Masuk“ข้ามิเคยพบคุณชายสามสกุลลู่เลยหรือ”
อ๋องหนุ่มเอ่ยถามด้วยท่าทางครุ่นคิด เขายอมรับว่ามีหลายสิ่งอย่าง ที่คล้ายจะจดจำได้ ทว่าพอตั้งใจนึกให้ออก หัวของเขาก็ราวกับจะระเบิดออกมาเสียอย่างนั้น
“คุณชายสามสกุลลู่ มิชอบการสังสรรค์ จึงไม่ค่อยได้มาร่วมงานเลี้ยงในเมืองหลวงเท่าไหร่พ่ะย่ะค่ะ และส่วนมากเขาจะใช้ชีวิตอยู่ชายแดนพ่ะย่ะค่ะ”
“จะว่าไปตัวข้าเอ งก็มิค่อยได้ออกไปพบผู้ใดสักเท่าไหร่ จะรู้จักผู้คนไปเสียหมดก็แปลกแล้ว ข้าเองรู้ดีว่าพี่น้องสกุลลู่นั้นมากด้วยสามารถ แต่มิคิดว่าท่านผู้เฒ่า จะกล้าควักดวงตาของกองทัพลู่มาไว้ในมือข้า แล้วเช่นนี้ผู้ใดจะทำหน้าที่แทนลู่เฉินเซียนเล่า”
เสวี่ยนเซียนเหยา ยอมรับว่าการที่แม่ทัพจ้าวบาดเจ็บสาหัส เป็นเรื่องที่ถูกวางเอาไว้แล้วจากหนอนร้าย เขาเองก็ได้มีสิ่งรองรับ กับเรื่องเหล่านี้เอาไว้แล้ว ในทุกทิศทางเช่นกัน
เขาจึงไม่แปลกใจเลยสักนิด ที่ขุนนางบางส่วน เสนอให้เป็นตัวเขา ที่ต้องออกเดินทางไปยังทิศเหนือในครั้งนี้ ทั้ง ๆ ที่เป็นอันรู้กันดี ว่าเขามิได้เก่งการในเชิงการต่อสู่เท่าใดนัก
และสิ่งที่ขุนนางเฒ่าพวกนั้น มองเห็นมาช้านาน คือกำลังทหารในมือเขานั้น มีเพียงจำนวน แต่มิได้มีศักยภาพสักนิด แน่นอนว่าเขาจงให้เห็นเป็นเช่นนั้น
รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง นั้นยังใช้ได้ผลเสมอ ทว่าสำหรับคนเช่นเสวี่ยนเซียนเหยาแล้ว การรบมิต้องถึงร้อยครั้ง ตัดสินกันในคราเดียวเสียให้จบสิ้น
แม้จะใช้เวลานานไปหน่อย แต่คนเช่นเขารอได้เสมอ ถ้าต้องการเก็บกวาดทุกอย่างให้เกลี้ยงก็ต้องใจเย็นให้มาก การทำศึกก็เปรียบกับปรุงอาหาร ต้องใส่ใจและมีกลเม็ดต่างๆ เพื่อทำให้มีรสชาติอร่อย
หากข้ามขั้นตอนใด ขั้นตอนหนึ่งไป หรือเร่งรีบมากจนเกินควร แทนที่จะได้ลิ้มลองอาหารที่มีรสเลิศ กลับจะต้องสูญเสียอาหารเหล่านั้นไปโดยเปล่าประโยชน์ ซ้ำยังเสียเวลาไปโดยมิเกิดผลอันใดเลย
“ท่านอ๋อง มิได้เตรียมหมากตัวนี้ไว้เลยหรือพ่ะย่ะค่ะ”
หม่าเยียนเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย เขามั่นใจว่าทุกอย่างนั้นมิได้มีสิ่งใดเหนือแผนการ และความคาดหมาย ของชินอ๋องเสวี่ยนเซียนเหยาผู้นี้เลยสักนิด ไยจึงยังมีคำถามว่า ผู้ใดจะไปทำหน้าที่แทนกุนซือทัพลู่ได้เล่า
