Masuk“ตื่นได้แล้วไอ้พวกเด็กเหลือขอ ถึงเวลากินข้าว กินน้ำแล้ว”
แสงลอดเข้ามาในห้องโดยสารเล็กน้อยแสดงว่ายังเป็นเวลากลางคืนอยู่ เสียงโยนห่อข้าวจำนวนเท่ากับเด็กในห้องโดยสารดังขึ้นต่อเนื่องปลุกเด็กน้อยทั้งหลายให้ตื่นจากนิทรามารับรู้ความจริงอันโหดร้าย
ห่อข้าวบางอันตกพื้นแตกกระจายจนเม็ดข้าวและผักข้างในหกออกมาพวกมันก็ไม่สนใจเลยสักนิดซ้ำยังโยนแรงเหมือนเดิม บางคนถึงกับหัวเราะออกมาราวกับเป็นเรื่องขำขันที่เห็นเด็ก ๆ กรูกันเข้ามาแย่งห่อข้าวที่ยังไม่แตก
ใครแรงน้อยสู้ไม่ได้ก็ต้องยอมแพ้นั่งโกยข้าวห่อที่ตกแตกเอาไปกินอย่างเลือกไม่ได้
“กินเร็ว ๆ นะเว้ย อีกไม่ถึงสามชั่วยามจะถึงประตูเมืองอีกฝั่งหนึ่งแล้ว หลังจากนี้พวกเจ้าจะต้องถูกขายต่อไปอีกเจ้าหนึ่ง ข้าไม่รู้ว่าต่อจากนั้นพวกเจ้าจะได้กินอีกมื้อยามใดอีก ข้าไม่เกี่ยวแล้วนะเว้ย...ฮ่า ๆ”
เจียวเชินนอนฟังอย่างเก็บรายละเอียด สมองก็ประมวลหาทางเอาตัวรอดและหาทางช่วยเหลือเด็กพวกนี้ก่อนที่จะโดนขายไปที่ไหนต่อก็มิอาจทราบได้
“ลูกพี่ แล้วพวกเราจะเอาอย่างไรกับศพสตรีผู้นี้ดีเล่า มันตายไปตั้งแต่ข้าอุ้มขึ้นมาทิ้งไว้บนรถแล้ว ตอนนั้นรีบร้อนคิดไม่ออกจึงเอามันมาด้วยก่อน”
“เจ้าแน่ใจนะว่านางตายแล้ว”
“แน่ใจขอรับ นางไม่หายใจแล้วมิเช่นนั้นข้าคงมัดมือมัดเท้านางไปแล้วไม่ปล่อยให้นอนอยู่ตรงนั้นหรอก”
คนเป็นลูกพี่กวาดสายตามองเด็กที่ขโมยมาด้วยสายตาเหมือนกำลังตรวจสอบอะไรบางอย่าง “พวกเจ้ามีใครเห็นแม่นี่ขยับตัวหรือไม่”
“...”
ดวงตากว่าสิบคู่เงยมามองคนถามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“ไม่ขอรับ”
“พี่สาวให้บะ...อุ๊บ”
“เจ้าปิดปากเด็กนั่นทำไมฮะ ! ไอ้เด็กเหลือขอ” อาเว่ยเม้มปากแน่นส่ายหน้า ค่อย ๆ ลดมือเล็กลงเมื่อเห็นมือของผู้ใหญ่ใจร้ายยกขึ้นกลางอากาศทำท่าเหมือนจะตบเขาหากเขาไม่ยอมเอามือที่ปิดปากออก
“ข้าจะบอกว่าพี่สาวคนสวยเป็นผีไปแล้ว ฮึก ข้ากลัว”
“เออ ก็แล้วไป” คนเป็นลูกพี่ชักสีหน้าขู่เด็กอย่างอารมณ์เสียก่อนหันกลับไปพูดกับลูกน้องต่อ “เก็บศพมันไว้ในนี้ก่อน เอาไว้ออกจากเมืองหลี่ซงไปถึงกลางป่าก่อนค่อยโยนทิ้งให้สัตว์ป่ากิน”
“ขอรับ”
เมืองหลี่ซง ?
