Mag-log inสามวันผ่านไป
เป็นสามวันที่ฉันต้องปรับตัวปรับการใช้ชีวิตใหม่ทั้งหมด ส่วนพี่เลย์เขาหายไปไหนไม่รู้ค่ะ หลังจากที่ไปรับฉันวันนั้นเขาก็ไม่ได้กลับเข้ามาที่นี่อีกเลย ในทุก ๆ วันฉันอยู่กับแม่บ้านมันโคตรจะน่าเบื่อเพราะไม่มีอะไรให้ทำ
“ป้าสายใจขา มีอะไรให้หนูทำไหมคะ”
“ป้าว่าอยู่เฉย ๆ ก็น่าจะพอแล้วนะ”
“ไม่สิคะ เดินไปเดินมาฆ่าเวลาให้หมดวันเนี่ยนะมันดีตรงไหน”
“งั้นมาแกะสลักผักกับผลไม้แล้วกัน”
“ต้องสอนนะคะ หนูทำไม่เป็นหรอก”
“ได้สิ”
หลังจากนั้นฉันก็เรียนรู้อย่างตั้งใจตอนแรกคิดว่ามันจะง่ายแต่ที่ไหนได้โคตรยากเลยค่ะ แต่ก็ถือว่าดีฝึกสมาธิไปในตัว
“ทำอะไรของเธอ”
“พี่เลย์! เฮ้อ... ตกใจหมดเลย” นึกจะมาก็มาเงียบ ๆ ใครจะไม่ตกใจบ้าง
“...”
“แกะสลักอยู่ค่ะ” พลางยื่นให้เขาดูไปด้วย
“ว่างมากเหรอ?”
“ก็ไม่มีอะไรให้ทำนี่คะ” ตอบออกไปตามความจริง สอบเสร็จแล้วโรงเรียนก็ไม่ได้ไปแล้วฉันไม่รู้จะทำอะไร
“อยู่บ้านคนอื่นช่วยทำตัวให้มีประโยชน์หน่อยสิ”
“...” ฉันได้แต่ก้มหน้าเงียบไม่กล้าพูดอะไร จะให้ทำอะไรก็น่าจะบอกกันดี ๆ
“ตามมานี่” พี่เลย์ออกคำสั่งก่อนจะเดินนำฉันมายังห้องห้องหนึ่งที่ชั้นสาม “นี่คือสิ่งที่เธอต้องทำ” เอกสารปึกหนาถูกวางลงตรงหน้าฉัน
“อะไรเหรอคะ”
“รายรับ รายจ่าย งบประมาณของแต่ละโครงการ”
“แล้ว ... มันต้องทำยังไง” ฉันเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา ถ้าจะบอกไปตามตรงว่าทำไม่เป็นก็อาจจะถูกดุเอาได้
“บัญชีรายรับรายจ่ายไง ทำแบบนั้นแหละ น่าจะง่ายสุดสำหรับเธอ”
“หมดนี่เลยเหรอคะ”
“ใช่!”
หลังจากนั้นฉันก็ทำตามที่พี่เลย์บอก ค่อยยังชั่วหน่อยที่เขาคอยบอกคอยสอนอยู่ตลอด แต่กว่าจะเข้าใจได้ก็งงไปนานเหมือนกันรู้สึกได้เลยว่าตัวเองโง่มาก ให้พูดกันตามตรงฉันไม่เคยช่วยแม่ทำเลยค่ะ
สามชั่วโมงผ่านไป
“เสร็จแล้วค่ะ”
“วางไว้นั่นแหละ อยากทำอะไรก็ไปทำ”
บางทีก็นึกสงสัยนะ เหมือนที่แซนว่าไว้มันง่ายเกินไปหรือเปล่า เขาทำเหมือนฉันไม่ใช่ลูกหนี้เลยค่ะ คิดว่าจะดิบเถื่อนกว่านี้ซะอีก
“ออกไปหาเพื่อนได้ไหมคะ” ได้ยินแบบนั้นพี่เลย์จึงละสายตาจากงานตรงหน้าแล้วมองฉันด้วยสีหน้าที่โคตรไร้ความรู้สึก
“ใคร?”
