Mag-log inสายตาของเยี่ยนซื่อหยวนพลันเลื่อนไปทางหน้าต่าง โครงหน้าอันหล่อเหลาดูเย็นชาขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงที่ทุ้มต่ำมีเสน่ห์ก่อนหน้านี้เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม “อัครเสนาบดีซูเป็นขุนนางผู้เป็นเสาหลักของราชสำนักก็จริง แต่ตระกูลซูที่มีเขาเป็นผู้นำนั้น อำนาจในราชสำนักนับวันยิ่งขยายใหญ่โต นอกจากอำนาจทางการทหารที่ตระกูลซูไร้วาสนาแล้ว ตระกูลซูรวมไปถึงเส้นสายของพวกเขาก็ล้วนแทรกซึมเข้าไปในตำแหน่งสำคัญต่างๆ ในราชสำนัก แม้ว่าพวกเขาจะสนับสนุนรัชทายาท แต่ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่า หลังจากรัชทายาทขึ้นครองบัลลังก์แล้ว แคว้นอวี้เยียนแห่งนี้จะไม่เปลี่ยนชื่อแซ่”นี่เป็นครั้งแรกที่เขาอธิบายเรื่องในราชสำนักให้นางฟัง หลิวชิงซวี่รู้สึกประหลาดใจมาก ทว่าในขณะเดียวกันนางก็รู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกใครกันที่บอกว่าเขาเอาแต่ว่างงานไปวันๆ ไม่ทำอะไร?นี่มันรู้ลึกรู้จริงไปหมดทุกเรื่องเลยต่างหาก!หากเชื่อคำเล่าลือภายนอกล่ะก็ คงได้ถูกหลอกจนตาย...“ข้าเข้าใจความหมายของท่านแล้ว” นางพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “วางใจเถิด ข้าไม่ดูถูกเสด็จพี่หรอก ข้าเคยอ่านคติพจน์การปกครองบ้านเมืองของเหล่านักปราชญ์มาบ้าง ผู้ปกครองนั้น ต้องยึดถือราษฎรเป็นสำคั
“เสด็จพี่ทรงซ่อนนางไว้ถึงห้าปี”“ซ่อนไว้ห้าปี? หมายความว่าอย่างไร?” หลิวชิงซวี่นั่งตัวตรงอยู่บนตักของเขา ใบหน้าเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นไปหมดแม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะเคยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับหลวี่กุ้ยเฟยให้ฟังบ้างแล้ว แต่ก็เป็นเพียงการกล่าวถึงอย่างผิวเผินแค่ไม่กี่ประโยค ในวังมีพระสนมมากมายขนาดนั้น นางเองก็ไม่ได้สนใจ จึงไม่เคยคิดที่จะขุดคุ้ยเรื่องราวของใครแต่หลังจากที่ได้ใกล้ชิดกับหลวี่กุ้ยเฟยแล้ว นางกลับมีความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่าง หลวี่กุ้ยเฟยดูเหมือนจะไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่นางคิดไว้...กุ้ยเฟยผู้เป็นที่โปรดปรานอย่างยิ่งของฮ่องเต้ พอบอกว่าจะลงสระไปจับปลา ก็ถลกแขนเสื้อแล้วกระโดดลงไปเลย!แถมยังเป็นประเภทที่ใครก็ฉุดไม่อยู่อีกด้วย!ภาพเหตุการณ์นั้นสลักลึกลงในหัวของนาง ทั้งน่าขบขันและน่าเหลือเชื่อในเวลาเดียวกันเยี่ยนซื่อหยวนจัดคอเสื้อให้นางจนเรียบร้อย แล้วดึงปิ่นมุกที่เอียงออกจากมวยผมของนาง ก่อนจะปักเข้าไปใหม่ หลังจากทำเรื่องเหล่านี้เสร็จ เขาก็จ้องมองนางอย่างพินิจพิเคราะห์ ริมฝีปากบางอันเย้ายวนยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย คล้ายกับพึงพอใจใน ‘ผลงานชิ้นเอก’ ของตนยิ่งนักไม่ใช่ว่าหลิวชิงซว
