เข้าสู่ระบบ“เจ้าเป็นของข้า... นี่เป็นชะตาชีวิตของเจ้า” จ้าวเฉินฟงกระซิบเบาจนแทบไม่ได้ยิน ประโยคนั้นคล้ายสายลมพัดผ่านมาแล้วผ่านไป สมองนางถึงกับหยุดทำงานไปชั่วขณะ ในภายหลังหยางจิวหรงถึงได้เรียนรู้ว่าเขามองนางด้วยหัวใจอันเย็นชาสมชื่อ รอยยิ้มที่เขามอบให้เป็นเพียงละครฉากหนึ่ง และเขาจะทำให้นางเจ็บปวดแสนสาหัสไปชั่วชีวิต
ดูเพิ่มเติม“เจ้าเป็นของข้า... นี่เป็นชะตาชีวิตของเจ้า”
จ้าวเฉินฟงกระซิบเบาจนแทบไม่ได้ยิน ประโยคนั้นคล้ายสายลมพัดผ่านมาแล้วผ่านไป สมองนางถึงกับหยุดทำงานไปชั่วขณะ ในภายหลังหยางจิวหรงถึงได้เรียนรู้ว่าเขามองนางด้วยหัวใจอันเย็นชาสมชื่อ
รอยยิ้มที่เขามอบให้เป็นเพียงละครฉากหนึ่ง
และเขาจะทำให้นางเจ็บปวดแสนสาหัสไปชั่วชีวิต
-----------------------------
คุยกับนักเขียน ^^
สวัสดีนักอ่านทุกท่าน ก่อนอื่นต้องขอบคุณที่เลือกหยิบผลงานเล่มนี้นะคะ หากเคยอ่านหลันเอ๋อร์ สามีเจ้ามารอหน้าประตู ซึ่งเป็นเรื่องราวของจ้าวหย่งคัง อ๋องสามแห่งแคว้นจ้าว กับฉินเหม่ยหลัน คุณหนูที่ถูกมองข้ามแต่แสนจะฉลาดเป็นกรด บรรณาการแสนรักก็คือเรื่องราวของเสด็จพ่อกับเสด็จแม่ของจ้าวหย่งคังนั่นเองค่ะ
-----------------------------
หยางจิวหรงเกิดมาพร้อมคำทำนายว่าจะมีวาสนาสูงส่ง ครอบครัวจึงหมายมั่นให้นางเข้าวัง หยางจิวหรงเติบโตอย่างเพียบพร้อม ไม่เคยรู้จักความทุกข์ใดๆ จนกระทั่งได้มาพบกับรัชทายาทผู้ที่เปลี่ยนชะตาชีวิตของนางไปตลอดกาล จากเด็กสาวในตระกูลสูงส่ง ร่วงหล่นกลายเป็นคณิกาต่ำต้อย สู่หนทางก้าวขึ้นบัลลังก์ฮองเฮาอย่างแยบยล เนื้อเรื่องในเล่มนี้จะค่อยๆ พัฒนาความคิดของหยางจิวหรง จากเด็กสาวใสซื่อมองโลกในแง่ดี จนกระทั่งย้อมมืดไปด้วยแรงรักแรงแค้น ล้างผลาญทุกคนที่เคยทำร้ายนางอย่างสาสม แต่มีเพียงผู้เดียวที่นางไม่อาจหักใจลบล้างนั่นก็คือเขา จ้าวเฉินฟง
แรงบันดาลใจที่เขียนเรื่องนี้เพราะเมื่อสิบปีก่อน ทางบ้านเริ่มลำบากเพราะเศรษฐกิจตกต่ำ ถูกธนาคารฟ้องล้มละลาย แม้จะเดือดร้อนแต่ทางบ้านก็ดิ้นรนกันเอง ไม่เคยไปขอหยิบยืมใคร ไม่เคยขอใครกิน แต่เวลาพบญาติพี่น้องพวกเขากลับถอยห่างเพราะอาจจะเข้าใจผิดว่าทางบ้านปุ๋มจะไปขอเงินทอง ญาติที่อยู่บ้านตรงข้ามกันถึงกับพูดใส่หน้าแม่ว่า “ฉันจะคุยกับแกอีกทำไม แกมันหมดตัวแล้ว” แม่ไม่ตอบโต้อะไร แต่ปุ๋มจำฝังใจ
