Share

บทที่ 2.4

last update Tanggal publikasi: 2026-03-20 07:49:39

อวี่เสวียนเลิกคิ้วมองนางจากนั้นหันไปมองเจียงหลี เขาก้าวขึ้นหน้าประสานมือรายงาน “กระหม่อมจะให้คนปล่อยตัวเขาเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ”

“ยังมี...ลั่วหลิวเองก็สมควรรู้เรื่องที่เกิดขึ้น คนหายไปสามคนอาจเกิดเรื่องวุ่นวายจนแตกตื่น เขาเป็นคนขี้ขลาดไม่กล้าแพร่งพรายออกไปแน่เพคะ”

หากจินซื่อเกิดแตกตื่นหลังการหายตัวไปของหลานสาวโวยวายออกไป เกรงว่าไม่นานเรื่องคงน่าสงสัยยิ่งกว่าเดิม

“ได้” อวี่เสวียนกล่าวจบก็หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องตามเดิม

เจียงหลีประสานมือให้หญิงสาวเป็นเชิงรับปากจากนั้นเดินไปกระซิบออกคำสั่งกับคนสองสามคน ไม่นานองครักษ์ทั้งหมดก็แยกย้ายกันไป

จูซิ่วอ้าปากค้าง “พวกเขามากันตั้งแต่เมื่อไหร่เจ้าคะ มายังไง มาตอนไหน มากมายถึงเพียงนี้ซ่อนตัวกันอย่างไร ไม่สิ ตอนมาพวกเขาไม่ส่งเสียงสักนิด”

“ใช่...เห็นชัดว่าฝีมือร้ายกาจยิ่ง” ลั่วเฟิ่งเหยาถอนหายเสียงเบา สังหรณ์ใจอยู่แล้วว่ารอบๆ เรือนพักของนางยังมีคนอื่น

ป้าจูมองหญิงสาว “แม่นางเข้าไปเถิดเจ้าค่ะ ข้าเคี่ยวยาเอง”

หญิงสาวพยักหน้าจากนั้นเดินเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง นางเห็นอวี่เสวียนนั่งลงบนเตียงด้วยใบหน้าซีดขาว จากนั้นจึงเดินเข้าไปตรวจชีพจรอีกฝ่าย

“ช่วงนี้อาจมีอาการเหนื่อยง่าย ร่างกายยังไม่ฟื้นตัวดี แต่พิษในร่างกายถูกขับออกแล้วบางส่วน บาดแผลลึกน่ากังวลกว่าพิษมากนัก”

“ง่ายถึงเพียงนั้น? พิษที่แม้แต่หมอหลวงเองก็ส่ายหน้า เพราะเหตุใดเจ้าใช้เวลาเพียงข้ามคืนก็สามารถขับออกมา”

“บางส่วนเพคะ ไม่ใช่ทั้งหมด หากก่อนหน้าไม่ทรงได้รับบาดเจ็บอาจขับพิษออกมาได้ทั้งหมดใจคราวเดียว การขับพิษออกมาทั้งหมดร่างกายจะอ่อนล้ามาก ทรงได้รับพิษและบาดเจ็บพร้อมๆ กัน ดังนั้นจึงทำได้เพียงประคองให้ร่างกายรับไหว หาไม่หากร่างกายอ่อนแอเกินไปก็อาจสิ้นพระชนม์ได้เช่นกัน”

อวี่เสวียนพยักหน้า “เจ้ารู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าคนของข้าอยู่ที่นี่”

“ไม่รู้เพคะ”

ชายหนุ่มเลิกคิ้ว “แต่ยังปล่อยให้พวกเขาบุกเข้ามา?”

