FAZER LOGINภายในห้องหนังสือของเซี่ยอวิ๋น แสงตะเกียงน้ำมันส่องสว่าง ทอแสงกระทบม้วนกระดาษเซวียนจื่อที่วางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ฮวาหลิงก้าวเท้าเข้ามาอย่างสำรวม นางสวมอาภรณ์สีม่วงครามปักลายกลีบเหมยที่ดูมิดชิดกว่าทุกวัน ทว่าสิ่งนั้นกลับยิ่งขับเน้นความลึกลับน่าค้นหาให้โดดเด่นขึ้น
"เจ้ามาแล้วหรือ หลิงเอ๋อร์... มานี่สิ ข้ามีสิ่งสำคัญอยากให้เจ้าชม"
ฮวาหลิงนวยนาดเข้าไปใกล้ สายตาของนางจับจ้องไปที่ ‘แท่นฝนหมึกหยกขาว’ ที่แกะสลักจากหยกมันแพะเนื้อดีที่สุด ลวดลายมังกรคะนองน้ำสลักเสลาอย่างวิจิตรบรรจงประหนึ่งมีชีวิต
"นี่คือหยกขาวจากแดนใต้ที่ข้าเพิ่งได้มา... มันมีความพิเศษและล้ำค่ากว่าแท่นหินทั่วไป" เซี่ยอวิ๋นกล่าวพลางหยิบแท่งหมึกสีดำสนิทประทับตราทองคำรูปกวางขึ้นมา
"และนี่คือหมึกกวางชั้นเลิศ สกัดจากสมุนไพรหายากเจ็ดชนิด กลิ่นของมันจะทำให้ใจคนสงบ... หรืออาจจะว้าวุ่นยิ่งกว่าเดิมก็มิอาจรู้ได้"
เขาขยับสละที่ว่างให้แก่นาง "การฝนหมึกที่ดีมิใช่เพียงการออกแรง... แต่มันคือการถ่ายเทน้ำหนักมือที่สม่ำเสมอ หากหนักไปหมึกจะหยาบ หากเบาไปหมึกจะจาง เจ้าลองดูเถิด"
ฮวาหลิงทรุดกายลงนั่งข้างเขา กลิ่นอายบุรุษเพศที่ผสมปนเปกับกลิ่นหนังสือเก่าทำให้นางรู้สึกใจสั่นสะท้านน้อยๆ นางหยิบแท่งหมึกขึ้นมา พรมหยดน้ำลงบนแท่นหยกขาวอย่างแช่มช้า เซี่ยอวิ๋นนั่งจ้องมองการเคลื่อนไหวของนาง นัยน์ตาคมกริบจับจ้องข้อมือที่อ่อนช้อยสลับกับใบหน้าที่ตั้งใจแน่วแน่ของโฉมงาม
ยามเมื่อหมึกเริ่มละลาย กลิ่นหอมลุ่มลึกที่แฝงเร้นด้วยเสน่ห์รัญจวนใจก็ขจรขจายออกมา กลิ่นหมึกนี้รุนแรงประหนึ่งสุราชั้นดีที่เพียงได้สูดดมก็ทำเอาชีพจรเต้นผิดจังหวะ
"หอมเหลือเกินเจ้าค่ะใต้เท้า กลิ่นนี้ราวกับมีมนต์มอมเมาข้า"
เซี่ยอวิ๋นโน้มตัวลงมาจนลมหายใจร้อนผ่าวรดอยู่ที่ข้างแก้มของนาง เขาวางมือหนาทับลงบนหลังมือของนางที่กำลังฝนหมึก บังคับให้ข้อมือเล็กขยับตามจังหวะที่เขาปรารถนา จากนั้นเขาจึงเอื้อมมืออีกข้างไปหยิบพู่กันขนจิ้งจอกขึ้นมา
"การเขียนอักษรคือการถ่ายทอดวิญญาณลงบนกระดาษ... ทว่าคืนนี้ดูเหมือนกระดาษเซวียนจื่อพวกนี้จะเย็นชืดและไร้ชีวิตชีวาเกินไปสำหรับเจ้า หลิงเอ๋อร์"
