Masukสามวันผ่านไป
เป็นสามวันที่ฉันต้องปรับตัวปรับการใช้ชีวิตใหม่ทั้งหมด ส่วนพี่เลย์เขาหายไปไหนไม่รู้ค่ะ หลังจากที่ไปรับฉันวันนั้นเขาก็ไม่ได้กลับเข้ามาที่นี่อีกเลย ในทุก ๆ วันฉันอยู่กับแม่บ้านมันโคตรจะน่าเบื่อเพราะไม่มีอะไรให้ทำ
“ป้าสายใจขา มีอะไรให้หนูทำไหมคะ”
“ป้าว่าอยู่เฉย ๆ ก็น่าจะพอแล้วนะ”
“ไม่สิคะ เดินไปเดินมาฆ่าเวลาให้หมดวันเนี่ยนะมันดีตรงไหน”
“งั้นมาแกะสลักผักกับผลไม้แล้วกัน”
“ต้องสอนนะคะ หนูทำไม่เป็นหรอก”
“ได้สิ”
หลังจากนั้นฉันก็เรียนรู้อย่างตั้งใจตอนแรกคิดว่ามันจะง่ายแต่ที่ไหนได้โคตรยากเลยค่ะ แต่ก็ถือว่าดีฝึกสมาธิไปในตัว
“ทำอะไรของเธอ”
“พี่เลย์! เฮ้อ... ตกใจหมดเลย” นึกจะมาก็มาเงียบ ๆ ใครจะไม่ตกใจบ้าง
“...”
“แกะสลักอยู่ค่ะ” พลางยื่นให้เขาดูไปด้วย
“ว่างมากเหรอ?”
“ก็ไม่มีอะไรให้ทำนี่คะ” ตอบออกไปตามความจริง สอบเสร็จแล้วโรงเรียนก็ไม่ได้ไปแล้วฉันไม่รู้จะทำอะไร
“อยู่บ้านคนอื่นช่วยทำตัวให้มีประโยชน์หน่อยสิ”
“...” ฉันได้แต่ก้มหน้าเงียบไม่กล้าพูดอะไร จะให้ทำอะไรก็น่าจะบอกกันดี ๆ
“ตามมานี่” พี่เลย์ออกคำสั่งก่อนจะเดินนำฉันมายังห้องห้องหนึ่งที่ชั้นสาม “นี่คือสิ่งที่เธอต้องทำ” เอกสารปึกหนาถูกวางลงตรงหน้าฉัน
“อะไรเหรอคะ”
“รายรับ รายจ่าย งบประมาณของแต่ละโครงการ”
“แล้ว ... มันต้องทำยังไง” ฉันเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา ถ้าจะบอกไปตามตรงว่าทำไม่เป็นก็อาจจะถูกดุเอาได้
“บัญชีรายรับรายจ่ายไง ทำแบบนั้นแหละ น่าจะง่ายสุดสำหรับเธอ”
“หมดนี่เลยเหรอคะ”
“ใช่!”
หลังจากนั้นฉันก็ทำตามที่พี่เลย์บอก ค่อยยังชั่วหน่อยที่เขาคอยบอกคอยสอนอยู่ตลอด แต่กว่าจะเข้าใจได้ก็งงไปนานเหมือนกันรู้สึกได้เลยว่าตัวเองโง่มาก ให้พูดกันตามตรงฉันไม่เคยช่วยแม่ทำเลยค่ะ
สามชั่วโมงผ่านไป
“เสร็จแล้วค่ะ”
“วางไว้นั่นแหละ อยากทำอะไรก็ไปทำ”
บางทีก็นึกสงสัยนะ เหมือนที่แซนว่าไว้มันง่ายเกินไปหรือเปล่า เขาทำเหมือนฉันไม่ใช่ลูกหนี้เลยค่ะ คิดว่าจะดิบเถื่อนกว่านี้ซะอีก
“ออกไปหาเพื่อนได้ไหมคะ” ได้ยินแบบนั้นพี่เลย์จึงละสายตาจากงานตรงหน้าแล้วมองฉันด้วยสีหน้าที่โคตรไร้ความรู้สึก
“ใคร?”