เวลาผ่านไป ปุ๋มกับพี่ชายเรียนจบมีงานทำ ทางบ้านก็พอจะสบายมีฐานะขึ้น ญาติคนนั้นกลับมาเจ๊าะแจ๊ะเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เข้าทำนอง “พอจนก็ย่ำยี พอมั่งมีก็อิจฉา” ปุ๋มในฐานะผู้น้อยจะทำอย่างไรได้นอกจากเดินหนี ขี้เกียจยกมือไหว้ให้เสียมือ ตัดญาติไปเลยเพราะไม่อยากรู้จัก และเหมือนเวรกรรมมีจริงเพราะญาติคนนี้จากที่เคยมีเงินมีที่ทางเยอะแยะก็กำลังจะหมดตัว
ดังนั้นปุ๋มจึงหยิบเรื่องนี้มาเขียน แต่หยางจิวหรงไม่รอเวรกรรมแบบปุ๋ม นางลงมือด้วยตัวเอง
ด้วยรักและปรารถนาดี
ปุ๋ม (ตันเหมย)
พระสนมที่ต้องโทษมีทางเลือกไม่มากนัก ทางแรกคือถูกส่งไปใช้ชีวิตในตำหนักเย็น ทางที่สองคือความตาย เจียวเจียวขอเลือกความตาย หยางจิวหรงจึงประทานให้ด้วยเมตตา และการลงโทษนี้จะต้องกระทำต่อหน้าพระสนมทั้งมวลเพื่อส่งคำเตือน “เหตุใดจึงไม่ใช่สุราพิษ” “ฮองเฮารับสั่งว่าสุราพิษจะสบายเกินไป” ต้วนชิงตอบพลางจัดแจงนำผ้าขาวผืนเล็กหลายผืนมาพร้อมอ่างน้ำ “ทรงมอบทัณฑ์ผ้าขาวแด่พระสนมพ่ะย่ะค่ะ วิธีการนี้จะถนอมพระศพให้งดงามกว่าวิธีอื่น” เจียวเจียวเริ่มหวาดกลัวเมื่อถูกจับมัดกับเก้าอี้ยาว ต้วนชิงก็นำผ้าขาวจุ่มลงน้ำจนเปียกชุ่มแล้วนำมาวางบนใบหน้าทีละผืน ขั้นตอนคล้ายทำหน้ากาก ต้วนชิงจะค่อยๆ นำผ้าเปียกว่าคลุมหน้าทีละชั้นๆ จนกระทั่งเจียวเจียวขาดใจตายเพราะหายใจไม่ออก สิ้นใจขณะอายุเพียงยี่สิบปี------------------ หลายปีผ่านไป “ลูกหลับแล้วเพคะ” หยางจิวหรงกระซิบขณะย่องขึ้นมาบนเตียง หลังจากได้ยินเสียงลูกชายคนโตร้องไห้ตามด้วยเสียงร้องจ้าของลูกชายคนเล็ก นางจึงลุกขึ้นไปดูความเรียบร้อยและกล่อมเด็กๆ แทนแม่นม แม้ว่าทั้งสองจะเป็นถึงผู้ปกครองใต้หล้า แต่การเป็นพ่อแม่ก็สำคัญไม่แพ้สิ่งอื่นใด
“บอกเหตุผลที่ข้าควรไว้ชีวิตนางสักข้อสิ” จ้าวเฉินฟงตัดเข้าประเด็น “ใกล้เวลานอนกลางวันของฮองเฮาของข้าแล้ว มีอะไรก็รีบๆ พูดมา”“พะ...เพคะ” เสิ่นเหนียงจื่อเคยเข้าออกวังหลายครั้งแต่ก็ยังรู้สึกประหม่า กริ่งเกรงหยางจิวหรงจนหน้าซีดขาว “ได้โปรดเห็นแก่ความเป็นพี่น้อง ทรงเมตตาเจียวเจียวด้วยเถิด นางถูกใส่ร้าย ไม่มีทางที่นางจะกล้าทำเรื่องอุกอาจเช่นนั้นแน่เพคะ”เมื่อได้ยินคำว่า ‘พี่น้อง’ มุมปากของจ้าวเฉินฟงและหยางจิวหรงก็ยกยิ้มขึ้นพร้อมกัน “หากฮองเฮายินดีละเว้นโทษตาย ข้าก็ไม่ขัดข้อง” ความนัยของจ้าวเฉินฟงคือเขาจะไม่ยุ่ง หยางจิวหรงเองก็ต้องการเช่นนั้น นางจึงรับลูกต่อจากเขาอย่างไหลลื่น “เอาเถอะ เพื่อเห็นแก่ความเป็นพี่น้อง ข้าจะยอมช่วยนางก็ได้” เสิ่นเหนียงจื่อดีใจจนน้ำตาไหลพราก รีบโขกศีรษะคำนับ “ขอบพระทัย... ขอบพระทัยเพคะ” “แต่ข้ามีเงื่อนไขนะ” “ฮองเฮารับสั่งมาเถิด หม่อมฉันยินดีทำทุกอย่างเพคะ” “ท่านพ่อกับท่านแม่ของข้าสิ้นก่อนวัยอันควร นึกดูแล้วก็น่าเศร้ายิ่งนัก ตั้งแต่ข้าจำความได้พวกท่านรักกันมาก ขนาดท่านแม่อายุล่วงสี่สิบแล้วยังตั้งครรภ์น้องฉูฉู่ หากชาต
และแล้วหญิงสาวผู้มีชะตาต่ำต้อย ก็ก้าวสู่บัลลังก์พญาหงส์ผู้ครอบครองพระทัยมังกร วันอภิเษกกำหนดขึ้นช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ จ้าวเฉินฟงไม่ใช่คนที่จะยอมสวมมงกุฎให้นางอย่างเงียบๆ หรือหลบๆ ซ่อนๆ ดังนั้นจึงสั่งให้จัดงานอย่างใหญ่โต เฉลิมฉลองรื่นเริงกว่างานขึ้นครองราชย์ของเขาเสียอีกโลกจะต้องรู้ว่าเจ้าคือคู่ครองที่ถูกต้องเหมาะสมของข้า จ้าวเฉินฟงกระซิบบอกเช่นนั้นวันงาน เสียงกลองและระฆังกังสดาลดังขึ้น โถงตำหนักเฉียนชิงแออัดเต็มไปด้วยสมาชิกราชวงศ์ ขุนนางตำแหน่งสูงและบรรดาภริยาของพวกเขา หยางจิวหรงสวมฉลองพระองค์สีทองปักลายหงส์สีสันดุจสายรุ้ง รองเท้าที่นางสวมปักด้วยเส้นทองประดับไข่มุกและอัญมณีนานาชนิด นางก้าวเดินช้าๆ ไปตามทางเดินปูพรมลาด...ก้าวขึ้นบันไดมังกรทีละขั้น... ก้าวขึ้นไปเคียงคู่เขาในฐานะคู่ชีวิต“ชินอ้ายเตอ” จ้าวเฉินฟงกระซิบขณะสวมมงกุฎศิราภรณ์ทรงหงส์แด่นาง ไข่มุกราตรีเม็ดโตเท่าไข่ไก่ที่ประดับเด่นเป็นสง่านั้นเป็นมรดกตกทอดเก่าแก่ ทรงสวมสร้อยคอมุกเฟื่องซ้อนหกชั้น ของขวัญเนื่องในงานอภิเษกและมอบหรูอี้ตราตั้งอย่างเป็นทางการ ดนตรีโบราณดังก้องกังวาลจ้าวเฉินฟงประทับบนบัลลังก์เดียวกับนาง กุมมือข้างหนึ่งข
“ข้าหึง”“พี่ฟงอี้เขาแค่มาลา หม่อมฉันก็เลยคุยด้วยเท่านั้นเอง” “ไม่ได้ บอกแล้วใช่ไหมว่าข้าหึง” “โธ่ อย่าเพิ่งหงุดหงิดสิเพคะ”“ต่อให้มันบอกรักเจ้าก่อน ข้าก็ไม่ยอมให้เจ้ารักมันหรอกนะ” จ้าวเฉินฟงรวบนางมากอดแน่นแล้วอุ้มพากลับตำหนัก สีหน้าหึงหวงจนหยางจิวหรงเหวอ ยิ่งนางหัวเราะเขาก็ยิ่งหน้าบึ้ง“ที่รัก” นางเรียกเขา ใช้ปลายจมูกเกลี่ยกันไปมา “หม่อมฉันก็แน่ใจว่าต่อให้ย้อนเวลากลับไปกี่ครั้ง หม่อมฉันก็รักท่านอยู่ดี”“รักแค่ไหน”“รักมากที่สุด หม่อมฉันรักจ้าวเฉินฟงจนบางทีก็รำคาญตัวเองว่ารักไปได้อย่างไร นิสัยก็เสีย ปากก็ร้าย ชอบทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดแล้วไม่อธิบาย เฮ้อ... แน่ะ คนที่หม่อมฉันรักชอบทำตาขวางแบบนี้เปี๊ยบเลย แล้วเขาคนนั้นรักหม่อมฉันไหมหนอ”“รักสิ... รักจากก้นบึ้งหัวใจของเขาเลย” กระซิบแล้วอุ้มนาง ใช้เท้าถีบประตูตำหนักเข้าไปด้านใน ต่างฝ่ายต่างแลกจุมพิตอย่างร้อนแรง สัมผัสกันและกัน พริบตาเดียวเสื้อผ้าก็กระจัดกระจายไปรอบๆ ห้อง จ้าวเฉินฟงบรรจงโลมไล้ด้วยปลายลิ้นอุ่นจัดไปตามหน้าอกและเนินหน้าท้อง ดูดกลืนยอดถันสีกุหลาบจนกระทั่งมันชูชันตอบสนอง“หน้าอกเจ้าใหญ่ขึ้นนะ”“นิดหน่อยเพคะ... มันตึงๆ”“แล้วก็อ
หยางจิวหรงเพิ่งรู้ว่าท่านปู่กำลังรับรองแขกอยู่ข้างในก็ช้าไปเสียแล้ว เสียงเด็กๆ วิ่งเล่นไล่จับดังเกินกว่าจะให้อภัย หยางกงรู้ฤทธิ์เดชของหลานสาวคนนี้ดีจึงตั้งใจว่าจะดุให้เข็ดหลาบ แต่หยางจิวหรงโยนผ้าคลุมผีร้ายทิ้งไปแล้วโผล่หน้ามาที่ประตูเรือนรับรองแขกด้วยกิริยาเรียบร้อยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น“เอะอะอะไ
บทที่ 1 หยางจิวหรง สิบห้าปีต่อมา... เรือนหอมเบญจมาศทอง (จินจวี๋เซียง) จวนสกุลหยางหยางกงสร้างเรือนอันงดงามเป็นพิเศษให้แก่หลานสาว และเป็นเรือนเดียวที่มีสวนส่วนตัวเพื่อให้นางฝึกหัดเป็นกุลสตรีที่งามพร้อมแบบสตรีในราชสำนัก ในสวนมีแนวกำแพงหินอ่อนหลังคากระเบื้องสีทอง เจาะช่องเป็นปร
บทนำเกาซาน เมืองหลวงของแคว้นจ้าว หากจะเอ่ยถึงแคว้นใหญ่ทรงอิทธิพลที่สุด แคว้นนักรบอย่างแคว้นจ้าวคือตัวเลือกอันดับหนึ่ง การรบราระหว่างแคว้นยังคงดำเนินต่อเนื่องมานานหลายสิบปีจนถึงปัจจุบัน ในบรรดาตระกูลชั้นปกครอง สกุลหยางนับว่ามีหน้ามีตาที่สุด หยางกงเริ่มต้นชีวิตจากทหารเลวที่ไม่มีหัวนอนปลา
“เจ้าเป็นของข้า... นี่เป็นชะตาชีวิตของเจ้า”จ้าวเฉินฟงกระซิบเบาจนแทบไม่ได้ยิน ประโยคนั้นคล้ายสายลมพัดผ่านมาแล้วผ่านไป สมองนางถึงกับหยุดทำงานไปชั่วขณะ ในภายหลังหยางจิวหรงถึงได้เรียนรู้ว่าเขามองนางด้วยหัวใจอันเย็นชาสมชื่อรอยยิ้มที่เขามอบให้เป็นเพียงละครฉากหนึ่งและเขาจะทำให้นางเจ็บปวดแสนสาหัสไปชั่วช

