เขาจุ่มปลายพู่กันขนจิ้งจอกลงในอ่างหมึกที่นางเพิ่งฝนเสร็จอย่างใจเย็น ขนพู่กันที่เคยขาวสะอาดค่อยๆ ดูดซับน้ำหมึกสีดำสนิทจนชุ่มโชก ฮวาหลิงเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาฉ่ำปรอยแฝงไปด้วยรอยยิ้มยั่วยวนที่ถูกขัดเกลามาอย่างดี บุรุษผู้สูงศักดิ์เช่นเขา มิได้ต้องการเพียงโฉมงามที่วางเฉย ทว่าต้องการแรงดึงดูดที่ปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบให้ตื่นเพริศ
"หากกระดาษเย็นชืดเกินไป... ใต้เท้าจะจารึกบทกวีของท่านไว้ที่ใดเล่าเจ้าคะ" นางถามพลางเอียงคอเล็กน้อย เผยให้เห็นลำคอระหงขาวผ่องที่สั่นระริกตามจังหวะชีพจรที่พุ่งพล่าน
"ที่ที่คู่ควรกับความงามของเจ้าอย่างไรเล่า"
เซี่ยอวิ๋นมิรอช้า เขาจับมือซ้ายของนางขึ้นมาวางแผ่ลงบนโต๊ะ แล้วเริ่มตวัดปลายพู่กันชุ่มหมึกลงบนหลังมือเนียนเป็นเส้นแรก
"อ๊ะ..."
ความนุ่มละเอียดของขนจิ้งจอกที่ลากไล้ไปตามร่องผิวแผ่วเบาประหนึ่งปีกผีเสื้อขยับปีก ทว่ากลับทิ้งรอยความซ่านสยิวไว้ทุกตารางนิ้วที่พู่กันผ่านไป เซี่ยอวิ๋นลากพู่กันจารึกโคลงกลอน เขาจงใจลากปลายพู่กันให้ช้าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้นางได้ซึมซับทุกสัมผัสที่ซึมลึกเข้าสู่ผิวเนื้อ
ฮวาหลิงขยับกายเข้าไปใกล้จนปทุมถันอวบอิ่มเบียดเสียดกับท่อนแขนแกร่งของเขา
"ใต้เท้า... รอยจารึกนี้ช่างงามนัก แต่มันจะงดงามยิ่งกว่า... หากท่านจารึกมันลงไปในที่ที่ลึกซึ้งกว่าหลังมือของข้า"
เซี่ยอวิ๋นมองดูรอยหมึกดำขลับวาววับที่ตัดกับผิวขาวราวหิมะบนมือของนาง ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังสาบเสื้อที่ปิดบังความลับของหญิงสาว
"ในเมื่อเจ้าอาสา ข้าก็จะใช้ร่างของเจ้าแทนกระดาษเซวียนจื่อในจวนแห่งนี้"
กลิ่นหมึกกวางอันลุ่มลึกเริ่มออกฤทธิ์ประหนึ่งยาปลุกกำหนัดชั้นเลิศ เซี่ยอวิ๋นวางพู่กันลงบนที่พัก
"หลิงเอ๋อร์... เจ้าจงเผยผืนแพรแห่งผิวพรรณของเจ้าออกมาให้ข้าจารึกเถิด"
ฮวาหลิงยิ้มรับด้วยจริตที่พิถีพิถัน นางค่อยๆ เอื้อมมือไปปลดปมเชือกที่รัดสาบเสื้อออกอย่างเชื่องช้า ดวงตาคู่สวยจับจ้องมองเขาอย่างท้าทายขณะที่อาภรณ์เนื้อบางค่อยๆ เลื่อนหลุดจากไหล่นวล ปทุมถันสีระเรื่อชูชันสู้ ประหนึ่งดอกเหมยที่เบ่งบานอย่างสง่างามท่ามกลางหิมะขาว
