Se connecterนางช้อนสายตามองเขาขณะที่ค่อยๆ กดสะโพกลงไปอย่างเชื่องช้า เซี่ยอวิ๋นจ้องมองภาพความงามที่ยากจะพรรณนา ความแข็งแกร่งค่อยๆ มุดหายเข้าไปในกลีบเนื้อนุ่มสีระเรื่อที่โอบรัดอย่างหิวกระหาย กล้ามเนื้อหน้าท้องของนางหดเกร็งจนเห็นเส้นสายสวยงาม
"ใต้เท้าเจ้าคะ... มังกรของท่านช่างดุร้ายยิ่งนัก เพียงแค่ข้าสัมผัส มันกลับขยายตัวจนคับแน่น ประหนึ่งจะประกาศศักดาเหนือบุปผาทุกดอกในปฐพี"
ฮวาหลิงขยับเอวบางส่ายร่อนอย่างมีจริตด้วยท่วงท่า ‘บัวเหนือน้ำ’ ที่นางฝึกฝนมา นางใช้รอยแยกที่ชุ่มโชกถูไถบดเบียดไปกับลำกายร้อนระอุของเขาอย่างเชื่องช้า ความลื่นไหลของหยาดอารมณ์ที่เคลือบชโลมอยู่ทำให้ทุกการขยับเกิดเสียงแว่วที่ชวนให้ใจสั่นสะท้าน
เซี่ยอวิ๋นคำรามต่ำในลำคอ อารมณ์ดิบเถื่อนที่ถูกซ่อนไว้ใต้หน้ากากขุนนางผู้สูงศักดิ์เริ่มปริร้าว เขาเอื้อมมือหนาไปตะโบมขยำสะโพกผึ่งผายของนาง นิ้วแข็งแกร่งกดจมลงไปในหนั่นเนื้อนุ่มจนเกิดรอยบุ๋ม ก่อนจะออกแรงรั้งร่างเล็กให้ขยับเข้าหาความยิ่งใหญ่ของตนอย่างเผด็จการ
"หลิงเอ๋อร์... เจ้าช่างช่างเจรจานัก เจ้าเปรียบเปรยว่าตนเป็นบุปผา... แต่เหตุใดบุปผาดอกนี้กลับมีถ้ำที่ลึกซึ้งและร้อนแรงนักเล่า ประหนึ่งพู่กันของข้าจะจุ่มลงไปเท่าใด ก็มิอาจถึงก้นบึ้งของหมึกงามได้เสียที!"
นางหัวเราะเบาๆ ในลำคอ จริตจะก้านของคณิกาชั้นสูงฉายชัดผ่านนัยน์ตาหงส์ที่หยาดเยิ้ม
"แล้วใต้เท้าเล่า... ขุนเขาตระหง่านเสียดนภาในยามนี้ จะยอมสยบให้แก่หุบเขาเมฆาของข้าหรือไม่เจ้าคะ"
"ขุนเขาจะถล่มทลายก็เพื่อเจ้าเพียงผู้เดียว... หลิงเอ๋อร์"
สิ้นคำ เซี่ยอวิ๋นก็มิยอมให้นางเป็นฝ่ายคุมเกมฝ่ายเดียวอีกต่อไป เขาจัดท่าทางให้ร่างอรชรแบะเรียวขาออกกว้างจนเห็นความฉ่ำเยิ้มที่วาววับล้อแสงจันทร์ มือหนาจับส่วนยอดที่มนโตของมังกรยักษ์จ่อเข้ากับถ้ำวสันต์ที่ขมิบรับอย่างหิวกระหาย
"อึก... ใต้เท้า... อ๊า!"
