Se connecterภายในห้องหนังสือของเซี่ยอวิ๋น แสงตะเกียงน้ำมันส่องสว่าง ทอแสงกระทบม้วนกระดาษเซวียนจื่อที่วางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ฮวาหลิงก้าวเท้าเข้ามาอย่างสำรวม นางสวมอาภรณ์สีม่วงครามปักลายกลีบเหมยที่ดูมิดชิดกว่าทุกวัน ทว่าสิ่งนั้นกลับยิ่งขับเน้นความลึกลับน่าค้นหาให้โดดเด่นขึ้น
"เจ้ามาแล้วหรือ หลิงเอ๋อร์... มานี่สิ ข้ามีสิ่งสำคัญอยากให้เจ้าชม"
ฮวาหลิงนวยนาดเข้าไปใกล้ สายตาของนางจับจ้องไปที่ ‘แท่นฝนหมึกหยกขาว’ ที่แกะสลักจากหยกมันแพะเนื้อดีที่สุด ลวดลายมังกรคะนองน้ำสลักเสลาอย่างวิจิตรบรรจงประหนึ่งมีชีวิต
"นี่คือหยกขาวจากแดนใต้ที่ข้าเพิ่งได้มา... มันมีความพิเศษและล้ำค่ากว่าแท่นหินทั่วไป" เซี่ยอวิ๋นกล่าวพลางหยิบแท่งหมึกสีดำสนิทประทับตราทองคำรูปกวางขึ้นมา
"และนี่คือหมึกกวางชั้นเลิศ สกัดจากสมุนไพรหายากเจ็ดชนิด กลิ่นของมันจะทำให้ใจคนสงบ... หรืออาจจะว้าวุ่นยิ่งกว่าเดิมก็มิอาจรู้ได้"
เขาขยับสละที่ว่างให้แก่นาง "การฝนหมึกที่ดีมิใช่เพียงการออกแรง... แต่มันคือการถ่ายเทน้ำหนักมือที่สม่ำเสมอ หากหนักไปหมึกจะหยาบ หากเบาไปหมึกจะจาง เจ้าลองดูเถิด"
ฮวาหลิงทรุดกายลงนั่งข้างเขา กลิ่นอายบุรุษเพศที่ผสมปนเปกับกลิ่นหนังสือเก่าทำให้นางรู้สึกใจสั่นสะท้านน้อยๆ นางหยิบแท่งหมึกขึ้นมา พรมหยดน้ำลงบนแท่นหยกขาวอย่างแช่มช้า เซี่ยอวิ๋นนั่งจ้องมองการเคลื่อนไหวของนาง นัยน์ตาคมกริบจับจ้องข้อมือที่อ่อนช้อยสลับกับใบหน้าที่ตั้งใจแน่วแน่ของโฉมงาม
ยามเมื่อหมึกเริ่มละลาย กลิ่นหอมลุ่มลึกที่แฝงเร้นด้วยเสน่ห์รัญจวนใจก็ขจรขจายออกมา กลิ่นหมึกนี้รุนแรงประหนึ่งสุราชั้นดีที่เพียงได้สูดดมก็ทำเอาชีพจรเต้นผิดจังหวะ
"หอมเหลือเกินเจ้าค่ะใต้เท้า กลิ่นนี้ราวกับมีมนต์มอมเมาข้า"
เซี่ยอวิ๋นโน้มตัวลงมาจนลมหายใจร้อนผ่าวรดอยู่ที่ข้างแก้มของนาง เขาวางมือหนาทับลงบนหลังมือของนางที่กำลังฝนหมึก บังคับให้ข้อมือเล็กขยับตามจังหวะที่เขาปรารถนา จากนั้นเขาจึงเอื้อมมืออีกข้างไปหยิบพู่กันขนจิ้งจอกขึ้นมา
"การเขียนอักษรคือการถ่ายทอดวิญญาณลงบนกระดาษ... ทว่าคืนนี้ดูเหมือนกระดาษเซวียนจื่อพวกนี้จะเย็นชืดและไร้ชีวิตชีวาเกินไปสำหรับเจ้า หลิงเอ๋อร์"
เขาจุ่มปลายพู่กันขนจิ้งจอกลงในอ่างหมึกที่นางเพิ่งฝนเสร็จอย่างใจเย็น ขนพู่กันที่เคยขาวสะอาดค่อยๆ ดูดซับน้ำหมึกสีดำสนิทจนชุ่มโชก ฮวาหลิงเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาฉ่ำปรอยแฝงไปด้วยรอยยิ้มยั่วยวนที่ถูกขัดเกลามาอย่างดี บุรุษผู้สูงศักดิ์เช่นเขา มิได้ต้องการเพียงโฉมงามที่วางเฉย ทว่าต้องการแรงดึงดูดที่ปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบให้ตื่นเพริศ
"หากกระดาษเย็นชืดเกินไป... ใต้เท้าจะจารึกบทกวีของท่านไว้ที่ใดเล่าเจ้าคะ" นางถามพลางเอียงคอเล็กน้อย เผยให้เห็นลำคอระหงขาวผ่องที่สั่นระริกตามจังหวะชีพจรที่พุ่งพล่าน
"ที่ที่คู่ควรกับความงามของเจ้าอย่างไรเล่า"
เซี่ยอวิ๋นมิรอช้า เขาจับมือซ้ายของนางขึ้นมาวางแผ่ลงบนโต๊ะ แล้วเริ่มตวัดปลายพู่กันชุ่มหมึกลงบนหลังมือเนียนเป็นเส้นแรก
"อ๊ะ..."
