Masukพร้อมกับ...คำขอสองข้อที่ติดค้าง?
“หากเป็นอย่างที่ทรงตรัส ท่านแม่พาหม่อมฉันหลบหนีออกมาอย่างยากลำบาก เหตุใดจึงยังทรงอยากให้หม่อมฉันกลับเมืองหลวงเพคะ”
“เพราะพี่ชายของเจ้าถูกลอบสังหารระหว่างการสืบคดีทุจริตในกองทัพ”
ลั่วเฟิ่งเหยาเบิกตามองอวี่เสวียน
“เขาสิ้นใจเมื่อหลายวันก่อนคิดว่าตอนนี้ข่าวการตายของเขาคงยังส่งไปไม่ถึงวังหลวง” เขามองหญิงสาวนิ่ง “ก่อนตายเขาเองก็อยากพบเจ้าสักครั้ง ข้ารับปากจะพาเขามาพบเจ้าหลังสะสางคดีจบ”
ลั่วเฟิ่งเหยาไม่รู้ว่าจะอธิบายความรู้สึกของตนเช่นไร อยู่ๆ ก็รับรู้ว่าตนเองไม่ใช่กำพร้า นางมีทั้งบิดา พี่ชายฝาแฝด แต่ข่าวต่อมากลับกลายเป็นว่าพี่ชายฝาแฝดเพิ่งสิ้นใจ ทั้งที่นางยังไม่เคยพบ ไม่เคยมีโอกาสได้รู้จัก
“หลักฐานบางส่วนเขาแยกเก็บเอาไว้ในจวนตระกูลเซี่ย มันสำคัญมากพอที่จะล้มขุนนางใหญ่ผู้หนึ่งในราชสำนัก ข้าเคยให้คนลอบเข้าไปค้นดูแต่กลับคว้าน้ำเหลว เจ้ากลับเมืองหลวงกับข้า กลับเข้าไปในจวนตระกูลเซี่ย หาหลักฐานที่พี่ชายของเจ้าซ่อนเอาไว้ออกมา ที่เหลือข้าจะเป็นคนจัดการเอง”
ลั่วเฟิ่งเหยาขมวดคิ้วมุ่น เรื่องที่ได้ยินมันยากจะเชื่อ นางมั่นใจว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ง่ายทั้งยังเต็มไปด้วยอันตราย “เพราะเหตุใดทรงคิดว่าหม่อมฉันจะพาตัวเองไปเสี่ยงอันตราย ทั้งที่ทุกวันนี้ชีวิตของหม่อมฉันก็สงบสุขดี”
เขายิ้มบางยื่นมือเข้าไปดึงกล่องใบหนึ่งออกมา เห็นทีคนสนิทของเขาคงมาถึงนานแล้ว ทั้งยังลอบนำของมาให้ชายหนุ่มอีกด้วย
“นี่เป็นของที่เซี่ยเฟิ่งสิงทิ้งเอาไว้ให้เจ้า ตอนข้าไปพบศพของเขา เขากอดกล่องไม้นี้เอาไว้แน่นมาก เจ้าลองดูข้าวของข้างใน จากนั้นค่อยตัดสินใจว่าจะกลับไปหรือไม่ หากเจ้าปฏิเสธข้าย่อมไม่บังคับ”
บางอย่างบอกให้นางยืนยันปฏิเสธและอย่าได้กล้ายื่นมือออกไปรับกล่องไม้ใบนั้น เพียงแต่เมื่อรับรู้ว่ามีพี่ชายฝาแฝด ในใจของลั่วเฟิ่งเหยาย่อมกระหายที่จะได้รู้จักเขามากขึ้น
ตอนนี้รู้แล้วว่าเขามีนามว่า เฟิ่งสิง ที่เหลือเล่า...