นางเชิดหน้าครางลั่นเมื่อเขาโถมกายพรวดเดียวจนมิดทางรัก ความใหญ่โตที่คับแน่นพองขยายอยู่ภายในทำให้นางรู้สึกราวกับกายจะปริแยกออกเป็นเสี่ยงๆ ดวงตาคู่งามเบิกกว้างจนพร่าเลือนด้วยหยาดน้ำตาแห่งความกระสันที่พุ่งทะยาน
ความคับแน่นที่แผ่ซ่านอยู่ภายในท้องน้อยทำให้นางหอบหายใจรัวเร็ว แผ่นหลังนวลเนียนบิดเร้าอยู่บนอาสนะไหมที่ยับย่น กลีบบุษบาสีระเรื่อที่เคยโอบอุ้มเพียงหยาดน้ำค้าง บัดนี้กลับต้องรองรับมังกรยักษ์ที่ดุดันถึงขีดสุด
ปกติแล้ว หน้าที่ของนางคือการปรนนิบัติให้บุรุษได้พบกับสรวงสวรรค์ ทว่าในราตรีนี้นิสัยนางโลมผู้เจียมตนกลับถูกเผาผลาญไปด้วยเพลิงราคะที่เซี่ยอวิ๋นจุดขึ้น ฮวาหลิงแยกเรียวขาขาวผ่องออกกว้างจนเข่าทั้งสองข้างแทบแนบชิดอกอิ่ม นางจงใจเปิดทางให้มังกรดุร้ายตัวนี้จมลึกเข้าไปในวังสวาทของนางให้ลึกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
"ใต้เท้า... ข้าจะไม่ยอมให้ท่านเป็นผู้เดียวที่เสพสุข"
นางกระซิบเสียงพร่าพลางเริ่มขยับเอวบางร่อนรับจังหวะอย่างท้าทาย สองมือเรียวเอื้อมไปโอบรอบลำคอแกร่ง รั้งตัวเขาลงมาเพื่อให้ปทุมถันอวบหยัดหยันบดเบียดกับแผงอกกว้าง ฮวาหลิงพยายามขมิบเกร็งผนังเนื้อนุ่มที่สั่นระริก รัดรึงความยิ่งใหญ่ของเขาไว้แน่นประหนึ่งจะฝังมันไว้ในกายตนมิให้ไปที่ใดได้
"อา... หลิงเอ๋อร์ เจ้าร้ายนัก!"
เซี่ยอวิ๋นคำรามต่ำในลำคอ เสียงของเขาทุ้มลึกราวกับราชสีห์ที่พึงใจในการขย้ำเหยื่อ เขาจับสะโพกมนของนางไว้แน่นด้วยมือทั้งสองข้าง กดนิ้วจมลงในเนื้อนุ่มที่เปียกชื้นแล้วขยับโยกกายอย่างดุดัน ทุกจังหวะที่เขาส่งกายเข้าไปนั้นเน้นหนักและลึกซึ้งจนถึงจุดลึกที่สุดของความเป็นหญิง
แจ๊ะ... แจ๊ะ... แจ๊ะ...
เสียงน้ำสังวาทที่หลั่งรินจนล้นทะลักสอดประสานกับเสียงผิวกายกระทบกันดังแว่วก้องศาลา กลีบสวยที่สั่นระริกของนางบัดนี้บวมเป่งและแดงช้ำจากการถูกบดขยี้อย่างต่อเนื่อง ทว่าฮวาหลิงกลับยิ่งเรียกร้อง นางขยับกายสวนรับแรงกระแทกอย่างไม่กลัวตาย ทักษะทุกอย่างที่นางเคยร่ำเรียนถูกนำมาใช้เพื่อตักตวงความเสียวซ่านจากมังกรยักษ์ที่หาได้ยากยิ่งในปฐพี
"ใต้เท้า... มังกรของท่านช่างดุร้ายเหลือเกิน... บดขยี้ข้าอีกเจ้าค่ะ... เอาให้ข้ามลายไปในอ้อมแขนท่าน!" นางร้องขอพลางแอ่นกายรับความใหญ่โตที่ยังคงโหมกระหน่ำไม่หยุดหย่อน
"เจ้ายังต้องการสิ่งใดอีก หลิงเอ๋อร์? บุปผางามอันดับหนึ่งอย่างเจ้า ยังไม่อิ่มเอมกับเพลิงสวาทนี้อีกหรือ" เซี่ยอวิ๋นแกล้งผ่อนจังหวะลงเล็กน้อย ทว่ากลับเน้นการบดคลึงส่วนหัวที่พองโตลงบนจุดกระสันอย่างจงใจยั่วยวน
"ข้าอยากได้หยาดน้ำจากมังกรของท่าน... โปรดหลั่งรินมันลงมาดับเพลิงที่กำลังเผาไหม้ข้าน้อยเถิดนะเจ้าคะ"
นางอ้อนวอนด้วยสายตาหยาดเยิ้มประหนึ่งน้ำผึ้ง ลิ้นเล็กเลียริมฝีปากที่แห้งผากอย่างท้าทาย เซี่ยอวิ๋นยกยิ้มอย่างพึงใจ เขาโถมกายเข้าใส่นางด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นจนร่างบางสั่นคลอนไปตามแรงอารมณ์
"หากเจ้าอยากได้น้ำจากมังกร เจ้าก็จงสำแดงน้ำหวานของเจ้าออกมาให้ข้าเห็นก่อนเถิด หลิงเอ๋อร์... จงหลั่งออกมาให้ชุ่มโชก"
"อ๊าาาาาา! ใต้เท้า! ข้ามิไหวแล้ว... มันร้อนเหลือเกิน!"
