LOGINพร้อมกับ...คำขอสองข้อที่ติดค้าง?
“หากเป็นอย่างที่ทรงตรัส ท่านแม่พาหม่อมฉันหลบหนีออกมาอย่างยากลำบาก เหตุใดจึงยังทรงอยากให้หม่อมฉันกลับเมืองหลวงเพคะ”
“เพราะพี่ชายของเจ้าถูกลอบสังหารระหว่างการสืบคดีทุจริตในกองทัพ”
ลั่วเฟิ่งเหยาเบิกตามองอวี่เสวียน
“เขาสิ้นใจเมื่อหลายวันก่อนคิดว่าตอนนี้ข่าวการตายของเขาคงยังส่งไปไม่ถึงวังหลวง” เขามองหญิงสาวนิ่ง “ก่อนตายเขาเองก็อยากพบเจ้าสักครั้ง ข้ารับปากจะพาเขามาพบเจ้าหลังสะสางคดีจบ”
ลั่วเฟิ่งเหยาไม่รู้ว่าจะอธิบายความรู้สึกของตนเช่นไร อยู่ๆ ก็รับรู้ว่าตนเองไม่ใช่กำพร้า นางมีทั้งบิดา พี่ชายฝาแฝด แต่ข่าวต่อมากลับกลายเป็นว่าพี่ชายฝาแฝดเพิ่งสิ้นใจ ทั้งที่นางยังไม่เคยพบ ไม่เคยมีโอกาสได้รู้จัก
“หลักฐานบางส่วนเขาแยกเก็บเอาไว้ในจวนตระกูลเซี่ย มันสำคัญมากพอที่จะล้มขุนนางใหญ่ผู้หนึ่งในราชสำนัก ข้าเคยให้คนลอบเข้าไปค้นดูแต่กลับคว้าน้ำเหลว เจ้ากลับเมืองหลวงกับข้า กลับเข้าไปในจวนตระกูลเซี่ย หาหลักฐานที่พี่ชายของเจ้าซ่อนเอาไว้ออกมา ที่เหลือข้าจะเป็นคนจัดการเอง”
ลั่วเฟิ่งเหยาขมวดคิ้วมุ่น เรื่องที่ได้ยินมันยากจะเชื่อ นางมั่นใจว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ง่ายทั้งยังเต็มไปด้วยอันตราย “เพราะเหตุใดทรงคิดว่าหม่อมฉันจะพาตัวเองไปเสี่ยงอันตราย ทั้งที่ทุกวันนี้ชีวิตของหม่อมฉันก็สงบสุขดี”
เขายิ้มบางยื่นมือเข้าไปดึงกล่องใบหนึ่งออกมา เห็นทีคนสนิทของเขาคงมาถึงนานแล้ว ทั้งยังลอบนำของมาให้ชายหนุ่มอีกด้วย
“นี่เป็นของที่เซี่ยเฟิ่งสิงทิ้งเอาไว้ให้เจ้า ตอนข้าไปพบศพของเขา เขากอดกล่องไม้นี้เอาไว้แน่นมาก เจ้าลองดูข้าวของข้างใน จากนั้นค่อยตัดสินใจว่าจะกลับไปหรือไม่ หากเจ้าปฏิเสธข้าย่อมไม่บังคับ”
บางอย่างบอกให้นางยืนยันปฏิเสธและอย่าได้กล้ายื่นมือออกไปรับกล่องไม้ใบนั้น เพียงแต่เมื่อรับรู้ว่ามีพี่ชายฝาแฝด ในใจของลั่วเฟิ่งเหยาย่อมกระหายที่จะได้รู้จักเขามากขึ้น
ตอนนี้รู้แล้วว่าเขามีนามว่า เฟิ่งสิง ที่เหลือเล่า...