“เรื่องในส่วนของกองทัพนั้น ข้ามิได้รับรู้ไปเสียทุกอย่างหรอกนะ ฝ่าบาททรงมีอาวุธในมือมากมาย มิแน่ว่ากุนซือหลวงผู้นี้ ก็เป็นหนึ่งในนั้น”
เขารู้จักพี่ชายของตนเองดี เพราะกว่าที่จะได้ขึ้นครองบัลลังก์ได้นั้น ฮ่องเต้ต้องพบเจอกับความตายมามาก...มากเสียจนเขานับนิ้วมือรวมถึงนิ้วเท้ายังมิพอเลยด้วยซ้ำไป ในเวลานั้นเขายังเยาว์อยู่มาก
สำหรับตัวเขาในยามนั้น มิว่าจะกินหรือนอน ก็ต้องอยู่ในสายตาของผู้เป็นพี่ชายแทบจะตลอดเวลา ด้วยคำสั่งเสียของพระมารดาก่อนสิ้นพระชน ทำให้ฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ต้องฝ่าสงครามโลหิต เพื่อปกป้องตนเองและตัวเขาให้มีชีวิตรอด จนถึงวันที่ก้าวขึ้นสู่ราชบัลลังก์
“หากเป็นเช่นนั้นจริง แสดงว่าคุณชายสามสกุลลู่ ต้องมิธรรมดาเป็นแน่พ่ะย่ะค่ะ”
หม่าเยียนเริ่มคิดตามผู้เป็นนาย ใช่ว่าเขามิเคยเห็นฝีมือของชายผู้นั้น แต่มีหลายเรื่อง ที่เขาก็ไม่สามารถล่วงรู้ได้ เช่นเดียวกับที่ผู้เป็นนายไม่สามารถได้รู้เช่นกัน
“เมื่อถึงชายแดนทิศเหนือ เราก็จะได้รู้กัน ว่าคนผู้นั้นเป็นเช่นไร”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าไปเถอะ”
“กระหม่อมทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้รับสัญญาณ ร่างสูงได้รีบหมุนกายจากไปในทันที เพื่อจัดเตรียมสิ่งที่ได้รับคำสั่งมา ให้พร้อมสำหรับการออกเดินทางไกล แดนเหนือหนาวเย็นตลอดปี ดังนั้นเขาจำเป็นต้องรัดกุมให้มาก
เมื่อประตูปิดลง เสวี่ยนเซียวเหยา ได้ยกสาสน์ลับของพระเชษฐาขึ้นมาดูอีกครั้ง ‘เชื่อมั่นในกุนซือของเจ้า’ เหตุใดตาแก่นั่น จึงได้กำชับเขาเกี่ยวกับคนผู้นี้กันนะ
‘ทุกอย่างข้าล้วนต้องพิสูจน์ด้วยตนเอง มิเช่นนั้นข้าจะไม่มีวันวางใจในสิ่งใดทั้งสิ้น’
การนั่งในตำแหน่งเช่นเขานั้น อาจมีผู้คนมากมายริษยาในความโชคดี แต่ใครจะหารู้ไม่ว่า มันคือการนั่งอยู่บนขอบเหว ที่พร้อมจะร่วงลงสู่เบื้องล่างได้ทุกเมื่อ หากประมาทเพียงเสี้ยวเวลา
เขาอี้หลิง
แม่ทัพชราจูงม้าคู่ใจ มาหยุดอยู่ลานกว้าง หน้าทางเข้าสู่กระท่อมของบุตรชาย ชายชรายิ้มอ่อนโยน เขารู้สึกผ่อนคลายยิ่งนัก ยามได้มาที่นี่ ยิ่งมองเห็นบรรยากาศงดงาม ร่างกายที่เหนื่อยล้า รู้สึกผ่อนคลายลงไปจนหมดสิ้นเลยทีเดียว ทว่าก่อนที่เขาจะปล่อยใจ ไปกับความงามโดยรอบ