ฮวาหลิงหวีดร้อง เสียงครางของนางขาดเป็นห้วงๆ ตามแรงกระแทกที่ถี่รัว ภายในกายบีบรัดเขาแน่นจนแทบจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน ความเสียวซ่านพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดประหนึ่งคลื่นยักษ์ที่กำลังจะซัดเข้าหาฝั่ง
เซี่ยอวิ๋นคำรามก้องเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะกระแทกกายเน้นย้ำเข้าไปในความลึกซึ้งที่สุดสามสี่ครั้งติดกัน ความแข็งแกร่งที่คับแน่นพองขยายขึ้นจนถึงขีดสุด พร้อมกับที่ธารสวาทมหาศาลพุ่งทะลักออกมาหลอมรวมกับน้ำหวานของบุปผางามจนล้นเอ่อ
ฮวาหลิงทอดกายระทดระทวยอยู่บนอาสนะนุ่ม ร่างกายของนางยังคงสั่นสะท้านเป็นระลอก ผิวขาวนวลเนียนบัดนี้ซับสีระเรื่อและชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อ ประดุจกลีบบัวงามที่ต้องหยาดน้ำค้างในยามราตรี
แม้เพลิงวสันต์จะมอดดับลงไปชั่วคราว ทว่าเซี่ยอวิ๋นกลับมิได้ถอนกายออกมา มังกรยักษ์ ของเขายังคงปักหลักฝังรากลึกอยู่ภายในถ้ำวสันต์ที่ชุ่มโชก มันยังคงขยายตัวแข็งขึงประหนึ่งความปรารถนาในกายบุรุษนั้นหามีจุดจบไม่ ความร้อนรุ่มที่คับแน่นอยู่ภายในทำให้ฮวาหลิงสัมผัสได้ถึงทุกจังหวะการเต้นของชีพจรจากกายแกร่งที่สอดประสานเป็นหนึ่งเดียว
"อือ... ใต้เท้า... ท่านยังมิเอาออกอีกหรือเจ้าคะ"
นางพึมพำด้วยน้ำเสียงพร่าเลือน ผนังเนื้อนุ่มภายในยังคงกระตุกรัดตอดตุบๆ รับสัมผัสจากเขาอย่างต่อเนื่อง ธารน้ำรักสีขาวขุ่นที่หลอมรวมกันไหลเอ่อล้นออกมาจากปากทางรัก หยดลงบนอาสนะไหมจนเปียกชุ่มเป็นวงกว้าง
เขาโน้มใบหน้าลงซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่น สูดดมกลิ่นกายสาวที่ระคนไปกับกลิ่นกามรสอย่างหลงใหล มือหนาลูบไล้เส้นผมที่เปียกชื้นของนางอย่างทะนุถนอม
"ข้าอยากสัมผัสเจ้าให้นานกว่านี้... หลิงเอ๋อร์ เจ้าบอกว่าพ่ายแพ้แก่ข้าแล้ว... แต่เจ้ารู้หรือไม่ การพ่ายแพ้ของเจ้านั้นกลับชนะใจข้าได้อย่างราบคาบ"
เขาเริ่มขยับสะโพกสอบเบาๆ มังกรยักษ์ที่ยังคงฝังตัวอย่างโอหังขยับเขยื้อนบดเบียดไปกับผนังเนื้อนุ่มที่เปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำสังวาท ความคับแน่นที่พองขยายขึ้นอีกคราทำเอาฮวาหลิงถึงกับเชิดหน้าขึ้นหอบหายใจรัว
เซี่ยอวิ๋นประคองดวงหน้าสวยหวานขึ้นมาสบตา นัยน์ตาคมกริบบัดนี้มิได้มีเพียงไฟราคะ ทว่ามันกลับเต็มไปด้วยความคลั่งไคล้อย่างที่นางมิเคยคาดคิดว่าจะได้รับจากขุนนางผู้สูงศักดิ์เช่นเขา