ความนุ่มละเอียดของขนจิ้งจอกที่ลากไล้ไปตามร่องผิวแผ่วเบาประหนึ่งปีกผีเสื้อขยับปีก ทว่ากลับทิ้งรอยความซ่านสยิวไว้ทุกตารางนิ้วที่พู่กันผ่านไป เซี่ยอวิ๋นลากพู่กันจารึกโคลงกลอน เขาจงใจลากปลายพู่กันให้ช้าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้นางได้ซึมซับทุกสัมผัสที่ซึมลึกเข้าสู่ผิวเนื้อ
ฮวาหลิงขยับกายเข้าไปใกล้จนปทุมถันอวบอิ่มเบียดเสียดกับท่อนแขนแกร่งของเขา
"ใต้เท้า... รอยจารึกนี้ช่างงามนัก แต่มันจะงดงามยิ่งกว่า... หากท่านจารึกมันลงไปในที่ที่ลึกซึ้งกว่าหลังมือของข้า"
เซี่ยอวิ๋นมองดูรอยหมึกดำขลับวาววับที่ตัดกับผิวขาวราวหิมะบนมือของนาง ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังสาบเสื้อที่ปิดบังความลับของหญิงสาว
"ในเมื่อเจ้าอาสา ข้าก็จะใช้ร่างของเจ้าแทนกระดาษเซวียนจื่อในจวนแห่งนี้"
กลิ่นหมึกกวางอันลุ่มลึกเริ่มออกฤทธิ์ประหนึ่งยาปลุกกำหนัดชั้นเลิศ เซี่ยอวิ๋นวางพู่กันลงบนที่พัก
"หลิงเอ๋อร์... เจ้าจงเผยผืนแพรแห่งผิวพรรณของเจ้าออกมาให้ข้าจารึกเถิด"
ฮวาหลิงยิ้มรับด้วยจริตที่พิถีพิถัน นางค่อยๆ เอื้อมมือไปปลดปมเชือกที่รัดสาบเสื้อออกอย่างเชื่องช้า ดวงตาคู่สวยจับจ้องมองเขาอย่างท้าทายขณะที่อาภรณ์เนื้อบางค่อยๆ เลื่อนหลุดจากไหล่นวล ปทุมถันสีระเรื่อชูชันสู้ ประหนึ่งดอกเหมยที่เบ่งบานอย่างสง่างามท่ามกลางหิมะขาว
"ใต้เท้า... ร่างกายของข้าหยาบช้านัก ข้าเกรงว่าพู่กันขนจิ้งจอกราคาแพงของท่านจะมัวหมองเพราะหยาดเหงื่อของข้าเสียก่อน" นางเอ่ยเสียงพร่าพลางแอ่นอกรับสายตาที่ลุกโชนของเขาอย่างเต็มใจ
“ความงามของเจ้าคือความสุนทรีย์ที่ข้าถวิลหา... ขยับเข้ามาสิ หลิงเอ๋อร์”