“ความจริง...” นางรินชาที่ยังคงอุ่นร้อนส่งให้เขา “เป็นเพียงลางสังหรณ์เพคะ เหล่าเซิงบอกว่าสถานที่เกิดเหตุถูกเก็บกวาด หากเป็นฝ่ายตรงข้ามย่อมรู้แล้วว่าทรงประทับอยู่ที่นี่ หากเป็นเช่นนั้นไม่ทันข้ามวันคงมีคนบุกขึ้นเขามาแล้ว หากถึงตอนนี้ข้างนอกยังสงบ นั่นย่อมหมายถึงคนของพระองค์มาถึงแล้ว”

อวี่เสวียนอมยิ้มขณะจิบชา “เจ้าเป็นคนฉลาดดังเช่นที่เทพโอสถเคยกล่าวชม”

ครานี้เป็นลั่วเฟิ่งเหยาเป็นฝ่ายจ้องเขาเขม็ง “คำขอที่สองของข้า กลับเมืองหลวงกับข้าเถิด ลั่วเฟิ่งเหยา ไม่สิ เซี่ยเฟิ่งเหยา”

หญิงสาวขมวดคิ้วมองเขานิ่ง

อวี่เสวียนยิ้มบางขณะสบตากับหญิงสาว “เจ้าก็คือเซี่ยเฟิ่งเหยา คุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย บิดาของเจ้าคือใต้เท้าเซี่ย อัครมหาเสนาบดีแห่งราชสำนักแคว้นซีฉู่”

นางหรี่ดวงตามองเขาอย่างใช้ความคิด ดวงตาบอกชัดว่าไม่เชื่อเรื่องที่เขาเพิ่งกล่าว

“เดิมทีเสด็จแม่ของข้าเป็นสหายกับเซี่ยฮูหยิน ข้าอายุได้เพียงเจ็ดขวบตอนเซี่ยฮูหยินตั้งครรภ์และคลอดบุตร ผู้ใดจะคาดคิดว่าบุตรชายเพิ่งคลอด ในครรภ์ของเซี่ยฮูหยินกลับยังมีบุตรสาวอีกคน”

หญิงสาวเม้มปากมองเขาราวกับมองหาประกายของการหยอกเย้า แต่ไม่เลยอวี่เสวียนกล่าวด้วยท่าทีจริงจังยิ่ง “เด็ก...แฝด?”

“ใช่”

แคว้นซีฉู่เดิมทีเชื่อกันว่าเด็กแฝดที่เกิดมาจะนำโชคร้ายมาสู่วงศ์ตระกูล ยิ่งเป็นแฝดชายหญิงก็จะยิ่งนำภัยพิบัติอันชั่วร้ายมาไม่สิ้นสุด ดังนั้นหากตระกูลใดมีแฝดถือกำเนิดเด็กคนหนึ่งก็จะถูกกำจัด ซึ่งแน่นอนว่าหากเป็นแฝดชายหญิงก็ยิ่งเลือกได้ง่ายดายนัก

เด็กผู้ชายในอนาคตยังสามารถเล่าเรียนสอบขุนนางนำชื่อเสียงมาสู่วงศ์ตระกูล ต่างกับเด็กผู้หญิงที่ไม่มีตระกูลใดให้ความสำคัญนัก

“ใต้เท้าเซี่ยเป็นขุนนางคนสำคัญของราชสำนัก เรื่องที่พวกเจ้าเป็นฝาแฝดจึงถูกปิดเอาไว้ เซี่ยฮูหยินรู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่นานก็จะถูกเปิดโปง นางลอบพาเจ้าหนีออกมากลางดึก ทิ้งบุตรชายเอาไว้ให้ใต้เท้าเซี่ยพร้อมจดหมายฉบับหนึ่ง”

ลั่วเฟิ่งเหยาจ้องมองเขานิ่ง ดวงตาเริ่มสั่นคลอน

“ก่อนหน้านี้กุ้ยเฟยอยู่ๆ ก็ทรงตรัสถึงการหมั้นหมายขององค์ชายรอง เนื่องจากพระชายาในอนาคตสมควรมาจากตระกูลใหญ่ในราชสำนัก บัดนี้อายุล้วนมากกว่าองค์ชายรองทั้งสิ้น ดังนั้นผู้คนจึงจับจ้องครรภ์ของเซี่ยฮูหยินว่าจะเป็นสตรีหรือบุรุษ”

คราวนี้ลั่วเฟิ่งเหยาอ้าปากค้าง...

