LOGIN"ไม่ใช่แค่คิดลึก แต่เสียบลึกด้วย" เพื่อนสนิทคิดลึก เจ้าหมูน้อย - เขียน นิยายเรื่องนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ นามปากกาเจ้าหมูน้อย แต่เพียงผู้เดียว ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือทำซ้ำเด็ดขาด หากฝ่าฝืนทางเราจะดำเนินคดีตามกฎหมาย @ขอสงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พุทธศักราช๒๕๓๗ เจเค อายุ : 25ปี น้ำหนัก : 75 ส่วนสูง : 185 ส่วนฮรรม : 56 เรียนวิศวะปี4(เรียนไม่จบสักที) เมษา อายุ : 25ปี น้ำหนัก : 47 ส่วนสูง : 160 สาวออฟฟิศ ฉันมองหน้าเจเคแล้วได้แต่คิดอยู่ในใจ เขามองฉันเป็นเพื่อนคนนึงเสมอมา แต่ทำไมกันนะ… ฉันถึงมองเขาเป็นมากกว่าเพื่อนคนนึงมาตลอด และทำไมกันนะ… ฉันถึงต้องมาแอบรักเพื่อนอยู่อย่างนี้ แอบรักอยู่ฝ่ายเดียว
View MoreEpisode 1 > หกปีที่เป็นเพื่อน
#เมษา ติ๊ง เสียงแจ้งเตือนข้อความดัง ฉันด้วยความที่ตอนนี้ว่างเพราะใกล้ได้เวลาเลิกงาน เลยรีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเช็กข้อความทันที JK : เมวันนี้เธอเลิกงานกี่โมง? และฉันก็เดาไม่มีผิดว่าคนที่ส่งมาต้องเป็นเจเคแน่นอน เพราะมีเขาคนเดียวที่มักจะชอบส่งข้อความมาเวลานี้และเวลาเดิม MS : วันนี้เลิกห้าโมง ฉันพิมพ์ข้อความแล้วส่งตอบกลับเขา ก่อนจะกดปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ แล้วจัดของบนโต๊ะให้เข้าที่เข้าทางตามเดิมให้เหมือนก่อนเข้างานตอนเช้า JK : เจอกันที่ร้านยัยจูเน่ ฉันไปรอก่อนแล้วกันนะ ฉันกดอ่านข้อความแล้วส่งกลับไปในทันที MS : โอเค เดี๋ยวฉันตามไป นั่งมองดูข้อความแล้วยกยิ้มขึ้นมา ฉันชอบมากๆ เวลาที่ได้เห็นข้อความของเจเค จะส่งอะไรมาก็แล้วแต่แค่เป็นเขาฉันก็แฮปปี้แล้วล่ะ ฉันกับเจเคเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ช่วงเรียนมหา’ลัยปีหนึ่ง ถ้านับมาจนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาหกปีเห็นจะได้ที่เราคบหากัน…แบบเพื่อน ย้ำว่าแบบเพื่อน เพราะเขาขีดเส้นระหว่างเราไว้แค่คำว่าเพื่อน ฉันเลิกคิดไร้สาระแล้วรีบลุกออกจากโต๊ะทำงาน ก่อนจะเดินไปที่ลิฟต์แล้วลงไปที่ชั้นล่างของบริษัท เมื่อลงมาก็สแกนบัตรเลิกงานอย่างหน้าตาระรื่น “ยิ้มหน้าบ้านเชียวนะคะ” เพื่อนร่วมงานในบริษัทคนหนึ่งเอ่ยแซว “เป็นเวลาเลิกงานก็ต้องแฮปปี้สิคะ” ฉันตอบกลับพร้อมยิ้มบางๆ “ยังไงก็กลับบ้านดีๆ นะคะ” “เช่นกันนะคะ” June Cafe เมื่อมาถึงฉันก็เห็นเจเคนั่งอยู่ก่อนแล้ว