LOGINเสียงสัญญาณดิจิทัลดัง ติ๊ด สั้นๆ เมื่อกลิ่นแก้วทาบคีย์การ์ดลงบนเครื่องสแกน บานประตูไม้เนื้อแข็งเปิดออกต้อนรับเธอเข้าสู่ความเงียบงันของห้องชุดสไตล์โมเดิร์นลักชัวรี
หญิงสาวก้าวเท้าเข้ามาด้านใน ถอดรองเท้าส้นสูงทิ้งไว้ที่ชั้นวางอย่างไม่ไยดี ความเหนื่อยล้าสะสมมาตลอดทั้งวันราวกับก้อนหินหนักอึ้งถ่วงอยู่บนบ่า มันไม่ใช่แค่ความเพลียจากการทำงาน หรือความตกใจจากอุบัติเหตุ แต่เป็นความเหนื่อยล้าทางจิตวิญญาณ... อาการวูบโหวงและปวดหนึบในอกซ้ายสูบเอาพลังงานชีวิตไปจนแทบหมดสิ้น
กลิ่นแก้วทิ้งกระเป๋าสะพายลงบนโซฟาตัวแอลสีเทาเข้ม ร่างเพรียวบางทิ้งตัวลงนั่งตาม สองแขนยกขึ้นกอดเข่าตัวเองไว้หลวมๆ
ครืด... ครืด...
แรงสั่นสะเทือนพร้อมแสงสว่างวาบจากหน้าจอสมาร์ตโฟนข้างตัวดึงความสนใจไป บนหน้าจอโชว์แจ้งเตือนไลน์รัวๆ
Primmy: ถึงห้องยังยัยแก้ว?
Primmy: นี่ฉันเพิ่งปั่นพรีเซนต์เสร็จ ว่าจะทักมาเมาท์เรื่องวันนี้ซะหน่อย
Primmy: แกเอาจริงปะ สายตาที่คุณโปรมองแกตอนที่พุ่งเข้ามารับหีบไม้อะ โคตรจะฟิน! ฉันนึกว่ากำลังดูซีรีส์เกาหลี พระเอกปกป้องนางเอกอะไรเบอร์นั้น
Primmy: (ส่งสติกเกอร์แมวทำตาหวาน)
Primmy: แถมเค้ายังกอดแกแน่นมากเว้ยยยย มีซุกหัวเข้าอกด้วย ฉันเห็นนะ! ถ้าไม่ติดว่าหน้าตึงไปหน่อย ฉันจะเชียร์ให้แกจีบละ
กลิ่นแก้วอ่านข้อความแล้วได้แต่ถอนหายใจยาว นิ้วเรียวพิมพ์ตอบกลับอย่างรวดเร็วเพื่อตัดรำคาญ แม้ในใจจะกำลังตีรวนอย่างหนักก็ตาม
Kaew: เพ้อเจ้อละแก เค้าก็แค่ตกใจสัญชาตญาณคนช่วยชีวิตปะวะ
Kaew: อีกอย่าง อุบัติเหตุมันเกิดในเรือนเค้า เค้าก็ต้องรับผิดชอบแหละ
Kaew: วันนี้ฉันเหนื่อยมากเว้ยพรีม เหมือนโดนดูดวิญญาณ ขอไปอาบน้ำนอนก่อนนะ พรุ่งนี้ค่อยคุยกัน
กดส่งข้อความเสร็จ เธอก็คว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงทันทีโดยไม่รออ่านคำตอบ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าข้อความของพรีมยิ่งตอกย้ำภาพเหตุการณ์ในห้องโถงเรือนไทยให้ฉายชัดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง
เธอยกมือขวาขึ้นลูบต้นแขนซ้ายเบาๆ ตรงตำแหน่งที่วงแขนแข็งแรงของปรมัตถ์เคยกอดรัด ความร้อนจากแผงอก จังหวะการเต้นของหัวใจที่รัวเร็ว และกลิ่นหอมสะอาดเจือกลิ่นวูดดี้อ่อนๆ ยังคงตราตรึง มันชัดเจนเสียจนเธอเผลอสูดลมหายใจเข้าลึก ราวกับคาดหวังว่าจะได้กลิ่นนั้นอีกครั้ง
แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจปั่นป่วนที่สุด ไม่ใช่อ้อมกอด...
