LOGINอวี่เสวียนเลิกคิ้วมองนางจากนั้นหันไปมองเจียงหลี เขาก้าวขึ้นหน้าประสานมือรายงาน “กระหม่อมจะให้คนปล่อยตัวเขาเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ”
“ยังมี...ลั่วหลิวเองก็สมควรรู้เรื่องที่เกิดขึ้น คนหายไปสามคนอาจเกิดเรื่องวุ่นวายจนแตกตื่น เขาเป็นคนขี้ขลาดไม่กล้าแพร่งพรายออกไปแน่เพคะ”
หากจินซื่อเกิดแตกตื่นหลังการหายตัวไปของหลานสาวโวยวายออกไป เกรงว่าไม่นานเรื่องคงน่าสงสัยยิ่งกว่าเดิม
“ได้” อวี่เสวียนกล่าวจบก็หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องตามเดิม
เจียงหลีประสานมือให้หญิงสาวเป็นเชิงรับปากจากนั้นเดินไปกระซิบออกคำสั่งกับคนสองสามคน ไม่นานองครักษ์ทั้งหมดก็แยกย้ายกันไป
จูซิ่วอ้าปากค้าง “พวกเขามากันตั้งแต่เมื่อไหร่เจ้าคะ มายังไง มาตอนไหน มากมายถึงเพียงนี้ซ่อนตัวกันอย่างไร ไม่สิ ตอนมาพวกเขาไม่ส่งเสียงสักนิด”
“ใช่...เห็นชัดว่าฝีมือร้ายกาจยิ่ง” ลั่วเฟิ่งเหยาถอนหายเสียงเบา สังหรณ์ใจอยู่แล้วว่ารอบๆ เรือนพักของนางยังมีคนอื่น
ป้าจูมองหญิงสาว “แม่นางเข้าไปเถิดเจ้าค่ะ ข้าเคี่ยวยาเอง”
หญิงสาวพยักหน้าจากนั้นเดินเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง นางเห็นอวี่เสวียนนั่งลงบนเตียงด้วยใบหน้าซีดขาว จากนั้นจึงเดินเข้าไปตรวจชีพจรอีกฝ่าย
“ช่วงนี้อาจมีอาการเหนื่อยง่าย ร่างกายยังไม่ฟื้นตัวดี แต่พิษในร่างกายถูกขับออกแล้วบางส่วน บาดแผลลึกน่ากังวลกว่าพิษมากนัก”
“ง่ายถึงเพียงนั้น? พิษที่แม้แต่หมอหลวงเองก็ส่ายหน้า เพราะเหตุใดเจ้าใช้เวลาเพียงข้ามคืนก็สามารถขับออกมา”
“บางส่วนเพคะ ไม่ใช่ทั้งหมด หากก่อนหน้าไม่ทรงได้รับบาดเจ็บอาจขับพิษออกมาได้ทั้งหมดใจคราวเดียว การขับพิษออกมาทั้งหมดร่างกายจะอ่อนล้ามาก ทรงได้รับพิษและบาดเจ็บพร้อมๆ กัน ดังนั้นจึงทำได้เพียงประคองให้ร่างกายรับไหว หาไม่หากร่างกายอ่อนแอเกินไปก็อาจสิ้นพระชนม์ได้เช่นกัน”
อวี่เสวียนพยักหน้า “เจ้ารู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าคนของข้าอยู่ที่นี่”
“ไม่รู้เพคะ”
ชายหนุ่มเลิกคิ้ว “แต่ยังปล่อยให้พวกเขาบุกเข้ามา?”