“ก็คนที่พี่เจอตอนที่ไปรับหนูที่โรงเรียนไง” พี่เลย์ยังคงเงียบและมองหน้าฉันอยู่แบบนั้น
“วันนี้ไม่อนุญาต”
“แต่ว่า...” ปากกำลังจะร้องขอแต่พอเห็นสายตาดุ ๆ ของเขาทำให้ฉันต้องเงียบปากลง “ค่ะ” เขาพูดว่าวันนี้ไม่อนุญาตแปลว่าวันอื่นอาจจะอนุญาตก็ได้
หลายวันผ่านไป
ฉันเริ่มคุ้นชินกับพี่เลย์มากขึ้น ความรู้สึกของฉันตอนนี้เหมือนมีเขาเป็นที่พึ่งคนเดียวมากกว่า ส่วนพ่อเขาไม่เคยมาหาฉันอีกเลยตั้งแต่วันนั้น ไม่รู้ว่าเราพวกเรากลายเป็นคนแปลกหน้าไปตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือความจริงแล้วเป็นฉันเองที่คิดว่าพ่อรักฉัน รักแม่ฉัน ...
หมับ!
“อ๊ะ!”
“เหม่ออะไร?”
“ปะ เปล่าค่ะ”
“ก็เห็นอยู่ว่าเธอเหม่อ ทำไม...จะฆ่าตัวตายหรือไง ก้าวเท้าออกไปอีกนิดเดียวเธอก็ตกลงไปแล้วน่ะ” มองไปด้านหน้าของตัวเองถึงกับชะงัก นี่ฉันออกมาทำอะไรที่นอกระเบียง
เมื่อเห็นฉันเงียบพี่เลย์จึงรั้งแขนฉันให้เดินตามเขาเข้ามาในห้อง
“คิดจะทำอะไร?”
“เปล่าค่ะ” พี่เลย์ยังคงเงียบและมองหน้าฉันอยู่แบบนั้นก่อนจะดันร่างกายฉันชิดติดผนัง
“อย่าคิดจะทำอะไรโง่ ๆ รู้ไว้เถอะว่าฉันใจดีกับเธอมากที่สุดแล้ว”
“หนูไม่ได้จะทำอะไร ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงออกไปยืนตรงนั้นได้” ฉันรีบอธิบายก่อนที่เขาจะเข้าใจผิดไปกันใหญ่ ใครจะกล้ากระโดดลงไปล่ะสูงขนาดนี้
พี่เลย์ไม่พูดอะไรอีกนอกจากกลับไปนั่งสนใจเอกสารปึกหนาเหมือนเดิม
ช่วงเย็น
เป็นอีกมื้อที่ได้กินข้าวร่วมกับผู้ชายแปลกหน้า ถึงจะพยายามคุ้นเคยแล้วก็เถอะแต่ก็ไม่ชินสักเท่าไหร่ ถามว่าทำไมไม่หนีทำไมไม่หาทางออก บอกตามตรงเลยนะ ฉันไม่กล้าค่ะ ใจหนึ่งก็กลัวที่จะอยู่กับเขาแต่อีกใจหนึ่งมันกลัวโลกภายนอกมากกว่า อย่างน้อยฉันอยู่ที่นี่ก็ยังได้เรียนหนังสือยังมีที่ให้หลับให้นอน และอีกอย่างนะพ่อเป็นคนพาฉันมาแปลว่าพี่เลย์ต้องรู้จักพ่อฉันพอสมควร แน่นอนว่าต้องมีอะไรมากกว่านี้ที่ฉันยังไม่รู้
“อิ่มแล้วก็ขึ้นห้องไปได้ยินเสียงอะไรก็ไม่ต้องลงมา ห้ามออกจากห้องเด็ดขาด นี่คือคำสั่ง”
“ค่ะ” ในใจก็อยากถามแหละทำไมต้องห้ามออกจากห้องด้วย แต่พอเห็นสีหน้านิ่งขรึมของเขาแล้ว เปลี่ยนใจไม่ถามดีกว่า
“แล้วไอ้ที่ให้ฝึกทำก็ทำด้วยล่ะ เป็นเด็กดี อย่าดื้อให้มาก” จบประโยคเขาก็แยกตัวออกไปทันที
เลิกสนใจเขาแล้วกลับเข้าห้องตามเดิม
หลายวันที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ฉันได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่าง ตอนอยู่บ้านตัวเองมันไม่เคยมีความรู้สึกอ้างว้างเลย ต่อให้บางวันบ้านทั้งหลังจะมีแค่ฉันคนเดียวก็เถอะ ตรงกันข้ามกับตอนนี้ที่รู้สึกโดดเดี่ยวจนยากจะอธิบาย ทั้งที่เป็นฉันคนเดิมแต่ความรู้สึกกลับแตกต่าง แต่ยังดีหน่อยที่มีโทรศัพท์มือถือเป็นเพื่อน พอได้เล่นเกมส์ดูหนังฟังเพลงแล้วรู้สึกดีขึ้น
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นกลางดึก ได้ยินแบบนั้นฉันจึงลุกไปเปิดประตูเผื่อบางทีใครอาจจะมีธุระก็ได้ หรือไม่ก็พี่เลย์
“ไม่ใช่ห้องนี้!” ไม่ทันจะเห็นว่าเป็นใครเพราะพี่เลย์เอาตัวเองมาบังเสียก่อน “โทษทีนะเพื่อนฉันเมามากเลยจะเข้าห้องผิด”
“ค่ะ”
“เข้าห้องนอนได้แล้ว และใครเคาะก็ไม่ต้องเปิดอีก”
“ค่ะ” ขานรับอย่างเข้าใจแล้วเข้าห้องนอนตามเดิม
พอได้ตื่นกลางดึกแล้วกลายเป็นว่านอนไม่หลับแทน ได้ยินเสียงคนคุยกันด้านนอกแต่จับใจความเป็นประโยคไม่ได้ สาบานเลยว่าฉันไม่ได้แอบฟังหูมันได้ยินเอง
แอบมองตรงหน้าต่างเห็นมีรถจอดอยู่หลายคันแต่นั่นไม่กวนใจฉันเท่ากับควันบุหรี่ที่กำลังลอยมาแตะจมูกฉันหรอก บ้านโคตรหรูไม่น่ามาสูบบุหรี่บนห้องนะ ชำเรืองตาไปทางระเบียงห้องข้าง ๆ เห็นพี่เลย์กับใครอีกคนกำลังสูบบุหรี่อยู่ คงจะเป็นเพื่อนเขาล่ะมั้ง ขณะที่ฉันกำลังมองพวกเขาเป็นจังหวะเดียวกันกับที่เขาหันมาทางห้องฉันพอดี เป็นสายตาเย็นชาที่อธิบายไม่ถูกเลยทีเดียว
แกรก!
“บอกให้นอนไม่ใช่เหรอ”
“...” ถึงกับต้องตั้งสติแล้วมองให้ชัดอีกครั้งเลยทีเดียว ฉันเห็นพี่เลย์กำลังสูบบุหรี่อยู่ แล้วทำไมเขาถึงมาโผล่ในห้องฉันได้
“งงอะไร ได้ยินที่พูดไหมเนี่ย”
“ได้ยินค่ะ” ปากตอบเขาแต่สายตาก็หันไปมองที่ระเบียงอีกครั้ง ซึ่งมีแค่พี่ผู้ชายคนนั้นคนเดียว “หนูอาจจะมึนจนตาฝาดไป”
“บ่นอะไร”
“เปล่า หนูจะนอนแล้ว พี่ก็นอนได้แล้วค่ะ”
“...” เขาไม่ตอบอะไรนอกจากปิดไฟในห้องแล้วกลับห้องตัวเองไป
คล้อยหลังพี่เลย์ฉันยังคงคิดวนไปมา มั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาดแน่นอน คิดอยู่แบบนั้นกระทั่งผล็อยหลับไปในที่สุด