มือสั่นเทาค่อยๆ ยื่นออกไปรับทั้งที่ในใจบอกว่าอย่าได้รับมันมา
“ข้าจะเดินทางในอีกสองวัน ทุกอย่างจะเตรียมพร้อมดังนั้นเจ้าค่อยตอบข้าหลังใคร่ครวญให้ดี”
“เพคะ”
ลั่วเฟิ่งเหยาเดินออกไปด้วยความสับสน นางก้มลงมองกล่องไม้ลงรักในมือนิ่ง กระทั่งล่วงเข้ายามปลายยามซวี[1]จึงทำใจกล้าเปิดกล่องนั้นขึ้น
ของเล่นชิ้นเล็กๆ น่ารักหลายชิ้นวางรวมกันในกล่อง ตุ๊กตาปั้นเด็กหญิงตัวน้อย ปิ่นหยกมันแพะล้ำค่าสำหรับสตรี
ยังมี...ปิ่นไม้ที่ดูเหมือนทำขึ้นมาเอง แม้ไม่สวยงามประณีต แต่กลับทำให้รับรู้ถึงความพยายามของคนทำ ด้านล่างสุดยังมีจดหมายสองฉบับ
ฉบับแรกเขียนชื่อแซ่ของนางเอาไว้ ‘เซี่ยเฟิ่งเหยา’
ฉบับที่สองเขียนประโยคสั้นๆ ‘ท่านพี่’
ลายมือแตกต่างกันทำให้ล่วงรู้ในทันทีว่าหนึ่งเป็นจดหมายของเซี่ยเฟิ่งสิง ส่วนอีกฉบับอาจเป็นจดหมายของมารดาที่เขียนทิ้งเอาไว้ให้บิดา หากจะมองจากความเก่าของเนื้อกระดาษเซวียนจื่อ
หญิงสาวเลือกที่จะเปิดจดหมายของเซี่ยเฟิ่งสิงก่อน...
ตอนหยิบขึ้นมาปลายนิ้วเรียวลูบภาพวาดผีเสื้อตัวน้อยเหนืออักษรที่เป็นชื่อของนาง รอยยิ้มจุดประกายพร้อมกับขอบตาที่เริ่มร้อนผ่าว อาจารย์ของนางมักเรียกนางด้วยความเอ็นดูว่า ‘เสี่ยวเตี๋ย[2]’
…นี่เป็นชื่อเล่นที่มีเพียงอาจารย์เท่านั้นที่รู้
‘เฟิ่งเหยา...’
‘ข้าคือพี่ชายของเจ้า พี่ชายที่เพิ่งล่วงรู้ว่าเจ้ามีตัวตนได้ไม่นาน ตลอดชีวิตของข้ารับรู้ว่ามารดาจากไปตั้งแต่ยังเยาว์วัย ไม่เคยล่วงรู้เลยว่าเบื้องหลังจะมีความลับที่อาจเปลี่ยนชีวิตที่เหลืออยู่ของตัวเอง ก่อนหน้านี้เข้าใจมาตลอดว่าความเศร้าโศกและรู้สึกผิดในดวงตาของท่านพ่อ สาเหตุมาจากที่ท่านแม่จากไปทั้งที่เขาเพิ่งมีฐานะมั่นคง ตอนนี้จึงได้เข้าใจว่าท่านพ่อมีชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึกผิดต่อเจ้าและท่านแม่มาโดยตลอด’
‘เฟิ่งเหยา เจ้าก็อย่าโทษท่านพ่อเลย เพื่อความปลอดภัยของทั้งเจ้าและข้า ทั้งท่านพ่อและท่านแม่คงเจ็บปวดใจกับการตัดสินใจในครานั้นไม่น้อย ท่านแม่เลือกพาเจ้าหลบเร้นทิ้งข้าเอาไว้เพื่อให้ทั้งเจ้าและข้าปลอดภัย ข้าเข้าใจได้เป็นอย่างดี และยินดีที่อย่างน้อยวันนี้เจ้าก็ยังอยู่รอดปลอดภัย’
‘ข้ามีเรื่องสำคัญมากที่ต้องทำจึงยังไปรับเจ้ากลับจวนไม่ได้ แต่หลังการสะสางคดีจบลงข้าสัญญาว่าจะไปรับเจ้าอย่างแน่นอน เรื่องความเชื่อโบราณเจ้าไม่ต้องกังวล ขอเพียงไม่ได้อยู่ในจวนเดียวกันก็ไม่เป็นไร อีกอย่างเจ้าไม่ได้ใช้แซ่เซี่ยมานานแล้ว เจ้าใช้แซ่ลั่วของเทพโอสถ ข้ากับเจ้าล้วนอยู่ดีมีสุขมากว่าสิบเก้าปี นี่มิใช่ยืนยันแล้วหรือว่าเราผ่านช่วงเวลาของความยากลำบากมาแล้ว ข้าอายุสิบเก้าอีกไม่ถึงปีก็จะแต่งฮูหยิน ถึงตอนนั้นข้าจะแยกจวนไปอยู่ที่อื่นให้เจ้ากลับเข้าจวนตระกูลเซี่ยอย่างสมฐานะ’
