LOGIN“ห้ามรัก ห้ามหึงหวง และต้องพร้อมเสมอเมื่อฉันต้องการ...” นั่นคือ ‘กฎเหล็ก’ สามข้อที่เขาหยิบยื่นให้เด็กเลี้ยงราคาห้าล้านอย่างเธอ แต่ใครจะไปคิดว่าคืนแรกบนเตียงกว้าง แดดดี้สายเปย์หนุ่มใหญ่ผู้เย็นชา จะเป็นคนลงมือ ‘แหกกฎ’ ตัวเองด้วยการ... สาดความคลั่งไคล้กระแทกกระทั้นเข้าใส่เธอทุกลมหายใจ! “หนูแน่นไปหมดแล้วค่ะแดดดี้...” “ตอดรัดแน่นขนาดนี้... คิดว่าฉันจะยอมปล่อยเธอไปง่าย ๆ เหรอ รดา!”
View Moreเสียงสายฝนกระหน่ำซัดสาดกระทบกระจกนิรภัยบานยักษ์ของ 'The Grand Zenith' คลับหรูระดับ VVIP ใจกลางเมืองหลวงดังระงมอย่างไม่ลืมหูลืมตา สภาพอากาศด้านนอกช่างหม่นหมองและเยือกเย็น ไม่ต่างจากหัวใจของ ‘รดา’ ในเวลานี้เลยสักนิด ทว่าบรรยากาศด้านในกลับตรงกันข้าม เสียงเพลงบีทหนัก ๆ สไตล์เลาจน์หรูลอยคลอเคล้าไปกับแสงไฟสีอำพันและสีกรมท่าที่สลับปรับเปลี่ยนไปมา ขับเน้นให้สถานที่แห่งนี้ดูลึกลับ น่าค้นหา และอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความร่ำรวยที่คนธรรมดาอย่างเธอไม่มีวันเอื้อมถึง
ไอรินรดานั่งอยู่บนเก้าอี้สตูลทรงสูงหน้าบาร์เครื่องดื่ม นิ้วเรียวเล็กของเธอกำลังจิกเข้าหากันแน่นจนปลายนิ้วขึ้นสีขาวซีด ร่างระหงสมส่วนอยู่ในชุดเดรสสีขาวนวลเรียบหรู แม้ว่ามันจะเป็นเสื้อผ้าที่เธอเลือกสรรมาอย่างดีที่สุดเท่าที่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งจะมีเงินซื้อได้ แต่มันกลับดูเรียบง่ายจนเกือบจะราคาถูกเมื่อเทียบกับชุดสูทสั่งตัดหรือเดรสแบรนด์เนมตัวละแบนด์ของแขกไฮโซคนอื่น ๆ ในร้าน ใบหน้าหวานหมดจดที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางเพียงบางเบากำลังฉายแววกังวล อารมณ์หวาดหวั่นและสับสนตีรวนอยู่ในอกจนเธอรู้สึกเหมือนจะอาเจียนออกมา
“แกแน่ใจนะยัยริน... ว่าเขาจะช่วยฉันได้จริง ๆ” รดาหันไปถาม ‘รินรดา’ เพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ข้าง ๆ น้ำเสียงของเธอสั่นเครือและเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบ
รินรดาหันมามองเพื่อนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ เธอเอื้อมมือไปกุมมือที่สั่นเทาของรดาเอาไว้ “แน่ใจสิรดา ฉันสืบมาอย่างดีแล้ว ‘คุณภากร’ เขาเป็นประธานกรรมการบริหารของสยามดิเวลลอปเมนท์ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับหมื่นล้าน วัยสามสิบสี่ปี เขาทั้งหล่อ ทั้งรวย และที่สำคัญ... เขาเพิ่งเปรยกับเลขาฯ ส่วนตัวว่าช่วงนี้กำลังมองหา ‘เด็กเลี้ยง’ ที่สะอาด ไร้ประวัติเสียหาย มาดูแลอยู่พอดี ค่าตอบแทนที่เขาจ่าย มันมากพอที่จะผ่อนบ้านที่กำลังจะถูกยึด และส่งเสียให้น้องชายของแกเรียนจนจบมหาวิทยาลัยได้สบาย ๆ โดยไม่ต้องกู้หนี้ยืมสินใครอีกเลยนะ”
รดากลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ คำว่า ‘เด็กเลี้ยง’ มันช่างบาดลึกเข้ามาในใจของนักศึกษาปีสุดท้ายที่มีอนาคตไกลอย่างเธอ แต่ในเวลานี้... ศักดิ์ศรีมันกินไม่ได้ บ้านกำลังจะโดนยึด แม่กำลังป่วย และน้องชายอาจจะต้องออกจากโรงเรียนกลางคันเพราะหนี้สินก้อนโตที่พ่อเลี้ยงตัวแสบก่อทิ้งไว้ก่อนจะหนีหายไป ทางเลือกของเธอเหลือศูนย์
“แต่ฉัน... ฉันไม่เคยทำเรื่องแบบนี้มาก่อนเลยนะริน ฉันกลัว...” รดาก้มหน้าลง หยาดน้ำตาเม็ดใสคลอหน่วงที่หน่วยตาคู่สวย
“ฉันรู้... ฉันรู้ว่าแกเป็นคนดีรดา แต่แกมองไปที่ตรงนั้นสิ โอกาสเดียวในชีวิตของแกนั่งอยู่ตรงนั้นแล้ว” รินรดาตบไหล่เพื่อนเบา ๆ ก่อนจะเบนสายตาชี้ชวนให้รดามองตรงไปยังโซนที่นั่งด้านในสุด ซึ่งเป็นพื้นที่กึ่งส่วนตัวที่ถูกกั้นไว้ด้วยกระจกฝ้าและการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด
ที่โซฟากำมะหยี่สีแดงเข้มตัวใหญ่ตัวนั้น... ชายหนุ่มในชุดสูทสากลสีเทาเข้มเนื้อดีสามชิ้นที่ตัดเย็บอย่างประณีตกำลังนั่งไขว่ห้างอย่างผ่อนคลาย นิ้วเรียวยาวที่สวมนาฬิกาปาเต็ก ฟิลิปป์ เรือนหรูหรูหมุนแก้วบรั่นดีในมือไปมาอย่างเชื่องช้า ‘ภากร วรโชติเมธี’ ในวัย 34 ปี มีเสน่ห์อันตรายทว่าสง่างามราวกับราชสีห์ที่กำลังพักผ่อน โครงหน้าของเขาคมคายราวกับรูปสลักของกรีก สันกรามคมกริบรับกับริมฝีปากหยักลึกที่มักจะเรียบตึงอยู่เป็นนิจ และสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดคือ นัยน์ตาคู่คมกริบสีนิลสนิทที่ดูเย็นชา ล้ำลึก และน่ากลัวจนไม่มีใครกล้าสบตาตรง ๆ ทว่ามันกลับดึงดูดสายตาของหญิงสาวทั่วทั้งคลับให้จับจ้องมาที่เขาด้วยความหลงใหล
ราวกับสัญชาตญาณของนักล่าทำงาน ภากรละสายตาจากของเหลวสีอำพันในแก้วเหล้า แล้วตวัดสายตาคมปลาบมามองทางบาร์เครื่องดื่มตรงจุดที่รดานั่งอยู่โดยตรง
วินาทีที่สายตาสบกัน รดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน ลมหายใจของเธอสะดุดกึก ร่างกายแข็งท้างราวกับถูกสาป แววตาของภากรไม่ได้มีความดูถูกหรือหยาบโลนเหมือนผู้ชายคนอื่น ๆ ที่เธอเคยเจอ มันเป็นสายตาที่สงบนิ่ง ทว่าเต็มไปด้วยการสำรวจ ตรวจตรา และเปี่ยมไปด้วยอำนาจลึกลับที่กำลังบดขยี้ความมั่นใจของเธอให้เหลือน้อยลงไปอีก แววตาคู่นั้นดูเหมือนจะอ่านทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจเธอว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่