เขาคอยประคบประหงม เอาใจ และปรนนิบัตินางทุกวัน ขาดก็แต่ยกขึ้นหิ้งบูชาแล้ว ทำไปเพื่ออะไร มิใช่เพราะอยากให้ร่างกายของนางฟื้นตัวโดยเร็วหรอกหรือ?ผลลัพธ์คือนางช่างดีนัก ฉวยโอกาสตอนเขาไม่อยู่แค่ประเดี๋ยวเดียวก็ทำเรื่องเหลวไหล!“จับปลาแน่นอนว่าต้องจับเองถึงจะสนุก ถ้าให้คนอื่นไปจับ เช่นนั้นปลาก็ไม่หอมแล้ว” หลิวชิงซวี่ทำปากยื่นแล้วเอ่ยขึ้น“เจ้ายังกล้าพูดอีก!” เยี่ยนซื่อหยวนยกมือขึ้น เตรียมจะจัดการด้วย ‘กฎครอบครัว’ ต่อหลิวชิงซวี่พลันฟุบลงบนเตียง จงใจโก้งโค้งบั้นท้ายขึ้นมา แล้วตะโกนอย่างไม่ยอมแพ้ “มาๆๆ ตีได้ตามสบายเลย ข้าไม่ถือสาหรอกถ้าจะต้องนอนพักไปอีกสักสิบวันครึ่งเดือน อย่างไรเสียหลายวันที่ผ่านมาท่านก็หักโหมทุกคืน ข้าจะได้ถือโอกาสพักผ่อนพอดี!”สีหน้าของเยี่ยนซื่อหยวนดูจนปัญญา ฝ่ามือที่ค้างอยู่กลางอากาศไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจฟาดลงไปได้หากทำให้บั้นท้ายนางมีรอยฝ่ามือเพิ่มมาอีกหลายรอยจริงๆ นั่นมิใช่การทรมานตัวเองหรอกหรือ?เขาถลึงตาใส่นางอย่างดุดัน ก่อนจะนั่งลงบนเตียงแล้วรวบนางมาไว้บนตักด่าก็ไม่ได้ ตีก็ไม่ลง นอกจากทำหน้าบึ้งตึงแล้ว เขาก็ไม่รู้จริงๆ ว่าจะทำอย่างไรได้อีก!หลิวชิงซวี่แอบชำเ
จิ่งเซิ่งค้อมกายพลางเอ่ยขึ้น “ทูลฮองเฮา ก่อนหน้านี้กระหม่อมวุ่นวายอยู่กับงานนอกเรือน จึงไม่ทราบว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”ฮองเฮาซูรู้สึกเหมือนว่าเสนอหน้าไปให้เขาเมินใส่ รอยยิ้มบนใบหน้าพลันหุบลงในทันที แล้วหันหลังเดินออกจากเรือนปี้ลั่วไปนางพานางกำนัลและขันทีมาไม่น้อย รวมทั้งหมดมีถึงยี่สิบสี่คน จิ่งเซิ่งมองขบวนอันยิ่งใหญ่เอิกเกริกของพวกนางแล้ว มุมปากก็เบ้คว่ำลงไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งต้องรู้ว่า ฝ่าบาทเสด็จมายังจวนอ๋องเจินแห่งนี้ ก็ทรงนำองครักษ์ติดตามมาเพียงสี่นายเท่านั้นไม่มีใครขอร้องให้นางมาที่จวนอ๋องเจินเสียหน่อย แต่ในเมื่อมาแล้วยังจะวางอำนาจบาตรใหญ่เช่นนี้ ก็อย่าได้โทษว่าพวกเขาละเลย...ฮองเฮาซูนั่งอยู่ในเรือนติงอวี่เป็นเวลานาน นอกจากจะไม่มีคนมายกน้ำชาปรนนิบัติแล้ว แม้แต่จิ่งเซิ่งที่นำทางนางมาเมื่อครู่ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แม่นมเฉินที่อยู่ข้างกายเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นความผิดปกติ จึงเดินออกจากห้องโถง เตรียมจะไปดึงตัวใครสักคนมาสอบถามผลปรากฏว่า เรือนติงอวี่นอกจากองครักษ์แล้ว กลับไม่เห็นข้ารับใช้ที่ทำงานอยู่เลยแม้แต่คนเดียวไม่มีทางเลือก นางจึงได้แต่คว้าตัวองครักษ์นายห