"ใต้เท้า... ร่างกายของข้าหยาบช้านัก ข้าเกรงว่าพู่กันขนจิ้งจอกราคาแพงของท่านจะมัวหมองเพราะหยาดเหงื่อของข้าเสียก่อน" นางเอ่ยเสียงพร่าพลางแอ่นอกรับสายตาที่ลุกโชนของเขาอย่างเต็มใจ
“ความงามของเจ้าคือความสุนทรีย์ที่ข้าถวิลหา... ขยับเข้ามาสิ หลิงเอ๋อร์”
เซี่ยอวิ๋นประคองร่างอรชรของนางให้คุกเข่าลงเบื้องหน้า เขาหยิบพู่กันจุ่มลงในน้ำหมึกสีดำขลับที่นางเพิ่งฝนเสร็จใหม่จนชุ่มโชก มือซ้ายเชยคางมนให้แหงนเงยขึ้น สบตาที่ลุกโชนด้วยไฟราคะ ส่วนมือขวาที่ถือพู่กันเริ่มจรดปลายขนละเอียดลงบนเนินปทุมถันซ้ายของนางอย่างแผ่วเบา
“ใต้เท้า... พู่กันของท่านช่างหนักแน่นนัก ข้าเกรงว่าหยาดหมึกนี้จะซึมลึกไปถึงกระดูก จนข้ามิอาจล้างออกได้ชั่วชีวิต” นางครางกระเส่า พยายามรักษาร่างกายให้นิ่งสนิท ทว่ายอดถันที่สั่นระริกกลับประจานความกระสันภายในอย่างปิดไม่มิด
“หากซึมถึงกระดูกได้จริง ข้าก็จะจารึกไว้อย่าให้ลบเลือน... ว่าเจ้าเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว”
เซี่ยอวิ๋นตวัดพู่กันเขียนบทกวีบทถัดไปลงบนทรวงอกอีกข้างอย่างตั้งใจ “กวีบทนี้กล่าวถึง... พู่กันรุกล้ำถ้ำบุปผา จารึกหยาดน้ำค้างบนเกสร เจ้าว่าไพเราะหรือไม่”
“ไพเราะเจ้าค่ะ... แต่ออกจะรุกล้ำเกินไปนิดนะเจ้าคะ ท่านจารึกเกสรข้างบนจนชุ่มหมึกถึงเพียงนี้ แล้วเมื่อใดท่านจะลงไปจารึกหยาดน้ำวสันต์ที่เบื้องล่างเล่าเจ้าคะ”
เซี่ยอวิ๋นหัวเราะต่ำในลำคอ เขาประคองร่างนางให้หันหลัง แล้วบรรเลงบทกวีที่ยาวกว่าเดิม ลากปลายขนจิ้งจอกจากลำคอระหงต่ำลงมาจนถึงบั้นเอวคอดกิ่ว
“อยู่นิ่งๆ ... หลิงเอ๋อร์ หากเจ้าขยับเพียงนิด อักขระที่ข้าตั้งใจสลักไว้อาจผิดเพี้ยนไป” เขาเอ่ยเสียงเข้มพลางใช้ฝ่ามือร้อนผ่าวทาบลงบนสีข้างของนางเพื่อยึดให้มั่น
“ใต้เท้าใจร้ายนัก... ท่านแกล้งให้ข้าทรมาน”
เซี่ยอวิ๋นทอดสายตามองอักขระที่เขาวาดไว้บนยอดถันและแผ่นหลังเนียน เขาค่อยๆ วางพู่กันลง แล้วใช้นิ้วมือลูบไล้ไปตามขอบอักขระที่ยังไม่แห้งสนิทบนเนินอกอวบอิ่ม จงใจทำให้น้ำหมึกเปรอะเปื้อนปลายนิ้ว
“อ๊ะ... ใต้เท้า...”