ช่วงเวลานี้คงพักรถม้าชั่วคราว พวกมันต้องพักกลางดึกตรงที่ไม่มีคนสังเกตง่าย ๆ แสดงว่าพวกนางยังอยู่ในเมืองหลี่ซง
เมืองหลี่ซงมีขนาดใหญ่กินพื้นที่ดินแดนทักษิณมากที่สุดจึงต้องใช้เวลาเดินทางผ่านนานหน่อย
โชคดีเหลือเกินที่ยังไม่ออกจากเมืองไป มิเช่นนั้นหนทางรอดย่อมยากยิ่ง
เจียวเชินรอให้พวกมันปิดประตูห้องโดยสารและจากไปก่อนลุกขึ้นมานั่งแอบสำรวจมองสิ่งแวดล้อมข้างนอกผ่านรูตรงช่องหน้าต่างรถม้า
ตอนรถม้าเริ่มออกเคลื่อนที่เจียวเชินเห็นเป็นชายป่า พอรถม้าเคลื่อนที่ได้สักพักนางเห็นเป็นบ้านคนที่ปิดประตูสนิทเพราะเวลานี้เป็นยามวิกาล
เจียวเชินแอบมองจนอยู่นานจนกระทั่งได้ยินเสียงกีบม้าวิ่งอยู่ไกล ๆ ดวงตาหงส์จึงเปล่งประกายราวกับพบเจอแสงสว่างก่อนหันกลับมามองเด็กน้อยทุกคนในรถม้าคุมขัง
“เด็กดีทั้งหลาย พวกเจ้าอยากกลับบ้านหรือไม่”
“...”
“ยะ…อยากเจ้าค่ะพี่สาว แต่ว่า...”
“ไม่มีแต่ พี่สาวมีการละเล่นที่ผู้ชนะจะได้กลับบ้าน กติกาคือใครสามารถเกาะรถม้าได้แน่นที่สุดชนะ เอาละทุกคนเริ่มหาที่ยึดเกาะได้”
“เจ้าค่ะ/ขอรับพี่สาว”
“...” เจียวเชินหันกลับมาส่องรูมองข้างนอกอีกครั้งเมื่อเห็นเด็ก ๆ ทุกคนกระตือรือร้นให้ความร่วมมือกับนางเป็นอย่างดี
ชาติที่แล้วเจียวเชินเป็นเด็กกำพร้าแถมโตขึ้นมาแล้วยังประกอบอาชีพเป็นพี่เลี้ยงเด็กเพื่อหาเลี้ยงตัวเองและมูลนิธิที่ตนเองเติบโตมาด้วยตัวคนเดียว ดังนั้นการพูดคุยโน้มน้าวใจเด็กให้ทำตามนั้นจึงเป็นเรื่องถนัดของนางไม่น้อย
เมื่อแหล่งที่มาของเสียงฝีเท้าม้าดังใกล้เข้ามาจนหญิงสาวสามารถมองเห็นได้ว่าพวกเขาเป็นกลุ่มไหน ดูจากเครื่องแบบการแต่งกายแล้วนางมั่นใจว่าเป็นเหล่าทหารลาดตระเวนอย่างแน่นอน
โอกาสนี้แหละเป็นหนทางของพวกนาง
ปึก ปึก ปึง!
เจียวเชินบอกให้เด็กคนอื่นเกาะให้มั่นเพื่อที่นางจะได้ออกแรงดันห้องโดนสารแห่งนี้ให้เทน้ำหนักไปข้างใดข้างหนึ่ง เรื่องจากหญิงสาวรูปร่างเล็กและแรงน้อยจึงต้องทุ่มตัวหลายครั้งจนกระทั่งรถม้าเสียหลักพลิกคว่ำขณะกำลังเคลื่อนที่ผ่านกลุ่มทหารลาดตระเวน
ฮี่ ฮี๊!