"หลิงเอ๋อร์... เจ้างดงามประดุจบัวที่หยั่งรากลึกในใจข้า" เขาเอ่ยพลางใช้นิ้วหัวแม่มือคลึงริมฝีปากที่บวมเจ่อของนาง
"ข้าผ่านสตรีมามากนัก ทั้งคณิกาชื่อดังหรือสาวงามล่มเมือง ทว่ากลับมิเคยมีใคร... มิเคยมีใครทำได้ถึงใจข้าเท่าเจ้ามาก่อน ทุกสัมผัสของเจ้า... มันทำให้ข้าหลงใหลจนยากจะถอนตัว"
"ใต้เท้าปากหวานถึงเพียงนี้ ข้าจะเชื่อท่านได้อย่างไรเจ้าคะ... บางทีท่านอาจพูดเช่นนี้กับบุปผาทุกดอกที่ท่านเคยเชยชมก็ได้"
"หากข้าพูดเช่นนั้นกับทุกคน ข้าคงมิมายืนอยู่ที่ศาลาริมสระบัวแห่งนี้ ท่ามกลางลมหนาวเพียงเพื่อจะได้พบเจ้า"
เซี่ยอวิ๋นกดสะโพกย้ำลงไปจนมังกรจมลึกเข้าไปในความอ่อนนุ่มจนสุดทางรัก ทำเอาฮวาหลิงสะดุ้งสุดตัวด้วยความเสียวซ่านที่พุ่งจู่โจม
"ข้าหลงใหลในบุปผาดอกนี้จนมิอาจแบ่งปันให้ผู้ใดได้อีก... ข้าอยากจะกักขังเจ้าไว้ในวิมานทองของข้าเพียงผู้เดียว ให้เจ้าเบ่งบานและหลั่งน้ำหวานให้ข้าเชยชมเพียงลำพังเท่านั้น"
ความปรารถนาอันแรงกล้าที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงและแววตา ทำเอาฮวาหลิงรู้สึกวูบวาบไปทั้งกาย นางแกล้งขยับสะโพกวนเป็นวงกลมรอบความใหญ่โตของเขาอย่างท้าทาย
"ใต้เท้าอยากจะกักขังข้าไว้หรือเจ้าคะ ท่านช่างโลภมากนัก"
นางพูดพลางโน้มลำคอแกร่งลงมาประทับจุมพิตอย่างดูดดื่ม ในใจของฮวาหลิงเริ่มมีกระแสความอุ่นซ่านบางอย่างก่อตัวขึ้น
"ถ้าเช่นนั้น... ก็จงอย่าได้ถอน ‘หมาก’ ของท่านออกไปจากตัวข้าเลยนะเจ้าคะ ให้มันอยู่กับข้า... ให้ข้ารองรับความปรารถนาของท่านไปจนกว่าแสงตะวันจะมาพรากเราจากกัน"
เซี่ยอวิ๋นในยามนี้ช่างมีเสน่ห์อย่างร้ายกาจ ความอ่อนโยนที่แผ่ออกมาเปรียบประดุจลำธารน้ำเย็นที่ไหลชโลมบาดแผลจากไฟป่า เขาดูเหมือนเทพบุตรที่ยอมก้าวลงมาในบ่อโคลนเพียงเพื่อฉุดรั้งนางไว้ เขาเชยคางมนของนางขึ้นช้าๆ ดวงตาฉ่ำน้ำของคณิกาสาวประสานเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความเทิดทูน ใบหน้าคมเข้มค่อยๆ โน้มลงมาหาจนสัมผัสถึงลมหายใจของกันและกันเซี่ยอวิ๋นประทับริมฝีปากลงบนกลีบปากของนางอย่างแผ่วเบาที่สุดเท่าที่บุรุษคนหนึ่งจะกระทำได้ จุมพิตนี้ไร้ซึ่งการรุกราน ไร้ซึ่งอำนาจสั่งการ มีเพียงความละมุนละไมที่พยายามซึมซาบเข้าไปปลอบประโลมความบอบช้ำ เขาถอนริมฝีปากออกเพียงนิด แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยน้ำตาที่ข้างแก้มของนางอย่างทะนุถนอม“ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน... หลิงเอ๋อร์”เสียงน้ำกระเพื่อมไหวรุนแรงขึ้นเมื่อเซี่ยอวิ๋นมิได้หยุดอยู่เพียงขอบสระ บุรุษผู้สูงศักดิ์ก้าวลงมาในน้ำทั้งที่ยังสวมชุดขุนนางสีน้ำเงินเข้มเต็มยศ ผ้าไหมปักลายเมฆามงคลที่มีน้ำหนักมหาศาลยามเปียกโชกกลับมิได้เป็นอุปสรรคต่อความมุ่งมั่นของเขาแม้แต่น้อย เขาสละสิ้นซึ่งมาดขุนนางผู้สุขุมเพื่อก้าวเข้ามาหาหญิงสาวที่เขาเทิดทูนเหนือสิ่งใดไอร้อนจากสระหยกโอบล้อมร
ลำแสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องผ่านรอยแยกของบานหน้าต่าง ฮวาหลิงค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า นางพยายามจะขยับกายทว่าความเจ็บแปลบที่แล่นพล่านจากท้องน้อยลามไปถึงไขสันหลังกลับทำให้นางต้องนิ่วหน้าและครางแผ่วออกมาด้วยความระทมนางรู้สึกปวดร้าวประหนึ่งถูกขุนเขาบดทับ การเคลื่อนไหวแม้เพียงปลายนิ้วคือการตอกย้ำถึงความป่าเถื่อนที่เพิ่งผ่านพ้นไป ผิวพรรณของนางรู้สึกแห้งตึง อบอวลไปด้วยคราบไคลและคราบน้ำรักที่แห้งกรังติดกายเสี่ยวชุ่ย สาวใช้คนสนิทก้าวเข้ามาพร้อมตะเกียงดวงเล็ก แสงไฟสลัวกระทบใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล นางวางถาดน้ำแกงบำรุงลงบนโต๊ะข้างเตียงอย่างแผ่วเบา"พี่ฮวาหลิง... ท่านตื่นแล้วหรือเจ้าคะ"สาวใช้ตัวน้อยหลบสายตาทันทีเมื่อเหลือบเห็นรอยช้ำสีกุหลาบเข้มที่ซอกคอและลาดไหล่ซึ่งโผล่พ้นสาบเสื้อ แววตาของนางเต็มไปด้วยความเวทนาและหวาดกลัว ฮวาหลิงเห็นเงาสะท้อนนั้นแล้วก็ได้แต่แค่นยิ้มในใจ สภาพของนางในยามนี้มิอาจเรียกได้ว่าเป็นสตรีผู้เลอโฉม ผิวกายของนางมิต่างจากหนังสัตว์ที่ถูกพยัคฆ์ร้ายขย้ำจนยับเยินไม่นานนัก แม่เล้าแห่งหอชิงโหลวก็ก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างามดั่งเช่นทุกวัน นางกวาดสายตามองไปรอบห้องที่ยังคงอ
เจ้าเสวียนจินพ่นลมหายใจร้อนพร่าออกมาเมื่อความคับแน่นรุกรานเข้าสู่จุดที่ลึกที่สุดในโพรงปากของนาง ฮวาหลิงใช้จุดกระสันภายในดูดดึงมังกรยักษ์อย่างเป็นจังหวะถี่รัว สลับกับการใช้นิ้วเรียวคลึงวนที่ฐานอย่างรู้หน้าที่ ความชำนาญของนางทำให้ฮ่องเต้หนุ่มผู้เคยผ่านสตรีนับร้อยถึงกับต้องใช้มือแกร่งค้ำขอบโต๊ะไว้มั่น