“ใช่ เดิมทีเจ้าก็คือคู่หมายขององค์ชายรองแคว้นซีฉู่” เขายิ้ม “เพราะเกรงว่าขั้วอำนาจที่ยังมีชีวิตนี้จะถูกปองร้าย เสด็จแม่จึงให้คนคุ้มกันเซี่ยฮูหยินมายังสวีซาน หยกครึ่งเสี้ยวเป็นเสด็จแม่พระราชทานให้เซี่ยฮูหยิน”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.6 จบ

    ซ่างเสวียนมองนาง “ปกป้องอวี่เสวียน?” เขาหรี่ตามองใช่...ปกป้องเขา...จากท่านเซี่ยเฟิ่งเหยาไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาของนางบอกซ่างเสวียนเช่นนั้น รอยยิ้มอ่อนโยนของนางมองข้ามไหล่ของเขาไปอีกครั้งนี่เป็นครั้งที่สองที่รอยยิ้มของนางแม้อยู่ตรงหน้าเขา แต่รอยยิ้มนั้นกลับไม่ใช่เพื่อเขา เป็นรอยยิ้มแตกต่างไปจากรอยยิ้มที่นางมีให้ผู้อื่น...มองไปด้านหลังอวี่เสวียนกำลังเดินตรงมายังคนทั้งสอง“เจ้าพี่รอง ยังไม่เสด็จกลับหรือพ่ะย่ะค่ะ” อวี่เสวียนเดินมาจับมือของเซี่ยเฟิ่งเหยาที่ยื่นออกมาหา เขายิ้มให้นาง นางเงยหน้ายิ้มตอบซ่างเสวียนมองคนทั้งสองเงียบๆ “กำลังจะกลับแล้ว เห็นชายาของเจ้าอยู่เพียงลำพังจึงรอเป็นเพื่อนนาง เจ้ามาก็ดีแล้วข้าไปก่อน”เขาหมุนตัวเดินออกไปเงียบๆ แต่ตอนจะลับมุมทางเดินก็อดไม่ได้ที่หันกลับไปมองคู่รักที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมอวี่เสวียนปัดปอยผมของหญิงสาวด้วยรอยยิ้ม ทั้งสองยังคงยืนกุมมือกันขณะสนทนาเรื่องบางอย่าง หญิงสาวหัวเราะโอบแขนรอบตัวอวี่เสวียน“มีจริงๆ หรือ สตรีที่ไม่สนใจลาภยศ...สตรีที่รักมั่นไม่สนใจในอำนาจและความยิ่งใหญ่” ซ่างเสวียนพึมพำจากนั้นเดินจากไปโดยไม่ได้หันกลับไปมองคนทั้งสองอีกอวี่เส

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.5

    อวี่เสวียนลูบปลายนิ้วลงไปยังเรียวคิ้วของหญิงสาว ไล่ลงมายังข้างแก้ม “หลายปีได้แต่แอบดูอยู่เงียบๆ ในที่สุดก็ได้ยืนตรงหน้าเจ้าแล้ว”นางเลิกคิ้ว “หมายความว่าอย่างไร”เขายิ้ม “เจ้าไม่เคยพบข้า ไม่ได้หมายความว่าข้าไม่ได้พบเจ้า ไว้ข้าจะค่อยๆ เล่าให้เจ้าฟัง” เขายิ้มและก้มลงจุมพิตกลางหน้าผากของหญิงสาวแผ่วเบา “ชั่วชีวิตนี้สามารถปกป้องเจ้าให้ปลอดภัยไร้กังวล ข้าหวังเพียงเท่านั้น”นางยิ้มและสบตาคมนิ่ง “สัญญา?”“ข้าสัญญา”ชีวิตสตรีผู้หนึ่งจะต้องการสิ่งใดไปมากกว่าบุรุษที่พร้อมจะรักและปกป้องนาง เห็นนางเป็นดังดวงใจที่ไม่ว่าอยู่ที่ใดก็คะนึงหาเซี่ยเฟิ่งเหยาคือพระชายาที่สตรีทั่วหล้าล้วนรู้สึกอิจฉา ด้วยเพราะความรักและความผูกพันที่องค์ชายเจ็ดกับนางมีร่วมกัน รวมไปถึงชะตาที่พลัดพราก หากแต่ก็ยังกลับมาพานพบและครองคู่นางลืมตาขึ้นมองอวี่เสวียนที่ยังคงหลับสนิท ริมฝีปากประดับรอยยิ้มแห่งความสุขเมื่อพบว่าเขากุมมือของนางวางเอาไว้บนอกไม่ปล่อยแม้ในยามหลับสนิท“องค์ชาย หากยังไม่ตื่นบรรทมจะเข้าเฝ้าสายแล้วนะเพคะ”เขามุ่นคิ้วถอนหายใจจากนั้นพลิกตัวกอดนางแนบอก “ยังอยากนอนอีกครู่หนึ่ง” แม้พูดเช่นนั้นริมฝีปากกลับประทับลงยังหน