เสียงม้าร้องสอดประสานกับเสียงรถทั้งคันพลิกคว่ำเรียกความสนใจของขบวนทหารขี่ม้าให้หันมาสนใจเป็นอย่างดี
อย่างน้อยสนใจในแง่ต้องการเข้ามาช่วยเหลือก็ยังดีกว่าปล่อยผ่านขบวนพ่อค้าจอมปลอมนี้ไปเฉย ๆ
“พวกเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ต้องการความช่วยเหลือใดหรือไม่”
เสียงของเหล่าทหารที่ลงจากม้ามาสอบถามขบวนพ่อค้าที่จู่ ๆ ก็เกิดอุบัติเหตุ
“อะ…เอ่อ ไม่เป็นไรขอรับ พวกข้าน้อยไม่กล้ารบกวนพวกท่านหรอก ทำการค้าต้องเดินทางไกลเรื่องพวกนี้พ่อค้าอย่างข้าน้อยพบเจอมามาก พวกท่านไม่ต้องเป็นห่วงขอรับ ข้าน้อยสามารถจัดการได้สบาย ๆ”
“เช่นนั้นก็ดี ใต้เท้าของข้าต้องรีบกลับเข้าเมือง พวกเจ้าช่วยจัดการเปิดทางให้หน่อยก็แล้วกัน”
บทส่งท้ายหลายวันผ่านไปคดีลักลอบค้าเด็กผิดกฎหมายข้ามเมืองถูกปิดจบลงไปด้วยดีโดยสามารถจับทั้งตัวเบื้องหลังและพ่อค้าคนกลาง รวมทั้งตระกูลที่ร่วมมือต่าง ๆ ได้ทั้งหมดด้วยเพราะมือปราบของแต่ละเมืองร่วมมือกันอย่างสามัคคี รวมทั้งตระกูลจิ่นตระกูลมากอำนาจในเมืองหลี่ซงเองก็ถูกจับกุมตัวทั้งครอบครัวไปรับโทษในคุกด้วยเช่นกัน การจับกุมตัวตระกูลชั้นสูงนี้ย่อมเป็นข่าวดังที่ชาวเมืองหลี่ซงทุกคนล้วนให้ความสนใจ เป็นหัวข้อสนทนายามเช้าติดต่อกันหลายวันเลยทีเดียวครั้นกล่าวถึงอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงหลังจากคดีดังกล่าวถูกปิดจบลงคือมีรถม้าจากต่างเมืองหลายคันเดินทางผ่านเข้าผ่านประตูเมืองมุ่งหน้าสู่จวนเรียบง่ายหลังหนึ่งต่อเนื่องตลอดหลายวันที่ผ่านมาจวนหลังดังกล่าวมีเจ้าของคือสตรีนางหนึ่งนามว่าเจียวเชินนั่นเองรถม้าแต่ละคันที่เดินทางมาจอดหน้าจวนมีจุดประสงค์คล้ายกันคือเดินทางมารับลูกน้อยของตนเองที่โดนลักพาตัวไปกลับบ้านอันเป็นที่รักของพวกเขา“พวกข้าต้องขอบคุณแม่นางเจียวเชินอย่างยิ่งที่ดูแล เหยียนเอ
สี่สิบหก จับตัวคนร้ายซู่...เสียงน้ำเย็นเยียบผสมน้ำแข็งถูกสาดลงไปบนใบหน้างามของสตรีไร้สติที่กำลังนอนบนพื้นสกปรก แขนและมือทั้งสองถูกไพล่มัดกันไว้ข้างหลัง แน่นอนว่าน้ำที่เย็นขนาดนี้ย่อมสามารถปลุกให้สตรีผู้น่าสงสารผู้นี้ตื่นจากนิทราได้ เปลือกตาลืมโพล่งขึ้นพร้อมกับร่างกายที่เปียกน้ำเย็นเยียบเต็ม ๆ เริ่มสั่นระริกจนกายบางห่อตัวเข้าหากัน“ตื่นได้สักที”“จะ เจ้าทำเช่นนี้ทำไม ข้า...อึก ทำอันใดให้เจ้าไม่พอใจ”เจียวเชินฟื้นขึ้นสิ่งแรกที่นางเห็นคือ
