Masukเป็นการมาสอบที่เหมือนแบกโลกทั้งใบเอาไว้คนเดียวมากกว่า จะปริปากพูดกับใครก็ไม่ได้แม้แต่เพื่อนสนิทของฉันเอง
“เขียนฟ้าแกเป็นอะไรหรือเปล่าวันนี้ซึมไปนะไม่ค่อยพูดเลย” แซนเอ่ยถามขณะที่ฉันกำลังคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย
“เปล่าหรอก ฉันคงนอนน้อยไปมั้งเลยมึนนิดหน่อย”
“เหลือสอบวิชาสุดท้ายแล้วพวกเราก็จะแยกย้ายกันไปเติบโตละนะ ใจหายเหมือนกันนะเนี่ย”
“นั่นสินะ... ถ้าเราเติบโตไปด้วยกันได้ก็คงจะดี” สิ่งที่ฉันไขว่คว้าเอาไว้ได้ในตอนนี้มีเพียงวุฒิการศึกษามัธยมปลายเท่านั้นเอง จากที่เคยวาดฝันเอาไว้ว่าอยากเป็นแอร์โฮสเตสดูเหมือนจะไกลเกินเอื้อมเอามาก ๆ เลยค่ะ
“นี่... ฉันถามอะไรหน่อยได้ไหม คือถ้าแกไม่อยากตอบก็ไม่เป็นไรนะเขียนฟ้า”
“ว่ามาสิ”
“ฉันเห็นหน้าบ้านแกติดป้ายประกาศขายน่ะ มันจริงหรือเปล่าที่เขาพูดกันว่าครอบครัวแกล้มละลาย”
“อืม ตอนนี้ฉันไม่เหลืออะไรเลย” ฉันตอบไปตามความจริงไม่รู้จะปิดบังไปเพื่ออะไร
“แล้วแกกับพ่อย้ายไปอยู่ที่ไหนกันล่ะ ทำไมฉันไม่เห็นรู้เรื่องแล้วแกเดือดร้อนขนาดนี้ทำไมถึงไม่บอกฉันบ้างเลย นี่เรายังเป็นเพื่อนกันอยู่หรือเปล่าเขียนฟ้า ถ้าฉันไม่รู้เองแกจะบอกฉันไหม” แซนโวยวายใส่ฉันยกใหญ่ เราเป็นเพื่อนที่สนิทกันมากค่ะ เรียนด้วยกันมาตั้งแต่ปฐมโน่นแหละ
“ขอบคุณนะที่เป็นห่วง แต่ฉันยังโอเค” แซนมักหยิบยื่นมือมาช่วยฉันเสมอ แต่ครั้งนี้มันเป็นเรื่องใหญ่มากจริง ๆ ใครก็ช่วยฉันไม่ได้หรอก
“แล้วตอนนี้แกพักอยู่ที่ไหน”
“ฉันไม่รู้จะพูดยังไงเหมือนกัน” ฉันตอบออกไปอย่างจนปัญญา ไม่รู้จะเริ่มยังไงเหมือนกัน
“ใจเย็น ๆ ขอโทษที่ตะคอกใส่ฉันแค่เป็นห่วงเท่านั้นเอง” แซนยังคงพยายามปลอบใจฉันแต่มันก็ยังไม่ได้ผลอยู่ดี
หลังจากสอบวิชาสุดท้ายเสร็จมันก็ลากฉันมายังมุมตึก มันคือที่ประจำที่พวกเราชอบมานั่งพักกันนั่นเอง
“เล่ามาเลยทั้งหมด ห้ามโกหกนะ” พลางชี้หน้าฉันอย่างคาดโทษ
“พ่อฉันเอาบ้านไปจำนอง เอาทรัพย์สินของแม่ไปขายจนหมด ตอนนี้ฉันไม่เหลืออะไรแล้ว”
“พ่อแกทำธุรกิจอะไรหรือเปล่า บางทีอาจจะไม่ประสบความสำเร็จเขาเลยจำเป็นต้องใช้เงินเยอะก็ได้” แซนพูดไปตามความคิด ฉันเองก็เคยคิดแบบนั้นเหมือนกันแต่พอเขาพาฉันมาส่งที่บ้านพี่เลย์ความคิดพวกนั้นมันหายไปจนหมด หนำซ้ำยังทำให้ฉันมองพ่อในแง่ลบอีกด้วย