ภากรยกแก้วเหล้าขึ้นจิบช้า ๆ โดยที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าหวานของรดาไม่วางตา ก่อนที่เขาจะพยักหน้าให้การ์ดร่างใหญ่ที่ยืนคุมอยู่ข้างโต๊ะเบา ๆ เป็นสัญญาณ
ไม่กี่อึดใจ ชายชุดดำเดินตรงมาหารดา “คุณรดาใช่ไหมครับ? คุณภากรเชิญที่โต๊ะครับ”
รดาใจเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก เธอนึกอยากจะหันหลังวิ่งหนีออกไปจากคลับแห่งนี้ ไปจากสถานการณ์บ้า ๆ นี้ แต่ภาพใบหน้าของแม่ที่นอนซมด้วยความเครียดและเสียงร้องไห้ของน้องชายลอยเข้ามาในหัว สมองของเธอสั่งการให้สู้เพื่อครอบครัว รดาสูดหายใจเข้าลึก ๆ รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีในชีวิตพาร่างอันสั่นเทาของตัวเองลุกขึ้นจากเก้าอี้
“ฉันไปก่อนนะริน...” รดาหันไปบอกเพื่อน
“โชคดีนะรดา แข็งใจไว้” รินรดาส่งยิ้มให้กำลังใจ
เมื่อคืนนี้กว่าพายุสวาทสองระลอกใหญ่จะสงบลงก็เกือบเกลือกเข้าสู่รุ่งสาง ร่างกายของเธอระบมและอ่อนเพลีย ทว่าหัวใจกลับฟูฟ่องและเต็มตื้นไปด้วยความรักอันมหาศาลที่เขามอบให้ไม่เคยเปลี่ยน"ตื่นนานแล้วเหรอครับคนดี" น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะแหบพร่าตามธรรมชาติยามตื่นนอนดังขึ้น พร้อมกับอ้อมแขนแกร่งที่กระชับรัดเอวคอดกิ่วของเธอให้บดเบียดเข้าหาแผงอกอุ่นร้อนยิ่งขึ้น"เพิ่งตื่นค่ะพี่กร... วันนี้เราต้องรีบเดินทางกลับบ้านกันแล้วนะคะ หนูคิดถึงสามแสบจะแย่แล้ว" รดาเงยหน้าขึ้นสบสายตาคู่คมที่บัดนี้ทอประกายอบอุ่นละมุนภากรหัวเราะในลำคอเบา ๆ พลางก้มลงกดจุมพิตที่หน้าผากมนเนิ่นนาน "ครับ... แด๊ดดี้ก็คิดถึงหัวหน้าทีมพะแพง กับเจ้าสองแฝดพุกพาสเหมือนกัน ป่านนี้คงวิ่งวุ่นป่วนคุณย่าคุณยายจนคฤหาสน์แทบแตกแล้วมั้ง"สองสามีภรรยาพากันลุกขึ้นชำระล้างร่างกายและเก็บสัมภาระเพื่อเดินทางกลับสู่บ้านริมน้ำวรโชติเมธี รอยยิ้มและเสียงหัวเราะแห่งความสุขเคล้าคลอไปตลอดเส้นทาง ข้ามผ่านเวลาฮันนีมูนรอบสองอันแสนสั้น ทว่าเติมเต็มพลังใจให้พวกเขาพร้อมกลับไปทำหน้าที่พ่อและแม่ที่ดีที่สุดอีกครั้งสองชั่วโมงต่อมา...รถสปอร์ตคันหรูของภากรแล่นเข้ามาจอดสนิทท