‘ปลอดภัยแล้ว... แม่หญิงของพี่...’
เสียงทุ้มต่ำ แหบพร่า สั่นเครือไปด้วยความโหยหา คล้ายคนสะอื้นไห้อยู่ในลำคอ ดังก้องขึ้นมาในโสตประสาท กลิ่นแก้วหลับตาลงแน่น พยายามสะบัดศีรษะไล่เสียงนั้นออกไป ทว่ายิ่งพยายามผลักไส มันก็ยิ่งฝังรากลึก ทำไมเขาถึงเรียกเธอด้วยชื่อนั้น ทำไมแววตาเขาถึงดูร้าวรานขนาดนั้น และทำไม... เธอถึงรู้สึกเจ็บปวดไปกับเขาด้วย?
"เลิกคิดสิแก้ว... แกแค่เหนื่อย แกต้องพักผ่อน"
หญิงสาวพึมพำกับตัวเองเสียงแผ่ว ก่อนจะฝืนพยุงร่างหนักอึ้งลุกจากโซฟา เดินลากเท้าตรงไปยังห้องน้ำ ลอกคราบเสื้อผ้าที่เปื้อนฝุ่นทิ้งลงตะกร้า แล้วเปิดเครื่องทำน้ำอุ่น สายน้ำจากเรนชาวเวอร์ไหลชโลมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า คราบฝุ่นถูกชำระล้างออกไปพร้อมกับฟองสบู่กลิ่นอโรมาที่คุ้นเคย แต่ทว่าความสับสนในใจกลับไม่ถูกชะล้างออกไปเลยแม้แต่น้อย
ใช้เวลาในห้องน้ำไม่นาน กลิ่นแก้วก็เดินเช็ดผมหมาดๆ ออกมาในชุดนอนผ้าคอตตอนสีขาวตัวโคร่ง หญิงสาวเดินตรงไปที่เตียงคิงไซซ์ ทิ้งตัวลงนอนหงายอย่างหมดสภาพ
ดวงตากลมโตเหม่อมองเพดานห้องสีขาวสะอาดตา เสียงเครื่องปรับอากาศครางหึ่งสลับกับเสียงเพลงจากลำโพงบลูทูธช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย เธอดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นคลุมถึงอก เปลือกตาที่หนักอึ้งเริ่มหรี่ปรือ ความง่วงงุนถาโถมเข้าใส่อย่างรวดเร็วผิดปกติ มันรวดเร็วและรุนแรงราวกับมีใครบางคนกำลังกดทับร่างและบังคับให้เธอหลับตาลง
ในจังหวะที่สติกำลังจะหลุดลอยข้ามเส้นแบ่งระหว่างความจริงกับความฝัน...
แอร์ในห้องที่ควรปล่อยความเย็นฉ่ำกลับเหมือนรวนไปดื้อๆ มวลอากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหัน อุณหภูมิรอบเตียงลดฮวบลงเฉียบพลันจนลมหายใจของกลิ่นแก้วแทบจะกลายเป็นไอสีขาว
และแล้ว... กลิ่นนั้นก็คืบคลานเข้ามา
มันไม่ได้พุ่งปะทะรุนแรงเหมือนตอนที่เธอโดนผีอำเมื่อคืน แต่มันแทรกซึมเข้ามาอย่างเงียบเชียบและบางเบา กลิ่นควันเทียนอบขี้ผึ้งผสานกำยานและเปลือกชะลูด... ‘กลิ่นร่ำ’ โบราณที่เย้ายวน ทว่าแฝงความเศร้าและเยือกเย็นจนจับขั้วหัวใจ
กลิ่นแก้วในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่นไม่อาจขัดขืนหรือลุกขึ้นหาต้นตอของกลิ่นได้อีกต่อไป ร่างของเธอจมดิ่งลงสู่ฟูกนุ่มราวกับถูกหลุมดำดูดกลืน กลิ่นเครื่องหอมโบราณค่อยๆ ม้วนตัวโอบรัดราวกับอสรพิษรัดเหยื่อ มันกลบกลิ่นสบู่และน้ำหอมปรับอากาศในห้องจนหมดสิ้น นำพาจิตวิญญาณให้ร่วงหล่นสู่ห้วงนิทราอันลึกล้ำ
ลึกลงไป... สู่โลกอีกใบที่ถูกฉาบด้วยสีของเปลวเพลิงและความทรงจำที่แตกสลาย