“ฮึก... ฉันไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ตอนนี้ชีวิตฉันไม่เหลืออะไรเลยแซน แถมยังต้องไปอยู่กับใครก็ไม่รู้” ฉันพูดทุกอย่างที่อัดอั้นในใจให้เพื่อนสนิทฟัง ถึงจะช่วยอะไรไม่ได้แต่อย่างน้อยมีคนรับฟังก็ยังดี
“มาอยู่กับฉันก็ได้นะ ว่าแต่แล้วพ่อแกล่ะ”
ถึงกับจุกในอกเมื่อได้ยินคำถามนี้ พี่เลย์ย้ำกับฉันว่าพ่อไม่มีทางมารับฉันกลับไปอย่างแน่นอนซึ่งฉันเองก็รู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดมันคือความจริง พ่อไม่ใช่คนที่รักและหวังดีกับฉันอีกต่อไปแล้ว
“เขียนฟ้าแกได้ยินที่ฉันพูดไหม”
“ได้ยิน ขอบใจนะที่เป็นห่วง แต่ฉันอยู่ได้”
“แกจะบ้าเหรอเขาเป็นเจ้าหนี้เชียวนะ อีกอย่างเอาอะไรไปไว้ใจไม่ทราบ แกมั่นใจได้ยังไงว่าเขาจะไม่ส่งแกไปขายเหมือนในนิยายน่ะ”
“เขาทำได้ทุกอย่างแหละเพราะตอนนี้เขาเป็นเจ้าของชีวิตฉันไปแล้ว”
“มันจะอะไรนักหนา! เงินจะเยอะสักแค่ไหนกันเชียวถึงขั้นต้องกักขังหน่วงเหนี่ยวกันแบบนี้”
“ร้อยล้าน”
“ระ ร้อยล้าน! นี่พ่อแกเอาเงินไปทำอะไรเนี่ย ตั้งร้อยล้านชาติไหนจะหามาคืนเขาได้”
“ถึงได้บอกไงว่าตอนนี้เขากำลังเป็นเจ้าของชีวิตฉันอยู่”
ฉันเลือกอะไรไม่ได้เลยจะหนีไปทางไหนมันก็มืดแปดด้านไปหมด ญาติพี่น้อง แม่ก็ไม่เคยกล่าวถึงให้รู้จักสักคน ไม่เคยรู้เรื่องอะไรทั้งนั้น จำความได้ก็มีแต่ญาติคนที่ฉันเรียกเขาว่าพ่อนี่แหละค่ะ อีกอย่างฉันเองไม่เคยสนใจผู้คนรอบข้างด้วย
“แล้วนี่สอบเสร็จแกจะกลับยังไง”
“เขาให้เบอร์มือถือไว้ ให้ฉันโทรไปแล้วเขาจะมารับ”
“เหรอ... ทำไมง่ายจัง ดูใจดีเนอะ ฉันหมายถึงทำไมเขาต้องมารับมาส่งแกด้วยล่ะใจดีเกินไปไหม สถานะของแกเป็นลูกหนี้นะไม่ใช่สาวคนสนิทสักหน่อยหรือกลัวแกหนี?”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”
“มีอะไรรีบบอกฉันนะ ฉันพร้อมช่วยเสมอแต่ไอ้ร้อยล้านเนี่ยบอกตามตรงว่าไม่มีปัญญา” ฉันเองก็ไม่มีปัญญาเช่นกันค่ะ
“อืม ขอบใจนะที่รับฟัง”
“แล้วแกไม่กลัวเขาเหรอเขียนฟ้า เขาเป็นยังไงแก่หรือยัง เฒ่าหัวงูหรือเปล่า หรือเป็นพวกชอบใช้ความรุนแรง เอางี้ดีกว่าแกโทรหาเขาเลยฉันจะอยู่รอส่งแกขึ้นรถเองเพื่อความแน่ใจ”
“เอาแบบนั้นเหรอ ฉันกลัวว่าจะทำให้แกเดือดร้อนเอาได้นะ”