“ความจริง...” นางรินชาที่ยังคงอุ่นร้อนส่งให้เขา “เป็นเพียงลางสังหรณ์เพคะ เหล่าเซิงบอกว่าสถานที่เกิดเหตุถูกเก็บกวาด หากเป็นฝ่ายตรงข้ามย่อมรู้แล้วว่าทรงประทับอยู่ที่นี่ หากเป็นเช่นนั้นไม่ทันข้ามวันคงมีคนบุกขึ้นเขามาแล้ว หากถึงตอนนี้ข้างนอกยังสงบ นั่นย่อมหมายถึงคนของพระองค์มาถึงแล้ว”
อวี่เสวียนอมยิ้มขณะจิบชา “เจ้าเป็นคนฉลาดดังเช่นที่เทพโอสถเคยกล่าวชม”
ครานี้เป็นลั่วเฟิ่งเหยาเป็นฝ่ายจ้องเขาเขม็ง “คำขอที่สองของข้า กลับเมืองหลวงกับข้าเถิด ลั่วเฟิ่งเหยา ไม่สิ เซี่ยเฟิ่งเหยา”
หญิงสาวขมวดคิ้วมองเขานิ่ง
อวี่เสวียนยิ้มบางขณะสบตากับหญิงสาว “เจ้าก็คือเซี่ยเฟิ่งเหยา คุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย บิดาของเจ้าคือใต้เท้าเซี่ย อัครมหาเสนาบดีแห่งราชสำนักแคว้นซีฉู่”
นางหรี่ดวงตามองเขาอย่างใช้ความคิด ดวงตาบอกชัดว่าไม่เชื่อเรื่องที่เขาเพิ่งกล่าว
“เดิมทีเสด็จแม่ของข้าเป็นสหายกับเซี่ยฮูหยิน ข้าอายุได้เพียงเจ็ดขวบตอนเซี่ยฮูหยินตั้งครรภ์และคลอดบุตร ผู้ใดจะคาดคิดว่าบุตรชายเพิ่งคลอด ในครรภ์ของเซี่ยฮูหยินกลับยังมีบุตรสาวอีกคน”
หญิงสาวเม้มปากมองเขาราวกับมองหาประกายของการหยอกเย้า แต่ไม่เลยอวี่เสวียนกล่าวด้วยท่าทีจริงจังยิ่ง “เด็ก...แฝด?”
“ใช่”
แคว้นซีฉู่เดิมทีเชื่อกันว่าเด็กแฝดที่เกิดมาจะนำโชคร้ายมาสู่วงศ์ตระกูล ยิ่งเป็นแฝดชายหญิงก็จะยิ่งนำภัยพิบัติอันชั่วร้ายมาไม่สิ้นสุด ดังนั้นหากตระกูลใดมีแฝดถือกำเนิดเด็กคนหนึ่งก็จะถูกกำจัด ซึ่งแน่นอนว่าหากเป็นแฝดชายหญิงก็ยิ่งเลือกได้ง่ายดายนัก
เด็กผู้ชายในอนาคตยังสามารถเล่าเรียนสอบขุนนางนำชื่อเสียงมาสู่วงศ์ตระกูล ต่างกับเด็กผู้หญิงที่ไม่มีตระกูลใดให้ความสำคัญนัก
“ใต้เท้าเซี่ยเป็นขุนนางคนสำคัญของราชสำนัก เรื่องที่พวกเจ้าเป็นฝาแฝดจึงถูกปิดเอาไว้ เซี่ยฮูหยินรู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่นานก็จะถูกเปิดโปง นางลอบพาเจ้าหนีออกมากลางดึก ทิ้งบุตรชายเอาไว้ให้ใต้เท้าเซี่ยพร้อมจดหมายฉบับหนึ่ง”
ลั่วเฟิ่งเหยาจ้องมองเขานิ่ง ดวงตาเริ่มสั่นคลอน
“ก่อนหน้านี้กุ้ยเฟยอยู่ๆ ก็ทรงตรัสถึงการหมั้นหมายขององค์ชายรอง เนื่องจากพระชายาในอนาคตสมควรมาจากตระกูลใหญ่ในราชสำนัก บัดนี้อายุล้วนมากกว่าองค์ชายรองทั้งสิ้น ดังนั้นผู้คนจึงจับจ้องครรภ์ของเซี่ยฮูหยินว่าจะเป็นสตรีหรือบุรุษ”
คราวนี้ลั่วเฟิ่งเหยาอ้าปากค้าง...