มัดกล้ามเนื้อตามท่อนแขนและลำคอเกร็งเขม็งจนเส้นเลือดปูดโปน"รสชาติของพระองค์... ช่างดุดันและดียิ่งนักเพคะ" นางผละริมฝีปากออกมาเพียงครู่เพื่อกระซิบด้วยเสียงที่พร่าระรวย หยาดน้ำหวานใสไหลย้อยจากมุมปากดูเย้ายวนใจเกินพรรณนา"หม่อมฉันอยากจะกลืนกินพระองค์ไว้ทั้งหมด... มิให้เหลือแม้เพียงหยดเดียว"แสงเทียนสลัวภายในห้องบรรทมส่องกระทบร่างเปลือยเปล่า ที่คุกเข่าหมอบราบอยู่แทบเท้าโอรสสวรรค์ เส้นผมสลวยที่เคยเกล้าไว้อย่างประณีตบัดนี้ยุ่งเหยิงปรกใบหน้าและลาดไหล่เนียน ทว่าความกระเซอะกระเซิงนั้นกลับขับเน้นให้นางดูงดงามปานเทพธิดาจำแลงที่กำลังทำเรื่องหยาบโลนที่สุดเพื่อปรนเปรอพระเจ้าในดวงใจ"นางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์... คณิกาเช่นเจ้าทำไมถึงได้ร้ายกาจถึงเพียงนี้"เจ้าเสวียนจินสบถคำหยาบออกมาด้วยความเสียวซ่านที่พุ่งทะยานเ
เจ้าเสวียนจินคำรามกึกก้อง พระองค์ทรงกระชากสาบเสื้อของฮวาหลิงออกจนพ้นไหล่นวลอย่างมิใยดี ก่อนจะบีบปลายคางนางให้แหงนเงยจนลำคอระหงตึงเครียดเพื่อเพ่งมองรอยหมึกนั้นให้ชัด แววตาของมังกรคลั่งวาวโรจน์ไปด้วยความพิโรธ"อึก... ฝ่าบาท... หม่อมฉัน..."นางยังมิทันได้เอ่ยคำแก้ตัว เจ้าเสวียนจินก็ทรงฝังใบหน้าลงบนรอยหมึกนั้นอย่างป่าเถื่อน พระองค์ทรงใช้ริมฝีปากและไรฟันคมบดเค้น ดูดดึงผิวเนื้อขาวนวลอย่างรุนแรงประหนึ่งจะกระชากเอาสีหมึกนั้นออกไปจากผิวของนาง แรงดูดดึงมหาศาลทำให้ผิวเนื้อขึ้นห้อเลือดสีเข้มทับถมลงบนรอยหมึกของชายอื่นจนมิดสิ้น"เจ้ามันร่านนักนะ หลิงเอ๋อร์! ร่างกายนี้เป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว ร่องรอยของชายอื่นข้าจะขยี้มันให้จมดิน!"พระองค์สบถด่าทอนางด้วยวาจาหยาบโลนเพื่อกดให้นางสยบยอม ก่อนจะจับร่างของฮวาหลิงพลิกหันหลังให้อย่างรวดเร็ว ทรงกดแผ่นหลังนวลให้แอ่นรับแรงอารมณ์ในท่ายืนกลางห้อง ทรงงัดมังกรยักษ์ที่ร้อนระอุและขยายขนาดจนสุดขีดออกมา แล้วจ้วงแทงเข้าสู่ถ้ำวสันต์ที่ยังชุ่มโชกจากศึกก่อนหน้าอย่างอุกอาจ"อ๊าาาาาาา!"ฮวาหลิงหวีดร้องสุดเสียงเมื่อความใหญ่โตมหาศาลรุกรานเข้ามาโดยมิบอกกล่าว ในขณะที่ช่วงล่าง