[1] ช่วงเวลาสามทุ่ม
[2][2] 蝴蝶 หูเตี๋ย แปลว่าผีเสื้อ ในที่นี้ผู้เขียนใช้ 小蝶 เสี่ยวเตี๋ย เป็นชื่อเล่นของลั่วเฟิ่งเหยาที่แปลว่าผีเสื้อตัวน้อย
“ข้าคือคุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย ไม่ว่าเติบโตมาจากนอกหรือในเมืองหลวง ฐานะของข้าก็คือคนตระกูลเซี่ย” นางกล่าวเสียงเรียบ“คุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ยมีเพียงคนเดียวก็คือหลานสาวของข้า” หย่งอันโหวกล่าวด้วยน้ำเสียงโกรธขึ้ง“แต่ฮูหยินเอกของจวนตระกูลเซี่ยมีเพียงคนเดียวคือท่านแม่ของข้า ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่ามีข้าอยู่ก็แล้วไป แต่ตอนนี้ข้ากลับมาแล้วด้วยศักดิ์ อายุ ฐานะ ข้าเซี่ยเฟิ่งเหยา ก็คือคุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย”“จวนนี้น้องสาวของข้าดูแลมามากกว่าสิบปี ผู้คนล้วนยกย่องให้เกียรตินาง...”“ทุกคนในเมืองหลวงล้วนเรียกนางว่าหวังซื่อเพราะให้เกียรติ ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่ใช่ฮูหยินเอก ข้าเองยังคงต้องเรียกนางว่าอี๋เหนียง และที่นี่ก็คือจวนอัครมหาเสนาบดี มิใช่จวนหย่งอันโหวของตระกูลหวัง หรือเรื่องนี้ข้าก็เข้าใจผิดเช่นกัน แต่งเข้าในจวนในฐานะอนุ แต่ตระกูลเดิมก็ยังสามารถเข้ามาชี้ไม้ชี้มือได้? นับว่าข้าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว...” เซี่ยเฟิ่งเหยากล่าวเสียงเรียบ“เจ้า!...เด็กไม่รู้ที่ต่ำที่สูง!”“นี่มันเรื่องอะไรกัน...”ผู้ที่ก้าวเข้ามาก็คือหวังซื่อ นางเพิ่งออกมาเพราะเข้าไปด้านในเพื่อช่วยดูแลเซี่ยจิ้ง “พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ พวกท่านมาถึงตั้ง
หลังคนตระกูลเซี่ยคุกเข่าคารวะองค์ชายเจ็ดอย่างพร้อมพรั่ง ในที่สุดอวี่เสวียนก็กล่าวเสียงเรียบ “ตามสบายเถิดไม่ต้องมากพิธี”ทุกคนล้วนยืนขึ้นแต่ก็มีอันต้องอ้าปากค้างผงะไปหลายก้าว เมื่ออวี่เสวียนหันไปผายมือให้ลั่วเฟิ่งเหยาก้าวเข้ามา“ข้าพานางมาส่งถึงหน้าจวนตามสัญญาที่ได้ให้ไว้กับเฟิ่งสิงแล้ว นางก็คือเซี่ยเฟิ่งเหยา คุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย คำนับบิดาของเจ้าเสียสิ เขาก็คือเซี่ยจิ้งบิดาของเจ้า อัครมหาเสนาบดีแคว้นซีฉู่”เสียงฮือฮาด้านหลังดังขึ้นพร้อมกับเสียงพูดคุยอื้ออึง แน่นอนใบหน้านี้ไม่มีใครสงสัยว่าเพราะเหตุใดองค์ชายเจ็ดจึงทรงตรัสเช่นนั้นออกมาลั่วเฟิ่งเหยา...ไม่สิ นับจากวันนี้ที่นางก้าวเข้าไปในจวนตระกูลเซี่ย นางก็คือเซี่ยเฟิ่งเหยา ไม่อาจกลับไปใช้แซ่ลั่วต่อไปได้อีก“ลูกคารวะท่านพ่อ” นางคุกเข่าลงโขกศีรษะให้เซี่ยจิ้ง เขารีบปราดเข้ามาประคองนางให้ยืนขึ้นดวงตาแดงก่ำ“ในที่สุด… ในที่สุด...”เขาดู...ซีดเซียวมากจริงๆ เห็นทีว่าการตายของพี่ชายทำให้บิดาของนางล้มป่วยลงเป็นเรื่องจริง เพราะเหตุนี้ในเมืองหลวงแคว้นซีฉู่ นอกจากข่าวการสิ้นใจของใต้เท้าเซี่ยเฟิ่งสิง ยังมีอีกข่าวหนึ่งที่สั่นคลอนไปทั่วราชสำนัก นั่นก็