มือสั่นเทาค่อยๆ ยื่นออกไปรับทั้งที่ในใจบอกว่าอย่าได้รับมันมา
“ข้าจะเดินทางในอีกสองวัน ทุกอย่างจะเตรียมพร้อมดังนั้นเจ้าค่อยตอบข้าหลังใคร่ครวญให้ดี”
“เพคะ”
ลั่วเฟิ่งเหยาเดินออกไปด้วยความสับสน นางก้มลงมองกล่องไม้ลงรักในมือนิ่ง กระทั่งล่วงเข้ายามปลายยามซวี[1]จึงทำใจกล้าเปิดกล่องนั้นขึ้น
ของเล่นชิ้นเล็กๆ น่ารักหลายชิ้นวางรวมกันในกล่อง ตุ๊กตาปั้นเด็กหญิงตัวน้อย ปิ่นหยกมันแพะล้ำค่าสำหรับสตรี
ยังมี...ปิ่นไม้ที่ดูเหมือนทำขึ้นมาเอง แม้ไม่สวยงามประณีต แต่กลับทำให้รับรู้ถึงความพยายามของคนทำ ด้านล่างสุดยังมีจดหมายสองฉบับ
ฉบับแรกเขียนชื่อแซ่ของนางเอาไว้ ‘เซี่ยเฟิ่งเหยา’
ฉบับที่สองเขียนประโยคสั้นๆ ‘ท่านพี่’
ลายมือแตกต่างกันทำให้ล่วงรู้ในทันทีว่าหนึ่งเป็นจดหมายของเซี่ยเฟิ่งสิง ส่วนอีกฉบับอาจเป็นจดหมายของมารดาที่เขียนทิ้งเอาไว้ให้บิดา หากจะมองจากความเก่าของเนื้อกระดาษเซวียนจื่อ
หญิงสาวเลือกที่จะเปิดจดหมายของเซี่ยเฟิ่งสิงก่อน...
ตอนหยิบขึ้นมาปลายนิ้วเรียวลูบภาพวาดผีเสื้อตัวน้อยเหนืออักษรที่เป็นชื่อของนาง รอยยิ้มจุดประกายพร้อมกับขอบตาที่เริ่มร้อนผ่าว อาจารย์ของนางมักเรียกนางด้วยความเอ็นดูว่า ‘เสี่ยวเตี๋ย[2]’
…นี่เป็นชื่อเล่นที่มีเพียงอาจารย์เท่านั้นที่รู้
‘เฟิ่งเหยา...’
‘ข้าคือพี่ชายของเจ้า พี่ชายที่เพิ่งล่วงรู้ว่าเจ้ามีตัวตนได้ไม่นาน ตลอดชีวิตของข้ารับรู้ว่ามารดาจากไปตั้งแต่ยังเยาว์วัย ไม่เคยล่วงรู้เลยว่าเบื้องหลังจะมีความลับที่อาจเปลี่ยนชีวิตที่เหลืออยู่ของตัวเอง ก่อนหน้านี้เข้าใจมาตลอดว่าความเศร้าโศกและรู้สึกผิดในดวงตาของท่านพ่อ สาเหตุมาจากที่ท่านแม่จากไปทั้งที่เขาเพิ่งมีฐานะมั่นคง ตอนนี้จึงได้เข้าใจว่าท่านพ่อมีชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึกผิดต่อเจ้าและท่านแม่มาโดยตลอด’
‘เฟิ่งเหยา เจ้าก็อย่าโทษท่านพ่อเลย เพื่อความปลอดภัยของทั้งเจ้าและข้า ทั้งท่านพ่อและท่านแม่คงเจ็บปวดใจกับการตัดสินใจในครานั้นไม่น้อย ท่านแม่เลือกพาเจ้าหลบเร้นทิ้งข้าเอาไว้เพื่อให้ทั้งเจ้าและข้าปลอดภัย ข้าเข้าใจได้เป็นอย่างดี และยินดีที่อย่างน้อยวันนี้เจ้าก็ยังอยู่รอดปลอดภัย’
‘ข้ามีเรื่องสำคัญมากที่ต้องทำจึงยังไปรับเจ้ากลับจวนไม่ได้ แต่หลังการสะสางคดีจบลงข้าสัญญาว่าจะไปรับเจ้าอย่างแน่นอน เรื่องความเชื่อโบราณเจ้าไม่ต้องกังวล ขอเพียงไม่ได้อยู่ในจวนเดียวกันก็ไม่เป็นไร อีกอย่างเจ้าไม่ได้ใช้แซ่เซี่ยมานานแล้ว เจ้าใช้แซ่ลั่วของเทพโอสถ ข้ากับเจ้าล้วนอยู่ดีมีสุขมากว่าสิบเก้าปี นี่มิใช่ยืนยันแล้วหรือว่าเราผ่านช่วงเวลาของความยากลำบากมาแล้ว ข้าอายุสิบเก้าอีกไม่ถึงปีก็จะแต่งฮูหยิน ถึงตอนนั้นข้าจะแยกจวนไปอยู่ที่อื่นให้เจ้ากลับเข้าจวนตระกูลเซี่ยอย่างสมฐานะ’