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.4

    “แม้ไม่ได้ฉลาดหลักแหลม แต่เจ้าก็ไม่ใช่คนไม่รู้จักคิด ขอเพียงเจ้าเริ่มคิดถึงผู้อื่นนั่นย่อมเป็นสัญญาณที่ดี ขอเพียงสังเกตสิ่งรอบข้างให้มาก มองผู้คน มองการกระทำ พูดให้น้อยลง คิดใคร่ครวญให้มาก ตำหนักหย่งเล่ออยู่ไม่ไกลจากตำหนักหย่งชุน หากคิดเรื่องใดไม่ตกก็มาหาข้า”เซี่ยหลันอวี๋ขมวดคิ้ว “ท่านจะช่วยข้าหรือ ช่วยจริงๆ หรือ ทั้งที่ข้า...”“ข้าเป็นคนตระกูลเซี่ย เจ้าเองก็เป็นคนตระกูลเซี่ย จำไว้เพียงเท่านั้นเรื่องอื่นอย่าได้เก็บมาคิดให้วุ่นวาย มารดาของเจ้าเป็นคนดีมาก น้องชายของเจ้าในอนาคตยังสามารถรับใช้ราชสำนัก เรื่องการแก่งแย่งในตำหนักอย่าได้นำมาใส่ใจ ใช้ชีวิตให้ดีทำหน้าที่ของเจ้าในตำหนักหย่งเล่อให้สมกับที่ฮองเฮาทรงเลือก ความละโมบเจ้าเองก็เคยเห็นผลของมันแล้ว เข้าใจหรือไม่”เซี่ยหลันอวี๋มองนางแล้วพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว...พี่หญิงใหญ่”เซี่ยเฟิ่งเหยายิ้มให้นางจากนั้นเอื้อมมือขึ้นไปดึงปิ่นหยกออกมาจากศีรษะ นางยืนขึ้นโน้มตัวปักปิ่นหยกให้เซี่ยหลันอวี๋ “ยังไม่ได้มอบของขวัญให้เจ้า อวี๋เอ๋อร์ ข้าเชื่อว่าเจ้าจะดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดี”เซี่ยหลันอวี๋ยิ้มดวงตาแดงก่ำ “เจ้าค่ะ”มองส่งน้องสาวต่างมารดาจากไปหญิงส

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.3

    “ดีแล้ว” เขายิ้มบางจากนั้นทั้งสองก็เดินเคียงข้างกันไปตามทางเดินด้านหลังมีขันทีและนางกำนัลตามมาช้าๆ แผ่นหลังของชายหนุ่มและหญิงสาวที่เดินไปข้างหน้าช้าๆ พูดคุยสนทนาด้วยความสนิทสนม บางครั้งก็มีเสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้น ใบหน้ายิ้มแย้มของหญิงสาว ดวงตาอ่อนโยนของอวี่เสวียน ภาพเหล่านั้นทำให้ผู้ที่พบเห็นล้วนอมยิ้มและสบตากันด้วยความเขินอายข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์อันดีของคุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย กับองค์ชายเจ็ดอวี่เสวียน ทำให้ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนรอฟังข่าวมงคลทั้งสิ้น“องค์ชาย” นางเรียกเข้าเสียงเบา เหลือบมองขันทีและนางกำนัลด้านหลัง ทั้งหมดหยุดฝีเท้าอย่างรู้งาน เว้นระยะห่างมากขึ้นอีกเล็กน้อย “วันก่อนหม่อมฉันมีโอกาสได้สนทนากับท่านพ่อ”เขามองนางด้วยรอยยิ้ม “กังวลหรือ”นางส่ายหน้าแต่เงยหน้ามองเขานิ่ง“เป็นห่วงข้า?” ตอนเห็นนางพยักหน้าเขายิ้มกว้าง “ข้าไม่อยากให้ขั้วอำนาจในราชสำนัก กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจของเจ้า หากจะให้เจ้าตัดสินใจก็ต้องให้เจ้าตัดสินใจด้วยตัวเจ้าเอง” เขายื่นมือให้นาง “เซี่ยเฟิ่งเหยา เจ้ายินดีเป็นชายาของข้าหรือไม่”นางเงยหน้ามองเขาด้วยรอยยิ้ม ยื่นมือให้เขากุมเอาไว้ “ย่อมแน่นอน ข้าคือ