โดยมีจูเน่ที่เป็นเพื่อนสนิทอีกคนนั่งอยู่ด้วย คาเฟ่แห่งนี้เป็นของจูเน่ พอเรียนจบก็มาเปิดคาเฟ่เป็นของตัวเองทันที “เซฮายทุกคน” ฉันเอ่ยทักทายพลางเดินไปนั่งลงตรงเก้าอี้ตัวที่เพื่อนๆ เว้นว่างไว้ให้ “มาช้าจัง” จูเน่เอ่ยถาม “รถติดอะดิ” ฉันตอบพลางยิ้มเจื่อนให้เพื่อน อันที่จริงรถไม่ได้ติดอะไรเลย ติดที่ฉันเองที่เผลอไปตลาดถนนคนเดินข้างบริษัทเพลินไปหน่อย “ไม่เบื่อบ้างรึไง” คราวนี้เป็นเจเคที่เอ่ยขึ้น “เบื่ออะไร?” ฉันถามเขากลับ ไม่รู้ว่าเจ้าตัวถามถึงอะไร “เบื่ออะไรอย่างนั้นเหรอ?” “ก็ที่ต้องนั่งรถประจำทางไปทำงานไง และไหนจะนั่งกลับอีก เธอไม่เบื่อบ้างเหรอ” “ก็เบื่อ แต่เบื่อแล้วมันจะทำอะไรได้เล่า ฉันขับรถไม่เป็น และที่สำคัญเลยนะ…ฉันไม่มีรถด้วยจ้าาาา” “ไม่สนใจจะซื้อรถบ้างเหรอ” จูเน่ถาม “ยังไม่สนใจอะ เพราะฉันตั้งใจว่าจะเก็บเงินซื้อบ้านก่อน และที่สำคัญฉันตั้งใจว่าจะเก็บเงินไว้ช่วยน้องๆ กับคุณแม่ด้วย” “เธอออกมาจากที่นั่นตั้งนานแล้วนะ ทำไมถึงยังต้องไปแบกภาระอีก” เจเคเอ่ยถามพลางมองมาที่ฉัน “ก็ฉันอยากตอบแทนบุญคุณต่อคุณแม่บ้าง ท่านเมตตาและเลี้ยงดูฉันมาตั้งแต่ยังเด็กเชียวนะ จะให้ฉันลืมบุญคุณได้ยังไง” คุณแม่ที่ฉันเอ่ยถึงนั้นท่านคือคุณแม่เมตตาที่เป็นผู้ดูแลและผู้อุปถัมภ์เด็กกำพร้า และแน่นอนว่าฉันเองก็คือหนึ่งในเด็กกำพร้าที่คุณแม่เคยดูแลชุบเลี้ยงตั้งแต่แปดขวบจนถึงอายุสิบเก้า ฉันขอคุณแม่ออกมาจากบ้านเด็กกำพร้าตอนที่เรียนมหา’ลัยปีหนึ่ง และจากนั้นก็ดิ้นรนทำงานทุกอย่างที่จะทำได้เพื่อส่งเสียตัวเองเรียนจนจบปริญญาตรี เมื่อเรียนจบก็ยังคงทำงานหาเลี้ยงตัวเองต่อไปอย่างทุกวันนี้ แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็แบ่งเงินส่วนหนึ่งไปให้คุณแม่เก็บไว้ใช้จ่ายในการดูแลน้องๆ คนอื่นในบ้านเด็กกำพร้าด้วยเช่นกัน “แม่คนดี เมื่อไหร่จะเห็นแก่ตัวเป็นกับเขาบ้างยะ” จูเน่เอ่ยแซวฉันพร้อมกับยื่นน้ำปั่นมาให้ “นี่นมเย็นปั่นของโปรดแก” “โห ขอบใจนะจ๊ะยัยจูเพื่อนรัก รักเพื่อนน้า” ฉันส่งยิ้มหวานให้เพื่อนสาว “รักแต่ยัยจูอ่อ แล้วฉันล่ะ นอยด์ว่ะ” เจเคเองก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดูจะเหมือนน้อยใจ เขาเลื่อนจานเค้กมาตรงหน้าฉัน “ฉันก็มีให้เธอเหมือนกันนะเม เค้กมะพร้าวอ่อนที่เธอชอบนี่ไง” “โห นี่ก็เพื่อนรักฉันเหมือนกัน ขอบใจมากนะเจ” ฉันเอ่ยขอบคุณเจเคพร้อมยิ้มกว้างอย่างคนดีใจ “ก็นึกว่าจะรักแต่ยัยจู” “บ้าน่า ฉันก็ต้องรักนายด้วยสิ ฉันจะรักแต่ยัยจูได้ยังไงกันเล่า” “แหม่ บอกรักฉันยังพอเข้าใจนะ แต่บอกรักเจเคนี่ดูหวานแปลกๆ” จูเน่เอ่ยแซวเมื่อเห็นท่าทีของฉัน “ก็ปกติดี แปลกยังไง เธอนี่…” ฉันรีบเก็บอาการแล้วทำตัวปกติในทันที “นั่นดิ เพื่อนบอกรักกันมันแปลกตรงไหน” เจเคเอ่ยถามจูเน่พลางหยิบแก้วกาแฟขึ้นมาดื่ม “ไม่แปลกหรอก ฉันก็พูดไปเรื่อย” จูเน่ตอบพร้อมกับหยิบชาเขียวขึ้นมาดื่มเช่นกัน ก่อนจะส่งสายตามาหาฉันเหมือนคนรู้ๆ กัน ฉันเองก็มองดูหน้าเจเคแล้วแอบยิ้มน้อยๆ ก่อนจะตักเค้กที่เขาให้มานั้นเข้าปากอย่างอิ่มเอมใจ เวลาผ่านไปจนหกโมงเย็น หลังจากที่เรานั่งพูดคุยเล่นกันตามประสาเพื่อนเสร็จก็ต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน จูเน่กลับไปก่อนคนแรกโดยมีพี่ชายมารับ ส่วนฉันนั้นเดินไปเรื่อยๆ ตามทางฟุตบาทโดยมีเจเคเดินเป็นเพื่อนในตอนนี้ อันที่จริงเขาอาสาจะไปส่งที่อะพาร์ตเมนต์ แต่ฉันไม่อยากรบกวนเลยบอกว่าจะนั่งรถประจำทางกลับเอง เขาเองก็เป็นห่วงเลยขออาสาเดินไปส่งฉันที่จุดรอรถ “อันที่จริงนายไม่ต้องเดินไปส่งฉันก็ได้นะ จุดรอรถอยู่แค่นี้เอง”“ขออะไรอีก!” “ขอซอสด้วยสิ” “…” ฉันหยิบซอสแล้วส่งให้เขา ไอ้ตาบ้านี่ชอบมาทำให้ฉันคิดลึกอยู่เรื่อย ไม่ว่าจะสถานะไหนๆ เขาก็ชอบมาทำให้คิดลึกตลอด “ส่วนเรื่องนั้นฉันจะไม่ขอเธอหรอกนะ ไว้เธออยากให้เมื่อไหร่ก็เข้ามาจูบฉันได้เลย แล้วเดี๋ยวฉันจะสานต่อให้เอง รับรองเธอครางเสียงหลงแน่” เขาบอกแล้วทำหน้าเจ้าเล่ห์ “ไอ้คนบ้า!” เป็นอีกครั้งที่ฉันตีไหล่ของเขาแก้เขิน และฉันกับเขาก็ดูหนังไปนั่งเย้าแหย่กันไปอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งเวลาล่วงผ่านมาหลายชั่วโมง “ดึกแล้ว ฉันต้องกลับห้องแล้วนะ” ฉันบอกกับเจเค “นอนด้วยกันไม่ได้เหรอ” เขาถาม “ไม่ได้ พรุ่งนี้ฉันต้องไปทำงานแต่เช้า อีกอย่างฉันยังไม่ได้รีดชุดทำงานเลยด้วย” “ก็ได้ งั้นเดี๋ยวฉันไปส่งนะ” “อื้อ” เวลาต่อมา ภายในห้อง เจเคมาส่งฉันเสร็จก็อ้อนขออยู่ด้วยอีกสักพัก ฉันเองก็ปฏิเสธไม่ลงเลยอนุญาตเขาไป “เธอจะว่าอะไรไหมถ้าฉันจะขอไดอารี่เล่มนี้ไปเก็บไว้น่ะ” เจเคบอกกับฉันที่ตอนนี้ฉันกำลังรีดชุดทำงานอยู่ “นายอยากได้เหรอ” “อยากได้” “งั้นก็เอาไปสิ” “ขอบคุณครับคุณแฟน” เขาเอ่ยขอบคุณฉันพลางหอมแก้มอีกหนึ่งฟอด “โอ๊ย! ตาบ้า” มือไม้อ่อนแรงขึ้นมาทันท