“ท่านปู่เจ้าค่ะ ใช่ท่านปู่จริง ๆ ด้วย”
เสียงใสดุจระฆังทองของหลานสาว ก็ดังขึ้นเรียกรอยยิ้มให้กว้างขึ้นอีกนับเท่าตัว นี่ต่างหากพลังที่แท้จริงของเขา เจ้าตัวกลมที่กำลังวิ่งตรงรี่มาตามทางเดิน
คนเป็นปู่รีบวางมือจากบังเหียน ก่อนจะย่อกายลงอ้าแขน รอรับร่างกลมที่วิ่งมาเต็มฝีเท้า ลู่หลันฮวา กระโดดโถมร่างเข้าหาผู้เป็นปู่อย่าเต็มแรง ทว่าทหารผู้แกร่งกล้าหรือ...จะพลาดพาร่างกลมล้มลง อย่างที่คนเป็นหลานตั้งใจหยอกเย้า
“ฮ่าๆ เจ้ายังเทียบชั้นปู่มิได้หลานรัก”
ท่านแม่ทัพใหญ่หัวเราะร่า พร้อมเอ่ยหยอกเย้าหลานสาว ชายชรารวบอุ้มร่างกลมลุกขึ้นยืน โดยไม่ปล่อยโอกาส ที่จะหอมแก้มยุ้ยด้วยความคิดถึง
“ท่านปู่ หลันเอ๋อคิดถึงท่านปู่เหลือเกินเจ้าค่ะ”
หลันฮวากอดรอบคอของผู้เป็นปู่ พร้อมเอ่ยคำหวานเอาใจ ซึ่งทำให้ใจของชายชรา เบิกบานยิ่งนัก เพราะนับตั้งแต่บุตรสาวเพียงคนเดียวเติบโต เขาก็ไม่เคยได้ใกล้ชิดนางอีกเลย พอมีหลานสองคนแรกก็เป็นชาย เมื่อมีทารกน้อยเป็นหญิงเข้ามาในบ้าน
ทุกคนก็ทุ่มทุกความรักมาที่นาง มิเว้นแม้แต่หลานชายทั้งสอง ที่หวงน้องสาวราวไข่ในหิน รักเสียจนอยากย้ายจากแดนเหนือ ลงมาอยู่กับน้องสาวที่แดนใต้เลยทีเดียว
“ลงมือได้แล้วจัดการกับเจ้าคนสวมหน้ากาก และลู่เยว่ฉีให้ได้เสียก่อน มิเช่นนั้นพวกเราจะทำงานกันลำบากอย่างแน่นอน”ผู้นำมือสังหาร สั่งการเสียงกร้าว เมื่อเห็นฝีมือของเด็กสาวที่ดูจะมิธรรมดาอย่างที่พวกเราเห็นในคราแรก ‘ร้ายกาจมิเบาลู่ฉางเอิน เจ้าให้บุตรสาวเก็บซ่อนความสามารถเอาไว้ แต่ข้ามิเชื่อว่านางจะรอดจากน้ำมือของพวกข้าได้ รอรับศพบุตรสาวเพียงคนเดียวของเจ้าได้เลย’“ขอรับ”คนชุดดำที่เหลือทั้งหมด เปลี่ยนจากลอบโจมตีเป็นบุกเข้าไปอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะทำให้คนที่หลบอยู่ตั้งตัวมิทัน แต่ทุกคนคาดการณ์ผิดเมื่อลูกธนู กลับพุ่งออกมาจากด้านในอย่างต่อเนื่องรวดเร็ว และแฝงด้วยไอสังหารมิแพ้พวกเขาในตอนนี้เยว่ฉีใช่ความเร็วในการยิง พร้อมทั้งวิ่งสลับตำแหน่งไปมา โดยมีผู้คุ้มกันคอยช่วยเหลือ อยู่ข้าง ๆเพื่อชะลอการจู่โจมเอาไว้ก่อนเฉินเซียนกดไหล่ของอ๋องสิบแปดเอาไว้หลังต้นไม้ ด้านหลังของทั้งสองยังมีองครักษ์ส่วนพระองค์คอยคุ้มกันอีกชั้นเฉินเซียนถนัดการใช้ทวนมากที่สุด แต่ในป่าเช่นนี้มิเหมาะที่จะนำติดตัวมาด้วย ทำให้เขาต้องอาศัยการต่อสู้แบบประชิดซึ่งมิใช่ปัญหาใหญ่โตอันใด แต่ที่เขากังวลอยู่ตอนนี้คือคนที่อย
เซียวเหยายังคงอยู่ในอ้อมแขนแกร่ง ด้วยความตกตะลึง ส่วนคนที่เหลือ ต่างเกิดความโกลาหลเมื่อม้าต่างตกใจ ยกขาสูงเพราะถูกดึงบังเหียน ให้หยุดกะทันหันบรรดาผู้อารักขาต่างรีบ ลงจากม้าเข้าช่วยผู้เป็นนาย องค์ชายหรงเทียนที่อยู่ใกล้กับลู่เยว่ฉี ได้คว้าจับแขนกลมกลึงเอาไว้ได้ทันก่อนจะดึงอีกฝ่ายให้มานั่งอยู่ด้านหน้าตน บนม้าตัวเดียวกับเขา หากมิหันไปมอง คนที่เอาแต่กัดริมฝีปาก ที่มิยอมร้องขอความช่วยเหลือ จากผู้ใดเช่นสตรีคนอื่นแบบนาง คงได้พิการจากการตกหลังม้าอย่างแน่นอน“ถ้าเจ้าคิดจะร้อง ขอความช่วยเหลือ ออกมาบ้างก็ไม่มีผู้ใดว่าเจ้าหรอกนะ สตรีไร้สามารถ” องค์ชายหรงเทียน ได้ตำหนิหญิงสาวด้วยน้ำเสียงที่มิจริงจังนัก“ขะ….ข้า...แล้วอย่างไรละไยทรงไม่ปล่อยข้าตกลงไปเสียเลยเล่า”ลู่เยว่ฉียังไม่หายตกใจ จึงแกล้งตัดพ้อคนที่กำลังโอบร่างของนางเอาไว้“ปากดี! หากเจ้าตกลงไป รู้ไหมจะทำให้ใครต่อใครเดือดร้อนแค่ไหน รวมถึงข้าที่ต้องตบแต่งเจ้า...เอ้ย! ข้าหมายถึงโดนตำหนิ” องค์ชายน้องพลั้งเผลอ เอ่ยสิ่งที่อยู่ ๆ ก็ผุดขึ้นมาในหัวโดยมิได้ตั้งใจ“…..”หรงเทียนแอบทอนหายใจเบา ๆ เขาตกใจมากจนสติแทบหลุด ตอนที่ม้าย
“เก่งมากคุณหนูลู่ ฝีมือดีมิแพ้บิดาเจ้าเลยสักนิด”ท่านอ๋องสิบแปดเอ่ยชมเด็กสาว ที่ตอนนี้ยิ้มแต้ส่งให้แก่ทุกคน ก่อนจะหันไปไหวไหล่ให้แก่คู่ปรับของตนเอง ซึ่งองค์ชายเสวี่ยนหรงเทียน ทำเพียงเบะปากตอบนางเท่านั้น โดยที่หญิงสาวมิทันสังเกตเห็นแววตาเป็นประกาย ที่พาดผ่านดวงตาขององค์ชาย ทว่ามันกลับไม่รอดสายตาของพี่ชายทั้งสองของนางไปได้“ขอบพระทัยเพคะท่านอ๋อง หม่อมฉันเผอิญโชคช่วยมากกว่าเพคะ”ลู่เยว่ฉีกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใส และยังคงมีท่าทางเสมือนเด็กได้ของเล่นที่ถูกใจ ซึ่งสำหรับทุกคนนั้นช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก ยกเว้น...