คำพูดเสียงเรียบไร้การปฏิเสธของปรมัตถ์ ทำให้อากาศรอบตัวกลิ่นแก้วหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก ร่างกายสั่นสะท้าน ถอยหลังกรูดไปทีละก้าว สองมือที่เคยทุบตีเขาตกอยู่ข้างลำตัวอย่างไร้เรี่ยวแรงดวงตาช้ำแดงมองหน้าชายหนุ่มด้วยความรวดร้าว ความเชื่อใจและความหวังสุดท้ายแหลกสลายไม่เหลือชิ้นดี"คุณไม่ได้คิดจะปฏิเสธเลยใช่ไหม..." น้ำเสียงแผ่วเบาสั่นเครือ "ที่คุณเงียบ... เพราะคุณเป็นคนทำมันจริงๆ สินะ"ปรมัตถ์ยังคงยืนนิ่ง แววตาร้าวระบมแต่ไร้คำอธิบายใดหลุดออกจากปากอีก"ฉันไม่น่าหลงเชื่อคำพูดคุณเลยสักนิด!" กลิ่นแก้วเค้นเสียง ตะโกนใส่หน้าเขาด้วยความผิดหวังจุกอกเธอหมุนตัววิ่งพรวดออกจากห้องใต้บันไดโดยไม่เหลียวหลังเสียงส้นรองเท้ากระทบกระดานไม้เรือนไทยดังกึกก้อง สลับกับเสียงสายฝนสาดกระหน่ำลงมายังหลังคาอย่างบ้าคลั่ง ลมพายุหอบเอาละอองน้ำเย็นจัดผ่านช่องลมเข้ามาปะทะใบหน้าและเสื้อผ้าจนเปียกชื้น แต่นั่นไม่ได้ช่วยดับความร้อนผ่าวในอกลงได้เลยปรมัตถ์มองแผ่นหลังของหญิงสาวที่ลับหายไปในความมืด ดวงตาคู่คมแดงก่ำคลอน้ำตา ชายหนุ่มกำหมัดแน่นจนเล็บจิกลึกเข้าไปในฝ่ามือ แต่ความเจ็บทางกายไม่อาจเทียบเท่าความร้าวรานในใจเขายกเท้าตั้งใจ
คำถามนั้นหลุดออกจากปากกลิ่นแก้ว สะท้อนก้องในห้องใต้บันไดอับชื้น ความเงียบเข้าปกคลุมทันที มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศทำงานหึ่ง ๆ แทรกผ่านความอึดอัดรอบตัวปรมัตถ์ยืนนิ่ง สายตาหลุบต่ำมองปลายรองเท้า คิ้วเข้มขมวดแน่น ลมหายใจเข้าออกเริ่มหนักและช้าลงกลิ่นแก้วจ้องทุกปฏิกิริยาของเขา เธอรอให้เขาพูด ให้เขาปฏิเสธ หรือหาเหตุผลมายืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองเหมือนเมื่อครู่ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีแค่ความเงียบงันในหัวของปรมัตถ์กำลังต่อสู้กับความจริงอันทรมานที่เขาตั้งใจซ่อนไว้ คำพูดก่อนหน้านี้ที่บอกว่าเขาจำอะไรไม่ได้... คือคำโกหกแท้จริงแล้ว เขาจำได้ทุกอย่างเขาจำได้ว่าสั่งให้นางพินพากลิ่นแก้วหนีออกไปทางหลังเรือน เขาจำได้ว่าย้อนกลับไปเอาสูตรปลอมในห้องนอนเพื่อใช้ล่อโจร และก่อนจะวิ่งออกไป เขาแวะมาสับกลอนล็อกประตูห้องเครื่องหอมจากด้านนอก เพราะไม่อยากให้พวกโจรได้สูตรจริงไป โดยไม่เคยรู้เลยว่ากลิ่นแก้วที่ห่วงเขา จะแอบย้อนเข้าไปเอาสูตรจริงในห้องนั้นก่อนที่ประตูจะถูกปิดตายเขาโดนพวกโจรฆ่าตายโดยคิดว่าเธอปลอดภัยแล้ว ไม่เคยรู้เลยว่าพวกมันจะย้อนกลับมาที่เรือน พอเข้าห้องเครื่องหอมไม่ได้เพราะติดกลอนและมีแค่ช่องระบ