Episode 11 > สถานะใหม่ #เมษา ฉันรู้สึกใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะเมื่อได้ยินคำที่ออกมาจากปากเขา ‘เป็นแฟนกันนะเมษา’ คำนี้แค่ประโยคเดียวมันก็ทำฉันทั้งเขินและหวั่นไหวจนแทบบ้า “เธอไม่อยากเป็นแฟนกับฉันเหรอ?” เขาถามอีกครั้งแล้วรั้งตัวฉันไว้ไม่ให้ลุกขึ้น “หายงอนเถอะนะ นะ นะ” เขาส่งสายตาออดอ้อน “ป…ปล่อยก่อนสิ” “ถ้าปล่อยแล้วเธอจะยอมเป็นแฟนฉันไหมล่ะ ถ้ายอมฉันจะปล่อย” “ไม่รู้สิ” ฉันไม่ได้รู้สึกโกรธอะไรเขาแล้ว แค่มีงอนนิดๆ เท่านั้น “หายงอนฉันได้ไหมเม ฉันอยากให้เธอหายงอนฉันนะ” เขาถามซ้ำ น้ำเสียงแฝงแววกลัวผิดหวังอยู่ลึกๆ ฉันพยายามจะเมิน แต่พอเห็นสายตาที่เขามองมาแบบอ้อนๆ ก็เผลอใจอ่อนจนต้องหลบสายตา “อืม หายก็ได้” ฉันพูดเสียงเบาแทบจะกระซิบ เจเคยิ้มออกมาทันที รอยยิ้มนั้นกว้างจนตาหยี “งั้นตกลงนะ เราเป็นแฟนกันแล้วนะเม” “เดี๋ยว! ฉันยังไม่ได้…” “เธอพูดเองว่าหายงอนแล้ว งั้นก็แปลว่าเธอตกลงเป็นแฟนด้วย” เขารีบเอ่ยแทรก แววตาอ้อนวอนคู่นั้นทำฉันเถียงไม่ออก “ไม่เกี่ยวกันสิ” “เกี่ยวสิ” เจเคยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ เหมือนจะจูบ และนั้นก็ทำให้ใจฉันเต้นแรงจนน่ากลัวว่าจะหลุดออกมาจากอกอย่างไรอย่างนั้น
“ได้สิ เข้าไปคุยกันข้างในดีกว่า ตรงนี้แดดมันเริ่มจะมาแล้ว” คุณแม่บอกแล้วเดินนำผมเข้าไปยังด้านในแล้วนั่งลงที่เก้าอี้ ผมเดินตามท่านมาแล้วนั่งอยู่ยังเก้าอี้ตัวตรงข้าม ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ผมชอบเมษาครับคุณแม่” “หืม” คุณแม่ดูแปลกใจเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามผมกลับ “เราสองคนไม่ใช่เพื่อนกันหรอกเหรอ?” “ก่อนหน้าน่ะใช่ครับ แต่ตอนนี้ผมรู้ใจตัวเองแล้ว ผมชอบเมษาแบบแฟนน่ะครับ” “แล้วนี่เจ้าตัวเขารู้หรือเปล่า” “รู้ครับ แต่ดูเหมือนเธอจะยังตึงๆ ใส่ผมอยู่ เพราะก่อนหน้าเรามีเรื่องที่ไม่เข้าใจกันน่ะครับ” “เมษาน่ะเป็นคนที่แข็งนอกแต่อ่อนใน เอาน้ำเย็นเข้าลูบเดี๋ยวก็ดีขึ้น พ่อหนุ่มเคยได้ยินคำนี้ไหม คำว่าตื๊อเท่านั้นที่จะครองโลกน่ะ ตื๊อเท่านั้น” คุณแม่ท่านบอกเสร็จก็ยิ้มให้ผม “นี่นายตามมาถึงที่นี่เลยเหรอเนี่ย” และเมษาก็โผล่มาพร้อมกับถือตะกร้าที่เต็มไปด้วยดอกไม้เดินเข้ามา “อ้าวน้องเม มานั่งนี่ประเดี๋ยวสิลูก มาคุยกันหน่อย” คุณแม่เอ่ยเรียกเมษา เมษายอมเดินมานั่งลงข้างๆ คุณแม่แล้วหันมาทำหน้าบูดบึ้งใส่ผม เธอวางตะกร้าดอกไม้ลง “คุณแม่มีอะไรเหรอคะ” “พ่อหนุ่มคนนี้มาบอกกับแม่ว่าเขานั้นชอบน้องเมมาก ชอบมากๆ” คุณแม