“ใช่ เดิมทีเจ้าก็คือคู่หมายขององค์ชายรองแคว้นซีฉู่” เขายิ้ม “เพราะเกรงว่าขั้วอำนาจที่ยังมีชีวิตนี้จะถูกปองร้าย เสด็จแม่จึงให้คนคุ้มกันเซี่ยฮูหยินมายังสวีซาน หยกครึ่งเสี้ยวเป็นเสด็จแม่พระราชทานให้เซี่ยฮูหยิน”
“ข้าคือคุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย ไม่ว่าเติบโตมาจากนอกหรือในเมืองหลวง ฐานะของข้าก็คือคนตระกูลเซี่ย” นางกล่าวเสียงเรียบ“คุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ยมีเพียงคนเดียวก็คือหลานสาวของข้า” หย่งอันโหวกล่าวด้วยน้ำเสียงโกรธขึ้ง“แต่ฮูหยินเอกของจวนตระกูลเซี่ยมีเพียงคนเดียวคือท่านแม่ของข้า ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่ามีข้าอยู่ก็แล้วไป แต่ตอนนี้ข้ากลับมาแล้วด้วยศักดิ์ อายุ ฐานะ ข้าเซี่ยเฟิ่งเหยา ก็คือคุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย”“จวนนี้น้องสาวของข้าดูแลมามากกว่าสิบปี ผู้คนล้วนยกย่องให้เกียรตินาง...”“ทุกคนในเมืองหลวงล้วนเรียกนางว่าหวังซื่อเพราะให้เกียรติ ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่ใช่ฮูหยินเอก ข้าเองยังคงต้องเรียกนางว่าอี๋เหนียง และที่นี่ก็คือจวนอัครมหาเสนาบดี มิใช่จวนหย่งอันโหวของตระกูลหวัง หรือเรื่องนี้ข้าก็เข้าใจผิดเช่นกัน แต่งเข้าในจวนในฐานะอนุ แต่ตระกูลเดิมก็ยังสามารถเข้ามาชี้ไม้ชี้มือได้? นับว่าข้าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว...” เซี่ยเฟิ่งเหยากล่าวเสียงเรียบ“เจ้า!...เด็กไม่รู้ที่ต่ำที่สูง!”“นี่มันเรื่องอะไรกัน...”ผู้ที่ก้าวเข้ามาก็คือหวังซื่อ นางเพิ่งออกมาเพราะเข้าไปด้านในเพื่อช่วยดูแลเซี่ยจิ้ง “พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ พวกท่านมาถึงตั้ง
หลังคนตระกูลเซี่ยคุกเข่าคารวะองค์ชายเจ็ดอย่างพร้อมพรั่ง ในที่สุดอวี่เสวียนก็กล่าวเสียงเรียบ “ตามสบายเถิดไม่ต้องมากพิธี”ทุกคนล้วนยืนขึ้นแต่ก็มีอันต้องอ้าปากค้างผงะไปหลายก้าว เมื่ออวี่เสวียนหันไปผายมือให้ลั่วเฟิ่งเหยาก้าวเข้ามา“ข้าพานางมาส่งถึงหน้าจวนตามสัญญาที่ได้ให้ไว้กับเฟิ่งสิงแล้ว นางก็คือเซี่ยเฟิ่งเหยา คุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย คำนับบิดาของเจ้าเสียสิ เขาก็คือเซี่ยจิ้งบิดาของเจ้า อัครมหาเสนาบดีแคว้นซีฉู่”เสียงฮือฮาด้านหลังดังขึ้นพร้อมกับเสียงพูดคุยอื้ออึง แน่นอนใบหน้านี้ไม่มีใครสงสัยว่าเพราะเหตุใดองค์ชายเจ็ดจึงทรงตรัสเช่นนั้นออกมาลั่วเฟิ่งเหยา...ไม่สิ นับจากวันนี้ที่นางก้าวเข้าไปในจวนตระกูลเซี่ย นางก็คือเซี่ยเฟิ่งเหยา ไม่อาจกลับไปใช้แซ่ลั่วต่อไปได้อีก“ลูกคารวะท่านพ่อ” นางคุกเข่าลงโขกศีรษะให้เซี่ยจิ้ง เขารีบปราดเข้ามาประคองนางให้ยืนขึ้นดวงตาแดงก่ำ“ในที่สุด… ในที่สุด...”เขาดู...ซีดเซียวมากจริงๆ เห็นทีว่าการตายของพี่ชายทำให้บิดาของนางล้มป่วยลงเป็นเรื่องจริง เพราะเหตุนี้ในเมืองหลวงแคว้นซีฉู่ นอกจากข่าวการสิ้นใจของใต้เท้าเซี่ยเฟิ่งสิง ยังมีอีกข่าวหนึ่งที่สั่นคลอนไปทั่วราชสำนัก นั่นก็