สี่สิบห้า ตรวจร่างกายฝ่ายเจียวเชินเดินออกมาจากภัตตาคารอาหารได้ก็มุ่งหน้าไปยังจุดที่รถม้าลากของนางจอดรออยู่ฝั่งตรงข้ามไม่ไกลจากที่นางยืนอยู่ พอขึ้นไปข้างบนรถอามี่ สาวใช้ส่วนตัวของนางก็รีบเข้ามาหาเจ้านายสาวด้วยความเป็นห่วง“คุณหนูไม่สบายหรือไม่เจ้าคะ ไยจึงหน้าแดงและร้อนผ่าวเช่นนี้”“ข้าไม่เป็นอันใด” เจียวเชินยกมือขึ้นจับใบหน้าตนเองพลางค่อย ๆ ผ่อนหายใจเข้าออกเพื่อปรับอารมณ์ของตนเอง สลัดความทรงจำตราตึงใจเมื่อครู่ทิ้งไปก่อน “อามี่เจ้าบอกให้สารถีออกเดินทางเถอะ เดี๋ยวไปถึงจวนตระกูลจิ่นสายนะ”“เจ้าค่ะ”ใช้เวลาไม่นานรถม้าของเจียวเชินก็เดินทางมาถึงจวนตระกูลจิ่นที่วันนี้คนข้างในจวนนั้นเงียบสงบผิดปกติเจียวเชินลงจากรถปุบท่านพ่อบ้านคนเดิมที่คอยต้อนรับนางยามาตรวจความคืบหน้าของการรักษาคุณชายน้อยของตระกูลก็ดินนำนางเข้าจวนไปยังเรือนของเด็กอ้วนคนไข้ของเจียวเชิน“เวลานี้ท่านประมุขกับฮูหยินใหญ่ไม่อยู่จึงดูเงียบเหงากว่าทุกทีทว่าอีกเดี๋ยวคงกลับมาขอรับ ส่วนคุณชายน้อยเพิ่งวิ่งเล่นเสร็จเหงื่อโซม
สี่สิบสี่ คนร้ายเบื้องหลังเจิ้งคุนเซียวและลูกน้องเดินทางไปที่จวนทางการสถานที่ที่เหล่ามือปราบของเมืองหลี่ซงทำงานอยู่และเป็นสถานที่คุยงาน คดีความต่าง ๆ ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวได้ดีที่สุดดังนั้นหัวหน้ามือปราบจึงนัดหมายให้ท่านเจ้าเมืองเป็นฝ่ายมาหาตนเองพ่อบ้านของจวนทางการเดินนำเจ้าเมืองหนุ่มเข้าไปยังห้องโถงประชุมกลางของจวน ที่พอเดินเข้าไปข้างในปรากฏร่างสูงของคนที่ส่งคำเชิญมาให้เลี่ยงเฟิ่งผายมือให้เจ้าเมืองนั่งที่โต๊ะตัวหาแถวอันเป็นตำแหน่งประธาน“ธุระด่วนที่ว่าคือเรื่องคดีคนลอบขโมยเด็กหรือ”ในห้องโถงไม่ได้มีเพียงเหล่ามือปราบเมืองหลี่ซงทว่ายังมีกลุ่มบุรุษฉกรรจ์ไม่ได้สวมใส่เครื่องแบบของเมืองหลี่ซง“ขอรับ พวกเขาเหล่านี้เป็นมือปราบจากเมืองทางเหนือสุดของแคว้นเซี่ยได้แก่เมืองซีสูขอรับ มือปราบของเมืองกำลังตามจับตระกูลเบื้องหลังการค้าทาสเด็กผิดกฎหมายอยู่”“คารวะท่านเจ้าเมืองเจิ้งคุนเซียวขอรับ”“คารวะท่านเจ้าเมืองขอรับ”“ยินดีที่ได้ร่วมงานกับพวกท่านเช่นเดียว