แสงอาทิตย์อัสดงสีส้มทองค่อย ๆ ลับขอบฟ้า ทิ้งไว้เพียงแสงทไวไลท์สีม่วงครามโพล้เพล้เหนือผืนน้ำทะเลอ่าวไทยอันเงียบสงบ รถสปอร์ตคันหรูของภากรเลี้ยวเข้ามาจอดสนิทอยู่หน้าพูลวิลล่าระดับลักชัวรีบนเกาะส่วนตัวแห่งหนึ่ง ซึ่งชายหนุ่มสั่งปิดทั้งรีสอร์ตเพื่อความเป็นส่วนตัวในการฮันนีมูนรอบสองของเขากับภรรยา"ถึงแล้วครับคนดี"ภากรดับเครื่องยนต์ ก่อนจะหันมาส่งยิ้มละมุนให้รดาที่นอนหลับตาพริ้มอยู่เบาะข้าง ๆ ชายหนุ่มโน้มตัวลงไปประทับจุมพิตแผ่วเบาที่ข้างแก้มเนียนเพื่อปลุกเธอ"อื้อ... ถึงแล้วเหรอคะพี่กร" รดาปรือตาขึ้นอย่างงัวเงีย ใบหน้าหวานซับสีระเรื่อชวนมอง ชายหนุ่มไม่ตอบทว่าเดินลงจากรถมาเปิดประตูให้ พร้อมกับช้อนอุ้มร่างบางขึ้นมาแนบตักในท่าเจ้าสาวทันทีโดยไม่ฟังเสียงประท้วง"พี่กร! ปล่อยหนูลงเถอะค่ะ หนูเดินเองได้" รดายกมือขึ้นคล้องคอหนาพัลวัน ใบหน้าหวานร้อนผ่าวเมื่อพนักงานต้อนรับแอบอมยิ้มและค้อมตัวทำความสะอาดหลีกทางให้ท่านรองประธานผู้คลั่งรัก"ไม่ปล่อยครับ พี่บอกแล้วไงว่าทริปนี้พี่จะดูแลหนูทุกกระเบียดนิ้ว ไม่ให้เท้าหนูแตะพื้นเลยยังได้" ภากรพึมพำเสียงทุ้ม แววตาคู่คมกริบวิบวับพราวระยับยามก้าวสับเท้าฉับ ๆ พาร่าง
"แด๊ดดี้! หม่าม้า! พะแพงแต่งตัวเสร็จแล้วค่ะ!"เด็กหญิงตัวน้อยวัยห้าขวบในชุดเดรสฟูฟ่องสีชมพูวิ่งตุบตับลงบันไดมาอย่างร่าเริง ผมยาวถักเปียสองข้างเด้งดึ๋งตามจังหวะก้าวอย่างน่าเอ็นดู 'น้องพะแพง' ลูกสาวคนโตของบ้าน ผู้ถอดแบบรอยยิ้มหวานพิมพ์ใจของรดามาราวกับพิมพ์แกะ แต่กลับได้ความนิ่ง สุขุม และนัยน์ตาคมกริบของภากรมาเต็ม ๆ ชนิดที่เวลาหนูน้อยกอดอกทำหน้านิ่ง คมกริบเลขาส่วนตัวยังต้องแอบสะดุ้ง"เดินช้า ๆ สิคะลูก" รดารีบลุกจากโซฟาไปดักรอประคองลูกสาวทันที "หม่าม้าบอกกี่ครั้งแล้วว่าห้ามวิ่งลงบันได เดี๋ยวตกลงมาจะเจ็บนะคะ"พะแพงย่นจมูกกลม ๆ พลางทำตาปริบ ๆ "หนูไม่ได้วิ่งนะคะหม่าม้า... หนูบินลงมาต่างหาก""หือ..." ภากรที่กำลังยืนผูกนาฬิกาข้อมือแบรนด์เนมเรือนหรูอยู่ใกล้ ๆ ถึงกับหลุดขำก๊ากออกมา ชายหนุ่มหันไปยิ้มล้อเลียนภรรยา "แถเก่งแบบนี้... เหมือนแด๊ดดี้ตอนเด็กไม่มีผิดเลยใช่ไหมครับ""ไม่จริงค่ะ" รดารีบหันไปเถียงทันควัน "คุณแม่แอบกระซิบเล่าให้หนูฟังว่า พี่กรตอนเด็กดื้อและเจ้าเล่ห์กว่าพะแพงเยอะค่ะ"ภากรยกมือขึ้นเกาจมูก ยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี ทว่ายังไม่ทันที่สถาบันครอบครัวจะได้แซวกันต่อ..."แงงงง... แอ้!"เ