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.2

    “เจ้าโชคดีที่เวลานั้นท่านพ่อส่งเจ้าออกจากเมืองหลวง หาไม่ตระกูลหวังก่อเรื่องใหญ่เช่นนี้แล้วเจ้าไปมาหาสู่กับพวกเขา ไม่แน่อาจกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด จากนี้จงใช้เรื่องนี้เป็นบทเรียน อย่าเอาแต่ใจและคบหาผู้ใดต้องระวังให้มาก อำนาจและลาภยศทำให้ผู้คนยิ้มแย้มพยายามเข้าหาเจ้า ทว่าถึงอย่างนั้นในยามอับจน คนที่เจ้าคบหาเป็นสหาย เรียกพวกเขาเป็นญาติสนิท เพียงเพื่อความอยู่รอดพวกเขาล้วนทำได้ทุกสิ่ง”เซี่ยหลันอวี๋สั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ตอนถือศีลอยู่ที่อารามเหลิ่งจิ่ง อยู่ๆ ก็มีคนของตระกูลหวังมาหลอกล่อนางออกไป นึกไม่ถึงว่าคนพวกนั้นหวังใช้นางกับมารดาต่อรองกับบิดานางคิดเลยว่าตระกูลหวังจะกล้าร่วมมือตระกูลหม่าก่อกบฏจนโดนประหารสิ้น นึกถึงตอนนั้นที่หย่งอันโหวฮูหยินพยายามพานางกลับจวน อยากให้นางเปลี่ยนแซ่กลายเป็นคนของจวนหย่งอันโหว...ตอนออกมาจากเรือนตะวันออก เซี่ยจื่อหลิงมองน้องสาวยังคงหน้าซีดขาวด้วยความหวาดกลัวก็ถอนหายใจเสียงเบา“ข้าว่านางก็เป็นคนไม่เลว ข้าไม่ได้อยากให้เจ้ายอมรับนางในทันที แต่เจ้าต้องรู้จักเปิดใจให้กว้าง ตลอดมาเจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าผู้ใดคือมิตรผู้ใดคือศัตรู ผู้ที่เจ้ายกย่องเป็นมิตรเป็นญาติ วั