ภายในห้องนอนที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นหอมบุปผา บัดนี้กลับถูกยึดครองด้วยกลิ่นกำยานมังกรอันเข้มข้น กลิ่นไม้หอมและพิมเสนป่าอันแสนดุดันมอมเมาประสาทสัมผัสจนกลิ่นอายเดิมของเจ้าของห้องเลือนหายไปสิ้น ประหนึ่งเป็นการประกาศก้องว่าทุกอณูในเขตคามแห่งนี้คืออาณาเขตของจักรพรรดิเพียงผู้เดียวเจ้าเสวียนจินประทับยืนนิ่งอยู่กลางห้อง สุรเสียงทรงอำนาจสั่งไล่ข้าราชบริพารและองครักษ์ออกไปจนสิ้น เหลือเพียงพระองค์กับยอดคณิกาที่อยู่ในอาภรณ์แพรบางเบา ดูประหนึ่งลูกกวางหลงทางท่ามกลางรังพยัคฆ์พลาญฮวาหลิงสูดลมหายใจเข้าลึก บังคับความสั่นเทาให้แปรเปลี่ยนเป็นจริตจะก้านที่แสนสุนทรีย์ สะโพกมนส่ายไหวอย่างเย้ายวนภายใต้ผ้าแพรโปร่งในยามที่นางสืบเท้าเข้าหา ฮวาหลิงหยุดลงตรงหน้าพระองค์ในระยะที่ใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนของมังกรคลั่งรดรินลงบนนวลหน้าผากนางช้อนสายตาขึ้นสบพระเนตรด้วยแววตาหยาดเยิ้ม ขนตางอนหนาสั่นระริกดูน่าทะนุถนอมประหนึ่งบุปผาต้องหยาดพิรุณ"หม่อมฉันจะช่วยเปลื้องอาภรณ์นะเพคะ..."เรียวนิ้วสวยที่ได้รับการบำรุงด้วยน้ำมันหอมจนนุ่มละมุน ลูบไล้ผ่านสายคาดเอวหยกอย่างเชื่องช้า นางจงใจให้ปลายนิ้วกรีดกรายผ่านหน้าท้องที่เต็มไปด้วยมัดกล้า
แรงเสียดทานที่เพิ่มขึ้นทำให้กลีบบุปผาที่ชุ่มโชกไปด้วยน้ำสังวาทส่งเสียงแฉะชื้น เร้าอารมณ์ยิ่งกว่าเสียงดนตรีใดในหอแดงแห่งนี้ เรียวขาที่พาดอยู่บนบ่าแกร่งมิได้วางไว้เฉยๆ ฮวาหลิงใช้ส้นเท้าจิกเกร็งลงบนแผ่นหลังกว้างที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากคมดาบของจักรพรรดิ แล้วออกแรงดึงรั้งให้ร่างหนาบดเบียดเข้ามาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การกระทำนี้ช่วยให้มังกรยักษ์กระแทกเข้าถึงจุดตายที่ลึกที่สุดจนนางต้องจิกเกร็งปลายนิ้วเท้าแน่น ร่างกายเบื้องล่างสั่นระริกจากการถูกเติมเต็มจนล้นปรี่"มังกรของข้ามันใหญ่โตจนเจ้าจุกไปถึงทรวงเลยใช่ไหม! บอกข้าสิว่ามิมีบุรุษใดทำเจ้าได้ถึงใจเท่าข้าอีก!" เจ้าเสวียนจินคำรามพลางกดสะโพกเน้นย้ำลงไปซ้ำๆ จนตั่งไม้สั่นคลอน"อ๊าาา... ฝ่าบาท... ฮือออ... แรงกระแทกของพระองค์... มันจุกไปทั้งท้องน้อยเลยเพคะ..." ฮวาหลิงหวีดร้องออกมาอย่างมิอาจกลั้น "เสียวจน... เสียวจนหม่อมฉันจะกั้นน้ำไว้มิอยู่แล้วเพคะ!"ความจุกเสียดและความซ่านสยิวที่พุ่งทะยานทำให้นางรู้สึกวูบวาบประหนึ่งหยาดน้ำจะราดรดลงบนตั่งไม้ สะโพกมนแอ่นขึ้นรับแรงกระแทกอย่างลืมอาย สติสัมปชัญญะหลุดลอยไปตามแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่านมือเรียวสวยเลื่อนขึ้นลูบไล






