LOGINไป๋ฉางอวี้ สาวน้อยวัยสดใสในยุคศตวรรษที่ 21 ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในยุคโบราณได้ของแถมเป็นสามีและก้อนแป้งอีกหนึ่ง แต่เหตุไฉนถึงส่งนางมาอยู่ในครอบครัวที่ยากจนที่สุดในหมู่บ้านซ้ำร้ายสามีตัวดีกับมาตาบอดเสียอย่างนั้น! โชคยังดีที่นางทะลุมิติมาพร้อมระบบวิเศษที่จะพาครอบครัวไปสู่ความมั่งคั่ง! - - - - - - - - - - “สามีของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” “หืม สามีของข้างั้นหรือ” “ใช่แล้วข้านั้นยุ่งจนไม่มีเวลาไปเยี่ยมเลย” ไป๋ฉางอวี้มองใบหน้าที่กำลังเขินอายอยู่นั้นก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “แต่เจ้าอย่าคิดมากเลยนะเจ้าเคยบอกข้าว่ารังเกียจบุรุษตาบอดไม่ใช่หรือ ไม่ต้องกังวลไปหากท่านพี่เซียวเย่เปิดใจข้านั้นจะดูแลเขาให้เป็นอย่างดี” “อะไรนะ!”
View Moreไป๋ฉางอวี้ สาวน้อยวัยยี่สิบต้นๆ ที่เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยไปไม่นาน ชีวิตเบื้องหน้าที่ดูเหมือนจะสดใสน่าอิจฉาแต่ความเป็นจริงแล้วนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น
ครอบครัวที่แตกร้าวเพราะบิดาผู้มากตัณหานำพาเอาผู้หญิงมากหน้าหลายตาเข้ามาในบ้าน การทะเลาะกันครั้งสุดท้ายนำพาความสูญเสียที่ไม่มีวันกลับมาให้ครอบครัวของเธอ
ไป๋ฉางอวี้แม้จะแสดงออกว่าไม่สนใจว่าบิดาจะพาหญิงสาวเหล่านั้นเข้ามาในบ้านมากมายเพียงใดแต่ภายในใจกลับรู้สึกเกลียดชังพวกเขาเป็นอย่างมาก
เธอรังเกียจทุกครั้งที่ต้องก้าวขาเข้ามาในบ้านหลังนี้แต่เพราะความมีอยู่ของเธอถึงทำให้ผู้เป็นพ่อไม่อาจยึดทุกสิ่งไปจากเธอได้ทั้งหมดนั่นเอง
“คุณหนูจะไปไหนหรือคะ”
“ไปข้างนอกกับเพื่อนน่ะคะไม่ต้องรอเปิดประตูนะคืนนี้ฉันคงไม่กลับ”
“แต่ว่าคุณหนู”
“นะคะป้าให้ฉันออกไปผ่อนคลายบ้างบ้านหลังนี้มันทำให้ฉันอึดอัดจะแย่”
สตรีสูงวัยที่คอยดูแลเธอและพี่ชายของเธอมาตั้งแต่ยังเล็กๆ อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเบาๆ ไป๋ฉางอวี้รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ในตอนนี้ แต่เพราะไม่อยากอยู่ดูบิดาพาหญิงสาวเข้ามาในบ้านคืนนี้จึงยืนกรานที่จะออกข้างนอกให้ได้
‘ขอไปนั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศให้ผ่อนคลายกว่านี้จะดีกว่า’
“ถ้าอึดอัดขนาดนั้นทำไมแกไม่ออกไปอยู่ข้างนอกซะเลยล่ะ จะเทียวไปเทียวมาทำไมให้เปลืองเงินค่าน้ำมันฉัน”