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 10.1

    เซี่ยเฟิ่งเหยาลืมตาขึ้นช้าๆ ไหล่ซ้ายระบมจนขยับครั้งหนึ่งคิ้วเรียวก็มุ่นครั้งหนึ่ง อาการปวดตุบยังไหล่ซ้ายกับความเจ็บที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง นางสูดหายใจพยายามยามระงับอาการเจ็บปวดนั้น“เจ้ารู้สึกตัวแล้ว?”แน่นอนจะเป็นใครไปได้นอกจากอวี่เสวียน เซี่ยเฟิ่งเหยาหันไปมองเขา หัวใจอ่อนยวบลงเมื่อเห็นสภาพของชายหนุ่มตรงหน้า“อวี่เสวียน...ทำไมสภาพของท่าน...ดูไม่ได้เลย”เขาหัวเราะ “ผู้ใดเป็นต้นเหตุเล่า”นางกุมมือเขาบีบเบาๆ ยกมืออีกข้างลูบปอยผมที่ร่วงหล่นยุ่งเหยิง เห็นชัดว่าเขากังวลมากจริงๆ ดูแล้วคงไม่ได้ออกไปจากห้องนี้เลยตั้งแต่นางถูกนำมารักษาตัว“ได้นอนบ้างหรือไม่” ดวงตาของเขาแดงก่ำ เสื้อผ้ายังเป็นชุดเดิม “ข้าหมดสติไปกี่วัน”“สามวันแล้ว เจ้าหมดสติไปสามวัน”นางลูบแก้มของเขา “ถึงว่าท่านจึงได้มีสภาพเช่นนี้ ช่วยพยุงข้าลุกขึ้นได้หรือไม่”“เจ้าไม่ควรขยับ”“ข้านอนจนแผ่นหลังไม่รู้สึกอะไรแล้ว อยากลุกขึ้นนั่งสักครู่”อวี่เสวียนค่อยๆ สอดแขนพยุงนางให้ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง เขามือสั่นเล็กน้อยเพราะกลัวทำนางเจ็บหญิงสาวยิ้มให้เขา “ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว ตอนนี้รู้แล้วว่าเจ็บเพียงใด” นางวางมือลงไปแผลเดิมของเขา แผลหลายแห่ง

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 6.5

    “ตลอดมาข้าผิดเองที่ตามใจเจ้า มารดาของเจ้าใช้ชีวิตเรียบง่ายแต่เจ้ากลับแต่งกายหรูหรา วันๆ ออกไปนอกจวนกินเลี้ยงสังสรรค์ ทั้งที่มารดาเก็บเนื้อเก็บตัวในจวน พยายามทำทุกอย่างเพื่อดูแลจวนที่กว้างใหญ่ เจ้าอยากเรียนจัดดอกไม้มารดาเจ้าสนับสนุน อยากเรียนวาดภาพ ข้าเองก็ตามใจ อยากคัดอักษร ดีดพิณ อ่านหนังสือ ข้าให

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 6.4

    เซี่ยเฟิ่งเหยาเดินออกมาส่งองค์หญิงใหญ่ขึ้นรถม้าด้านนอก ข้างหลังยังมีบิดา อี๋เหนียง เซี่ยหลันอวี๋ รวมไปถึงคนตระกูลหวัง“ทำไมไม่จัดการให้เด็ดขาดไปเลย เจ้าคือเป้าหมายของพวกเขาชัดๆ”เซี่ยเฟิ่งเหยาลอบถอนหายใจเสียงเบา กระซิบตอบ “ใต้เท้าสวีเป็นขุนนางตงฉิน ข้าไม่อยากให้เรื่องนี้ทำให้ขุนนางดีๆ ผู้หนึ่งต้องเ

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 6.1

    เงียบกริบ... กระทั่งหญิงสาวกำลังจะปิดหน้าต่างเสียงฝีเท้าก็เดินมาข้างหน้าต่างที่นางยืนอยู่ เซี่ยเฟิ่งเหยาเลิกคิ้วอ้าปากค้าง “องค์ชาย? นี่เขตฝ่ายในของจวนตระกูลสวีนะเพคะ”อวี่เสวียนหัวเราะยกพัดขึ้นปิดปาก “เจ้ายังนึกสนุกเข้ามาร่วมชมความครึกครื้น เช่นนั้นข้าจะมาไม่ได้เชียวหรือ”“ทรงทราบ?”เขาไม่ตอบเพียง

  • กลลวงบุพเพ   บทที่ 5.7

    “ข้าหรือ” เซี่ยเฟิ่งเหยาเลิกคิ้ว “ข้าไม่ได้โดนน้ำชาหกรดนี่ นำเสด็จองค์หญิงใหญ่ไปก็พอ รบกวนตระกูลสวีเปล่าๆ” นางกล่าวเสียงเรียบ“มิใช่บอกว่าสนิทสนมกับองค์หญิงใหญ่? นึกไม่ถึงว่าจะไร้คุณธรรมเช่นนี้ แทนที่จะรีบตามเสด็จไปดูแล” หวังเหวินหรูกล่าวขึ้น“นั่นสิ อย่างน้อยเดินไปกับพระองค์สักหน่อยก็ยังดี สาวใช้เ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status