[1] ช่วงเวลาสามทุ่ม
[2][2] 蝴蝶 หูเตี๋ย แปลว่าผีเสื้อ ในที่นี้ผู้เขียนใช้ 小蝶 เสี่ยวเตี๋ย เป็นชื่อเล่นของลั่วเฟิ่งเหยาที่แปลว่าผีเสื้อตัวน้อย
ซ่างเสวียนมองนาง “ปกป้องอวี่เสวียน?” เขาหรี่ตามองใช่...ปกป้องเขา...จากท่านเซี่ยเฟิ่งเหยาไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาของนางบอกซ่างเสวียนเช่นนั้น รอยยิ้มอ่อนโยนของนางมองข้ามไหล่ของเขาไปอีกครั้งนี่เป็นครั้งที่สองที่รอยยิ้มของนางแม้อยู่ตรงหน้าเขา แต่รอยยิ้มนั้นกลับไม่ใช่เพื่อเขา เป็นรอยยิ้มแตกต่างไปจากรอยยิ้มที่นางมีให้ผู้อื่น...มองไปด้านหลังอวี่เสวียนกำลังเดินตรงมายังคนทั้งสอง“เจ้าพี่รอง ยังไม่เสด็จกลับหรือพ่ะย่ะค่ะ” อวี่เสวียนเดินมาจับมือของเซี่ยเฟิ่งเหยาที่ยื่นออกมาหา เขายิ้มให้นาง นางเงยหน้ายิ้มตอบซ่างเสวียนมองคนทั้งสองเงียบๆ “กำลังจะกลับแล้ว เห็นชายาของเจ้าอยู่เพียงลำพังจึงรอเป็นเพื่อนนาง เจ้ามาก็ดีแล้วข้าไปก่อน”เขาหมุนตัวเดินออกไปเงียบๆ แต่ตอนจะลับมุมทางเดินก็อดไม่ได้ที่หันกลับไปมองคู่รักที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมอวี่เสวียนปัดปอยผมของหญิงสาวด้วยรอยยิ้ม ทั้งสองยังคงยืนกุมมือกันขณะสนทนาเรื่องบางอย่าง หญิงสาวหัวเราะโอบแขนรอบตัวอวี่เสวียน“มีจริงๆ หรือ สตรีที่ไม่สนใจลาภยศ...สตรีที่รักมั่นไม่สนใจในอำนาจและความยิ่งใหญ่” ซ่างเสวียนพึมพำจากนั้นเดินจากไปโดยไม่ได้หันกลับไปมองคนทั้งสองอีกอวี่เส
อวี่เสวียนลูบปลายนิ้วลงไปยังเรียวคิ้วของหญิงสาว ไล่ลงมายังข้างแก้ม “หลายปีได้แต่แอบดูอยู่เงียบๆ ในที่สุดก็ได้ยืนตรงหน้าเจ้าแล้ว”นางเลิกคิ้ว “หมายความว่าอย่างไร”เขายิ้ม “เจ้าไม่เคยพบข้า ไม่ได้หมายความว่าข้าไม่ได้พบเจ้า ไว้ข้าจะค่อยๆ เล่าให้เจ้าฟัง” เขายิ้มและก้มลงจุมพิตกลางหน้าผากของหญิงสาวแผ่วเบา “ชั่วชีวิตนี้สามารถปกป้องเจ้าให้ปลอดภัยไร้กังวล ข้าหวังเพียงเท่านั้น”นางยิ้มและสบตาคมนิ่ง “สัญญา?”