เซี่ยอวิ๋นประคองร่างอรชรของนางให้คุกเข่าลงเบื้องหน้า เขาหยิบพู่กันจุ่มลงในน้ำหมึกสีดำขลับที่นางเพิ่งฝนเสร็จใหม่จนชุ่มโชก มือซ้ายเชยคางมนให้แหงนเงยขึ้น สบตาที่ลุกโชนด้วยไฟราคะ ส่วนมือขวาที่ถือพู่กันเริ่มจรดปลายขนละเอียดลงบนเนินปทุมถันซ้ายของนางอย่างแผ่วเบา
“ใต้เท้า... พู่กันของท่านช่างหนักแน่นนัก ข้าเกรงว่าหยาดหมึกนี้จะซึมลึกไปถึงกระดูก จนข้ามิอาจล้างออกได้ชั่วชีวิต” นางครางกระเส่า พยายามรักษาร่างกายให้นิ่งสนิท ทว่ายอดถันที่สั่นระริกกลับประจานความกระสันภายในอย่างปิดไม่มิด
“หากซึมถึงกระดูกได้จริง ข้าก็จะจารึกไว้อย่าให้ลบเลือน... ว่าเจ้าเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว”
เซี่ยอวิ๋นตวัดพู่กันเขียนบทกวีบทถัดไปลงบนทรวงอกอีกข้างอย่างตั้งใจ “กวีบทนี้กล่าวถึง... พู่กันรุกล้ำถ้ำบุปผา จารึกหยาดน้ำค้างบนเกสร เจ้าว่าไพเราะหรือไม่”
“ไพเราะเจ้าค่ะ... แต่ออกจะรุกล้ำเกินไปนิดนะเจ้าคะ ท่านจารึกเกสรข้างบนจนชุ่มหมึกถึงเพียงนี้ แล้วเมื่อใดท่านจะลงไปจารึกหยาดน้ำวสันต์ที่เบื้องล่างเล่าเจ้าคะ”
เซี่ยอวิ๋นหัวเราะต่ำในลำคอ เขาประคองร่างนางให้หันหลัง แล้วบรรเลงบทกวีที่ยาวกว่าเดิม ลากปลายขนจิ้งจอกจากลำคอระหงต่ำลงมาจนถึงบั้นเอวคอดกิ่ว
“อยู่นิ่งๆ ... หลิงเอ๋อร์ หากเจ้าขยับเพียงนิด อักขระที่ข้าตั้งใจสลักไว้อาจผิดเพี้ยนไป” เขาเอ่ยเสียงเข้มพลางใช้ฝ่ามือร้อนผ่าวทาบลงบนสีข้างของนางเพื่อยึดให้มั่น
“ใต้เท้าใจร้ายนัก... ท่านแกล้งให้ข้าทรมาน”
เซี่ยอวิ๋นทอดสายตามองอักขระที่เขาวาดไว้บนยอดถันและแผ่นหลังเนียน เขาค่อยๆ วางพู่กันลง แล้วใช้นิ้วมือลูบไล้ไปตามขอบอักขระที่ยังไม่แห้งสนิทบนเนินอกอวบอิ่ม จงใจทำให้น้ำหมึกเปรอะเปื้อนปลายนิ้ว
“อ๊ะ... ใต้เท้า...”