“ฉันไม่กลัว! โทรเลย”
ได้ยินแบบนั้นฉันจึงหยิบเบอร์มือถือที่พี่เลย์ให้มาขึ้นมาดูมันมีสองเบอร์ค่ะเลขเหมือนกันแค่สลับตำแหน่งสองตัวท้ายเท่านั้นเอง
“เบอร์นี้แล้วกัน” หลับตาจิ้มก่อนจะกดเบอร์โทรออกไปยังปลายสาย รอแค่ไม่นานเสียงเจ้าของเบอร์ก็ดังขึ้น
(สวัสดีครับ)
“เอ่อ... หนูสอบเสร็จแล้วค่ะ”
(รออยู่นั่นแหละ)
“ค่ะ”
หลังจากสายตัดไป ฉันก็นั่งรออย่างใจจดใจจ่อโดยมีแซนอยู่เป็นเพื่อนตลอด ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงรถคันหรูก็จอดเทียบอยู่ตรงหน้า
“คนนี้เหรอเขียนฟ้า” กระซิบเสียงแผ่วเบาฉันจึงพยักหน้าให้แทนคำตอบก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับพี่เลย์ แต่แปลกที่รถคันนี้มันเป็นสีดำจำได้ว่าคันเมื่อเช้ามันเป็นสีขาว ช่างเถอะ! รถที่บ้านมีตั้งหลายคันฉันจะสงสัยให้มากความไปทำไม
“สวัสดีค่ะ” พลางยกมือไหว้เขาอย่างมีมารยาท
“เร็ว ๆ เถอะฉันมีธุระต้องไปทำต่อ”
หันไปโบกมือให้แซนก่อนจะปิดประตูรถ ระหว่างทางมันเงียบมากมีเพียงเสียงลมหายใจเข้าออกของคนข้าง ๆ เท่านั้น ฉันเองก็ไม่กล้าปริปากพูดอะไรทำให้บรรยากาศในรถอึดอัดขึ้นไปอีก
ครืด... ครืด...
“เออ”
(...)
“กูไปรับมาแล้ว”
(...)
“กูรู้แล้ว” เหลือบมองหน้าฉันแวบหนึ่งแล้วกดวางสายไป
วันแรกของการเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัยฉันตื่นเต้นมากค่ะ แต่ไม่ได้มีแค่ฉันหรอกนะที่มาตัวคนเดียว“เขียนฟ้า!”“แซน!”“แกจริง ๆ ด้วย” น้ำเสียงดีใจเอ่ยก่อนจะโผเข้ากอดฉัน “เป็นยังไงบ้างสบายดีไหมทำไมถึงขาดการติดต่อไปเลย”“โทษทีฉันทำเบอร์แกหายน่ะ”“ช่างเถอะ ๆ ว่าแต่แกสบายดีใช่ไหม เขาทำอะไรแกหรือเปล่า”“ฉันสบายดี”“ฮือ... ฉันดีใจมากที่เจอแกตรงนี้”“ฉันก็เหมือนกันคิดว่าจะไม่มีเพื่อนแล้วซะอีก” ค่อยรู้สึกดีขึ้นมาหน่อยค่ะ “แต่เดี๋ยวนะไหนแกว่าจะเรียนพยาบาลไง”“สอบไม่ติด แต่บริหารก็ไม่ได้แย่ฉันเลยเลือกทางนี้แทน แล้วแกล่ะ”“ถูกบังคับน่ะสิ”“หืม...”