เมื่อมองบั้นท้ายที่กระดกขึ้นมาของนาง และนึกถึงฐานะของนางแล้ว หลิวชิงซวี่ก็รู้สึกสับสนวุ่นวายใจ ทว่าในขณะเดียวกันก็รู้สึกขบขันนางรู้สึกว่าตนเองที่เป็นพระชายาอ๋องเจินนั้นไม่น่าเชื่อถือมากพอแล้ว นึกไม่ถึงว่าหวงกุ้ยเฟยผู้สูงศักดิ์จะไม่น่าเชื่อถือยิ่งกว่านางเสียอีก“ชิงซวี่ ตรงนั้นมีปลาตัวใหญ่! เร็วเข้าๆ ไม่ได้มีแค่ตัวเดียวด้วยนะ!” ทันใดนั้นหลวี่จื่อเฉวียนก็ร้องตะโกนขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น“ไหนเพคะ?” หลิวชิงซวี่รีบไปหา แล้วมุดเข้าไปใต้ใบบัวเช่นเดียวกับนางสองพี่น้องที่รีบตามมาจึงได้เห็นภาพที่ทำเอาหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกเช่นนี้ร่างกายกว่าครึ่งค่อนของสตรีทั้งสองนางมุดเข้าไปในดงใบบัว โดยไม่รับรู้ถึงการมาเยือนของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังเอาแต่ร้องตะโกนโหวกเหวก ราวกับค้นพบสมบัติล้ำค่าอย่างไรอย่างนั้นเยี่ยนซื่อหยวนหน้าดำคร่ำเครียด กระทั่งรู้สึกโมโหขึ้นมาเล็กน้อย กำลังจะเข้าไปเรียกคนขึ้นมาทว่าเยี่ยนเฉินหาวกลับคว้าแขนเขาไว้ เป็นเชิงบอกว่าอย่าทำให้ตกใจหากพวกเขาส่งเสียงตอนนี้ ย่อมทำให้คนตกใจเป็นแน่ ตกใจเป็นเรื่องเล็ก แต่หากพลัดตกสระน้ำจนสำลักน้ำหรือจมน้ำ นั่นต่างหากถึงจะเป็นเรื่องใหญ
เรียกได้ว่ามีความหมายลึกซึ้งสำหรับสตรีในวังหลัง นางคิดว่าตนเองไม่อาจสนิทสนมกับพวกนางมากเกินไป ไม่ใช่ว่านางหยิ่งยโสไม่ยอมคบค้าสมาคมกับผู้คน แต่เป็นเพราะนางไม่เชื่อว่าสตรีในวังหลวงจะใสซื่อบริสุทธิ์“พี่สะใภ้ ท่านอ๋องบ้านข้าเลี้ยงปลาไว้ในสระบัวไม่น้อย ไม่เช่นนั้นให้คนลงไปจับขึ้นมาสักสองสามตัว เที่ยงนี้พวกเรามากินปลามื้อใหญ่ดีหรือไม่?” นางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม ราวกับไม่ได้ยินเสียงทอดถอนใจอันแผ่วเบาของอีกฝ่าย“ปลามื้อใหญ่หรือ?” หลวี่กุ้ยเฟยหันมามองนาง ดวงตากลมโตคู่นั้นเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความแปลกใหม่หลิวชิงซวี่กล่าวอธิบาย “ในสระบัวมีปลาตั้งเยอะ พวกเราทำได้ทั้งปลาย่าง ปลานึ่ง ปลาต้มเผ็ด ปลาตุ๋นน้ำแดง... ขอเพียงท่านและเสด็จพี่โปรดปราน จะทำรสชาติไหนก็ได้ทั้งนั้นเพคะ”“สำรับปลาล้วนอย่างนั้นหรือ?” หลวี่กุ้ยเฟยฟังนางกล่าวจบ ดวงตากลมโตก็เป็นประกายเจิดจ้าราวกับหลอดไฟ ทั้งยังเอาแต่ชะเง้อมองลงไปในสระบัวไม่หยุด “เช่นนั้นข้าขอลงไปจับปลาในสระได้หรือไม่?”“...” มุมปากของหลิวชิงซวี่กระตุกอย่างรุนแรง...หลังจากรับรู้สถานการณ์ของบุตรชายแล้ว เยี่ยนเฉินหาวก็พยักหน้าอย่างวางใจ“เช่นนั้นจาง