ร่างบางบิดเร้าด้วยความซ่านสยิว ทรวงอกอวบหยัดหยันเบียดเสียดเข้าหากัน จังหวะที่นางขยับกายนั้นทำให้น้ำหมึกที่ยังไม่แห้งซึมเปรอะเปื้อนไปทั่ว เส้นสายที่เคยคมชัดบัดนี้กลายเป็นรอยปื้นสีดำที่ไหลย้อยลงไปตามร่องอกลึก
“หลิงเอ๋อร์... เจ้าช่างซุกซนนัก บทกวีที่ข้าตั้งใจสลักเสลามานับชั่วยาม บัดนี้กลับเลอะเลือนเพราะความใจร้อนของเจ้าเสียแล้ว ศิลปะที่งดงามเช่นนี้ เจ้าจะรับผิดชอบอย่างไร”
“ข้าขออภัยเจ้าค่ะใต้เท้า หากท่านจะลงทัณฑ์ที่ข้าทำศิลปะของท่านมัวหมอง... ข้าก็พร้อมน้อมรับทุกประการ”
“ถ้าเช่นนั้น ข้าคงต้องเก็บกวาดสิ่งที่เลอะเทอะนี้ด้วยวิธีของบัณฑิต”
เรียวขาขาวผ่องบีบเข้าหากันแน่น นางค่อยๆ กดสะโพกมนลงหามังกรที่แท้จริงที่ยังคงผงาด ความคับแน่นที่สอดประสานจากด้านหลังทำให้ตัวตนของเขาเข้าลึกถึงจุดรัญจวนใจที่สุดจนนางต้องเชิดหน้าแหงนคอขึ้นรับความเสียวซ่านที่พุ่งทะลุถึงขีดสุด“อ๊า... ลึกเหลือเกินเจ้าค่ะ...”เซี่ยอวิ๋นประคองเอวบางของนางไว้มั่น เขาออกแรงกระแทกเสยขึ้นไปสอดรับกับจังหวะขย่มของนางอย่างรู้ใจ สองมือหนาเอื้อมมาเบื้องหน้าขยำปทุมถันอวบอัดทั้งสองข้างอย่างหนักหน่วง บดบี้ยอดถันที่แดงระเรื่อซ้ำๆ เพื่อกระตุ้นให้พญาหงส์ครางระงมด้วยความสุขสมที่ล้นปรี่แม้หยาดน้ำสวาทจะไหลย้อนซึมออกมาตามโคนขาและเปรอะเปื้อนบัลลังก์ทองคำที่เคยถือว่าศักดิ์สิทธิ์ ทว่าทั้งคู่กลับไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อยล้า เซี่ยอวิ๋นกระชากสะโพกนางเข้าหาอย่างแรงในทุกจังหวะที่นางกดกระแทกลงมาในจังหวะที่อารมณ์รักพุ่งสูงจนถึงจุดยอด ฮวาหลิงเอี้ยวตัวกลับมาสบตาเขา แววตานางส่องประกายด้วยความรักใคร่“ใต้เท้า... ฟังข้าน้อยให้ดีนะเจ้าค่ะ... ลูกในท้องของข้าน้อยคือลูกของท่าน... มีเพียงเลือดเนื้อเชื้อไขของท่านเท่านั้นที่ข้าน้อยยอมให้หยั่งรากฝากชีวิตในกายนี้”คำสารภาพนั้นประหนึ่งโอสถทิพย์ที่ทำให้
เซี่ยอวิ๋นประคองเรียวขาขาวผ่องของฮวาหลิงให้แยกออกกว้างยิ่งขึ้น แล้วสอดนิ้วเรียวยาวเข้าไปอย่างแช่มช้า เขาจงใจแทรกซอนเข้าไปทีละน้อยเพื่อให้ฮวาหลิงซึมซับความหฤหรรษ์"ดูสิ... รังรักของภรรยาข้าช่างน่าอภิรมย์ยิ่งนัก แม้เพียงปลายนิ้วยังต้อนรับข้าด้วยความอบอุ่นถึงเพียงนี้"เขาโน้มใบหน้าลงไปซุกไซ้กลางกายสาวอีกครั้ง ดูดกลีบเนื้อสีหวานทั้งสองข้างอย่างหนักหน่วง สลับกับการใช้ริมฝีปากรวบเอาความอ่อนนุ่มนั้นไว้แล้วออกแรงดึงทึ้งเบาๆ เพื่อเร่งเร้าให้นางทะยานสู่ขอบสวรรค์บนบัลลังก์แห่งอำนาจนี้มือหนาแหวกกลีบบุปผาที่บวมเป่งออกจนเผยให้เห็นเนื้อนุ่มระเรื่อที่สั่นระริกอวดโฉม เซี่ยอวิ๋นใช้เรียวลิ้นสากปาดเลียซ้ำๆ ลงบนจุดไวสัมผัสที่สุดอย่างถี่รัว ลิ้นร้อนตวัดผ่านเนื้อนุ่มที่เต้นตุบตามชีพจร ทำให้ฮวาหลิงแอ่นสะโพกเข้าหาการรุกรานนั้น นางรั้งศีรษะของเขาไว้มั่น เกรงว่าเขาจะหยุดหย่อนการปรนนิบัติที่แสนรัญจวนนี้“ร่องรักของข้าปลิ้นออกมาสู้ลิ้นท่านถึงเพียงนี้แล้ว... ใต้เท้า... ได้โปรดอย่าหยุดนะเจ้าคะ”ฮวาหลิงมิได้เพียงแต่นอนนิ่งเป็นหงส์ในกรงทอง ทว่านางกลับแอ่นสะโพกมนให้ลอยเด่นขึ้นเหนืออาสน์มังกร จงใจจ่อจุดยุทธศาสตร์ที่กำ
ตำหนักเย็น ในเวลานี้ถูกกลบด้วยกลิ่นกำยาน ยาจันทราคลั่ง ยาพิษในคราบโอสถรัญจวนที่ฮวาหลิงปรุงขึ้นจากเกสรดอกไม้ต้องห้าม มีฤทธิ์กัดกร่อนสติสัมปชัญญะกลางห้องบรรทม ร่างของอดีตฮ่องเต้เจ้าเสวียนจินนั่งเอกเขนกอยู่บนตั่งไม้ที่ไร้ลวดลายมังกร สภาพของบุรุษผู้เคยเหยียบย่ำแผ่นดินบัดนี้ช่างน่าเวทนาจนหาที่เปรียบไม่ได้ฉลองพระองค์สีเหลืองที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจหลุดลุ่ยเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำมันหอม เส้นผมที่เคยรวบตึงเป็นระเบียบสยายยุ่งเหยิง“อึก... หลิงเอ๋อร์... เจ้าอยู่ไหน...”สุรเสียงที่เคยทรงพลัง บัดนี้เหลือเพียงเสียงครางพร่าที่ฟังแทบไม่ได้ศัพท์ พระองค์ทรงไขว่คว้าอากาศธาตุ พยายามจะคว้าชายเสื้อของสตรีที่พระองค์ทั้งรักและชังสุดหัวใจ นางกำนัลสี่ห้าคนที่ขยับกายเข้าหาตามคำสั่งของนางพญาผู้ครองอำนาจใหม่นางกำนัลเหล่านั้นปรนนิบัติพระองค์ด้วยท่วงท่าที่ไร้ชีวิตจิตใจ พวกนางเป็นเพียงเครื่องมือที่ฮวาหลิงทิ้งไว้เพื่อตอกย้ำความอัปยศ เจ้าเสวียนจินถูกกักขังอยู่ในภวังค์ความใคร่ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ร่างกายของพระองค์ถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวตลอดเวลา พระองค์กระหายสัมผัสอย่างบ้าคลั่งที่มุมมืดหลังม่านฉากกั้น ฮวาหลิงจ้องมอง