“ฉันต้องเรียนบริหารถ้าไม่งั้นก็ไม่ต้องเรียน”“เอาน่ะ! อย่างน้อยก็ได้เรียน”“ฉันก็คิดแบบนั้นแหละ”ถามไถ่กันตามประสาจนเข้าชั่วโมงกิจกรรม ก็มีการทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมคณะกันไปหลังจากนั้นก็ได้รับคำชี้แจงต่าง ๆ และเพิ่งรู้ว่าปีหนึ่งที่นี่ต้องอยู่หอพักของมหาวิทยาลัยค่ะเพื่อให้นักศึกษาใหม่ได้เรียนรู้พื้นฐานการปรับตัวด้านการเรียนและการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นซึ่งฉันก็โอเค มาถึงตอนนี้มันไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้วมีแต่เรื่องท้าทายด้วยซ้ำ“วันแรกก็เหนื่อยแล้วอะ” แซนเอ่ย“
“หลับแล้วเหรอวะ”“เออ”“กูว่าเราสองคนพลาดแล้วแหละ”“มึงคิดว่าเขียนฟ้าโง่เหรอ กูจะบอกให้นะไอ้โรมต่อให้เราไม่ยอมรับเขียนฟ้าก็รู้อยู่ดี รู้ตั้งแต่เห็นรูปนั่นแล้ว”“ไม่คิดว่าจะเร็วแบบนี้”“เรื่องแม่มึงเอายังไง”“กูไม่สน!”“กูก็ไม่สนเหมือนกัน”รูปที่กล่าวถึงอยู่ตอนนี้คือรูปถ่ายของเราสามคน เป็นรูปที่เขียนฟ้าขอเก็บไว้เอง ย้อนกลับไปตอนนั้นจำได้ว่าพ่อชอบพาผมกับไอ้โรมไปเล่นที่บ้านหลังหนึ่ง เราทั้งคู่ได้เจอกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งน้องน่ารักมากครับแต่ไม่ค่อยยิ้มเท่าไหร่ เป็นเวลากว่าสองปีที่พวกเราทำความรู้จักกันจนคุ้นเคยและสนิทกันในที่สุด แต่คำว่าตลอดไปมันไม่มีอยู่จริง อยู่ ๆ น้องก็หายไปรู้ข่าวอีกทีคือแม่เขาแต่งงานมีครอบครัวใหม่ หลังจากนั้นก็ไม่เจอกันอีกเลยทุก ๆ วันผมกับไอ้โรมจะแอบเข้าไปเล่นในบ้านหลังนั้นเสมอ มันไม่ได้ถูกรื้อถอนครับแถมยังมีของใช้บางส่วนหลงเหลืออยู่รวมไปถึงภาพนี้ก็ด้วย ถึงตอนนี้ก็ยังอยากรู้ว่าทำไมเขียนฟ้าถึงเลือกที่จะทิ้งมันไว้“ติดต่อพ่อได้ไหมวะ”“ไม่... ยังบินไม่ทั่วน่านฟ้ามั้งเลยไม่อยากกลับ” พูดประชดไปอย่างนั้นแหละครับ พ่อผมแค่ไปเที่ยวเฉย ๆ เอง“เอาไงต่อดีวะ”“อยู่ไปแบบนี้แหละ ถึ
ภายในห้องถูกปกคลุมไปด้วยความมืด ไม่รู้ว่าตอนนี้มันกี่โมงกี่ยามแล้ว ฉันยังคงพยายามข่มตาอยู่แบบนั้นแต่มันก็ไม่หลับสักที“ทำไมยังไม่นอนอีก” น่าจะเป็นพี่โรมเพราะเสียงมันมาจากฝั่งเขา“นอนไม่หลับค่ะ”“ไม่ใช่ว่ามีเรื่องอะไรอยู่ในหัวหรอกเหรอ” แสงไฟสว่างพร้อมกับใบหน้าเรียบเฉยของผู้ชายทั้งสองที่กำลังมองฉัน “ให้สองคำถาม” พี่เลย์เอ่ย ปากเขาพูดกับฉันก็จริงแต่เสมอสายตาไปทางพี่โรม พวกเขาสื่อสารกันทางสายตาอีกแล้ว“แน่ใจเหรอว่าพวกพี่จะตอบ”“ถามมาสิ”“ช่างมันเถอะค่ะ” จบประโยคฉันก็หลับตาลง