“แหมๆ คุณพ่อคนดีของฉางอวี้ถ้าหนูย้ายออกไปจากบ้านหลังนี้มีหวังพวกเหลือบไรได้ย้ายมาอยู่ถาวรเอาน่ะสิคะ อยู่เป็นก้างขวางคอแบบนี้ล่ะสนุกจะตายไป”
“อีกอย่างเงินเดือนของหนูก็เป็นพ่อที่ระงับไว้ไม่ใช่หรือคะหรือว่าจำไม่ได้แล้ว เงินที่ใช้อยู่ตอนนี้ก็เป็นเงินของหนูทั้งนั้น หรือว่าคุณพ่อคนดีจะไล่หนูออกจากบ้านให้เป็นขี้ปากของสังคมว่าติดผู้หญิงจนลืมลูกเหรอ”
“นังเด็กบ้านี่ไปไกลๆ เลยนะ แล้วถ้าจะเที่ยวดึกขนาดนั้นแกก็ไม่ต้องกลับมาให้ฉันรำคานเสียงท่อรถบ้าๆ นั่นอีก”
“ไปนะคะป๋า”
ไป๋ฉางอวี้ไม่สนใจคำด่าทอของผู้เป็นบิดาเธอเชิดหน้าเดินด้วยความมั่นใจบนรองเท้าส้นสูงที่ดังกึกก้องไปตามจังหวะการเดินของเจ้าหล่อน ไปจนถึงรถหรูคู่ใจที่ผู้เป็นมารดาซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อสี่ปีที่แล้วก่อนเธอจะเข้ามหาวิทยาลัย
เธอหันกลับมาโบกมือลาไป๋เฮ่อเทียน บิดาบังเกิดเกล้าด้วยความมาดมั่นก่อนจะย้ายร่างอรชรเข้าไปในรถคันนั้น กระจกที่ทึบหนาไปด้วยฟิล์มสีดำที่คนภายนอกไม่มีทางได้เห็นคนที่นั่งอยู่ภายในนั้น
ริมฝีปากสีแดงสดที่เคยเผยยิ้มสดใสกลับค่อยๆ หุบลง ดวงตาหงส์เรียวงามที่แต่งแต้มไปด้วยสีสันสวยงามเวลานี้กลับนองไปด้วยหยาดน้ำตา
เธอไม่คิดไม่ฝันว่าบิดาที่เคยรักครอบครัวจะกลายเป็นคนแบบนี้เป็นคนที่ทำให้แม่และพี่ชายที่เธอรักสุดหัวใจกลับต้องตายจากไปเพราะความมักมากของเขา หากว่ายังมีชีวิตอยู่เธอจะพรากทุกความสุขในชีวิตของเขาและจะไม่มีวันยอมให้เขาได้อยู่สุขสบายอย่างแน่นอน
ไป๋ฉางอวี้ขับรถออกจากคฤหาสน์ตระกูลไป๋ตรงดิ่งเข้าไปในเมืองด้วยความรวดเร็วโดยไม่ทันได้สังเกตถึงความผิดปกติใดๆ เลย
เมื่อรถหรูขับผ่านออกไปหญิงสาวคนหนึ่งก็เดินออกมาจากมุมมืด เรียวปากบางเผยอยิ้มออกมาจ้องมองไปยังรถคันนั้นจนลับสายตา
บนถนนหลวงสายหลักของใจกลางเมืองปักกิ่งรถที่แล่นอยู่บนถนนแต่ละคันนั้นไม่มีทีท่าที่จะชะลอความเร็วลงเลยสักเพียงนิด เสี้ยววินาทีนั้นมีเด็กชายคนหนึ่งวิ่งออกมาจากข้างทางเพื่อข้ามไปยังถนนอีกฝั่งด้วยความรวดเร็วจนเธอไม่ทันตั้งตัว
“ปริ๊นนนนนนน!”
ไป่ฉางอวี้ตกใจแทบสิ้นสติเธอบีบแตรเสียงดังลั่นก่อนจะรีบเหยียบเบรคด้วยความรวดเร็ว ขณะที่เท้าเรียวสวยนั้นแตะไปที่เบรกนั้นเธอก็รับรู้ได้ทันทีว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เบรกรถยนต์ไม่ทำงาน! เป็นไปได้อย่างไรกัน เมื่อเช้าเธอก็เพิ่งจะให้คนรถตรวจสภาพรถแล้วนี่นา
‘พระเจ้า!’