“ก็คนที่พี่เจอตอนที่ไปรับหนูที่โรงเรียนไง” พี่เลย์ยังคงเงียบและมองหน้าฉันอยู่แบบนั้น
“วันนี้ไม่อนุญาต”
“แต่ว่า...” ปากกำลังจะร้องขอแต่พอเห็นสายตาดุ ๆ ของเขาทำให้ฉันต้องเงียบปากลง “ค่ะ” เขาพูดว่าวันนี้ไม่อนุญาตแปลว่าวันอื่นอาจจะอนุญาตก็ได้
หลายวันผ่านไป
ฉันเริ่มคุ้นชินกับพี่เลย์มากขึ้น ความรู้สึกของฉันตอนนี้เหมือนมีเขาเป็นที่พึ่งคนเดียวมากกว่า ส่วนพ่อเขาไม่เคยมาหาฉันอีกเลยตั้งแต่วันนั้น ไม่รู้ว่าเราพวกเรากลายเป็นคนแปลกหน้าไปตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือความจริงแล้วเป็นฉันเองที่คิดว่าพ่อรักฉัน รักแม่ฉัน ...
หมับ!
“อ๊ะ!”
“เหม่ออะไร?”
“ปะ เปล่าค่ะ”
“ก็เห็นอยู่ว่าเธอเหม่อ ทำไม...จะฆ่าตัวตายหรือไง ก้าวเท้าออกไปอีกนิดเดียวเธอก็ตกลงไปแล้วน่ะ” มองไปด้านหน้าของตัวเองถึงกับชะงัก นี่ฉันออกมาทำอะไรที่นอกระเบียง
เมื่อเห็นฉันเงียบพี่เลย์จึงรั้งแขนฉันให้เดินตามเขาเข้ามาในห้อง
“คิดจะทำอะไร?”
“เปล่าค่ะ” พี่เลย์ยังคงเงียบและมองหน้าฉันอยู่แบบนั้นก่อนจะดันร่างกายฉันชิดติดผนัง
“อย่าคิดจะทำอะไรโง่ ๆ รู้ไว้เถอะว่าฉันใจดีกับเธอมากที่สุดแล้ว”
“หนูไม่ได้จะทำอะไร ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงออกไปยืนตรงนั้นได้” ฉันรีบอธิบายก่อนที่เขาจะเข้าใจผิดไปกันใหญ่ ใครจะกล้ากระโดดลงไปล่ะสูงขนาดนี้
พี่เลย์ไม่พูดอะไรอีกนอกจากกลับไปนั่งสนใจเอกสารปึกหนาเหมือนเดิม
ช่วงเย็น
เป็นอีกมื้อที่ได้กินข้าวร่วมกับผู้ชายแปลกหน้า ถึงจะพยายามคุ้นเคยแล้วก็เถอะแต่ก็ไม่ชินสักเท่าไหร่ ถามว่าทำไมไม่หนีทำไมไม่หาทางออก บอกตามตรงเลยนะ ฉันไม่กล้าค่ะ ใจหนึ่งก็กลัวที่จะอยู่กับเขาแต่อีกใจหนึ่งมันกลัวโลกภายนอกมากกว่า อย่างน้อยฉันอยู่ที่นี่ก็ยังได้เรียนหนังสือยังมีที่ให้หลับให้นอน และอีกอย่างนะพ่อเป็นคนพาฉันมาแปลว่าพี่เลย์ต้องรู้จักพ่อฉันพอสมควร แน่นอนว่าต้องมีอะไรมากกว่านี้ที่ฉันยังไม่รู้
“อิ่มแล้วก็ขึ้นห้องไปได้ยินเสียงอะไรก็ไม่ต้องลงมา ห้ามออกจากห้องเด็ดขาด นี่คือคำสั่ง”
“ค่ะ” ในใจก็อยากถามแหละทำไมต้องห้ามออกจากห้องด้วย แต่พอเห็นสีหน้านิ่งขรึมของเขาแล้ว เปลี่ยนใจไม่ถามดีกว่า
“แล้วไอ้ที่ให้ฝึกทำก็ทำด้วยล่ะ เป็นเด็กดี อย่าดื้อให้มาก” จบประโยคเขาก็แยกตัวออกไปทันที
เลิกสนใจเขาแล้วกลับเข้าห้องตามเดิม
