ท่ามกลางราตรีที่แสงจันทร์กระจ่างอาบย้อมผืนนภา กลิ่นอายแห่งวสันตฤดูโชยชายละลิ่ว พัดพาเอาความหอมหวานของบุปผานานาพรรณเข้าสู่ใจกลางเมืองหลวง ทว่ากลับไม่มีที่ใดจะอบอวลไปด้วยความรัญจวนใจเท่ากับ ‘หอชิงโหลว’ หรือที่ผู้คนต่างขนานนามว่าหอระเริงวสันต์อีกแล้วในค่ำคืนนี้ หอชิงโหลวถูกเนรมิตให้กลายเป็นวิมานบนดินเพื่อจัดงานเลี้ยงชมบุปผาวสันต์ โคมผ้าไหมสีชาดและสีทองนับร้อยดวงถูกจุดโชติช่วง ขับเน้นตัวอาคารไม้สลักเสลาให้วิจิตรตระการตาราวกับตำหนักในสรวงสวรรค์ เสียงสรวลเสเฮฮาต่อกระซิกของเหล่าขุนนางปะปนไปกับเสียงกังวานของจอกสุราเงินที่กระทบกันไม่ขาดสาย กลิ่นกำยานราคาแพงจากต่างแดนกรุ่นกระจาย ผสมโรงไปกับกลิ่นอาหารอันโอชะและเมรัยเลิศรสที่บ่มเพาะมานานนับสิบปีณ โต๊ะไม้พะยูงแกะสลักลายมังกรคาบแก้วซึ่งตั้งอยู่ในจุดที่ดีที่สุด ‘เซี่ยอวิ๋น’ ขุนนางหนุ่มผู้มีรูปโฉมงดงามราวกับเทพบุตรจุติลงมาดิน นั่งเอนกายอย่างเกียจคร้านท่ามกลางวงล้อมของเหล่านางโลมผู้เลอโฉมเขาสวมอาภรณ์ผ้าไหมสีครามเข้ม ปักดิ้นเงินเป็นลายเมฆมงคลตามสาบเสื้อและปลายแขน เส้นผมดำขลับราวน้ำหมึกถูกรวบตึงครอบด้วยปิ่นหยกขาวนวล ใบหน้าคมคายและดวงตาหงส์คู่นั้นดูเย
ปรับปรุงล่าสุด : 2026-01-23 อ่านเพิ่มเติม