ไป๋ฉางอวี้พยายามประคองสติเอาไว้แล้วหักหลบเด็กชายคนนั้นจนรถหรูของเธอชนเข้ากับต้นไม้ข้างทางอย่างจังจนสติของเธอนั้นหลุดลอยไปกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้ทันที
ดวงตาเรียวสวยคู่นั้นค่อยๆ ปิดเปลือกตาลง ความเหนื่อยล้าที่พยายามประคองมาจนถึงทุกวันนี้ทำให้เธออยากลืมทุกอย่างให้หมดสิ้น
ความทรงจำครั้งสุดท้ายก่อนจะลางเลือนไปคือภาพครอบครัวที่อบอุ่นทุกคนที่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันต่างก็ยิ้มให้แก่กัน ความอบอุ่นที่เธอไม่มีวันได้สัมผัสมันอีกแล้ว
‘แม่คะหนูคิดถึงแม่เหลือเกิน พี่คะตอนนี้ไปอยู่ที่ไหนกันมารับฉันไปอยู่ด้วยคนสิ’
ลมหายใจเฮือกสุดท้ายที่เริ่มแผ่วเบาลงทีละนิดก่อนจะปรากฎภาพของชายคนหนึ่งที่วิ่งเข้ามาประคองร่างกายของเธอขึ้นมาโอบไว้ หูของเธอเวลานี้อื้ออึ้งไม่ได้ยินเสียงอื่นใดอีกเลย ร่างเล็กใช้แรงเฮือกสุดท้ายอธิษฐานสิ่งที่อยู่ในใจออกมา
“พ่อคะหนูเหนื่อยมากแล้วกับความมากตัณหาของพ่อตอนนี้หนูขอปล่อยวางไม่ว่าจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นขอให้ทุกภพทุกชาติไม่ขอเกิดมาเกี่ยวข้องกันอีก ขอให้จดจำกันไม่ได้ขอให้ทุกๆ กรรมที่เหลืออยู่ของเรานั้นจบลงที่ชาตินี้ด้วยเถอะ”
สิ้นคำบอกกล่าวไป๋ฉางอวี้ก็ปิดเปลือกตาลงช้าๆ ก่อนสติสุดท้ายจะดับวูบลงไปตลอดกาลไม่ทันได้ยินเสียงของใครบางคนที่ตะโกนร้องเรียกเธออีกเลย เสียงๆ นั้นร้องไห้คร่ำครวญจนคนรอบข้างอดที่จะสงสารไม่ได้แทบจะร้องไห้ไปกับเขา ไป๋เฮ่อเทียน บิดาผู้ไม่ได้เรื่องของเธอนั่นเอง
‘แม้จะไม่ได้ทำเองก็เถอะ’“อีกอย่างส่วนผสมไม่ใช่น้อยๆ หาได้ยากจากยุค…เอ่อ ข้าหมายถึงในใต้หล้านี้จะหาสุราที่กลิ่นและรสชาติดีได้เท่าข้าอีกหรือ สามตำลึงน้อยไปหรือไม่”“เอ่อ เช่นนั้นก็สี่ตำลึงข้าให้เจ้าสี่ตำลึง”ขณะที่ทั้งสองกำลังต่อรองราคากันอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงของใครบางคนเอ่ยขึ้นมากลางวงสนทนานั้น“เฮอะ เถ้าแก่เหอร้านเหล้าของเจ้าชอบกดขี่ราคากับชาวบ้านตาดำๆ เช่นนี้เองหรอกหรือ ก่อนหน้าข้าเคยได้ยินมาบ้างไม่คิดว่าจะเป็นความจริง”“ฮูหยินเว่ย!”“ใช่ข้าเองสุราที่นางนำมาแค่เพียงได้กลิ่นที่โชยมานั่นก็รู้แล้วว่าเป็นของล้ำค่ายิ่ง”“ฮูหยินปราดเปรื่องยิ่งนักเจ้าค่ะ”“เจ้ารินมาให้ข้าลิ้มรสสักนิดสิ ข้าจะบอกราคาที่เหมาะสมได้”“ได้เจ้าค่ะฮูหยิน”“หรือท่านไม่พอใจที่ข้าเข้ามาขัดขวางการเจรจาทำการค้าของท่านหรือ”“มะ ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกขอรับฮูหยิน”ไป๋ฉางอวี้ละความสนใจจากตาแก่ขี้เหนียวนั้นก่อนจะรินไวน์ลงในจอกเหล้าเล็กๆ ที่นางเตรียมมาด้วย ฮูหยินเว่ยรับไปก่อนจะยกสุราในจอกขึ้นดื่มทีละนิดความหวานกลมกล่อมและรสชาติสุราที่กลั้วคอลงไปนั้นทำเอานางสดชื่นขึ้นมาทันใด“นี่มันไม่ใช่สุราธรรมดาแล้วกระมังนี่เป็นสุรารสเลิศแล้ว