ท่านป้าลู่มองนางอย่างพิจารณา “เหมือนแต่ก็แตกต่าง ถึงอย่างนั้นข้าก็มั่นใจว่าไม่ว่าผู้ใดที่เคยพบใต้เท้าเซี่ยเฟิ่งสิง จะรู้ได้ในทันทีว่าพวกท่านคือพี่น้องฝาแฝด ไม่ต้องป่าวประกาศ ไม่จำเป็นต้องกล่าวถ้อยคำใด ไม่มีทางที่จะเกิดข้อสงสัย หนึ่งสูญสิ้นอีกหนึ่งปรากฏตัว แม้หลายคนจะยึดมั่นงมงาย แต่ที่มากกว่าคือทุกคนกลับเลื่อมใสท่านอัครมหาเสนาบดีกับเซี่ยฮูหยินยิ่งนัก”ยอมแยกจากไม่ยอมให้บุตรมีภัย แม้หวาดหวั่นกับความเชื่อเรื่องความเลวร้ายของการให้กำเนิดเด็กแฝดในตระกูล แต่กลับยอมเสี่ยงซุกซ่อนหนึ่งชีวิตเอาไว้ กระทั่งเติบโตผ่านพ้นช่วงเวลาอันยากลำบากมาได้เจียงหลีมองผู้เป็นนายนิ่งขณะที่อีกฝ่ายจ้องมองไปยังลั่วเฟิ่งเหยา ท่านป้าลู่กำลังนั่งสนทนากับหญิงสาวอยู่ห่างออกไป ท่าทางทั้งจริงจังและเคร่งขรึม เกรงว่าตอนนี้คงเริ่มเรียนรู้และจดจำธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ แล้ว“เจ้ากำชับแล้วใช่หรือไม่ว่าอย่าได้เอ่ยถึงการหมั้นหมายใดๆ”“พ่ะย่ะค่ะ”“ท่าทีของตระกูลหวังเล่า”“หลังมีข่าวลือแพร่ออกไปดูเหมือนตระกูลหวังจะโกรธขึ้งไม่น้อย แต่ก็ยังมาเคารพศพของใต้เท้าเซี่ยเฟิ่งสิงพ่ะย่ะค่ะ”“พี่รอง?”“หลายวันมานี้คนขององค์ชายรองถูกส่งออกไปนอ
“ถามถึงหม่อมฉัน? หลายปีมานี้หม่อมฉันไม่เคยพบพระองค์ แล้วจะเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับหม่อมฉันให้เขาฟังได้อย่างไร”เขาสบตากับนางด้วยรอยยิ้ม “เจ้าไม่เคยพบข้า?” เขาพยักหน้า “ก็คงเป็นเช่นนั้น”ลั่วเฟิ่งเหยาขมวดคิ้วมองเขา มองลักยิ้มหล่อเหลาในเวลาที่เขายิ้ม บุรุษล้ำเลิศทั้งดูสูงส่งเช่นนี้หากนางเคยพบต้องจำได้สิ แต่นางจำไม่ได้ว่าเคยพบเขา นี่มันอะไรกัน!!“รับไปเถิด อาจช่วยให้เจ้ารู้จักพี่ชายของเจ้าดีขึ้น”นางมองเขาพร้อมรับกล่องไม้ลงรักนั้นมา “แต่...ในจดหมายอาจมีเรื่องเกี่ยวกับ...ราชการลับ”“ระแวงไม่ใช้คน เมื่อจะใช้คนย่อมไม่ระแวง ในเมื่อข้าจะให้เจ้าช่วยสืบหาหลักฐานย่อมไม่ระแวงว่าเจ้ามีใจเป็นอื่น อีกอย่างหากเรื่องนี้ลุล่วงทั้งข้าและเจ้าจะได้รู้ว่าผู้ใดกันแน่ที่สังหารเฟิ่งสิง”นางก้มลงมองกล่องจดหมายขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย “ขอบพระทัยองค์ชายเพคะ”บางคนกล่าวว่าจดหมายบอกตัวตน ลายมือบอกความหนักแน่นของผู้จรดพู่กัน ลั่วเฟิ่งเหยาค้นพบตัวตนของเซี่ยเฟิ่งสิงในจดหมายดังเช่นอวี่เสวียนกล่าวนอกเหนือไปจากนั้นนางยังรับรู้ได้ว่าทั้งสองสนิทสนมไว้ใจกันและกันมาก เพียงแต่นางไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดผู้เป็นพี่ชายจึงปิดบั