ทันทีที่ตัวอักษร ‘คนทรยศกลับมาแล้ว’ สิ้นสุดลงพร้อมกับเงาร่างสูงใหญ่ในกระจก ความเย็นเยียบและกลิ่นอับของห้องใต้บันไดยิ่งชวนให้อึดอัด กลิ่นน้ำหอมผู้ชายแนววู้ดดี้ที่คุ้นเคยลอยมาแตะจมูก กลิ่นที่เคยทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย ตอนนี้กลับทำให้หัวใจเต้นระทึกด้วยความหวาดระแวง ท่ามกลางหลักฐานที่คลุมเครือและนิมิตที่จงใจปั่นหัวเธอละสายตาจากกระจกเงาที่ดับแสงลง กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ก่อนจะรวบรวมความกล้าหันไปเผชิญหน้ากับคนที่ยืนอยู่ด้านหลังอย่างเชื่องช้าปรมัตถ์ยืนอยู่ตรงกรอบประตู เสื้อสูทสีเข้มที่เคยเนี้ยบกริบดูหลุดลุ่ย คอเสื้อถูกปลดกระดุมออกเหมือนคนอึดอัด แสงสลัวจากไฟฉายมือถือสาดกระทบใบหน้า เผยให้เห็นรอยคล้ำใต้ตา ดวงตาที่เคยเรียบเฉยตอนนี้แดงก่ำและสั่นไหวอย่างที่เธอไม่เคยเห็น เขามองเธอที่กอดสมุดบันทึกไว้แนบอก แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดกลิ่นแก้วจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น ความคิดในหัวตีรวน แม้สติจะบอกว่านิมิตและข้อความในสมุดคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อบิดเบือนความจริงและชี้นำ โดยจงใจละเว้นสิ่งที่เกิดขึ้นนอกห้อง แต่คำสารภาพของเขาก่อนหน้านี้ก็ยังดังก้องในหัว‘ผมเป็นคนฆ่าเธอ’ประโยคนั้นยังฝังลึกอยู่ในควา
ความเงียบในห้องเก็บของใต้บันไดอับชื้นและมืดทึบ ยิ่งนั่งนานก็ยิ่งชวนให้อึดอัด กลิ่นแก้วยังคงจดจ่ออยู่กับสมุดบันทึกสำนวนคดีเปื้อนเลือด คำถามเดียวที่วนเวียนอยู่ในหัวคือ ‘ใครเป็นคนล็อกประตู’ มันคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของอดีตที่หายไป และยังไม่มีใครให้คำตอบได้ทว่าระหว่างที่ความสับสนกำลังก่อตัว ความเย็นเยียบระลอกใหม่ก็พัดวูบเข้าปะทะผิว กลิ่นอับฝุ่นจางหายไป แทนที่ด้วยกลิ่นเหม็นไหม้ลอยคลุ้งขึ้นมาในอากาศ หญิงสาวชะงัก ลมหายใจสะดุดเมื่อหางตาสังเกตเห็นความผิดปกติที่มุมห้องกระจกเงากรอบไม้สักบานเก่าที่เคยวางพิงผนังอิฐอย่างเงียบเชียบ จู่ ๆ ก็สว่างวาบขึ้นมา แสงสลัวนั้นไม่ได้เกิดจากไฟฉายในมือเธอ แต่มันเรืองแสงออกมาจากเนื้อกระจกโดยตรง ราวกับกำลังเปิดฉายภาพจากอีกห้วงเวลาหนึ่งกลิ่นแก้วแทบลืมหายใจ ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองแผ่นกระจกอย่างไม่อาจละสายตา ภาพที่ปรากฏคมชัด แต่มันกลับถูกหั่นแบ่งเป็นสองเหตุการณ์อย่างชัดเจนเหตุการณ์แรก... ภาพสะท้อนฉายให้เห็นบรรยากาศในห้องเครื่องหอมที่เธอคุ้นเคย แต่มันเป็นมุมมองที่ถูกจำกัดไว้แค่ภายในห้องเท่านั้น เธอเห็นร่างของแม่หญิงกลิ่นแก้วในชุดสไบกำลังยืนอยู่หน้าบานประตูไม้กระดานหนา
