอกำลังทำให้กรณ์เป็นบ้า อืม... เสียวฉิบ”ท่อนเนื้อถูกครอบคลุมด้วยความนุ่มหยุ่นที่แม้กรณ์ดนัยจะยังไม่ได้ขยับเคลื่อนไหว หากแต่ความเสียวซ่านนั้นส่งผลให้ร่างกำยำกระตุกเบา ๆ เขายิ้มให้กับคนที่ช้อนสายตามองขึ้นมา ก่อนใบหน้าหล่อเหลาจะโน้มลงไปแนบริมฝีปากบนอวัยวะเดียวกันอีกครั้
“ชอบไหมคะ”เสียงอ่อนโยนพร้อมกับร่างกายถูกสวมกอดจากทางด้านหลัง เรียกให้ขวัญญาดาละความสนใจจากทัศนียภาพเบื้องหน้าที่เต็มไปด้วยภูเขาเขียวขจี ก้มมองแขนแกร่งสอดแทรกเข้ามาที่เอวบางของเธอ“ชอบค่ะ ที่นี่สวยและบรรยากาศดีมาก ๆ”“ถ้าชอบงั้นกรณ์จะมาสร้างบ้านที่นี่ เป็นเรือนหอของเราดีไหมคะ”“เวอร์แล้วค่ะกรณ์”ขวัญญาดาได้ยินเสียงหัวเราะจากคนด้านหลัง และสัมผัสได้ว่าอีกคนโอบกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นกว่าเดิมอีกนิด ก่อนบรรยากาศจะกลับมาปกคลุมไปด้วยความเงียบชั่วขณะหนึ่ง เมื่อบทสนทนาเมื่อครู่ไม่ได้ถูกสานต่อ เวลาหกโมงเย็น พระอาทิตย์คล้อยต่ำลงจนใกล้จะลาลับขอบฟ้า บรรยากาศที่เขาใหญ่วันนี้เย็นกำลังดี ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปเมื่อวานก่อนหน้านี้ กรณ์ดนัยบอกกับขวัญญาดาว่าจะนำดอกไม้มาไหว้มารดาเหมือนที่เคยทำในทุก ๆ ปีเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมตอนนี้คนทั้งคู่ถึงมายืนกอดกันกลมเกลียวที่ระเบียงของโรงแรมสุดหรู ซึ่งเป็นโรงแรมในเครือของบริษัทคุณดิเรกผู้เป็นพ่อของคนที่ยังกอดขวัญญาดาเอาไว้แน่น“เดี๋— เดี๋ยวค่ะกรณ์”ความเงียบที่ปกคลุมมาเนิ่นนานนับหลายนาทีถูกทำลายลงด้วยเสียงของขวัญญาดา เมื่อมือของคนด้านหลังเลื่อนลงต่ำ ส่งสัญญาณถึงอะไรบางอย
ขวัญญาดาไม่มั่นใจว่าสิ่งนั้นเรียกว่าอะไร แต่ทันทีที่คนด้านบนกดปุ่ม แรงสั่นสะเทือนเบา ๆ จากเครื่องมือชิ้นเล็กก็เริ่มต้นทำงาน มิหนำซ้ำกรณ์ดนัยยังสาธิตให้ดูว่ามันปรับระดับความแรงได้หลายระดับ พลันให้หญิงสาวเผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอด้วยหัวใจที่เริ่มสั่นสะท้านขวัญญาดาไม่ใช่เด็กอมมือเธอรู้ว่าอุปกรณ์ในมือของคนรักคืออะไร“กรณ์… มันสั่นแรงไปหรือเปล่าคะ”ขวัญญาดาถามเสียงสั่น พลางมองเจ้าเครื่องมือตัวจิ๋วที่ดูเหมือนจะสร้างความกระเส่าได้มากกว่าที่เธอคิด“ลองดูก่อนไหม