ลั่วเฟิ่งเหยาชะงักเมื่อได้ยินเช่นนั้น “เพราะเป็นเช่นนี้จึงจำเป็นต้องเป็นคนของหย่งอันโหว?”อวี่เสวียนมองนางด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ เห็นชัดว่าเขาไม่ต้องอธิบายให้มากความนางก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว“ตอนประกาศการตายของมารดาเจ้าออกไป ใต้เท้าเซี่ยยังประกาศด้วยว่าจะมีฮูหยินเอกเพียงหนึ่งเดียว ฐานะของบิดาเจ้าในราชสำนัก น่าดึงดูดใจมากกว่าจะมองแค่ฐานะอนุ แม้เป็นอนุแต่กลับเป็นใหญ่ในจวน เจ้าคิดหรือว่าตระกูลหวังจะถือสา ยิ่งหากหลังแต่งเข้าจวนแล้วมีหน้ามีตาในชนชั้นสูง อีกทั้งยังได้ควบรวมขั้วอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของซีฉู่ ข้าว่าไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินแม้นางจะได้ชื่อว่าเป็นอนุอย่างแน่นอน”“หวังซื่อผู้นี้เป็นคนเช่นไรเพคะ”“เพียบพร้อม”ได้ยินดังนั้นหญิงสาวก็เลิกคิ้วมองเขา“สิบเจ็ดปีมานี้ หวังซื่อให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง เขามีนามว่าเซี่ยจื่อหลิงปีนี้อายุได้สิบห้า บุตรสาวอีกคนเซี่ยหลันอวี๋ปีนี้อายุสิบสี่” เขายิ้มและกล่าวต่อ “ผู้คนในเมืองหลวงล้วนยกย่องนางเพราะภายใต้การดูแลของนาง จวนตระกูลเซี่ยเรียบร้อยและสงบสุขยิ่ง”“พี่ใหญ่ของข้า...”อวี่เสวียนยิ้มเมื่อเห็นนางกล่าวถึงเซี่ยเฟิ่งสิงอย่างยอมรับเป็นนัย “ใต้เท้าเซี่ยใช้ชีวิตอ
ลั่วเฟิ่งเหยามองเสี้ยวหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้จนรับรู้ถึงลมหายใจคงที่ สันกรามคมกริบกดลงไปยังหน้าผากของนาง ร่างใหญ่กดนางลงกับพื้นรถม้า ปกป้องนางจากอันตรายที่พุ่งเข้ามาจากด้านนอกตัวรถม้าสองร่างแนบชิดหากแต่นางไม่ได้รู้สึกขัดเขิน ตรงกันข้ามนางให้สงสัยว่าเขาต้องปกป้องนางถึงเพียงนี้เลยหรือ...มือซ้ายโอบกอดนางแนบอก มือขวากุมมีดสั้นอีกด้านที่เพิ่งถูกดึงออกมา ใบหน้าเคร่งเครียดมองไปยังม่านรถม้าด้วยความตื่นตัว...ลั่วเฟิ่งเหยียนมองไหล่ของเขาที่เคยได้รับบาดเจ็บ ...แผลปริแล้ว นางวางมือลงบนแผลนั้นเบาๆ เขาขมวดคิ้วและหันมามองนางในที่สุด“แผลปริแล้ว” นางกล่าวเสียงเบาไม่ได้มีท่าทีแตกตื่นหวาดกลัว เขาก้มลงมองตามสายตาของนางจากนั้นจึงยิ้มออกมา“ข้าต้องกังวลไปไย มีเจ้าอยู่ทั้งคน”รอยยิ้มของเขาทำให้นางหัวใจเต้นแรงอีกแล้ว ลั่วเฟิ่งเหยาถอนหายใจออกมาเสียงเบา ละสายตาไม่มองเขาอีก ยังดีที่เขาจำต้องระแวดระวังภัย แม้ทั้งสองอยู่ในท่วงท่าทีล่อแหลมหากแต่ก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดไม่นานทุกอย่างก็สงบลงคนของอวี่เสวียนควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ ตอนลงจากรถม้าเพื่อสำรวจความเสียหาย ลั่วเฟิ่งเหยาจึงได้ตระหนักว่าแท้ที่จริงคนของอวี่เสว







