เข้าสู่ระบบ
ร่างผอมบางในชุดราตรีตื่นขึ้นมาบนแคร่ไม้ไผ่อย่างสลึมสลือที่เกิดจากฤทธิ์ยาสลบ พอเธอหันไปมองรอบๆ ก็ให้ความรู้สึกแปลกประหลาดอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน "ที่นี่ที่ไหนกัน แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง" หญิงสาวถามตัวเองในใจแล้วพยายามนึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ และพอเธอเริ่มมีสติจึงนึกขึ้นได้ว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรก็รีบลุกจากแคร่ไม้ไผ่อย่างไม่ทันระวังตัวจนโซ่เส้นเล็กที่ติดอยู่กับข้อเท้าดังกระทบกับพื้น
“ตายแล้ว!”หญิงสาวอุทานพร้อมกับเอามือปิดปากด้วยความตกใจเมื่อรู้ตัวว่าได้ทำพลาดจนอาจทำให้คนที่อยู่ด้านนอกได้ยินเข้า “กึกๆๆ”และก็เป็นจริงอย่างที่เธอคาดการณ์เอาไว้เมื่อเสียงฝีเท้าของใครบางคนกำลังเดินขึ้นมาบนกระท่อมหลังเล็ก หัวใจดวงเล็กเต้นตุบๆเมื่อเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งมันดังจนถึงหน้าประตูหญิงสาวจึงค่อยๆโน้มตัวลงนอนอย่างระมัดระวังก่อนจะแกล้งสลบ “ที่แท้ก็หูฟาดไปนี่เอง”เมื่อชายหนุ่มเปิดประตูเข้ามาแล้วพบกับร่างผอมบางที่ยังคงนอนแน่นิ่งจึงค่อยๆเดินเข้าหาเธอที่ในตอนนี้เริ่มมีเหงื่อซึมตามไรผม “Rrrr.. ในขณะที่ชายหนุ่มย่อตัวลงแล้วกำลังจะสัมผัสตัวหญิงสาว จู่ๆก็มีสายเรียกเข้าที่ดังมาจากกระเป๋ากางเกง ร่างสูงโปร่งตัดสินใจลุกขึ้นยืนจากนั้นก็รีบนำโทรศัพท์ที่ดังอย่างต่อเนื่องออกมาจากกระเป๋ากางเกง เขาจ้องหน้าจอโทรศัพท์อย่างพึงพอใจพร้อมกับยิ้มตรงมุมปากก่อนจะกดปุ่มวางสายทันที “นั่นมันโทรศัพท์ฉัน!”ส่วนทางด้านหญิงสาวที่แกล้งสลบได้ไม่นานก็รีบลุกขึ้นเพื่อแย่งโทรศัพท์จากชายหนุ่มเมื่อได้ยินสายเรียกเข้าที่คุ้นเคย “คิดว่าฉันโง่จนดูไม่ออกรึไงว่าเธอกำลังแกล้งสลบ”ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับยกแขนขึ้นสูงจนหญิงสาวไม่สามารถเอื้อมโทรศัพท์ของตัวเองได้ “พ่อคะ พ่อช่วยหนูด้วย พ่อต้องมาช่วยหนูนะ”หญิงสาวตะโกนขอความช่วยเหลือจากผู้เป็นพ่อผ่านโทรศัพท์ที่อยู่ในมือของชายหนุ่มด้วยท่าทีร้อนรน “ตะโกนให้ตายพ่อของเธอก็ไม่มีวันได้ยินหรอกเพราะฉันไม่ได้รับสายตั้งแต่แรก”ชายหนุ่มกล่าวอย่างต้องการเยาะเย้ยพร้อมกับนำโทรศัพท์ยัดใส่กระเป๋ากางเกง