หลังจากที่ปรับความเข้าใจกันแล้วฉันก็แยกตัวออกมาอ่านหนังสือมุมหนึ่ง พี่โรมอยู่มุมหนึ่ง ส่วนพี่เลย์นอนหลับอยู่ข้างฉันนี่แหละ“แม่ดุหรือเปล่า” พี่โรมถามเมื่อเห็นฉันละสายตาจากตัวหนังสือแล้ว“ไม่ดุค่ะ”“ไม่ได้ว่าอะไรใช่ไหม”“ไม่ค่ะ เขาชวนหนูให้ไปกินข้าวที่บ้านด้วยนะ”“ไว้วันหยุดนี้นะเราค่อยไปกัน”“แล้วพ่อพี่ล่ะคะเป็นยังไงบ้าง”“เขามีความสุขดี จะว่าไปก็ต่างคนต่างมีความสุขนั่นแหละ”“ก็จริง”หลายวันผ่านไปเป็นครั้งแรกที่ฉันมาบ้านแม่ของพี่แฝด จะบอกว่าใหญ่โตไม่ต่างไปจากบ้านพ่อเขาสักนิด มีการ์ดเฝ้าระวังและยังมีแม่บ้านที่เดินสวนกันไปมาจนวุ่นวายไปหมด“พี่เลย์สวัสดีค่ะ” ใครคนหนึ่งทักทายและยกมือไหว้อย่างมีมารยาท แต่ว่าคนที่เธอทักเป็นพี่โรมค่ะไม่ใช่พี่เลย์“พี่ชื่อโรมครับ”“อ๊ะ! ขอโทษค่ะครีมแยกไม่ออก” เธอว่ายิ้ม ๆ แล้วมองฉันเล็กน้อย “เอ่อ...แฟนพี่เหรอคะ น่ารักดีนะ”“ครับ” พี่โรมตอบพร้อมกับจูงมือพาฉันเข้าไปด้านใน ส่วนพี่เลย์เขาคุยโทรศัพท์กับลูกค้าอยู่ในรถค่ะ อีกเดี๋ยวคงเดินตามมาภายในบ้านไม่ได้มีแค่คุณแม่ ยังมีแขกคนอื่นด้วยดูท่าทางคุณหญิงคุณนายทุกคนเลยค่ะ ผู้ดีมากทั้งบุคลิกและการแต่งตัว ฉันเดาว่าคงเป็
ห้าปีผ่านไป“มองอะไร” พี่โรมถามเมื่อเห็นฉันเอาแต่มองเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายอย่างพิจารณา และใช่ค่ะห้าปีผ่านไปฉันกลายเป็นคุณแม่ลูกสองแล้ว“หนูกำลังคิดว่าทับทิมเหมือนใคร”“เหมือนพี่สิ”“ไม่น่าใช่นะ ถ้าวินเทอร์หนูจะไม่เถียงเลย” บอกไปตามความรู้สึกวินเทอร์กำลังจะห้าขวบแล้วค่ะ ส่วนทับทิมเพิ่งสามขวบเมื่อไม่กี่วันนี้เอง แม้ว่าพ่อของเขาจะหน้าตาเหมือนกันแต่เขาสองคนกลับต่างกันสิ้นเชิง ยิ่งนิสัยต่างกันราวฟ้ากับเหว“หนูไม่คิดว่าทับทิมจะเฉยชาขนาดนี้” ใบหน้าจิ้มลิ้มที่เต็มไปด้วยความรู้สึกว่างเปล่ามันทำให้คนเป็นแม่อย่างฉันแปลกใจไม่น้อยเลย “ต่างกับวินเทอร์ที่ยิ้มเผื่อคนทั้งโลกแทบจะทั้งวัน”“ดูพูดเข้าสิ” พี่เลย์ค้านขึ้นมาบ้าง“หนูพูดจริงนะพี่เลย์ ลูกพี่เจ้าชู้เหมือนพี่นั่นแหละ”“พี่ไม่เคยเจ้าชู้เหอะ”“หึ!”“ไม่ต้องมาหึอะไรทั้งนั้น”“เสน่ห์แรงไม่เบา”“หึงก็บอกมาเถอะ”“หนูไม่หึงหรอกเพราะทุกบาททุกสตางค์ของพี่เป็นของหนูคนเดียวอยู่แล้ว”“หึงหน่อยสิ อยากให้หึง”“กินไหมทับทิม อันนี้อร่อย” วินเทอร์ยื่นขนมให้น้องสาวด้วยความเต็มใจแม้ว่าขนมชิ้นนั้นจะเป็นของโปรดของตัวเองก็เถอะ“กินค่ะ” เสียงเล็กตอบกลับก่อนจะรับขน
หลังจากที่แม่ของเขากลับไปแล้ว ฉันยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมกระทั่งได้ยินเสียงรถขับเคลื่อนเข้ามากลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคยบวกกับความเงียบทำให้ฉันมั่นใจว่าคนที่กำลังเดินเข้ามาหาฉันคือพี่เลย์แน่นอน“...” ฉันไม่ได้พูดอะไรนอกจากปรายตามองเขาด้วยสายตาว่างเปล่า พี่เลย์ก็เช่นกัน เขาเงียบเหมือนไม่รู้จะเริ่มพูดอะไรกับฉันเป็นประโยคแรกความเงียบเข้าปกคลุมจนรู้สึกอึดอัด พี่เลย์เดินผ่านหน้าฉันขึ้นชั้นบนไป ไม่กี่นาทีต่อมาพี่โรมก็มาค่ะ“วันนี้ไม่มีเรียนเหรอ” เขาถามอย่างไม่รู้จะถามอะไร เขารู้ตารางเรียนของฉันทุกชั่วโมง รู้มานานแล้วด้วย“ค่ะ พี่มาเหนื่อย ๆ ขึ้นไปอาบน้ำพักผ่อนเถอะ”พี่โรมไม่ได้พูดอะไร เขาเดินมากอดฉันแล้วหอมแก้มอย่างที่ชอบทำ จากนั้นเดินขึ้นชั้นบนไปนานนับชั่วโมงที่ฉันนั่งอยู่ที่เดิม ในหัวมีอะไรให้คิดอยู่ตลอด“ไม่นอนพักเหรอคะ” ฉันถามพี่เลย์ที่เพิ่งลงมาจากชั้นบน“ไปนอนด้วยกันนะอยากกอด” ไม่พูดเปล่าเขายังออกแรงดึงให้ฉันเดินตามไปอีกด้วยเข้ามาในห้องเสื้อผ้ากระจัดกระจายจากการถูกเทออกจากกระเป๋าทั้งของเขาและของพี่โรม เห็นแบบนั้นฉันจึงเอาตะกร้ามาใส่“นอนก่อนเดี๋ยวค่อยทำ” มือหนารั้งเอวฉันให้นอนราบไปกับที่
สามวันเต็ม ๆ ที่พี่เลย์หายหน้าไป กับฉันเขาขาดการติดต่อไปเลย แต่แอบได้ยินพี่โรมคุยโทรศัพท์อยู่บ่อย ๆ คิดว่าคงจะเป็นพี่เลย์นั่นแหละ“วันนี้น่าจะไม่ได้กลับบ้านนะคะ ทำโครงงานที่บ้านแซน” พี่โรมมองฉันด้วยสีหน้าแปลกใจแต่ก็ไม่ได้ค้านอะไร “พี่ไปต่างจังหวัดพรุ่งนี้ใช่ไหม”“วันนี้แหละพอดีงานมีปัญหานิดหน่อย” เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะยื่นข้อเสนอให้ฉัน “ย้ายจากบ้านแซนมาทำที่บ้านเราได้ไหม ให้ค่าจ้างเฝ้าบ้านสองหมื่น”“ข้อเสนอดีนะเนี่ย” ฉันว่ายิ้ม ๆ พร้อมกับทำท่าคิดไปด้วย “อาร์ทต้องมาด้วยนะคะ พี่โอเคหรือเปล่า”“อืม”เขานี่แหละที่กระชากฉันออกจากอาร์ทครั้งนั้น ช่วงแรกก็มีหัวร้อนกันบ้างที่รู้ว่าอาร์ทเรียนที่เดียวกับฉัน แต่นานวันไปเขาคงตกตะกอนแล้วมั้งคะ“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ ว่าแต่พี่จะเดินทางตอนไหน”“ค่ำ ๆ แหละ เช้านี้ต้องไปที่ร้านก่อน”“ขับรถกลางคืนอีกแล้ว”“แค่สองชั่วโมงเอง”“มีคำพูดมาแก้ต่างตลอดแหละ” ฉันว่าพลางเบะปากใส่เขาหลังจากมาส่งฉันที่มหาวิทยาลัยแล้วพี่โรมเขาก็เข้าร้านต่อค่ะ ได้ยินพี่กรณ์โทรมาบอกว่าร้านถูกงัด ไม่แน่ใจว่าอะไรเสียหายบ้าง“เธอมาก็ดี” แซนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง“อะไรของเธอสีหน้าไม่ค่อย