“อึก... หลิงเอ๋อร์...” เจ้าเสวียนจินคำรามแผ่วในลำพระศอ เมื่อความร้อนระอุภายในรังรักของนางโอบรัดตัวตนของพระองค์ไว้ประหนึ่งถูกกลืนกินลงสู่มหาสมุทรที่คับแน่นฮวาหลิงมิได้ขยับกายอย่างรวดเร็วเหมือนคราก่อนๆ ทว่านางกลับใช้ความอ่อนตัวที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงในหอคณิกา มารังสรรค์บทกวีแห่งกามารมณ์ที่วิจิตรยิ่งกว่าเดิมนางโน้มตัวไปข้างหน้าจนแผ่นหลังโค้งมนประหนึ่งคันศร ปล่อยให้ทรวงอกอิ่มบดเบียดแนบชิดไปกับพระอุระ ขณะที่ช่วงล่างยังคงบีบรัดเน้นย้ำทุกจังหวะการหายใจพระสนมรูปงามขยับสะโพกเป็นจังหวะที่เชื่องช้า ใช้เข่าทั้งสองข้างยันฟูกหนาไว้มั่น ก่อนจะแอ่นสะโพกขึ้นสูงจนแก่นกายแกร่งเกือบจะหลุดพ้นจากปากทางรัก แล้วจึงทิ้งน้ำหนักกระแทกลงไปใหม่รวดเดียว จังหวะที่ต่อเนื่องและสอดประสานกันอย่างมิขาดสายทำให้เจ้าเสวียนจินทรงรู้สึกประหนึ่งถูกมนตราสะกดให้ล่องลอยอยู่ในพายุพระหัตถ์แกร่งที่เคยถือดาบสังหารคน บัดนี้กลับทำได้เพียงยึดสะโพกนางไว้แน่นด้วยความรัญจวนฮวาหลิงพลิกเปลี่ยนท่วงท่าอย่างแนบเนียน นางเอนกายไปด้านหลังจนเส้นผมยาวสลวยกวาดผ่านแข้งของพญามังกร สองมือค้ำยันลงบนฟูกนุ่มข้างกายของเขา ท่าทางที่เปิดเปลือยทุ
สายลมกระโชกแรงพัดผ่านพระตำหนักกลางน้ำ สถานที่ลี้ลับที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวกลางสระโบกขรณีอันเงียบสงัด ม่านไหมสีขาวบางเบาปลิวไสวสะบัดไปตามแรงลมประหนึ่งปีกของดวงวิญญาณที่กำลังร่ำไห้อย่างโศกเศร้าฮ่องเต้เจ้าเสวียนจินประทับนั่งด้วยวรกายที่แผ่กลิ่นอายคุกคาม ดวงพระเนตรแดงก่ำด้วยเพลิงแห่งความระแวงสงสัย เบื้องหน้าของพระองค์คือฮวาหลิง นางถูกเรียกตัวมายามดึกสงัด ความงามของนางในยามนี้ดูเปราะบางประหนึ่งกลีบบุปผาที่กำลังจะปลิดปลิวเคร้ง!คมดาบวาววับพุ่งเข้าประชิดลำคอระหงของในชั่วพริบตา“โองการลับนั่นเป็นฝีมือเจ้าหรือไม่หลิงเอ๋อร์... จงบอกความจริงแก่ข้า ก่อนที่ดาบเล่มนี้จะกระชากวิญญาณของเจ้าออกไปเสีย” เสียงของเจ้าเสวียนจินเปี่ยมไปด้วยโทสะที่กดข่มไว้จนสั่นพร่าฮวาหลิงไม่ได้ขยับเขยื้อนกายหนีคมดาบที่จ่ออยู่ที่จุดตาย ดวงตาคู่สวยของนางไม่ได้ฉายแววหวาดกลัวต่อมรณภัยตรงหน้า ทว่ากลับเต็มไปด้วยความร้าวรานอย่างสุดแสน นางช้อนสายตาขึ้นสบพระเนตรมังกรคลั่ง หยาดน้ำตาเม็ดใสเริ่มเอ่อล้นคลอหน่วยตา“ฝ่าบาท... ทรงดำริว่าหม่อมฉันจักกล้าทรยศพระองค์เพื่อสิ่งใดหรือเพคะ” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่บาดลึกเข้าไปในใจคนฟัง