จากนั้นเขาก็อุ้มหญิงสาวกลับไปไว้ที่แคร่ไม้ไผ่แล้วนำเทปกาวที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้จะจัดการมือมัดเท้าของเธอ และก่อนชายหนุ่มจะเดินจากไปเขาก็ไม่ลืมที่จะจัดการปิดปากของหญิงสาวเพื่อกันไม่ให้เธอส่งเสียงโวยวาย ในขณะที่ชายร่างสูงกำลังจะพ้นประตูออกไปแววตาคู่สวยก็มองตามหลังเขาอย่างสิ้นหวังจนน้ำตาคลอเบ้า เมื่อชายหนุ่มเดินพ้นกระท่อมหลังเล็กไปแล้วจึงนำโทรศัพท์ที่ดังอย่างต่อเนื่องออกมาจากกระเป๋ากางเกง “สวัสดีครับ”ชายหนุ่มเริ่มบทสนทนาด้วยการกล่าวทักทายคนปลายสายอย่างสุภาพด้วยสีหน้าของคนที่ถือไผ่เหนือกว่า “แกเป็นใคร!แล้วลูกสาวฉันอยู่ที่ไหน?”ก่อนหน้าผู้เป็นพ่อกระวนกระวายเมื่อออกตามหาลูกสาวจนทั่วงานแล้วไม่พบ ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังปิดเครื่องมือติดต่อสื่อสาร ในขณะที่เขาเตรียมจะโทรแจ้งตำรวจจู่ๆก็มีข้อความเด้งกลางหน้าจอว่าสามารถติดต่อหมายเลขปลายทางได้แล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้นผู้เป็นพ่อไม่คิดรอช้าจึงรีบโทรหาลูกสาวในทันที แต่แล้วอีกฝ่ายกลับตัดสายทิ้งจนเขายิ่งมั่นใจว่ามีต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับลูกสาวอย่างแน่นอน เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงกระหน่ำโทรหาลูกสาวแบบรัวๆ และทันทีที่ผู้เป็นพ่อได้ยินเสียงชายปริศนามันยิ่งทำให้เขาแสดงอาการบ้าคลั่ง “คุณอยากรู้จริงๆหรอว่าผมเป็นใคร” “บอกมาว่าแกต้องการอะไร ต้องการเงินเท่าไหร่”ชายผู้เป็นพ่อถามคนที่ลักพาตัวลูกสาวของเขาด้วยน้ำเสียงกังวลอย่างเห็นได้ชัด “ผมบอกคุณเมื่อไหร่ว่าต้องการเงิน”ส่วนอีกฝ่ายที่เห็นดังนั้นก็แสดงสีหน้าพึงพอใจ “ถ้าไม่ต้องการเงินแล้วแกต้องการอะไร” “ต้องการลูกสาวคุณ” “ไอ่โจรโรคจิต ไอ่สารเลว! ฉันจะเอาตำรวจไปลากคอแกมาเดี๋ยวนี้”ชายผู้เป็นพ่อของหญิงสาวเริ่มคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่จึงกะโกนด่าชายคนที่ลักพาตัวลูกสาวเขา “ถ้าเรื่องนี้ถึงหูตำรวจเมื่อไหร่ คุณจะได้เห็นลูกสาวอีกครั้งในร่างที่ไร้วิญญาณแน่”ชายหนุ่มข่มขู่บุคคลที่อยู่ปลายสายด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แล้วทำไมต้องเป็นลูกสาวฉันด้วย”ชายผู้เป็นพ่อของหญิงสาวพยายามควบคุมอารมณ์ตัวเองเพื่อเจรจาต่อรองกับชายปริศนาที่ลักพาตัวลูกสาวของเขาอย่างใจเย็นที่สุดเท่าที่เขาพอทำได้ “ก็เพราะลูกสาวของคุณทั้งขาวทั้งสวยแถมขาเรียวยาวของเธอนั้นช่างเย้ายวนชวนให้เกิดอารมณ์อย่างไม่อาจห้ามใจได้”ชายหนุ่มโต้ตอบอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงราวกับชายโรคจิตเพื่อยั่วยุให้อีกฝ่ายเกิดอารมณ์คลุ้งคลั่ง และมันก็ได้ผลอย่างที่เขาคาดหวัง “ไอ่ชาติชั่ว! ถ้าแกกล้าทำอะไรลูกสาวฉันแม้แต่นิดเดียวฉันจะส่งแกลงนรกแน่”ชายผู้เป็นพ่อของหญิงสาวข่มขู่อีกฝ่ายพร้อมกับกัดฟันแน่นด้วยความโกรธแค้น “คุณคงคิดว่าตัวเองสามารถส่งใครก็ได้ลงนรกเหมือนกับที่เคยทำกับพี่สาวผมอ่ะหรอ”ชายหนุ่มที่ได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะรีบเฉลยตัวตนที่แท้จริงของตัวเองทั้งที่ก่อนหน้าตั้งใจจะไม่บอกอีกฝ่าย “แกพูดเรื่องอะไรของแกฉันไม่เข้าใจ” “คุณทำอะไรกับใครไว้ก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจ” “ไม่ ฉันไม่เคยฆ่าใคร และถ้าแกคิดแบบนั้นมันต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิด” “งั้นช่วยบอกผมทีว่าใครเป็นคนฆ่าพี่สาวผม” “แกพูดเรื่องอะไรของแกวะ!”ชายวัยห้าสิบต้นๆที่เริ่มหมดความอดทนจึงตะโกนด่าคนที่อยู่ปลายสายผ่านโทรศัพท์อย่างไม่อาจข่มอารมณ์เอาไว้ได้ “แล้วเมื่อไหร่คุณจะเลิกเสแสร้งทำเหมือนไม่เคยสั่งเก็บคนมาก่อน” “ไม่ ฉันไม่เคยฆ่าใครและไม่เคยสั่งเก็บใครด้วย” “นี่คุณกำลังปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นคนสั่งฆ่าพี่สาวผมสินะ” “ใครพี่สาวแก บอกมาสิวะว่าใครคือคนที่แกกำลังพูดถึง” “อันดา คราวนี้คุณยังจะปฏิเสธอยู่มั้ยว่าไม่รู้จักเธอ” “ไม่จริง พี่สาวแกฆ่าตัวตายเอง” “อย่ามาปากแข็งหน่อยเลย” “ก็หล่อนฆ่าตัวตายจริงๆจะให้ฉันพูดว่ายังไง” “พี่สาวผมไม่ได้ฆ่าตัวตาย เธอถูกฆาตกรรม และคุณรู้อยู่แก่ใจว่าทำอะไรกับเธอไว้” “พูดบ้าอะไรของแก ฉันบอกไม่ได้ทำก็คือไม่ทำและไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องทำแบบนั้นด้วย” “ตราบใดที่ไม่มีหลักฐานคุณก็ยังทำเป็นผู้ร้ายปากแข็งอยู่ตลอดเวลา” “แล้วมีหลักฐานอะไรที่ชี้ว่าฉันเป็นคนฆ่าพี่สาวแก” “ไอ่หลักฐานอ่ะผมมีอยู่แล้ว”ชายหนุ่มกล่าวอย่างมั่นใจในหลักฐานที่ตัวเองมี