ท่านป้าลู่มองนางอย่างพิจารณา “เหมือนแต่ก็แตกต่าง ถึงอย่างนั้นข้าก็มั่นใจว่าไม่ว่าผู้ใดที่เคยพบใต้เท้าเซี่ยเฟิ่งสิง จะรู้ได้ในทันทีว่าพวกท่านคือพี่น้องฝาแฝด ไม่ต้องป่าวประกาศ ไม่จำเป็นต้องกล่าวถ้อยคำใด ไม่มีทางที่จะเกิดข้อสงสัย หนึ่งสูญสิ้นอีกหนึ่งปรากฏตัว แม้หลายคนจะยึดมั่นงมงาย แต่ที่มากกว่าคือทุกคนกลับเลื่อมใสท่านอัครมหาเสนาบดีกับเซี่ยฮูหยินยิ่งนัก”ยอมแยกจากไม่ยอมให้บุตรมีภัย แม้หวาดหวั่นกับความเชื่อเรื่องความเลวร้ายของการให้กำเนิดเด็กแฝดในตระกูล แต่กลับยอมเสี่ยงซุกซ่อนหนึ่งชีวิตเอาไว้ กระทั่งเติบโตผ่านพ้นช่วงเวลาอันยากลำบากมาได้เจียงหลีมองผู้เป็นนายนิ่งขณะที่อีกฝ่ายจ้องมองไปยังลั่วเฟิ่งเหยา ท่านป้าลู่กำลังนั่งสนทนากับหญิงสาวอยู่ห่างออกไป ท่าทางทั้งจริงจังและเคร่งขรึม เกรงว่าตอนนี้คงเริ่มเรียนรู้และจดจำธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ แล้ว“เจ้ากำชับแล้วใช่หรือไม่ว่าอย่าได้เอ่ยถึงการหมั้นหมายใดๆ”“พ่ะย่ะค่ะ”“ท่าทีของตระกูลหวังเล่า”“หลังมีข่าวลือแพร่ออกไปดูเหมือนตระกูลหวังจะโกรธขึ้งไม่น้อย แต่ก็ยังมาเคารพศพของใต้เท้าเซี่ยเฟิ่งสิงพ่ะย่ะค่ะ”“พี่รอง?”“หลายวันมานี้คนขององค์ชายรองถูกส่งออกไปนอ
“ถามถึงหม่อมฉัน? หลายปีมานี้หม่อมฉันไม่เคยพบพระองค์ แล้วจะเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับหม่อมฉันให้เขาฟังได้อย่างไร”เขาสบตากับนางด้วยรอยยิ้ม “เจ้าไม่เคยพบข้า?” เขาพยักหน้า “ก็คงเป็นเช่นนั้น”ลั่วเฟิ่งเหยาขมวดคิ้วมองเขา มองลักยิ้มหล่อเหลาในเวลาที่เขายิ้ม บุรุษล้ำเลิศทั้งดูสูงส่งเช่นนี้หากนางเคยพบต้องจำได้สิ แต่นางจำไม่ได้ว่าเคยพบเขา นี่มันอะไรกัน!!“รับไปเถิด อาจช่วยให้เจ้ารู้จักพี่ชายของเจ้าดีขึ้น”นางมองเขาพร้อมรับกล่องไม้ลงรักนั้นมา “แต่...ในจดหมายอาจมีเรื่องเกี่ยวกับ...ราชการลับ”“ระแวงไม่ใช้คน เมื่อจะใช้คนย่อมไม่ระแวง ในเมื่อข้าจะให้เจ้าช่วยสืบหาหลักฐานย่อมไม่ระแวงว่าเจ้ามีใจเป็นอื่น อีกอย่างหากเรื่องนี้ลุล่วงทั้งข้าและเจ้าจะได้รู้ว่าผู้ใดกันแน่ที่สังหารเฟิ่งสิง”นางก้มลงมองกล่องจดหมายขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย “ขอบพระทัยองค์ชายเพคะ”บางคนกล่าวว่าจดหมายบอกตัวตน ลายมือบอกความหนักแน่นของผู้จรดพู่กัน ลั่วเฟิ่งเหยาค้นพบตัวตนของเซี่ยเฟิ่งสิงในจดหมายดังเช่นอวี่เสวียนกล่าวนอกเหนือไปจากนั้นนางยังรับรู้ได้ว่าทั้งสองสนิทสนมไว้ใจกันและกันมาก เพียงแต่นางไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดผู้เป็นพี่ชายจึงปิดบั