‘ยังดีที่มีเงินที่เจ้าของร่างแอบซ่อนเอาไว้ไม่เช่นนั้นคงไม่พ้นที่จะต้องเดินด้วยขาของตนเองอย่างแน่นอน’“เหตุใดถึงต้องมาอยู่ที่นี่กันนะลำบากลำบนอะไรเช่นนี้ ชาติที่แล้วแม้จะสบายกายแต่ไม่สบายใจแต่เหตุใดมีโอกาสได้มาเกิดใหม่ทั้งทีทำไมถึงไม่ส่งข้าไปเกิดในครอบครัวที่มีฐานะดีกว่านี้กันเล่าสบายใจแต่ลำบากกายอะไรเช่นนี้ เฮ้อ…”ไป๋ฉางอวี้ถอนหายใจออกมาก่อนจะหันกลับไปมองตัวบ้านที่เก่าซอมซ่อหลังนั้น“เอาว่ะสู้ตาย!”นางเดินเท้าไปที่หัวมุมถนนก็พบกับลานกว้างที่มีทั้งรถม้าและเกวียนวัวอีกหลายคัน นอกจากนั้นยังมีลาอีกหลายตัวรวมอยู่ด้วย“อ้าวฮูหยินเหวินออกมาแต่เช้าเช่นนี้วันนี้จะไปที่ใดงั้นหรือ”“ข้าจะเข้าเมืองเสียหน่อยน่ะเจ้าคะ”“เชิญขึ้นรถม้าดีกว่า ข้าคิดราคากันเองห้าร้อยอีแปะเท่านั้น”“นี่ราคากันเองยังห้าร้อยอีแปะแล้วหากว่าเป็นคนอื่นเล่าเจ้าคะ”“ก็หากว่าเจ้าไม่อยากจ่ายข้าก็ยินดีรับเลี้ยงเจ้านะ ฮูหยิน” เสียงของบุรุษผ
“ท่านแม่ ท่านแม่ขอรับ!”เสียงเรียกของเด็กชายปลุกให้ไป๋ฉางอวี้ตื่นขึ้นจากภวังค์ความฝันนั้น เธอสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจกับสภาพของมารดาที่น่ากลัวอย่างยิ่งในความฝันนั้นประโยคสุดท้ายของมารดาที่เอ่ยออกมาหมายความว่าอย่างไรกันนะหรือที่เธอมาโผล่ที่นี่เพราะสวรรค์ส่งมางั้นหรือ“อะ อาหยวนเสียงดังแต่เช้าเชียวมีอะไรหรือ”“ท่านแม่ต่างหากเล่าขอรับเป็นอะไรไปฝันร้ายอีกหรือ เมื่อครู่ข้าได้ยินท่านแม่ร้องจึงรีบวิ่งมาดู”“ไม่มีอะไรหรอก ว่าแต่”ไป๋ฉางอวี้หันไปมองด้านข้างก็ไม่พบผู้เป็นสามีเสียแล้ว“หายไปไหนแล้วล่ะ”“อะไรหรือขอรับ”“ท่านพ่อของเจ้าไปไหนแล้ว”“ท่านพ่อเข้าครัวไปทำอาหารเช้าแล้วขอรับ”“แต่เช้าเลยหรือ”“อื้ม”เหวินเซียวหยวนพยักหน้าให้นาง ก่อนจะใช้มือน้อยๆ อิงที่หน้าผากของนางเบาๆ“ก็ไม่ได้ตัวร้อนนี่นา”“ข้าสบายดีเพียงแค่ฝันร้ายเท่านั้น”
"ว้าว! นี่มันอะไรกันเนี่ย"เด็กน้อยเดินสำรวจห้องนอนไปจนทั่วก่อนจะหันไปมองผู้เป็นมารดาที่เดินตามหลังมาติดๆ “ท่านแม่ เหตุใดห้องของท่านถึงได้งดงามเช่นนี้กันเล่าขอรับ”“ห้องของข้าคนเดียวที่ไหนกันเล่า ของพวกเจ้าด้วย”อาหยวนวิ่งไปรอบๆ ทั้งตะเกียงน้ำมันที่มีเทียนสีขาวสลับแดงสดใส ผ้าม่านที่พริ้วไหวไปมากลิ่นหอมสะอาดของเครื่องเรือนที่แปลกตาไปทำให้เด็กน้อยจับจ้องไม่วางตา“เจ้าดีใจอะไรหรืออาหยวน”เหวินเซียวเย่ที่มองไม่เห็นแต่กลิ่นหอมที่ลอยโชยมาแตะจมูกก็รับรู้ได้ว่ามีบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป อาจจะเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมดเลยก็ว่าได้รวมทั้งคนที่ฉุดเขาเข้ามาในห้องนี้อีกด้วย“ท่านแม่ทำห้องนอนใหม่สวยงามมากเลยขอรับท่านพ่อ”“อาหยวนเลิกพูดแล้วขึ้นไปนอนได้แล้ว”“ขอร้าบบบ”เด็กชายพยักหน้าก่อนจะค่อยๆ ถอดรองเท้าที่ได้รับมาใหม่หนึ่งคู่แล้วกระโดดขึ้นไปบนเตียงนอนหนานุ่มนั้น“โอ้โห! ฟูกนอนนุ่มมากเลยขอรับท่านแม่”“นุ่มก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ ข้าซักตากแดดมาใหม่ๆ ไม่แปลกที่นุ่มฟูเช่นนี้ท่านพี่ขึ้นมานอนได้แล้วเจ้าค่ะ”“อืม”ชายหนุ่มแม้จะแปลกใจไม่น้อยแต่ก็ไม่ได้ถามสิ่งใดออกไปแม้เพียงนิด เขาก้าวเท้าไปใกล้ๆ ขอบเตียงก่อนจะถอดรอง