หลายวันที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ฉันได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่าง ตอนอยู่บ้านตัวเองมันไม่เคยมีความรู้สึกอ้างว้างเลย ต่อให้บางวันบ้านทั้งหลังจะมีแค่ฉันคนเดียวก็เถอะ ตรงกันข้ามกับตอนนี้ที่รู้สึกโดดเดี่ยวจนยากจะอธิบาย ทั้งที่เป็นฉันคนเดิมแต่ความรู้สึกกลับแตกต่าง แต่ยังดีหน่อยที่มีโทรศัพท์มือถือเป็นเพื่อน พอได้เล่นเกมส์ดูหนังฟังเพลงแล้วรู้สึกดีขึ้น
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นกลางดึก ได้ยินแบบนั้นฉันจึงลุกไปเปิดประตูเผื่อบางทีใครอาจจะมีธุระก็ได้ หรือไม่ก็พี่เลย์
“ไม่ใช่ห้องนี้!” ไม่ทันจะเห็นว่าเป็นใครเพราะพี่เลย์เอาตัวเองมาบังเสียก่อน “โทษทีนะเพื่อนฉันเมามากเลยจะเข้าห้องผิด”
“ค่ะ”
“เข้าห้องนอนได้แล้ว และใครเคาะก็ไม่ต้องเปิดอีก”
“ค่ะ” ขานรับอย่างเข้าใจแล้วเข้าห้องนอนตามเดิม
พอได้ตื่นกลางดึกแล้วกลายเป็นว่านอนไม่หลับแทน ได้ยินเสียงคนคุยกันด้านนอกแต่จับใจความเป็นประโยคไม่ได้ สาบานเลยว่าฉันไม่ได้แอบฟังหูมันได้ยินเอง
แอบมองตรงหน้าต่างเห็นมีรถจอดอยู่หลายคันแต่นั่นไม่กวนใจฉันเท่ากับควันบุหรี่ที่กำลังลอยมาแตะจมูกฉันหรอก บ้านโคตรหรูไม่น่ามาสูบบุหรี่บนห้องนะ ชำเรืองตาไปทางระเบียงห้องข้าง ๆ เห็นพี่เลย์กับใครอีกคนกำลังสูบบุหรี่อยู่ คงจะเป็นเพื่อนเขาล่ะมั้ง ขณะที่ฉันกำลังมองพวกเขาเป็นจังหวะเดียวกันกับที่เขาหันมาทางห้องฉันพอดี เป็นสายตาเย็นชาที่อธิบายไม่ถูกเลยทีเดียว
แกรก!
“บอกให้นอนไม่ใช่เหรอ”
“...” ถึงกับต้องตั้งสติแล้วมองให้ชัดอีกครั้งเลยทีเดียว ฉันเห็นพี่เลย์กำลังสูบบุหรี่อยู่ แล้วทำไมเขาถึงมาโผล่ในห้องฉันได้
“งงอะไร ได้ยินที่พูดไหมเนี่ย”
“ได้ยินค่ะ” ปากตอบเขาแต่สายตาก็หันไปมองที่ระเบียงอีกครั้ง ซึ่งมีแค่พี่ผู้ชายคนนั้นคนเดียว “หนูอาจจะมึนจนตาฝาดไป”
“บ่นอะไร”
“เปล่า หนูจะนอนแล้ว พี่ก็นอนได้แล้วค่ะ”
“...” เขาไม่ตอบอะไรนอกจากปิดไฟในห้องแล้วกลับห้องตัวเองไป
คล้อยหลังพี่เลย์ฉันยังคงคิดวนไปมา มั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาดแน่นอน คิดอยู่แบบนั้นกระทั่งผล็อยหลับไปในที่สุด
วันแรกของการเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัยฉันตื่นเต้นมากค่ะ แต่ไม่ได้มีแค่ฉันหรอกนะที่มาตัวคนเดียว“เขียนฟ้า!”“แซน!”