“ข้าสัญญา”ชีวิตสตรีผู้หนึ่งจะต้องการสิ่งใดไปมากกว่าบุรุษที่พร้อมจะรักและปกป้องนาง เห็นนางเป็นดังดวงใจที่ไม่ว่าอยู่ที่ใดก็คะนึงหาเซี่ยเฟิ่งเหยาคือพระชายาที่สตรีทั่วหล้าล้วนรู้สึกอิจฉา ด้วยเพราะความรักและความผูกพันที่องค์ชายเจ็ดกับนางมีร่วมกัน รวมไปถึงชะตาที่พลัดพราก หากแต่ก็ยังกลับมาพานพบและครองคู่นางลืมตาขึ้นมองอวี่เสวียนที่ยังคงหลับสนิท ริมฝีปากประดับรอยยิ้มแห่งความสุขเมื่อพบว่าเขากุมมือของนางวางเอาไว้บนอกไม่ปล่อยแม้ในยามหลับสนิท“องค์ชาย หากยังไม่ตื่นบรรทมจะเข้าเฝ้าสายแล้วนะเพคะ”เขามุ่นคิ้วถอนหายใจจากนั้นพลิกตัวกอดนางแนบอก “ยังอยากนอนอีกครู่หนึ่ง” แม้พูดเช่นนั้นริมฝีปากกลับประทับลงยังหน
“แม้ไม่ได้ฉลาดหลักแหลม แต่เจ้าก็ไม่ใช่คนไม่รู้จักคิด ขอเพียงเจ้าเริ่มคิดถึงผู้อื่นนั่นย่อมเป็นสัญญาณที่ดี ขอเพียงสังเกตสิ่งรอบข้างให้มาก มองผู้คน มองการกระทำ พูดให้น้อยลง คิดใคร่ครวญให้มาก ตำหนักหย่งเล่ออยู่ไม่ไกลจากตำหนักหย่งชุน หากคิดเรื่องใดไม่ตกก็มาหาข้า”เซี่ยหลันอวี๋ขมวดคิ้ว “ท่านจะช่วยข้าหรือ ช่วยจริงๆ หรือ ทั้งที่ข้า...”“ข้าเป็นคนตระกูลเซี่ย เจ้าเองก็เป็นคนตระกูลเซี่ย จำไว้เพียงเท่านั้นเรื่องอื่นอย่าได้เก็บมาคิดให้วุ่นวาย มารดาของเจ้าเป็นคนดีมาก น้องชายของเจ้าในอนาคตยังสามารถรับใช้ราชสำนัก เรื่องการแก่งแย่งในตำหนักอย่าได้นำมาใส่ใจ ใช้ชีวิตให้ดีทำหน้าที่ของเจ้าในตำหนักหย่งเล่อให้สมกับที่ฮองเฮาทรงเลือก ความละโมบเจ้าเองก็เคยเห็นผลของมันแล้ว เข้าใจหรือไม่”เซี่ยหลันอวี๋มองนางแล้วพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว...พี่หญิงใหญ่”เซี่ยเฟิ่งเหยายิ้มให้นางจากนั้นเอื้อมมือขึ้นไปดึงปิ่นหยกออกมาจากศีรษะ นางยืนขึ้นโน้มตัวปักปิ่นหยกให้เซี่ยหลันอวี๋ “ยังไม่ได้มอบของขวัญให้เจ้า อวี๋เอ๋อร์ ข้าเชื่อว่าเจ้าจะดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดี”เซี่ยหลันอวี๋ยิ้มดวงตาแดงก่ำ “เจ้าค่ะ”มองส่งน้องสาวต่างมารดาจากไปหญิงส
“ดีแล้ว” เขายิ้มบางจากนั้นทั้งสองก็เดินเคียงข้างกันไปตามทางเดินด้านหลังมีขันทีและนางกำนัลตามมาช้าๆ แผ่นหลังของชายหนุ่มและหญิงสาวที่เดินไปข้างหน้าช้าๆ พูดคุยสนทนาด้วยความสนิทสนม บางครั้งก็มีเสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้น ใบหน้ายิ้มแย้มของหญิงสาว ดวงตาอ่อนโยนของอวี่เสวียน ภาพเหล่านั้นทำให้ผู้ที่พบเห็นล้วนอมยิ้มและสบตากันด้วยความเขินอายข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์อันดีของคุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย กับองค์ชายเจ็ดอวี่เสวียน ทำให้ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนรอฟังข่าวมงคลทั้งสิ้น“องค์ชาย” นางเรียกเข้าเสียงเบา