ห้องใต้บันไดลับทั้งมืด อับชื้น และคลุ้งด้วยกลิ่นฝุ่นเก่า ความเย็นจากผนังอิฐแผ่ซ่านจนกลิ่นแก้วต้องห่อไหล่ ลมหายใจของเธอควบแน่นเป็นฝ้าขาว แสงจากหน้าจอโทรศัพท์ในมือสั่นไหว หญิงสาวพยายามเรียกสติ เพ่งสายตาลงบนกระดาษเหลืองกรอบของสมุดสำนวนคดีโบราณข้อความหน้านี้ไม่ใช่คำพิพากษาหรือคำให้การมัดตัวฆาตกรอย่างที่คิด แต่เป็นบันทึกการตรวจค้นสถานที่เกิดเหตุอย่างเป็นทางการหลังเพลิงสงบเธอเพ่งมองตัวอักษรสีหมึกจางซีดบนกระดาษสา‘...รายงานบันทึกตรวจค้นซากปรักหักพัง ณ เรือนไม้หอม หลังเปลวเพลิงมอดดับ เจ้าพนักงานเข้าตรวจพื้นที่ พบร่างผู้เสียชีวิตติดอยู่ภายในห้องเครื่องหอมชั้นล่าง บานประตูทางเข้าออกถูกสับกลอนและลงกุญแจเหล็กอย่างแน่นหนาจากภายนอก ผู้เสียชีวิตจึงไม่สามารถเปิดประตูหนีออกมาได้...’กลิ่นแก้วตาค้าง ความรู้สึกเย็นวาบแล่นพล่าน นิ้วมือที่เย็นเฉียบแตะไล้ไปตามตัวอักษรบรรทัดถัดไปอย่างระมัดระวัง‘...จากการไต่สวนผู้คนในเรือนใกล้เคียง ต่างให้การว่าช่วงที่เพลิงเริ่มลุกไหม้เป็นยามวิกาล ไม่มีผู้ใดเห็นเหตุการณ์ขณะประตูห้องเครื่องหอมถูกล็อก จึงไร้เบาะแสว่าผู้ใดขังผู้ตาย ล็อกไว้ตั้งแต่เมื่อใด และด้วยเหตุผลใด...’ค
บานประตูไม้ลูกฟักที่แง้มอยู่ถูกมือเล็กออกแรงผลักให้เปิดกว้างขึ้น เสียงบานพับฝืดเคืองดังลากยาวสะท้อนในความเงียบ กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและฝุ่นผงลอยคลุ้งจนกลิ่นแก้วต้องยกมือขึ้นปิดจมูก หญิงสาวล้วงเอาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าขึ้นมาเปิดไฟฉาย สาดแสงสีขาวสว่างวาบเข้าไปในความมืดมิดของห้องใต้บันไดพื้นที่แคบ ๆ แห่งนี้เต็มไปด้วยข้าวของที่ถูกทิ้งร้าง กล่องลังไม้ซ้อนทับกัน และหยากไย่ที่เกาะเกี่ยวตามมุมเพดาน แสงไฟในมือของเธอไปสะท้อนเข้ากับตู้เอกสารเหล็กสีเขียวขี้ม้าเก่าคร่ำคร่าที่ตั้งหลบมุมอยู่ด้านในสุด กลิ่นแก้วเดินเบี่ยงหลบกองผ้าใบเข้าไปใกล้ บนบานประตูตู้มีแม่กุญแจทองเหลืองขนาดใหญ่คล้องล็อกเอาไว้อย่างแน่นหนาหญิงสาวถอนหายใจแผ่วเบา ตู้ที่ถูกปิดตายแน่นหนาขนาดนี้ กระดาษสูตรน้ำหอมของเธอคงไม่มีทางหลุดรอดเข้าไปอยู่ข้างในได้แน่ ๆทว่าในจังหวะที่เธอกำลังจะถอยห่างเพื่อกลับออกไป เสียงกลไกโลหะก็ดังขึ้นกึกก้องท่ามกลางความคับแคบกริ๊ก!แม่กุญแจทองเหลืองที่เห็นว่าล็อกสนิท กลับดีดตัวเปิดออกเองราวกับมีมือที่มองไม่เห็นสอดแทรกเข้าไปไขกลไก ก่อนที่ห่วงเหล็กหนักอึ้งจะร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นกระดานเสียงดังทึบกลิ่นแก้