ซึ่งมันก็มีมูลมากพอที่จะชี้ชัดว่าพี่สาวของเขานั้นไม่ได้ฆ่าตัวตายอย่างที่ใครๆคิด “ถ้าแกมีหลักฐานแล้วทำไมถึงไม่เอาไปมอบให้ตำรวจเลยหล่า” “ก็เพราะมันจะมีตำรวจชั่วๆแอบแฝงอยู่ทั่วทุกสำนักงาน ดังนั้นผมจึงรู้ดีว่าหลักฐานพวกนี้คงไมไม่่มีประโยชน์อะไร และมันอาจจะทำให้ผมตกอยู่ในอันตรายก็ได้ดังนั้นผมจึงรอเวลานี้มานานแสนนาน” “พูดบ้าอะไรของแกวะ! ฉันบอกไม่ได้ทำก็คือไม่ได้ทำและอย่าเอาลูกสาวฉันเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้!” “ถ้าคุณยืนยันว่าไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการตายของพี่สาวผม งั้นก็หาตัวฆาตกรมาให้ได้แล้วเราค่อยมาคุยกัน” “ได้ ฉันจะช่วยสืบหาฆาตกรมาให้แก แต่มีข้อแม้คือต้องปล่อยตัวลูกสาวฉันออกมาก่อน “หึ ปล่อยก็โง่แล้ว” “งั้นแกต้องสัญญากับฉันก่อนว่าจะไม่ทำอะไรลูกสาวฉัน” “ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะทำตามข้อตกลงระหว่างเราหรือเปล่า” “ข้อตกลงอะไร” “ห้ามให้เรื่องนี้ถึงหูตำรวจเด็ดขาด ไม่งั้นผมไม่รับรองความปลอดภัยของลูกสาวคุณ”แม้ชายหนุ่มมั่นใจว่าคนที่อยู่ปลายสายนั้นเป็นฆาตกรแต่เขาก็เลือกที่จะยื้อเวลาตามแผนการที่ตัวเองได้วางเอาไว้ก่อนหน้านี้ “ได้ ฉันจะทำตามที่แกขอ” “งั้นได้ตัวฆาตกรเมื่อไหร่ค่อยติดต่อมา”พูดจบเขาก็ตัดสายทิ้งแล้วปิดเครื่องทันที “โถ่โว้ย! นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะ!”ชายวัยห้าสิบต้นๆแสดงอาการหัวร้อนเมื่อไม่สามารถติดต่อหาอีกฝ่ายได้“หนูเห็นนะว่าพี่แอบส่งสายตาหวานให้พ่อหนู”เด็กหญิงแสดงท่าทีหวงผู้เป็นพ่ออย่างที่เธอชอบทำกับผู้หญิงคนอื่นๆ“พี่เปล่านะคะ”“ไม่ต้องมาแก้ตัวเลย หนูจะฟ้องแม่”“พี่รู้ว่าหนูคงหวงพ่อมาก แต่พี่ไม่ได้ทำอย่างที่หนูกล่าวหา”“งั้นก็ออกไปเลยหนูอยากอยู่กับพ่อสองคน”“พี่คงทำแบบนั้นไม่ได้หรอกค่ะ เพราะพี่รับเงินค่าจ้างมาแล้ว”“แต่ว่าคุณพ่อมาอยู่เป็นเพื่อนแล้ว”“แล้วไหนอ่ะคะคุณพ่อของหนู”“คุณพ่อแค่ออกไปคุยโทรศัพท์ข้างนอก”“งั้นก็รอจนกว่าคุณพ่อของหนูกลับเข้ามาพี่ถึงจะไปโอเคมั้ย”“ก็ได้”เด็กหญิงที่ไม่ต้องการเห็นหน้าพยาบาลสาวจึงนอนหันหลังในระหว่างที่รอผู้เป็นพ่อ “คุณพ่อมาแล้ว”เด็กหญิงรีบหันหลังกลับทันทีที่ได้ยินเสียงประตูห้องถูกเปิด “ดูสิว่าคุณพ่อซื้ออะไรมาฝาก”“ว้าว! ของกินเยอะจัง”เด็กหญิงเผยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเมื่อเห็นผู้เป็นพ่อกลับเข้ามาพร้อมของกินเต็มไม้เต็มมือ“พ่อรู้ว่าหนูคงเบื่ออาหารของโรงบาลเลยลงไปหาซื้อของกินให้ มีขนมด้วยนะ”“คุณพ่อรู้ใจน้องพรีมที่สุด”“อยากกินอะไรก็เลือกเอาเลยนะเดี๋ยวคุณพ่อไปใส่จานให้”“อยากกินหมดเลย”“ไม่ได้สิคะ น้องพรีมต้องเลือกเอาสักอย่างสองอย่างเดี๋ยวกินไม่หมด”“งั
“คุณพ่อมาหาน้องพรีมจริงๆด้วย”เด็กหญิงเผยรอยยิ้มทันทีที่เห็นผู้เป็นพ่อเปิดประตู้ห้องเข้ามา“ก็ลูกสาวคุณพ่อไม่สบายนี่”ผู้เป็นพ่อเดินไปหาลูกสาวที่เตียงจากนั้นสองพ่อลูกก็โอบกอดกันด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม “น้องพรีมเสียใจที่เมื่อคืนคุณพ่อไม่มานอนด้วย”แต่แล้วเด็กหญิงก็เปลี่ยนสีหน้าบูดบึ้งเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนมีเพียงผู้เป็นแม่ที่มานอนเฝ้า “งอนเป็นเด็กน้อยไปได้”ส่วนผู้เป็นพ่อที่เห็นดังนั้นก็หยิกแก้มลูกสาวเบาๆเป็นการหยอกเล่น “น้องพรีมงอนคุณพ่อจริงๆนะคะ”“ก็คุณพ่อติดธุระด่วนนี่คะ”“แล้วธุระของคุณพ่อสำคัญกว่าน้องพรีมหรอ”“ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าลูกสาวของพ่อ แต่เมื่อวานคุณพ่อติดงานด่วนจริงๆ”“แล้วทำไมคุณพ่อถึงสั่งห้ามไม่ให้พี่พีทมาเยี่ยมน้องพรีม”“ก็พี่พีททำให้น้องพรีมเกือบจากคุณพ่อไป และนี่ก็เป็นครั้งที่สองแล้ว”“น้องพรีมทำตัวเองไม่เกี่ยวกับพี่พีท คุณพ่ออย่าไปโทษพี่พีทเลยนะคะ”“ทำไมน้องพรีมต้องรับผิดแทนพี่พีทตลอด”“ก็พี่พีทไม่ผิดจริงๆนี่ และคุณพ่อชอบโทษแต่พี่พีทคนเดียว อย่างเรื่องแพ้กุ้งน้องพรีมเป็นคนร้องขอที่จะไปกับพี่พีทเอง”“แต่พี่พีทไม่ดูแลน้องพรีม”“ถ้าน้องพรีมไม่ตื้อพี่พีทไปงานตั
ทางด้านหญิงสาวที่สามารถหนีออกมาได้จึงรีบติดต่อหาผู้เป็นแม่โดยใช้โทรศัพท์ที่ยืมมาจากพนักงานปั๊มน้ํามัน “Rrrrr“รับสายสักทีเถอะ”หญิงสาวกระวนกระวายเมื่อโทรเข้าเบอร์ผู้เป็นแม่แล้วไม่มีการตอบรับ “คุณแม่คะ เมื่อกี้มีคนโทรหาคุณแม่หลายสายเลย”เด็กหญิงยื่นโทรศัพท์ที่ยืมมาเล่นคืนให้กับผู้เป็นแม่“ใครโทรมา”“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ มันไม่โชว์ชื่อ”เด็กหญิงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง นั่นสิเบอร์ไม่คุ้นเลย”“เป็นพวกคอลเซ็นเตอร์แน่ๆ”“งั้นรอเขาโทรมาอีกรอบเดี๋ยวแม่จะด่าให้พวกเขาลืมชื่อพ่อชื่อแม่ตัวเองไปเลย”“Rrrr”“ไอ่พวกโง่ ไอ่พวกเห็นแก่ตัว วันๆเอาแต่โทรล่าเหยื่อ แกคิดว่าฉันจะหลงกลพวกแกหรอไม่มีทางหรอก”“แม่คะใจเย็นๆก่อน นี่หนูเอง”“นี่พวกแกรู้แม้กระทั่งเรื่องที่ลูกสาวฉันถูกลักพาตัวเลยหรอ ถ้ารู้ดีขนาดนั้นก็บอกมาว่าลูกสาวฉันอยู่ที่ไหน”“แม่! หนูไม่ใช่มิจฉาชีพ”“จะว่าไปแล้วเสียงคุ้นๆนะ หรือใช้เอไอ”“แม่ช่วยใจเย็นๆแล้วฟังหนูก่อน ถ้าไม่ฟังหนูจะวางสายแล้วนะ”“ใช่เลย นี่แหละลูกสาวฉัน”ผู้เป็นแม่เผยรอยยิ้มพร้อมน้ำตาแห่งความดีใจเมื่อรู้ว่าลูกสาวที่ถูกลักพาตัวยังมีชีวิตอยู่ “แม่อยู่ไหน”“อยู่โรงพยาบาล แม่อยู่โรงพยา
เมื่อถึงหน้าผาสูงหญิงสาวรีบส่ายหัวอย่างต้องการร้องขอชีวิต “ขอร้อง”หญิงสาวปล่อยโฮทันทีที่เทปกาวถูกดึงออก เธอรีบคุกเข่าต่อหน้าชายฉกรรจ์ทั้งที่มือทั้งสองถูกมัดแน่น “แต่นายหญิงจ่ายเงินให้เราแล้วดังนั้นคงปล่อยเธอไปไม่ได้หรอก เว้นแต่จะมีข้อเสนอที่น่าสนใจ”“เธอจ่ายให้พวกคุณเท่าไหร่ฉันจะจ่ายให้มากกว่าเป็นสิบเท่าหรือจะเรียกเท่าไหร่ก็ได้ จะสิบล้านยี่สิบล้านหรือร้อยล้านฉันก็ยอม”หญิงสาวร้องขอชีวิตอย่างน่าเวทนาเมื่อเห็นหน้าผาที่สูงชันอยู่ตรงหน้า เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นาจนน้ำตาไหลอาบแก้มโดยที่ไม่มีโอกาสได้เช็ดมันออก “ข้อเสนอของเธอน่าสนใจดี เราเอาไงกันดีวะ”หนึ่งในชายฉกรรจ์ทำตาโตด้วยความโลภเมื่อได้ยินจำนวนเงินที่หญิงสาวเสนอให้ซึ่งมันมากกว่าที่เขาได้รับจากผู้หญิงที่กำลังนั่งรออยู่ในรถเป็นพันเท่า“แกคิดว่าน้ำหน้าอย่างนังนี่จะมีปัญญาจ่ายให้เรารึไง”“ก็ไม่แน่นะเว้ย ตอนที่อยู่ในรถแกก็ได้ยินไม่ใช่หรอว่าเธอถูกลักพาตัวมา แถมยังบอกว่าพ่อไม่ใช่คนกระจอกๆ”“ไอ่โง่! ถ้าพ่อนังนี่มีตังค์คงไม่ปล่อยให้ลูกสาวตัวเองถูกลักพาตัวหรอก”“เขาขู่จะฆ่าฉันพ่อเลยไม่กล้าทำอะไรแต่พ่อก็พยายามหาวิธีช่วยฉันอยู่ ผู้ชายคนนั้นเข้าใจผิ