ลั่วเฟิ่งเหยาชะงักเมื่อได้ยินเช่นนั้น “เพราะเป็นเช่นนี้จึงจำเป็นต้องเป็นคนของหย่งอันโหว?”อวี่เสวียนมองนางด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ เห็นชัดว่าเขาไม่ต้องอธิบายให้มากความนางก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว“ตอนประกาศการตายของมารดาเจ้าออกไป ใต้เท้าเซี่ยยังประกาศด้วยว่าจะมีฮูหยินเอกเพียงหนึ่งเดียว ฐานะของบิดาเจ้าในราชสำนัก น่าดึงดูดใจมากกว่าจะมองแค่ฐานะอนุ แม้เป็นอนุแต่กลับเป็นใหญ่ในจวน เจ้าคิดหรือว่าตระกูลหวังจะถือสา ยิ่งหากหลังแต่งเข้าจวนแล้วมีหน้ามีตาในชนชั้นสูง อีกทั้งยังได้ควบรวมขั้วอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของซีฉู่ ข้าว่าไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินแม้นางจะได้ชื่อว่าเป็นอนุอย่างแน่นอน”“หวังซื่อผู้นี้เป็นคนเช่นไรเพคะ”“เพียบพร้อม”ได้ยินดังนั้นหญิงสาวก็เลิกคิ้วมองเขา“สิบเจ็ดปีมานี้ หวังซื่อให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง เขามีนามว่าเซี่ยจื่อหลิงปีนี้อายุได้สิบห้า บุตรสาวอีกคนเซี่ยหลันอวี๋ปีนี้อายุสิบสี่” เขายิ้มและกล่าวต่อ “ผู้คนในเมืองหลวงล้วนยกย่องนางเพราะภายใต้การดูแลของนาง จวนตระกูลเซี่ยเรียบร้อยและสงบสุขยิ่ง”“พี่ใหญ่ของข้า...”อวี่เสวียนยิ้มเมื่อเห็นนางกล่าวถึงเซี่ยเฟิ่งสิงอย่างยอมรับเป็นนัย “ใต้เท้าเซี่ยใช้ชีวิตอ
ลั่วเฟิ่งเหยามองเสี้ยวหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้จนรับรู้ถึงลมหายใจคงที่ สันกรามคมกริบกดลงไปยังหน้าผากของนาง ร่างใหญ่กดนางลงกับพื้นรถม้า ปกป้องนางจากอันตรายที่พุ่งเข้ามาจากด้านนอกตัวรถม้าสองร่างแนบชิดหากแต่นางไม่ได้รู้สึกขัดเขิน ตรงกันข้ามนางให้สงสัยว่าเขาต้องปกป้องนางถึงเพียงนี้เลยหรือ...มือซ้ายโอบกอดนางแนบอก มือขวากุมมีดสั้นอีกด้านที่เพิ่งถูกดึงออกมา ใบหน้าเคร่งเครียดมองไปยังม่านรถม้าด้วยความตื่นตัว...ลั่วเฟิ่งเหยียนมองไหล่ของเขาที่เคยได้รับบาดเจ็บ ...แผลปริแล้ว นางวางมือลงบนแผลนั้นเบาๆ เขาขมวดคิ้วและหันมามองนางในที่สุด“แผลปริแล้ว” นางกล่าวเสียงเบาไม่ได้มีท่าทีแตกตื่นหวาดกลัว เขาก้มลงมองตามสายตาของนางจากนั้นจึงยิ้มออกมา“ข้าต้องกังวลไปไย มีเจ้าอยู่ทั้งคน”รอยยิ้มของเขาทำให้นางหัวใจเต้นแรงอีกแล้ว ลั่วเฟิ่งเหยาถอนหายใจออกมาเสียงเบา ละสายตาไม่มองเขาอีก ยังดีที่เขาจำต้องระแวดระวังภัย แม้ทั้งสองอยู่ในท่วงท่าทีล่อแหลมหากแต่ก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดไม่นานทุกอย่างก็สงบลงคนของอวี่เสวียนควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ ตอนลงจากรถม้าเพื่อสำรวจความเสียหาย ลั่วเฟิ่งเหยาจึงได้ตระหนักว่าแท้ที่จริงคนของอวี่เสว