เหลือบมองขันทีและนางกำนัลด้านหลัง ทั้งหมดหยุดฝีเท้าอย่างรู้งาน เว้นระยะห่างมากขึ้นอีกเล็กน้อย “วันก่อนหม่อมฉันมีโอกาสได้สนทนากับท่านพ่อ”เขามองนางด้วยรอยยิ้ม “กังวลหรือ”นางส่ายหน้าแต่เงยหน้ามองเขานิ่ง“เป็นห่วงข้า?” ตอนเห็นนางพยักหน้าเขายิ้มกว้าง “ข้าไม่อยากให้ขั้วอำนาจในราชสำนัก กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจของเจ้า หากจะให้เจ้าตัดสินใจก็ต้องให้เจ้าตัดสินใจด้วยตัวเจ้าเอง” เขายื่นมือให้นาง “เซี่ยเฟิ่งเหยา เจ้ายินดีเป็นชายาของข้าหรือไม่”นางเงยหน้ามองเขาด้วยรอยยิ้ม ยื่นมือให้เขากุมเอาไว้ “ย่อมแน่นอน ข้าคือ
“เจ้าโชคดีที่เวลานั้นท่านพ่อส่งเจ้าออกจากเมืองหลวง หาไม่ตระกูลหวังก่อเรื่องใหญ่เช่นนี้แล้วเจ้าไปมาหาสู่กับพวกเขา ไม่แน่อาจกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด จากนี้จงใช้เรื่องนี้เป็นบทเรียน อย่าเอาแต่ใจและคบหาผู้ใดต้องระวังให้มาก อำนาจและลาภยศทำให้ผู้คนยิ้มแย้มพยายามเข้าหาเจ้า ทว่าถึงอย่างนั้นในยามอับจน คนที่เจ้าคบหาเป็นสหาย เรียกพวกเขาเป็นญาติสนิท เพียงเพื่อความอยู่รอดพวกเขาล้วนทำได้ทุกสิ่ง”เซี่ยหลันอวี๋สั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ตอนถือศีลอยู่ที่อารามเหลิ่งจิ่ง อยู่ๆ ก็มีคนของตระกูลหวังมาหลอกล่อนางออกไป นึกไม่ถึงว่าคนพวกนั้นหวังใช้นางกับมารดาต่อรองกับบิดานางคิดเลยว่าตระกูลหวังจะกล้าร่วมมือตระกูลหม่าก่อกบฏจนโดนประหารสิ้น นึกถึงตอนนั้นที่หย่งอันโหวฮูหยินพยายามพานางกลับจวน อยากให้นางเปลี่ยนแซ่กลายเป็นคนของจวนหย่งอันโหว...ตอนออกมาจากเรือนตะวันออก เซี่ยจื่อหลิงมองน้องสาวยังคงหน้าซีดขาวด้วยความหวาดกลัวก็ถอนหายใจเสียงเบา“ข้าว่านางก็เป็นคนไม่เลว ข้าไม่ได้อยากให้เจ้ายอมรับนางในทันที แต่เจ้าต้องรู้จักเปิดใจให้กว้าง ตลอดมาเจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าผู้ใดคือมิตรผู้ใดคือศัตรู ผู้ที่เจ้ายกย่องเป็นมิตรเป็นญาติ วั
เซี่ยเฟิ่งเหยาลืมตาขึ้นช้าๆ ไหล่ซ้ายระบมจนขยับครั้งหนึ่งคิ้วเรียวก็มุ่นครั้งหนึ่ง อาการปวดตุบยังไหล่ซ้ายกับความเจ็บที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง นางสูดหายใจพยายามยามระงับอาการเจ็บปวดนั้น“เจ้ารู้สึกตัวแล้ว?”แน่นอนจะเป็นใครไปได้นอกจากอวี่เสวียน เซี่ยเฟิ่งเหยาหันไปมองเขา หัวใจอ่อนยวบลงเมื่อเห็นสภาพของชายหนุ่มตรงหน้า“อวี่เสวียน...