ร่างบางบิดเร้าด้วยความซ่านสยิว ทรวงอกอวบหยัดหยันเบียดเสียดเข้าหากัน จังหวะที่นางขยับกายนั้นทำให้น้ำหมึกที่ยังไม่แห้งซึมเปรอะเปื้อนไปทั่ว เส้นสายที่เคยคมชัดบัดนี้กลายเป็นรอยปื้นสีดำที่ไหลย้อยลงไปตามร่องอกลึก
“หลิงเอ๋อร์... เจ้าช่างซุกซนนัก บทกวีที่ข้าตั้งใจสลักเสลามานับชั่วยาม บัดนี้กลับเลอะเลือนเพราะความใจร้อนของเจ้าเสียแล้ว ศิลปะที่งดงามเช่นนี้ เจ้าจะรับผิดชอบอย่างไร”
“ข้าขออภัยเจ้าค่ะใต้เท้า หากท่านจะลงทัณฑ์ที่ข้าทำศิลปะของท่านมัวหมอง... ข้าก็พร้อมน้อมรับทุกประการ”
“ถ้าเช่นนั้น ข้าคงต้องเก็บกวาดสิ่งที่เลอะเทอะนี้ด้วยวิธีของบัณฑิต”
เซี่ยอวิ๋นในยามนี้ช่างมีเสน่ห์อย่างร้ายกาจ ความอ่อนโยนที่แผ่ออกมาเปรียบประดุจลำธารน้ำเย็นที่ไหลชโลมบาดแผลจากไฟป่า เขาดูเหมือนเทพบุตรที่ยอมก้าวลงมาในบ่อโคลนเพียงเพื่อฉุดรั้งนางไว้ เขาเชยคางมนของนางขึ้นช้าๆ ดวงตาฉ่ำน้ำของคณิกาสาวประสานเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความเทิดทูน ใบหน้าคมเข้มค่อยๆ โน้มลงมาหาจนสัมผัสถึงลมหายใจของกันและกันเซี่ยอวิ๋นประทับริมฝีปากลงบนกลีบปากของนางอย่างแผ่วเบาที่สุดเท่าที่บุรุษคนหนึ่งจะกระทำได้ จุมพิตนี้ไร้ซึ่งการรุกราน ไร้ซึ่งอำนาจสั่งการ มีเพียงความละมุนละไมที่พยายามซึมซาบเข้าไปปลอบประโลมความบอบช้ำ เขาถอนริมฝีปากออกเพียงนิด แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยน้ำตาที่ข้างแก้มของนางอย่างทะนุถนอม“ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน... หลิงเอ๋อร์”เสียงน้ำกระเพื่อมไหวรุนแรงขึ้นเมื่อเซี่ยอวิ๋นมิได้หยุดอยู่เพียงขอบสระ บุรุษผู้สูงศักดิ์ก้าวลงมาในน้ำทั้งที่ยังสวมชุดขุนนางสีน้ำเงินเข้มเต็มยศ ผ้าไหมปักลายเมฆามงคลที่มีน้ำหนักมหาศาลยามเปียกโชกกลับมิได้เป็นอุปสรรคต่อความมุ่งมั่นของเขาแม้แต่น้อย เขาสละสิ้นซึ่งมาดขุนนางผู้สุขุมเพื่อก้าวเข้ามาหาหญิงสาวที่เขาเทิดทูนเหนือสิ่งใดไอร้อนจากสระหยกโอบล้อมร
ลำแสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องผ่านรอยแยกของบานหน้าต่าง ฮวาหลิงค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า นางพยายามจะขยับกายทว่าความเจ็บแปลบที่แล่นพล่านจากท้องน้อยลามไปถึงไขสันหลังกลับทำให้นางต้องนิ่วหน้าและครางแผ่วออกมาด้วยความระทมนางรู้สึกปวดร้าวประหนึ่งถูกขุนเขาบดทับ การเคลื่อนไหวแม้เพียงปลายนิ้วคือการตอกย้ำถึงความป่าเถื่อนที่เพิ่งผ่านพ้นไป ผิวพรรณของนางรู้สึกแห้งตึง อบอวลไปด้วยคราบไคลและคราบน้ำรักที่แห้งกรังติดกายเสี่ยวชุ่ย สาวใช้คนสนิทก้าวเข้ามาพร้อมตะเกียงดวงเล็ก แสงไฟสลัวกระทบใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล นางวางถาดน้ำแกงบำรุงลงบนโต๊ะข้างเตียงอย่างแผ่วเบา"พี่ฮวาหลิง... ท่านตื่นแล้วหรือเจ้าคะ"สาวใช้ตัวน้อยหลบสายตาทันทีเมื่อเหลือบเห็นรอยช้ำสีกุหลาบเข้มที่ซอกคอและลาดไหล่ซึ่งโผล่พ้นสาบเสื้อ แววตาของนางเต็มไปด้วยความเวทนาและหวาดกลัว ฮวาหลิงเห็นเงาสะท้อนนั้นแล้วก็ได้แต่แค่นยิ้มในใจ สภาพของนางในยามนี้มิอาจเรียกได้ว่าเป็นสตรีผู้เลอโฉม ผิวกายของนางมิต่างจากหนังสัตว์ที่ถูกพยัคฆ์ร้ายขย้ำจนยับเยินไม่นานนัก แม่เล้าแห่งหอชิงโหลวก็ก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างามดั่งเช่นทุกวัน นางกวาดสายตามองไปรอบห้องที่ยังคงอ
เจ้าเสวียนจินพ่นลมหายใจร้อนพร่าออกมาเมื่อความคับแน่นรุกรานเข้าสู่จุดที่ลึกที่สุดในโพรงปากของนาง ฮวาหลิงใช้จุดกระสันภายในดูดดึงมังกรยักษ์อย่างเป็นจังหวะถี่รัว สลับกับการใช้นิ้วเรียวคลึงวนที่ฐานอย่างรู้หน้าที่ ความชำนาญของนางทำให้ฮ่องเต้หนุ่มผู้เคยผ่านสตรีนับร้อยถึงกับต้องใช้มือแกร่งค้ำขอบโต๊ะไว้มั่น มัดกล้ามเนื้อตามท่อนแขนและลำคอเกร็งเขม็งจนเส้นเลือดปูดโปน"รสชาติของพระองค์... ช่างดุดันและดียิ่งนักเพคะ" นางผละริมฝีปากออกมาเพียงครู่เพื่อกระซิบด้วยเสียงที่พร่าระรวย หยาดน้ำหวานใสไหลย้อยจากมุมปากดูเย้ายวนใจเกินพรรณนา"หม่อมฉันอยากจะกลืนกินพระองค์ไว้ทั้งหมด... มิให้เหลือแม้เพียงหยดเดียว"แสงเทียนสลัวภายในห้องบรรทมส่องกระทบร่างเปลือยเปล่า ที่คุกเข่าหมอบราบอยู่แทบเท้าโอรสสวรรค์ เส้นผมสลวยที่เคยเกล้าไว้อย่างประณีตบัดนี้ยุ่งเหยิงปรกใบหน้าและลาดไหล่เนียน ทว่าความกระเซอะกระเซิงนั้นกลับขับเน้นให้นางดูงดงามปานเทพธิดาจำแลงที่กำลังทำเรื่องหยาบโลนที่สุดเพื่อปรนเปรอพระเจ้าในดวงใจ"นางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์... คณิกาเช่นเจ้าทำไมถึงได้ร้ายกาจถึงเพียงนี้"เจ้าเสวียนจินสบถคำหยาบออกมาด้วยความเสียวซ่านที่พุ่งทะยานเ
เจ้าเสวียนจินคำรามกึกก้อง พระองค์ทรงกระชากสาบเสื้อของฮวาหลิงออกจนพ้นไหล่นวลอย่างมิใยดี ก่อนจะบีบปลายคางนางให้แหงนเงยจนลำคอระหงตึงเครียดเพื่อเพ่งมองรอยหมึกนั้นให้ชัด แววตาของมังกรคลั่งวาวโรจน์ไปด้วยความพิโรธ"อึก... ฝ่าบาท... หม่อมฉัน..."นางยังมิทันได้เอ่ยคำแก้ตัว เจ้าเสวียนจินก็ทรงฝังใบหน้าลงบนรอยหมึกนั้นอย่างป่าเถื่อน พระองค์ทรงใช้ริมฝีปากและไรฟันคมบดเค้น ดูดดึงผิวเนื้อขาวนวลอย่างรุนแรงประหนึ่งจะกระชากเอาสีหมึกนั้นออกไปจากผิวของนาง แรงดูดดึงมหาศาลทำให้ผิวเนื้อขึ้นห้อเลือดสีเข้มทับถมลงบนรอยหมึกของชายอื่นจนมิดสิ้น"เจ้ามันร่านนักนะ หลิงเอ๋อร์! ร่างกายนี้เป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว ร่องรอยของชายอื่นข้าจะขยี้มันให้จมดิน!"พระองค์สบถด่าทอนางด้วยวาจาหยาบโลนเพื่อกดให้นางสยบยอม ก่อนจะจับร่างของฮวาหลิงพลิกหันหลังให้อย่างรวดเร็ว ทรงกดแผ่นหลังนวลให้แอ่นรับแรงอารมณ์ในท่ายืนกลางห้อง ทรงงัดมังกรยักษ์ที่ร้อนระอุและขยายขนาดจนสุดขีดออกมา แล้วจ้วงแทงเข้าสู่ถ้ำวสันต์ที่ยังชุ่มโชกจากศึกก่อนหน้าอย่างอุกอาจ"อ๊าาาาาาา!"ฮวาหลิงหวีดร้องสุดเสียงเมื่อความใหญ่โตมหาศาลรุกรานเข้ามาโดยมิบอกกล่าว ในขณะที่ช่วงล่าง