นางใช้น้ำมันหอมสูตรพิเศษที่เหลืออยู่บนฝ่ามือลูบไล้ไปตามยอดถันและหน้าพระนาภี (หน้าท้อง) ของพระองค์ สัมผัสที่ลื่นไหลทำเอาฮ่องเต้ทรงครางหอบออกมาอย่างหมดท่า แววตาที่พระองค์มองนางในยามนี้เต็มไปด้วยความบูชา ประหนึ่งนางคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พระองค์ต้องกราบกรานเพื่อขอเศษเสี้ยวแห่งความสุขสม“เจ้ามันนางแม่มด... หลิงเอ๋อร์...”“หากหม่อมฉันเป็นแม่มด... พระองค์ก็คือเชลยที่หม่อมฉันจะกักขังไว้ในมนต์ขลังนี้ตลอดกาลเพคะ”ฮวาหลิงใช้ร่างกายส่วนล่างบดเบียดลงบนจุดกึ่งกลางของพระองค์อย่างจงใจ นางกดสะโพกสวมทับความยิ่งใหญ่ที่แข็งขืนแทรกซอนเข้าสู่กลีบกุหลาบที่แดงระเรื่อ นางจงใจหยุดค้างไว้ครู่หนึ่งเพื่อให้พระองค์สัมผัสถึงความคับแน่นที่ปากทางเข้าที่แสนเย้ายวน เมื่อนางทิ้งน้ำหนักตัวลงจนสุด ตัวตนของพระองค์ก็เข้าลึกถึงจุดที่รัญจวนใจที่สุดทุกครั้งที่ฮวาหลิงขยับโยกสะโพกขึ้นลง กลีบกุหลาบสีสดจะเผยอออกและโอบหุ้มลำมังกรไว้จนมิดชิด ผิวเนื้อที่เนียนละเอียดและนุ่มลื่นขยับรูดรั้งไปตามความยาวที่เส้นเลือดปูดโปน ประหนึ่งดอกไม้กระหายน้ำที่กำลังกลืนกินหยาดน้ำค้างอย่างตะกรุมตะกรามภาพของกลีบเนื้อที่ขยายและโอบรัดความแกร่งกร้าวไว้อย
ตามปกติแล้วยามพลบค่ำที่หอชิงโหลว มักจะอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของแป้งร่ำและเสียงพิณที่หวานซึ้งชวนฝัน ทว่าในวันนี้ทุกสิ่งกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง องครักษ์เสื้อแพรสวมชุดเกราะสีเข้มถือดาบยาวข้างกาย ยืนประจำจุดทุกๆ ห้าก้าวฮวาหลิงยืนอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องภายในห้องพักส่วนตัว เรียวนิ้วที่เคยฝนหมึกอย่
เซี่ยอวิ๋นโน้มใบหน้าลงต่ำจนปลายจมูกสัมผัสกับกลิ่นหอมกรุ่นของผิวเนื้อ ริมฝีปากของเขาแตะลงบนรอยเลอะที่เนินอกอย่างแผ่วเบา ก่อนจะส่งปลายลิ้นร้อนผ่าวออกมาซับน้ำหมึกที่เปียกเยิ้มออกทีละจุด“ฮื่อ... ใต้เท้า...”ฮวาหลิงครางกระเส่าพลางเชิดหน้าขึ้น ลำคอระหงเกร็งจนเห็นเส้นสายสวยงาม รสชาติของหมึกกวางที่สกัดจาก
พระองค์ทรงเหวี่ยงร่างของนางลงบนตั่งไม้ อาภรณ์ที่เหลือเพียงไม่กี่ชั้นหลุดลุ่ยจนเห็นผิวขาวเนียนที่ขึ้นสีแดงระเรื่อ เจ้าเสวียนจินมิได้ให้เวลานางได้พักหายใจ ร่างสูงใหญ่กำยำประดุจขุนเขาถาโถมเข้าหาทันที พระองค์ทรงใช้มือหนาหยาบกร้านจับเข่าทั้งสองข้างของนางแยกออกกว้างจนสุดแรง"แหกขารับของข้าซะ อย่าทำให้ข้า







![จะไม่ทนกับบทบาทนางร้าย [รีไรท์ตอนจบ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)