ทำไมสภาพของท่าน...ดูไม่ได้เลย”เขาหัวเราะ “ผู้ใดเป็นต้นเหตุเล่า”นางกุมมือเขาบีบเบาๆ ยกมืออีกข้างลูบปอยผมที่ร่วงหล่นยุ่งเหยิง เห็นชัดว่าเขากังวลมากจริงๆ ดูแล้วคงไม่ได้ออกไปจากห้องนี้เลยตั้งแต่นางถูกนำมารักษาตัว“ได้นอนบ้างหรือไม่” ดวงตาของเขาแดงก่ำ เสื้อผ้ายังเป็นชุดเดิม “ข้าหมดสติไปกี่วัน”“สามวันแล้ว เจ้าหมดสติไปสามวัน”นางลูบแก้มของเขา “ถึงว่าท่านจึงได้มีสภาพเช่นนี้ ช่วยพยุงข้าลุกขึ้นได้หรือไม่”“เจ้าไม่ควรขยับ”“ข้านอนจนแผ่นหลังไม่รู้สึกอะไรแล้ว อยากลุกขึ้นนั่งสักครู่”อวี่เสวียนค่อยๆ สอดแขนพยุงนางให้ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง เขามือสั่นเล็กน้อยเพราะกลัวทำนางเจ็บหญิงสาวยิ้มให้เขา “ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว ตอนนี้รู้แล้วว่าเจ็บเพียงใด” นางวางมือลงไปแผลเดิมของเขา แผลหลายแห่ง
“ลุงกับป้าสะใภ้ของเจ้าคือคนตระกูลหวัง! ที่นี่คือตระกูลเซี่ย คือจวนอัครมหาเสนาบดี เจ้าเลือกมาว่าจะเป็นคนตระกูลหวัง หรือยังอยากเป็นคุณหนูรองตระกูลเซี่ย หากอยากเป็นคนตระกูลหวังข้าจะให้อี๋เหนียงส่งเจ้าไปที่นั่น เปลี่ยนแซ่ของเจ้าให้เป็นคนของจวนหย่งอันโหวเสีย หาไม่อย่าได้กล้ากล่าวอ้างจวนหย่งอันโหวมาข่มขู
เซี่ยจิ้งถอนหายใจออกมาเสียงเบา “ใช่ เพิ่งหมั้นหมายได้ไม่นาน บุตรสาวเจ้ากรมพิธีการ คุณหนูสามตระกูลเฉา นางเองก็...ล้มป่วย”ขอบตาของเซี่ยเฟิ่งเหยาร้อนผ่าว คนรักมาสิ้นใจจากไปตั้งแต่อายุยังน้อย นางไม่รู้เลยว่าคุณหนูเฉาผู้นั้นจะรู้สึกเช่นไรตอนครุ่นคิดหญิงสาวก็ช่วยบิดาสวมเสื้อคลุมและประคองเขาเดินออกมาจาก
ลั่วเฟิ่งเหยาชะงักเมื่อได้ยินเช่นนั้น “เพราะเป็นเช่นนี้จึงจำเป็นต้องเป็นคนของหย่งอันโหว?”อวี่เสวียนมองนางด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ เห็นชัดว่าเขาไม่ต้องอธิบายให้มากความนางก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว“ตอนประกาศการตายของมารดาเจ้าออกไป ใต้เท้าเซี่ยยังประกาศด้วยว่าจะมีฮูหยินเอกเพียงหนึ่งเดียว ฐานะของบิดาเจ้าในราช
ลั่วเฟิ่งเหยามองเสี้ยวหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้จนรับรู้ถึงลมหายใจคงที่ สันกรามคมกริบกดลงไปยังหน้าผากของนาง ร่างใหญ่กดนางลงกับพื้นรถม้า ปกป้องนางจากอันตรายที่พุ่งเข้ามาจากด้านนอกตัวรถม้าสองร่างแนบชิดหากแต่นางไม่ได้รู้สึกขัดเขิน ตรงกันข้ามนางให้สงสัยว่าเขาต้องปกป้องนางถึงเพียงนี้เลยหรือ...มือซ้ายโอบก