“แหวะ” เธอทำท่าเหมือนจะอ้วกออกมาทันทีที่ผมยอตัวเอง “หลบหน่อย” “จะไปไหน” “จะไปเข้าห้องน้ำ” “...” “หลบไปสิ ฉี่จะแตกแล้วนะ” “ก็ได้” ผมยอมลุกออกจากโต๊ะเพื่อหลบทางให้เธอเดินออกมา แต่เธอบอกว่าปวดฉี่ทำไมถึงไม่เลี้ยวไปทางห้องน้ำแต่เธอออกจากร้านไปแทน ก่อนจะเดินผ่านผมไปแล้วยกยิ้มเจ้าเล่ห์ใส่พลางโบกมือลาผ่านกระจกนอกร้าน ไอ้เชี่ย! นี่ผมเสียรู้เธอเหรอวะเนี่ย ไม่น่าเลยว่ะ แผนที่วางไว้ล่มไม่เป็นท่า แต่ผมไม่ยอมหรอกนะ “แสบนักนะ เดี๋ยวเจอเลย” ผมรีบเดินไปจ่ายเงินค่าเนื้อย่างกับคุณลุง เมื่อจ่ายเงินเรียบร้อยแล้วก็เดินออกมาจากร้านก่อนจะวิ่งตามหลังเธอไปอย่างเร่งรีบ ผมวิ่งมาจนตามเธอทัน ก่อนจะรั้งแขนเธอไว้แล้วดึงคนตัวเล็กเข้ามาแนบชิด “ทำบ้าอะไรของนาย!” เธอถามด้วยท่าทีที่ตกใจเล็กน้อย “ฉันมีอะไรจะบอก” “บอกอะไร?” “ฉันอยากเป็นผัวเธอ ตอนนั้นที่พูดว่าให้เราเป็นเพื่อนกัน คือฉันรู้เท่าไม่ถึงการณ์น่ะ” ผมพูดบ้าอะไรออกไปวะเนี่ย แต่ก็นะ พูดออกไปแล้วหนิ “ฮะ?!” เธอทำหน้าตกใจแล้วขมวดคิ้วเข้าหากันจนเป็นปม “นายเมาปะเนี่ย” “ไม่ ฉันปกติดี” “…” “ฉันอยากเริ่มสถานะใหม่กับคนเก่าอย่างเธอ คราวนี้
N’v : มอนิ่งครับพี่เม แต่แล้วฉันก็ต้องผิดหวังเมื่อเห็นว่าคนที่ส่งข้อความมานั้นไม่ใช่เจเคแต่เป็นไวน์ ฉันเปิดอ่านข้อความค้างไว้พักหนึ่งก่อนจะส่งตอบกลับไวน์ไป MS : มอนิ่งค่ะ ฉันกดปิดหน้าจอโทรศัพท์ทันทีแล้วนั่งเอาน้ำแข็งประคบตาต่ออีกพักใหญ่ๆ ก่อนจะออกจากห้องเพื่อจะไปทำงาน ติ๊ง ติ๊ง ติ๊ง
(เออ นี่เธอเลิกงานแล้วอะดิ) ‘เลิกแล้ว ว่าแต่มีอะไรเหรอถึงให้โทร.หา’ (รู้ใช่ไหมวันเกิดฉันวันไหน) ‘รู้สิ วันเกิดเพื่อนรักฉันจะจำไม่ได้ได้ยังไง’ (น่ารักที่สุด ว่าแต่เธอมีวันลาเหลืออยู่บ้างไหมเม) ‘ก็มีอยู่นะ ปีนี้ฉันยังไม่ได้ลาพักร้อนเลยสักวัน’ (ดีเลย งั้นเธอลาพักร้อนสักสามวันสองคืนสิ ฉันจะ
“โห พี่สั่งแค่น้ำนี่นา นี่เล่นสั่งเค้กมาเพิ่มให้ พี่จะยิ่งเกรงใจเข้าไปใหญ่เลยนะคะ” “ผมบอกไปแล้วว่าถ้าพี่เกรงใจ ไว้คราวหน้าพี่ก็เลี้ยงผมคืนไงครับ” “…” ฉันนั่งมองหน้าไวน์แล้วแสดงถึงความรู้สึกเกรงอกเกรงใจ “ไว้พี่จะเลี้ยงคืนแล้วกันนะคะ” “โอเคครับ” เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมงฉันกับไวน์ก็ดื่มเครื่องดื
พาฉันเดินมาตั้งแต่แรกแท้ๆ ยังจะมาถามว่าเดินไหวไหม ถึงไม่ไหวฉันก็ต้องตอบไหว “พอดีผมเห็นว่าร้านมันอยู่ไม่ไกลจากบริษัทเท่าไหร่น่ะครับ เดินไปน่าจะสะดวกกว่า” ไวน์ตอบพลางยิ้มกว้างแล้วมองฉันสลับกับทางเดิน คนบ้าอะไรยิ้่มอยู่ได้ บางทีก็อยากจะถามว่าเขานั้นไม่เมื่อยปากบ้างหรือยังไง “ค่ะ” ฉันหันไปตอบสั้น