“แกจริง ๆ ด้วย” น้ำเสียงดีใจเอ่ยก่อนจะโผเข้ากอดฉัน “เป็นยังไงบ้างสบายดีไหมทำไมถึงขาดการติดต่อไปเลย”“โทษทีฉันทำเบอร์แกหายน่ะ”“ช่างเถอะ ๆ ว่าแต่แกสบายดีใช่ไหม เขาทำอะไรแกหรือเปล่า”“ฉันสบายดี”“ฮือ... ฉันดีใจมากที่เจอแกตรงนี้”“ฉันก็เหมือนกันคิดว่าจะไม่มีเพื่อนแล้วซะอีก” ค่อยรู้สึกดีขึ้นมาหน่อยค่ะ “แต่เดี๋ยวนะไหนแกว่าจะเรียนพยาบาลไง”“สอบไม่ติด แต่บริหารก็ไม่ได้แย่ฉันเลยเลือกทางนี้แทน แล้วแกล่ะ”“ถูกบังคับน่ะสิ”“หืม...”“ฉันต้องเรียนบริหารถ้าไม่งั้นก็ไม่ต้องเรียน”“เอาน่ะ! อย่างน้อยก็ได้เรียน”“ฉันก็คิดแบบนั้นแหละ”ถามไถ่กันตามประสาจนเข้าชั่วโมงกิจกรรม ก็มีการทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมคณะกันไปหลังจากนั้นก็ได้รับคำชี้แจงต่าง ๆ และเพิ่งรู้ว่าปีหนึ่งที่นี่ต้องอยู่หอพักของมหาวิทยาลัยค่ะเพื่อให้นักศึกษาใหม่ได้เรียนรู้พื้นฐานการปรับตัวด้านการเรียนและการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นซึ่งฉันก็โอเค มาถึงตอนนี้มันไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้วมีแต่เรื่องท้าทายด้วยซ้ำ“วันแรกก็เหนื่อยแล้วอะ” แซนเอ่ย“
“หลับแล้วเหรอวะ”“เออ”“กูว่าเราสองคนพลาดแล้วแหละ”“มึงคิดว่าเขียนฟ้าโง่เหรอ กูจะบอกให้นะไอ้โรมต่อให้เราไม่ยอมรับเขียนฟ้าก็รู้อยู่ดี รู้ตั้งแต่เห็นรูปนั่นแล้ว”“ไม่คิดว่าจะเร็วแบบนี้”“เรื่องแม่มึงเอายังไง”“กูไม่สน!”“กูก็ไม่สนเหมือนกัน”รูปที่กล่าวถึงอยู่ตอนนี้คือรูปถ่ายของเราสามคน เป็นรูปที่เขียนฟ้าขอเก็บไว้เอง ย้อนกลับไปตอนนั้นจำได้ว่าพ่อชอบพาผมกับไอ้โรมไปเล่นที่บ้านหลังหนึ่ง เราทั้งคู่ได้เจอกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งน้องน่ารักมากครับแต่ไม่ค่อยยิ้มเท่าไหร่ เป็นเวลากว่าสองปีที่พวกเราทำความรู้จักกันจนคุ้นเคยและสนิทกันในที่สุด แต่คำว่าตลอดไปมันไม่มีอยู่จริง อยู่ ๆ น้องก็หายไปรู้ข่าวอีกทีคือแม่เขาแต่งงานมีครอบครัวใหม่ หลังจากนั้นก็ไม่เจอกันอีกเลยทุก ๆ วันผมกับไอ้โรมจะแอบเข้าไปเล่นในบ้านหลังนั้นเสมอ มันไม่ได้ถูกรื้อถอนครับแถมยังมีของใช้บางส่วนหลงเหลืออยู่รวมไปถึงภาพนี้ก็ด้วย ถึงตอนนี้ก็ยังอยากรู้ว่าทำไมเขียนฟ้าถึงเลือกที่จะทิ้งมันไว้“ติดต่อพ่อได้ไหมวะ”“ไม่... ยังบินไม่ทั่วน่านฟ้ามั้งเลยไม่อยากกลับ” พูดประชดไปอย่างนั้นแหละครับ พ่อผมแค่ไปเที่ยวเฉย ๆ เอง“เอาไงต่อดีวะ”“อยู่ไปแบบนี้แหละ ถึ