สี่สิบสาม บทลงโทษหลังจากกินมื้อกลางวันเสร็จเจียวเชินขอแยกตัวออกมาก่อนเนื่องจากชงอวี้ไม่รู้นึกคึกอันใดจึงต้องการดื่มสุราตั้งแต่หัววันจึงบอกให้นางล่วงหน้าออกมาก่อนเจียวเชินยังไม่ทันเดินออกมาถึงหน้าร้านพบเข้ากับบุรุษที่นางเพิ่งหาข้ออ้างหนีหน้ามาก่อนกินมื้อกลางวันนั่งจิบน้ำชาหน้านิ่งอยู่บนโต๊ะไม่ไกลจากตีนบันไดเหมือนมาดักรอใครไม่นึกว่าคนที่ไม่ชอบสุงสิงกับใครหากไม่สนิทจะมานั่งอยู่ในร้านที่โต๊ะรวมไม่ใช่ห้องพิเศษเช่นนี้
สี่สิบสอง ว้าวุ่นใจ“เจียวเชิน เจียวเชิน!”“เจ้าคะ ท่านชงอวี้เรียกข้าหรือ”เวลานี้เจียวเชินเดินทางมายังร้านอาหารอันเป็นสถานที่นัดหมายกวางวันวันนี้ของนางและชงอวี้ พวกนางเดินทางมาถึงได้สักพักใหญ่ อาหารที่สั่งมานั้นถูกเสี่ยวเอ้อนำขึ้นโต๊ะจนครบหมดแล้วฝ่ายชงอวี้เห็นว่าเจียวเชินดูเหม่อลอยไม่รับรู้สิ่งใดรอบตัว ขนาดเขาเรียกนางเพราะต้องการชักชวนให้ลงมือกินอาหารได้แล้ว นางยังไม่ได้ยินเลยไม่รู้ว่าใจนางกำลังคิดสิ่งใดอยู่กันแน่จึงมีสีหน้าไม่สดใสเช่นนี้“วันนี้มีเรื่องกังวลใจเรื่องใดหรือ หากอยากระบายข้าสามารถเป็นกระโถนให้เจ้าระบายได้ ”คนโดนถามยิ้มจาง แววตาหม่นหมองอย่างเห็นได้ชัด“ข้ามีเรื่องไม่สบายใจจริง ๆ เจ้าค่ะ พวกเราเวลานี้ถือเป็นสหายสนิทกันใช่หรือไม่เจ้าคะ หากข้าปรึกษาแล้วจะไม่มีใครนอกจากพวกเรารู้ใช่หรือไม่” เจียวเชินกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่นแล้วค่อยคลายแล้วกำอีกเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่แรกที่มาถึงร้านอาหารจนบุรุษที่มีใจให้นางอย่างชงอวี้รู้สึกไม่สบายใจไปด้วยยามเห็นสตรีที่ตน
สามสิบเก้า ปฐมพยาบาล“ข้าไม่เป็นอะไรแล้วเจ้าค่ะ แค่ก ปล่อยข้าก่อน”นอกจากเขาไม่ทำตามคำร้องขอของนางแล้ว เจิ้งคุนเซียวยังถือโอกาสนี้ดึงร่างนางเข้ามากอดทำให้เจียวเชินตกใจตัวแข็งเลยทีเดียว“ทะ...ท่าน”อ้อมแขนทรงพลังกอดร่างนา
สามสิบเจ็ด กับดักเจียวเชินอุ้มซินเหยียนก่อนปีนขึ้นไปบนตั่งและออกแรงถีบเท้ากระโดดออกจากวงล้อมไฟที่มันลามตามรอยน้ำมันที่โดนคนราด หญิงสาวกระโดดออกมาทันเวลาก่อนกระท่อมติดไฟเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น ขณะนางโดดออกมาผิวหนังบางส่วนไม่แคล้วโดนไฟลวกผิวไปเล็กน้อย
สามสิบหก คดีเก่าเจียวเชินไปยังบริเวณที่สาวใช้บอก โดยพอพวกนางไปถึงก็รีบวิ่งกระจายตัวตรวจสอบที่ซอยเล็กแถวนั้นทันที“แยกย้ายกันตามหาทุกซอยแถวนี้กันเถอะ”“ขอรับคุณหนู หากข้าน้อยจำไม่ผิด ข้างหลังฝั่งนั้นเป็นเส้นทางเชื่อมไปตลาดเล็กอีกแห่
นี่เป็นของขวัญหลังจากชงอวี้เดินจากนางไป ชายหนุ่มวัยกลางคนที่เจียวเชินจำได้