หญิงสาวรอคอยที่จะได้ออกจากชีวิตของชายหนุ่มด้วยสีหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง และหลังจากที่เธอทานข้าวเที่ยงเสร็จแล้วก็หาข้ออ้างกลับมายังบ้านพัก จากนั้นเธอก็เฝ้ารอให้มีรถยนต์มาจอดอยู่หน้าบ้านพักอย่างใจจดใจจ่อและไม่นานรถเก๋งคันเล็กก็ปรากฏต่อหน้าเธอ“นั่งหน้าเดี๋ยวก็มีคนจับได้หรอก”“แล้วฉันต้องนั่งไหน”“นั่งท้ายรถ”“แต่ว่าฉันอาจขาดอากาศได้นะ”“ผมคำนวณระยะทางและเวลาให้แล้ว มันไม่เป็นอะไรหรอก พ้นไร่นี้ไปค่อยมานั่งหน้า”“ก็ได้”หญิงสาวที่ต้องการออกจากไร่องุ่นให้เร็วที่สุดจึงยอมขึ้นไปนอนท้ายรถแต่โดยดี เมื่ออยู่ในที่แคบหญิงสาวก็พยายามหายใจช้าๆเพื่อรักษาออกซิเจนไว้ไม่ให้ถูกใช้งานมากเกินไป และถนนที่ไม่เรียบทำให้เธอกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่อย่างนั้นกระทั่งในที่สุดก็ถึงถนนใหญ่ “ลงมา!”น้ำเสียงที่เปลี่ยนไปของคนขับรถทำให้หญิงสาวเริ่มรู้สึกถึงลางร้าย “แล้วนายหญิงหล่า”“ฉันอยู่นี่”“นายหญิงคะ นี่มันเรื่องอะไรกัน!”“จับเธอขึ้นรถ”“ไม่นะ! ขอร้องเถอะค่ะนายหญิง”ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะได้พูดอะไรมากเธอก็ถูกปิดปากด้วยเทปหนาๆส่วนมื้อทั้งสองข้างก็ถูกมัดรวมกัน หญิงสาวพยามที่จะไม่ขึ้นไปนั่งบนรถตู้คันใหญแต่กลับถูกอุ
เช้าวันต่อมา..หญิงสาวตื่นขึ้นมาพร้อมกับมีอาการคลื่นไส้จนต้องรีบเข้าไปอาเจียนในห้องน้ำ และไม่นานเธอก็กลับมานอนต่อที่เตียงด้วยความอ่อนเพลีย “นี่ยังกล้ามาโผล่หน้ามาที่บ้านเจ้านายอีกหรอ”ถ้อยคำต่อว่าจากเพื่อนร่วมงานทำให้หญิงสาวแทบจะเดินหันหลังออกจากบ้านหลังใหญ่ แต่ด้วยหน้าที่และความรับผิดชอบเธอจึงจำใจนั่งทานข้าวท่ามกลางสายตาของเพื่อนร่วมงานที่มองเธออย่างไม่ต้องการร่วมโต๊ะด้วยแม้หญิงสาวไม่ได้รู้สึกหิวแต่เธอก็เลือกที่จะตักอาหารซึ่งอยู่ตรงหน้าใส่ปากเพื่อให้สิ่งมีชีวิตเล็กๆได้เติบโตอย่างสมบูรณ์แข็งแรง และเธอเลือกที่จะก้าวผ่านคำพูดแย่ๆของคนรอบตัวโดยการนั่งนิ่งไม่โต้ตอบอะไรใดๆทั้งสิ้น ….“ซุบชิบอะไรกัน”“เปล่าๆค่ะนายหญิง”“แต่ฉันได้ยินนะว่าพวกเธอสองคนกำลังพูดถึงสามีฉัน” “ขอโทษค่ะพวกเราผิดไปแล้ว”“ไหนเล่ามาสิว่าเมื่อวานตอนค่ำเกิดเรื่องอะไรขึ้น”“แววไม่ได้บอกนายหญิงหรอคะว่าเกิดอะไรขึ้น”“ไม่ แววไม่ได้มาบอกอะไรฉัน ว่าแต่เมื่อวานเกิดเรื่องอะไรขึ้น”“เปล่าๆค่ะไม่มี”“อย่าให้ฉันรู้จากปากคนอื่นนะไม่งั้นพวกเธอสองคนโดนไล่ออกแน่”“คืออย่างงี้ค่ะ”สาวใช้ที่ไม่อยากโดนไล่ออกจึงแย่งกันพูด “ใจเย็นๆไม่ต้อ