แด๊ดดี้ขา! พะแพงกลับมาแล้วค่ะ!"เสียงใสแจ๋วของพี่สาวคนโตดังขึ้น พร้อมกับร่างของหนูน้อยพะแพงที่สะพายกระเป๋านักเรียนวิ่งตื๋อเข้ามาในบ้าน โดยมี ‘คุณหญิงอรอนงค์’ และ ‘แม่พิมพ์’ ที่วันนี้จับมือกันไปรับหลานสาวที่โรงเรียน เดินยิ้มแย้มตามหลังมา"โอ้โห... สภาพห้องนั่งเล่น ทำไมเหมือนผ่านสงครามโลกมาเลยล่ะลูก" คุณหญิงอรอนงค์เอ่ยแซวขำ ๆ มองดูของเล่นเด็กที่กระจายเกลื่อนพื้นพรม"คุณย่าคุณยายขา! ดูแด๊ดดี้สิคะ อุ้มน้องชายไม่แบ่งพะแพงเลย!" เด็กหญิงตัวน้อยเดินไปกอดขาพ่อ แกล้งทำหน้ามุ่ยงอนภากรหัวเราะร่วน ชายหนุ่มย่อตัวลงวางสองแฝดลงบนเบาะนุ่ม ก่อนจะดึงลูกสาวคนโตเข้ามาหอมแก้มฟอดใหญ่ "โถ... แด๊ดดี้จะลืมเจ้าหญิงคนแรกได้ยังไงครับ วันนี้เรียนเป็นยังไงบ้างลูก""สนุกมากค่ะ พะแพงวาดรูปครอบครัวของเรามีห้าคน มีแด๊ดดี้ หม่าม้า พะแพง ตาพุก ตาพาส แล้วก็... มีน้องหมาด้วยค่ะ!""เก่งมากครับคนดีของพ่อ" ภากรลูบหัวลูกสาวด้วยความละมุนแม่พิมพ์เดินเข้ามานั่งข้างรดา พลางยื่นน้ำสมุนไพรเย็น ๆ ให้ลูกสาวดื่ม "เหนื่อยหน่อยนะรดา เลี้ยงเด็กผู้ชายพร้อมกันสองคนแถมยังมีพะแพงอีกคน แต่แม่เห็นพวกแกมีความสุขแบบนี้ แม่ก็หมดห่วงนอนตายตาหลับแ
"ถ้าอย่างนั้น..." ลลินเงยใบหน้าที่นองน้ำตาขึ้นสบตาภากรด้วยดวงตาแดงก่ำ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบหยุดหมุน "พี่ภาจะไม่รับผิดชอบลูกเลยเหรอคะ"สิ้นเสียงนั้น รดาถึงกับตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป ต้นที่ยืนอยู่ไม่ไกลอ้าปากค้างด้วยความตกใจ ไม่เว้นแม้แต่คมกริชที่ต้องเลิกคิ้วขึ้นอย่างคาดไม่ถึงทว่า... คนท
"คิดอะไรอยู่..."เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้นชิดใบหู รดาจะสะดุ้งสุดตัวราวกับเด็กที่ถูกจับได้ว่าทำความผิด เธอรีบกระพริบตาเพื่อไล่หยาดน้ำตาที่จวนเจียนจะเอ่อล้นออกมา ก่อนจะหันไปสบตาคนข้างกายภากรกำลังตะแคงตัวมองเธออยู่ ดวงตาคมคายคู่นั้นดูนิ่งสนิท ทว่ากลับแฝงไปด้วยประกายแห่งการจับสังเกต แม้ว่าเขาจะเพิ
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของรดาสะดุดกึกไปก้าวหนึ่ง ทว่าลลินยังคงเอ่ยต่อไปด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ราวกับกำลังเล่าเรื่องราวสัพเพเหระทั่วไป"เวลารักใคร ภาเขาจะทุ่มเทให้ทุกอย่าง... จนบางครั้งก็ลืมตัวเอง"รดาพยายามฝืนยิ้ม แม้ลึก ๆ ในใจจะเริ่มรู้สึกอึดอัดขึ้นมาอย่างประหลาด "คุณภากรเขาเป็นคนดีมากค่ะ""ใช่ค่ะ เป็นคน
มุมปากหยักของภากรยกขึ้นน้อย ๆ เป็นรอยยิ้มจาง ๆ อย่างไม่รู้ตัว และในวินาทีนั้นเอง... ภาพเลือนรางบางอย่างก็ฉายวาบเข้ามาในหัวสมองของมาเฟียหนุ่มอีกระลอก ภาพของหญิงสาวตัวเล็กบอบบางที่นั่งอยู่บนเตียงกว้าง... แก้มเนียนนุ่มขึ้นสีแดงระเรื่อดูน่ารัก... พร้อมกับเสียงออดอ้อนที่แสนหวานจับใจว่า ‘แดดดี้…’ ก่อนที่
reviews