ถ้าไม่ชอบกรณ์จะปิดทันทีเลย”กรณ์ดนัยปลอบเสียงอ่อนโยน ก่อนจะขยับตัวลงมาซุกไซ้ลำคอขาว มือหนาค่อย ๆ เลื่อนอุปกรณ์ตัวนั้นลงไปเบื้องล่าง แทรกผ่านร่างกายของทั้งคู่ที่ยังบดเบียดกันอยู่ ทันทีที่ความสั่นสะเทือนสัมผัสเข้ากับติ่งเนื้ออ่อนไหว ขวัญญาดาก็สะดุ้งสุดตัว แผ่นหลังบางแอ่นโค้งเข้าหาแผงอกแกร่งอัตโนมัติ เสียงครางกระเส่าหลุดลอดจากริมฝีปากอย่างกลั้นไม่อยู่“อื้อ กร— กรณ์ มันแปลก ๆ ค่ะ”“แปลกยังไง หืม… เสียวใช่ไหมคะ”ริมฝีปากหนาพรมจูบตามไหล่มนหลังพูดจบ ขณะปลายนิ้วยังคอยบังคับเครื่องมือชิ้นนั้นให้เน้นย้ำในจุดที่ทำให้ขวัญญาดาสั่นสะท้าน พร้อมกับ
“อึก— เดี๋ยวก่อนค่ะ”เสียงอ่อนพร้อมกับมือบางยกขึ้นดันแผงอกแกร่งให้ออกห่าง ทำให้คิ้วหนาของกรณ์ดนัยขมวดเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจนัก เพราะเหตุการณ์ไม่กี่วินาทีก่อนหน้า ชายหนุ่มกำลังโน้มใบหน้าประกบจูบคนรัก“ทำไมคะ?”ขวัญญาดาเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ขณะสายตาระหว่างคนทั้งคู่ยังคงสอดประสานกันในระยะห่างเพียงน้อยนิด เธอไม่ชินเลยสักครั้งเวลากรณ์ดนัยใช้คะขา ไม่ใช่เพราะมันไม่ดีเพียงแต่เธอเขินจนทำตัวไม่ถูกต่างหาก“กรณ์ดื่มมาเหรอ ขวัญได้กลิ่น”“นิดเดียวค่ะ กรณ์แวะไปงานวันเกิดเพื่อนที่เคยเรียนสาขาเดียวกันมา”ไม่เพียงแค่ตอบคำถาม ใบหน้าหล่อเหลายังโน้มลงจนใกล้กับคนใต้ร่างมากกว่าเดิม ใช้จมูกคลอเคลียบริเวณผิวแก้มที่มีกลิ่นหอม สูดรับกลิ่นเฉพาะตัวของคนรัก กลิ่นที่กรณ์ดนัยหลงใหลเสมอมา ถึงขั้นว่าเขาเสพติดกลิ่นตัวของขวัญญาดาไปแล้วถ้าวันไหนไม่ได้หอมวันนั้นชายหนุ่มจะไม่มีแรงใช้ชีวิตทันที“กรณ์ขอนะ จะทำเบา ๆ ค่ะ”เพราะขวัญญาดารู้ว่าเธอปฏิเสธความต้องการของแฟนหนุ่มไม่ได้ เธอจึงปล่อยให้ทุกอย่างเลยตามเลย จนไม่กี่นาทีถัดมา สองร่างที่นอนเกยกันอยู่บนโซฟาต่างเปลือยเปล่า ไร้ซึ่งสิ่งปกคลุม “อืม…”ภายในห้องรับแขกของคอนโด บัด
อีกด้านหนึ่งบริเวณดาดฟ้าของโรงพยาบาล ซึ่งถูกจัดเป็นสวนสาธารณะจำลองขนาดย่อม นานหลายนาทีแล้วที่ขวัญญาดายืนเอาหน้าโต้ลม เนื่องจากตอนนี้อากาศในยามสี่โมงเย็นเป็นใจ ทั้งบริเวณนี้ยังไม่มีใครพลุกพล่านคงเพราะที่นี่เป็นโรงพยาบาลเอกชนใจกลางเมืองที่ค่ารักษาค่อนข้างสูง จึงทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่มีแต่พวกคนรวย ไม่ได้วุ่นวายเหมือนกับโรงพยาบาลรัฐบาล ที่ก็มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันออกไป“...”