ถ้าเมื่อไหร่ที่พวกเขาอยากให้รู้ถึงเวลานั้นก็คงจะบอกเองนั่นแหละ“เอาไง”“ไว้ก่อนแล้วกัน” เขาไม่ได้พูดกับฉันหรอกแต่คุยกันเองต่างหาก จากนั้นแสงไฟก็มืดลงพร้อมกับอ้อมแขนพาดลงบนร่างกายฉันเช้าวันใหม่ตื่นขึ้นมาไม่เจอพวกเขาแล้ว อาบน้ำแต่งตัวเสร็จออกมาด้านนอกได้ยินเสียงดังจากในครัวสงสัยเขาจะทำอาหารเช้ามั้งนะ แอบกระซิบหน่อยว่าทั้งพี่เลย์และพี่โรมเขาทำกับข้าวอร่อยมากฉันนี่ชิดซ้ายไปเลย“ตื่นแล้วเหรอคะน้องเขียนฟ้า” พี่ผู้หญิงเอ่ยทักทายพร้อมรอยยิ้ม ถ้าจำไม่ผิดเขาชื่อแวนนะคะ ได้ยินพี่โรมเรียกอยู่ “เราสามคนทำมื้อเช้าเสร็จแล้ว น้องเ
หลังจากพี่เลย์ผล็อยหลับไปฉันก็ออกมาด้านนอกและเดินสำรวจภายในบ้านนี้อย่างถือวิสาสะ พยายามนึกนะคะแต่มันนึกไม่ออกสักที มันเหมือนกับว่าเหตุการณ์นี้ฉันเคยผ่านมาแล้ว เคยได้อยู่กับเขาในแบบเดียวกัน เหมือนว่ามันเคยเกิดขึ้นมานานมาก ๆ แล้วระหว่างวันฉันคอยดูแลพี่เลย์อยู่ตลอดถ้าให้เดาฉันคิดว่าพี่โรมคงออกไปทำงานแทนพี่เลย์แน่นอน“จะสำรวจอีกนานไหม” เสียงทุ้มเอ่ยก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าฉัน“ดีขึ้นแล้วเหรอคะ”“อืม”“รูปนี้หายไปไหนส่วนหนึ่งเหรอคะ” ฉันว่าพลางชี้มือไปยังกรอบรูปขนาดเล็กที่แขวนอยู่บนผนัง ในภาพนั้นเหมือนจะมีอีกหนึ่งคนค่ะแต่ว่ามันขาดหายไปเหลือเพียงเขาสองคนเท่านั้นเอง แถมภาพมันก็เก่าพอสมควร“มันถูกลืม พวกเราเก็บมาได้เท่านี้ ความจริงเจ้าของภาพไม่น่าจะทิ้งมันด้วยซ้ำ” เขาเงียบไปหลายวินาทีก่อนจะพูดต่อ “เพราะรูปถ่ายเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าครั้งหนึ่งมันเคยเกิดขึ้นจริง”“ตอนเด็ก ๆ ...”“ตอนเด็ก ๆ ทำไมเหรอ”“หนูน่าจะมีพี่ชายด้วยนะ” พูดไปตามความรู้สึกตัวเองเหมือนว่ามันจะเลือนรางมากแล้ว“ใช้คำว่าน่าจะ?”“จำไม่ค่อยได้ค่ะรู้แค่ว่ามี”แปลกมากที่ฉันเห็นภาพนี้แล้วนึกถึงเรื่องราวในวัยเด็ก มันนานมากพอที่จะลืมไปแล
วันนี้ฉันถูกพี่โรมลากออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืดเลยค่ะ ใช้เวลาเดินทางเกือบสามชั่วโมงจนตอนนี้รถหยุดนิ่งสนิทแล้ว“รออยู่ในรถนะ” พูดจบเขาก็ลงจากรถหายเข้าไปในแคมป์คนงานก่อนจะออกมาพร้อมกับพี่เลย์“พามาด้วยทำไม จุ้นจ้าน” นั่นแหละค่ะปากเขาน่ะร้ายที่สุดแล้ว“หนูก็ไม่ได้อยากมาสักหน่อย” แน่นอนว่าฉันก็ปากดีกลับไปบ้าง ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงเงียบไม่กล้าต่อปากต่อคำกับเขาแต่ตอนนี้ชินแล้วไงพี่เลย์มองหน้าฉันแวบหนึ่งก่อนจะหันไปขับรถ ดูท่าทางเขาจะเหนื่อยมากสีหน้าไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ แค่เพียงไม่นานรถก็จอดอีกครั้งที่บ้านหลังหนึ่ง“มึงอยู่คนเดียวเหรอ” พี่โรมถามขึ้นเมื่อเห็นว่ามันเงียบผิดปกติ“เออ จะให้กูอยู่กับใครล่ะ” สองพี่น้องเขาคุยกันตามประสาค่ะ ฉันมีหน้าที่เดินตามอย่างเดียวจนเข้ามาในตัวบ้านกวาดสายตาไปรอบบริเวรก่อนจะหยุดอยู่ที่ฉากรูปขนาดใหญ่พลางรู้สึกอะไรบางอย่าง...“เขียนฟ้า”“...”“เขียนฟ้า!”“คะ?”“เหม่ออะไรอยู่”“รูปนี้...”“เอาของไปเก็บได้แล้ว” ยังไม่ทันที่จะพูดจบพี่เลย์ก็ค้านขึ้นเสียก่อน แต่ช่างเถอะ! ก็แค่รู้สึกคุ้น ๆ บางทีฉันอาจจะเคยเห็นที่อื่นก็ได้แกรก!“เธอนอนบนเตียงแล้วกัน ฉันนอนพื้นกับไอ้โรมเอง
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ฉันแทบไม่ได้นับเลยว่านี่มันผ่านมากี่เดือนแล้วหลังจากวันนั้นพวกเราสงบศึกกันมากขึ้น ไม่ใช่ว่าคุยกันเข้าใจหรืออะไรหรอกนะแต่ฉันเลิกตามหาคำตอบแล้วต่างหาก เป็นการใช้ชีวิตแบบล่องลอยมากชนิดที่ว่าหายใจทิ้งไปวัน ๆ ถึงจะถูก ที่สำคัญฉันแยกออกแล้วนะว่าคนไหนคือพี่เลย์ คนไหนคือพี่โรม แม้กระทั่งเขาใส่ชุดเหมือนกันฉันก็แยกออกค่ะ อาศัยความเคยชินจำเอาเพราะเขาสองคนแทบจะไม่มีอะไรต่างกันเลยยกเว้นนิสัย พี่เลย์จะดุและเผด็จการมากกว่า ส่วนพี่โรมเขาจะนิ่ง ๆ ค่ะ ติดไปทางเย็นชาด้วยซ้ำแต่ว่าเขาตามใจฉันบ่อยนะปึก!เอกสารหลายฉบับถูกวางลงตรงหน้าฉัน มันคือเอกสารสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั่นเอง เห็นแบบนี้แล้วดีใจมากอย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ใจร้ายใจดำขนาดนั้น“เธอต้องเรียนบริหาร” พี่เลย์พูดขึ้นก่อนจะนั่งลงตรงข้ามฉัน“เรียนอย่างอื่นไม่ได้เหรอคะ ยิ่งโง่ ๆ อยู่ด้วยยังให้เรียนบริหารอีก”“ด่าตัวเองก็เป็นนี่”“ก็หนูอยากเป็นแอร์โฮสเตส” บ่นอุบอิบแต่คนตรงหน้าก็ได้ยินอยู่ดี“ไม่ได้! เธอต้องเรียนบริหาร จบแล้วก็ทำงานใช้หนี้พวกเราด้วย”เหลือบมองพี่โรมเล็กน้อยเผื่อว่าเขาจะช่วยพูดให้ได้แต่เปล่าเลยดันส่งสายตาพิฆาตมาให้เหม