ภายในห้องถูกปกคลุมไปด้วยความมืด ไม่รู้ว่าตอนนี้มันกี่โมงกี่ยามแล้ว ฉันยังคงพยายามข่มตาอยู่แบบนั้นแต่มันก็ไม่หลับสักที“ทำไมยังไม่นอนอีก” น่าจะเป็นพี่โรมเพราะเสียงมันมาจากฝั่งเขา“นอนไม่หลับค่ะ”“ไม่ใช่ว่ามีเรื่องอะไรอยู่ในหัวหรอกเหรอ” แสงไฟสว่างพร้อมกับใบหน้าเรียบเฉยของผู้ชายทั้งสองที่กำลังมองฉัน “ให้สองคำถาม” พี่เลย์เอ่ย ปากเขาพูดกับฉันก็จริงแต่เสมอสายตาไปทางพี่โรม พวกเขาสื่อสารกันทางสายตาอีกแล้ว“แน่ใจเหรอว่าพวกพี่จะตอบ”“ถามมาสิ”“ช่างมันเถอะค่ะ” จบประโยคฉันก็หลับตาลง ถ้าเมื่อไหร่ที่พวกเขาอยากให้รู้ถึงเวลานั้นก็คงจะบอกเองนั่นแหละ“เอาไง”“ไว้ก่อนแล้วกัน” เขาไม่ได้พูดกับฉันหรอกแต่คุยกันเองต่างหาก จากนั้นแสงไฟก็มืดลงพร้อมกับอ้อมแขนพาดลงบนร่างกายฉันเช้าวันใหม่ตื่นขึ้นมาไม่เจอพวกเขาแล้ว อาบน้ำแต่งตัวเสร็จออกมาด้านนอกได้ยินเสียงดังจากในครัวสงสัยเขาจะทำอาหารเช้ามั้งนะ แอบกระซิบหน่อยว่าทั้งพี่เลย์และพี่โรมเขาทำกับข้าวอร่อยมากฉันนี่ชิดซ้ายไปเลย“ตื่นแล้วเหรอคะน้องเขียนฟ้า” พี่ผู้หญิงเอ่ยทักทายพร้อมรอยยิ้ม ถ้าจำไม่ผิดเขาชื่อแวนนะคะ ได้ยินพี่โรมเรียกอยู่ “เราสามคนทำมื้อเช้าเสร็จแล้ว น้องเ
หลังจากพี่เลย์ผล็อยหลับไปฉันก็ออกมาด้านนอกและเดินสำรวจภายในบ้านนี้อย่างถือวิสาสะ พยายามนึกนะคะแต่มันนึกไม่ออกสักที มันเหมือนกับว่าเหตุการณ์นี้ฉันเคยผ่านมาแล้ว เคยได้อยู่กับเขาในแบบเดียวกัน เหมือนว่ามันเคยเกิดขึ้นมานานมาก ๆ แล้วระหว่างวันฉันคอยดูแลพี่เลย์อยู่ตลอดถ้าให้เดาฉันคิดว่าพี่โรมคงออกไปทำงานแทนพี่เลย์แน่นอน“จะสำรวจอีกนานไหม” เสียงทุ้มเอ่ยก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าฉัน“ดีขึ้นแล้วเหรอคะ”“อืม”“รูปนี้หายไปไหนส่วนหนึ่งเหรอคะ” ฉันว่าพลางชี้มือไปยังกรอบรูปขนาดเล็กที่แขวนอยู่บนผนัง ในภาพนั้นเหมือนจะมีอีกหนึ่งคนค่ะแต่ว่ามันขาดหายไปเหลือเพียงเขาสองคนเท่านั้นเอง แถมภาพมันก็เก่าพอสมควร“มันถูกลืม พวกเราเก็บมาได้เท่านี้ ความจริงเจ้าของภาพไม่น่าจะทิ้งมันด้วยซ้ำ” เขาเงียบไปหลายวินาทีก่อนจะพูดต่อ “เพราะรูปถ่ายเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าครั้งหนึ่งมันเคยเกิดขึ้นจริง”“ตอนเด็ก ๆ ...”“ตอนเด็ก ๆ ทำไมเหรอ”“หนูน่าจะมีพี่ชายด้วยนะ” พูดไปตามความรู้สึกตัวเองเหมือนว่ามันจะเลือนรางมากแล้ว“ใช้คำว่าน่าจะ?”“จำไม่ค่อยได้ค่ะรู้แค่ว่ามี”แปลกมากที่ฉันเห็นภาพนี้แล้วนึกถึงเรื่องราวในวัยเด็ก มันนานมากพอที่จะลืมไปแล