เปลือกตาสีอ่อนค่อย ๆ ปิดลงอย่างเชื่องช้ายามสายลมอ่อนพัดโชยกระทบใบหน้า ซึมซับกับบรรยากาศเย็นเยียบหลังพายุฝนสงบลงไปเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้า ขณะที่ภายในใจของขวัญญาดานั้นกำลังคิดทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเธอรักกรณ์ดนัยขวัญญาดาไม่มั่นใจสักเท่าไรนักว่าความรู้สึกเหล่านี้ที่เธอมีให้ต่ออีกฝ่ายมันชัดเจนขึ้นมาเมื่อไร เพราะเมื่อเธอรู้ตัวอีกที กรณ์ดนัยก็มีอิทธิพลกับความรู้สึกไปแล้ว แม้ที่ผ่านมาหญิงสาวจะพยายามหลายครั้งที่จะตัดใจแต่เมื่อวันเวลาผ่านพ้นไป ขวัญญาดาตระหนักได้ว่าความพยายามทั้งหมดของเธอเพื่อที่จะเลิกรักผู้ชายคนนั้น ไม่เคยสำเร็จเลยสักครั้ง แม้ภายในใจจะรู้ดีอยู่เต็มอกว่าการกระทำที่ผ่านมาของกรณ์ดนัยนั้นม
“ค่อย ๆ นะคะ ระวังลวกปาก”เสียงหวานเอ่ยขึ้นในตอนที่ขวัญญาดาตักข้าวต้มปลาไปจ่ออยู่ตรงริมฝีปากของคนที่บัดนี้มีผ้าก๊อซพันเอาไว้รอบศีรษะ ซึ่งไม่มีคำพูดใดตอบกลับมา เพราะคนป่วยนั้นค่อย ๆ ทานข้าวต้มที่วันนี้มีพยาบาลจำเป็นมาป้อนให้ถึงเตียง“เอาอีกไหมคะ”“ขอน้ำก่อนได้ไหม”ขวัญญาดารีบวางช้อนลง ก่อนจะหยิบเอาแก้วน้ำขึ้นไปให้ตามคำขอ รอให้กรณ์ดนัยดูดน้ำจากหลอดจนพอใจ แล้วเตรียมจะป้อนข้าวต่อ หากแต่ประโยคถัดมาของชายหนุ่ม ทำเอาทุกการกระทำของเธอหยุดชะงัก“ขอโทษนะ”เรียวคิ้วของขวัญญาดาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนภายในห้องพักสำหรับผู้ป่วยวีไอพีจะถูกครอบงำด้วยความเงียบชั่วขณะหนึ่ง เมื่อถ้อยคำเมื่อครู่ของกรณ์ดนัยนั้นไม่ได้ถูกสานต่อ มีเพียงแค่สองสายตาที่สอดประสานกันเอาไว้แนบแน่นจนเมื่อเวลาผ่านพ้นไปเกือบนาที ซึ่งเหมือนจะเนิ่นนานสำหรับคนทั้งคู่ ก็เป็นฝ่ายของกรณ์ดนัยที่ละสายตา เลือกจะเหม่อมองออกไปยังทัศนียภาพของเมืองหลวงด้านนอกหน้าต่างแทน แล้วเอ่ยขึ้นมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเบาหวิว“ขอบคุณที่มาอยู่ดูแล เธอกลับเลยก็ได้นะ”“...”“ฉันไม่อยากรบกวน ขอบคุณจริง ๆ นะ”มันเป็นเรื่องยากที่กรณ์ดนัยจะเอ่ยถ้อยคำนั้นออกมา หากแต