ภายในห้องนอนที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นหอมบุปผา บัดนี้กลับถูกยึดครองด้วยกลิ่นกำยานมังกรอันเข้มข้น กลิ่นไม้หอมและพิมเสนป่าอันแสนดุดันมอมเมาประสาทสัมผัสจนกลิ่นอายเดิมของเจ้าของห้องเลือนหายไปสิ้น ประหนึ่งเป็นการประกาศก้องว่าทุกอณูในเขตคามแห่งนี้คืออาณาเขตของจักรพรรดิเพียงผู้เดียวเจ้าเสวียนจินประทับยืนนิ่งอยู่กลางห้อง สุรเสียงทรงอำนาจสั่งไล่ข้าราชบริพารและองครักษ์ออกไปจนสิ้น เหลือเพียงพระองค์กับยอดคณิกาที่อยู่ในอาภรณ์แพรบางเบา ดูประหนึ่งลูกกวางหลงทางท่ามกลางรังพยัคฆ์พลาญฮวาหลิงสูดลมหายใจเข้าลึก บังคับความสั่นเทาให้แปรเปลี่ยนเป็นจริตจะก้านที่แสนสุนทรีย์ สะโพกมนส่ายไหวอย่างเย้ายวนภายใต้ผ้าแพรโปร่งในยามที่นางสืบเท้าเข้าหา ฮวาหลิงหยุดลงตรงหน้าพระองค์ในระยะที่ใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนของมังกรคลั่งรดรินลงบนนวลหน้าผากนางช้อนสายตาขึ้นสบพระเนตรด้วยแววตาหยาดเยิ้ม ขนตางอนหนาสั่นระริกดูน่าทะนุถนอมประหนึ่งบุปผาต้องหยาดพิรุณ"หม่อมฉันจะช่วยเปลื้องอาภรณ์นะเพคะ..."เรียวนิ้วสวยที่ได้รับการบำรุงด้วยน้ำมันหอมจนนุ่มละมุน ลูบไล้ผ่านสายคาดเอวหยกอย่างเชื่องช้า นางจงใจให้ปลายนิ้วกรีดกรายผ่านหน้าท้องที่เต็มไปด้วยมัดกล้า
แรงเสียดทานที่เพิ่มขึ้นทำให้กลีบบุปผาที่ชุ่มโชกไปด้วยน้ำสังวาทส่งเสียงแฉะชื้น เร้าอารมณ์ยิ่งกว่าเสียงดนตรีใดในหอแดงแห่งนี้ เรียวขาที่พาดอยู่บนบ่าแกร่งมิได้วางไว้เฉยๆ ฮวาหลิงใช้ส้นเท้าจิกเกร็งลงบนแผ่นหลังกว้างที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากคมดาบของจักรพรรดิ แล้วออกแรงดึงรั้งให้ร่างหนาบดเบียดเข้ามาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การกระทำนี้ช่วยให้มังกรยักษ์กระแทกเข้าถึงจุดตายที่ลึกที่สุดจนนางต้องจิกเกร็งปลายนิ้วเท้าแน่น ร่างกายเบื้องล่างสั่นระริกจากการถูกเติมเต็มจนล้นปรี่"มังกรของข้ามันใหญ่โตจนเจ้าจุกไปถึงทรวงเลยใช่ไหม! บอกข้าสิว่ามิมีบุรุษใดทำเจ้าได้ถึงใจเท่าข้าอีก!" เจ้าเสวียนจินคำรามพลางกดสะโพกเน้นย้ำลงไปซ้ำๆ จนตั่งไม้สั่นคลอน"อ๊าาา... ฝ่าบาท... ฮือออ... แรงกระแทกของพระองค์... มันจุกไปทั้งท้องน้อยเลยเพคะ..." ฮวาหลิงหวีดร้องออกมาอย่างมิอาจกลั้น "เสียวจน... เสียวจนหม่อมฉันจะกั้นน้ำไว้มิอยู่แล้วเพคะ!"ความจุกเสียดและความซ่านสยิวที่พุ่งทะยานทำให้นางรู้สึกวูบวาบประหนึ่งหยาดน้ำจะราดรดลงบนตั่งไม้ สะโพกมนแอ่นขึ้นรับแรงกระแทกอย่างลืมอาย สติสัมปชัญญะหลุดลอยไปตามแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่านมือเรียวสวยเลื่อนขึ้นลูบไล