หลายวันผ่านไป“พี่เลย์ไปไหนเหรอคะ” ฉันถามพี่โรมเมื่อกลับมาบ้านแล้วไม่เห็นใครอีกคนหนึ่ง “แล้วไหนว่าวันนี้พี่ไปต่างจังหวัดไง”“ไอ้เลย์ไปแทนแล้ว”“แล้วงานของพี่เลย์ล่ะ”“พี่ไปทำแทนไง”“เยี่ยมไปเลย นี่ถ้าลูกค้าแยกไม่ออกคงไม่คิดอะไร ส่วนคนที่แยกพี่สองคนออกเขาคงคิดว่าพี่เก่งมากแน่ ๆ สามารถทำแทนกันได้ทุกอย่าง”“แน่นอน” นอกจากจะไม่ปฏิเสธแล้วยังขานรับอย่างเต็มใจอีกด้วย “ไปตลาดนัดกันดีกว่า”“วันนี้มาแปลกแฮะ” ฉันว่าพลางมองคนตรงหน้านิ่ง ๆ รู้สึกว่าวันนี้เขามีพิรุธ“แค่ไปตลาดเองแปลกตรงไหนครับ”“แปลกตรงนี้แหละ แอบไปทำอะไรผิดมาหรือเปล่าคะ”“เปล่าสักหน่อย”“แน่?”“แน่สิ” เขาว่ายิ้ม ๆ แล้วหอมแก้มฉันฟอดใหญ่ “ไปกันเถอะ”เลิกสนใจเขาแล้วกดโทรออกไปหาพี่เลย์ แต่ว่าเขาไม่รับสายฉันค่ะ ปกติฉันจะไม่เซ้าซี้ใคร ไม่รับฉันก็เลิกโทรแค่นั้น แต่วันนี้มันรู้สึกแปลก ๆ อยากให้เขารับสาย แต่ไม่ว่าฉันจะโทรเท่าไหร่เขาก็ไม่รับอยู่ดี“มันอาจจะกำลังยุ่งอยู่ก็ได้”“ไม่ใช่หรอก”“...”“พี่ก็แปลก พี่เลย์ก็แปลก มีอะไรหรือเปล่าคะ” ฉันถามไปตามความรู้สึก และปฏิกิริยาของคนตรงหน้ามันทำให้ฉันมั่นใจว่าเซนส์ฉันไม่ผิดแน่นอน “ถือว่าหนูถามแล้ว
“พูดอะไรของมึง”“อะไร?”“ใจเย็น ๆ ก่อนอย่าเพิ่งต้อนให้จนมุม”“กูกับมึงต่างหากที่จนมุม รู้ทันไปหมด”เรื่องลูกผมพูดจริงนะว่าอยากมี ในส่วนที่เขียนฟ้าแพ้ยาชาผมคิดว่าคุณหมอเขาต้องมีวิธีทำคลอดแน่นอน สมัยนี้เทคโนโลยีมันพัฒนาไปไกลแล้วครับ ตรงนี้คงต้องปรึกษาคุณหมออย่างละเอียดอีกทีหนึ่ง“รีสอร์ตไปถึงไหนแล้ว” ถามไอ้โรมเพราะเมื่อไม่นานมานี้มันเข้าไปดูมา“เรียบร้อยดี”“อืม ... มึงได้ข่าวแม่บ้างไหม” ผมถามต่อ ช่วงหลังมานี้แม่หายเงียบไปเลย ปกติจะโทรหาเราสองคนอยู่บ่อย ๆ“ไปเที่ยวญี่ปุ่น”“ไปกับใคร”“แก๊งเพื่อนเขานั่นแหละ อาทิตย์หน้าคงกลับแล้ว”สามปีมานี้มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นกับพวกเรา เถียงกันบ้าง ความคิดไม่ตรงกันบ้างเป็นเรื่องปกติครับ ที่ยังเหมือนเดิมและดีขึ้นกว่าเดิมคือเขียนฟ้า เรียนเก่งปรับตัวเก่ง กล้าคิดกล้าตัดสินใจอีกด้วย แต่ก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมกับไอ้โรมยังไม่ค่อยสบายใจสักเท่าไหร่ นั่นก็คือแม่ที่ยังไม่ยอมรับเขียนฟ้า“พี่เลย์”“ครับ”“ถ้าพี่มีลูกชายพี่จะตั้งชื่อเขาว่าอะไร” เป็นคำถามที่ไม่คิดว่าเธอจะถามเลยด้วยซ้ำ“วินเทอร์”“ขอเหตุผลค่ะ”“พี่ชอบฤดูหนาว”“อืม ... แล้วพี่ล่ะคะ ถ้ามีลูกสาวพี่