วันนี้ฉันถูกพี่โรมลากออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืดเลยค่ะ ใช้เวลาเดินทางเกือบสามชั่วโมงจนตอนนี้รถหยุดนิ่งสนิทแล้ว“รออยู่ในรถนะ” พูดจบเขาก็ลงจากรถหายเข้าไปในแคมป์คนงานก่อนจะออกมาพร้อมกับพี่เลย์“พามาด้วยทำไม จุ้นจ้าน” นั่นแหละค่ะปากเขาน่ะร้ายที่สุดแล้ว“หนูก็ไม่ได้อยากมาสักหน่อย” แน่นอนว่าฉันก็ปากดีกลับไปบ้าง ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงเงียบไม่กล้าต่อปากต่อคำกับเขาแต่ตอนนี้ชินแล้วไงพี่เลย์มองหน้าฉันแวบหนึ่งก่อนจะหันไปขับรถ ดูท่าทางเขาจะเหนื่อยมากสีหน้าไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ แค่เพียงไม่นานรถก็จอดอีกครั้งที่บ้านหลังหนึ่ง“มึงอยู่คนเดียวเหรอ” พี่โรมถามขึ้นเมื่อเห็นว่ามันเงียบผิดปกติ“เออ จะให้กูอยู่กับใครล่ะ” สองพี่น้องเขาคุยกันตามประสาค่ะ ฉันมีหน้าที่เดินตามอย่างเดียวจนเข้ามาในตัวบ้านกวาดสายตาไปรอบบริเวรก่อนจะหยุดอยู่ที่ฉากรูปขนาดใหญ่พลางรู้สึกอะไรบางอย่าง...“เขียนฟ้า”“...”“เขียนฟ้า!”“คะ?”“เหม่ออะไรอยู่”“รูปนี้...”“เอาของไปเก็บได้แล้ว” ยังไม่ทันที่จะพูดจบพี่เลย์ก็ค้านขึ้นเสียก่อน แต่ช่างเถอะ! ก็แค่รู้สึกคุ้น ๆ บางทีฉันอาจจะเคยเห็นที่อื่นก็ได้แกรก!“เธอนอนบนเตียงแล้วกัน ฉันนอนพื้นกับไอ้โรมเอง
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ฉันแทบไม่ได้นับเลยว่านี่มันผ่านมากี่เดือนแล้วหลังจากวันนั้นพวกเราสงบศึกกันมากขึ้น ไม่ใช่ว่าคุยกันเข้าใจหรืออะไรหรอกนะแต่ฉันเลิกตามหาคำตอบแล้วต่างหาก เป็นการใช้ชีวิตแบบล่องลอยมากชนิดที่ว่าหายใจทิ้งไปวัน ๆ ถึงจะถูก ที่สำคัญฉันแยกออกแล้วนะว่าคนไหนคือพี่เลย์ คนไหนคือพี่โรม แม้กระทั่งเขาใส่ชุดเหมือนกันฉันก็แยกออกค่ะ อาศัยความเคยชินจำเอาเพราะเขาสองคนแทบจะไม่มีอะไรต่างกันเลยยกเว้นนิสัย พี่เลย์จะดุและเผด็จการมากกว่า ส่วนพี่โรมเขาจะนิ่ง ๆ ค่ะ ติดไปทางเย็นชาด้วยซ้ำแต่ว่าเขาตามใจฉันบ่อยนะปึก!เอกสารหลายฉบับถูกวางลงตรงหน้าฉัน มันคือเอกสารสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั่นเอง เห็นแบบนี้แล้วดีใจมากอย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ใจร้ายใจดำขนาดนั้น“เธอต้องเรียนบริหาร” พี่เลย์พูดขึ้นก่อนจะนั่งลงตรงข้ามฉัน“เรียนอย่างอื่นไม่ได้เหรอคะ ยิ่งโง่ ๆ อยู่ด้วยยังให้เรียนบริหารอีก”“ด่าตัวเองก็เป็นนี่”“ก็หนูอยากเป็นแอร์โฮสเตส” บ่นอุบอิบแต่คนตรงหน้าก็ได้ยินอยู่ดี“ไม่ได้! เธอต้องเรียนบริหาร จบแล้วก็ทำงานใช้หนี้พวกเราด้วย”เหลือบมองพี่โรมเล็กน้อยเผื่อว่าเขาจะช่วยพูดให้ได้แต่เปล่าเลยดันส่งสายตาพิฆาตมาให้เหม