เขาองค์ชายผู้เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตั้งแต่ยังเยาว์ จนถึงทุกวันนี้“มันโชคดีจนน่าแปลกใจมากกว่า เสด็จอาว่าจริงหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”ในที่สุดองค์ชายหลงเทียนก็ได้เอ่ยขึ้น เมื่อเขารู้สึกคลางแคลงใจกับเรื่องนี้ เขามั่นใจว่าอย่างไรก็ต้องมีสิ่งผิดปกติ มิเช่นนั้นแล้ว...กวางตัวนี้ต้องเป็นของเขาอย่างแน่นอน“อย่างไรรึหรงเทียน อามิเห็นว่าจะมีอันใดที่ดูผิดปกติสักอย่าง เจ้าเป็นบุรุษ จงมีน้ำใจของนักกีฬาให้มาก ยังมีสัตว์ป่าอีกหลายตัวที่รอให้เจ้าพิสูจน์ฝีมือ ครั้งนี้เจ้าอาจพลาด แต่ทว่ามันยังมีครั้งหน้าอยู่อีก อย
เสวี่ยนเซียวเหยาตำหนิชายหนุ่มอยู่ในใจ ยิ่งมองหน้าสาวน้อยเยว่ฉีที่อมยิ้มน้อย ๆ กับชายคนนั้น เขาก็อดคิดถึงใครบางคน เมื่อหลายปีก่อนมิได้ มือเรียวจะเลื่อนไปลูบตรงอกเสื้อ เพื่อสัมผัสบางอย่างที่เขาพกติดตัวตลอดเวลา มิเคยให้ห่างกายเลยสักครั้ง‘ไยท่านหายไปเลย หรือท่านรู้แล้วว่าข้าคือผู้ใด’ความรู้สึกที่แอบซ้อนมาตลอดนั้น บางครั้งก็ทำให้เขาอึดอัดมิน้อย แต่จะทำอย่างไรได้ เมื่อใจของเขานั้น ได้ถวิลหาเพียงคนที่มอบจูบแรกให้แก่เขาเมื่อหลายปีก่อนยิ่งนานวันเข้า เขายิ่งมิคิดที่จะยุ่งเกี่ยวกับหญิงงาม ที่พระเชษฐาทรงแนะนำให้ ในตำหนักอ๋องไร้ซึ่งสนมนางใน ทรงรักการอยู่แบบสงบ มิฝักใฝ่เรื่องเช่นนั้นเพราะใจของเขานั้น รอใครบางคนอยู่ และเขาเองก็อยากจะพิสูจน์เช่นกัน ว่าแท้ที่จริงแล้ว เขาคิดกับคนผู้นั้นอย่างไร แล้วอีกฝ่ายจะคิดเช่นไรกับเขา เมื่อรู้ว่าแท้ที่จริงเขาคือใคร เสวี่ยนเซียวเหยารู้สึกเจ็บแปลบอยู่กลางอก เมื่อนึกถึงว่าหากเจ้าของหยกม่วงลืมเลือนเขาไปแล้วจริง ๆ มันรู้สึกจุกจนหายใจแทบไม่ออก เลยทีเดียว...ลู่เฉินเซียนชักม้ากลับไปหาผู้นำกลุ่ม ด้วยใบหน้าเรียบตึง พอ ๆ กับคนที่หันหน้ากลับไปยังป่า ที่จะทำการล่าต่อ โดยที
ครึ่งชั่วยามต่อมาเมื่อเข้าสู่เขตป่า ลู่ฉงได้รับหน้าที่พาทหารออกต้อนสัตว์ป่า ส่วนลู่เฉินเซียนทำหน้าที่ คอยอารักขาใกล้ชิดเจ้านายทั้งสาม พร้อมองครักษ์ส่วนพระองค์อีกบางส่วน รวมทั้งคนติดตามของคุณหนูลู่เยว่ฉี อีกสองคนลู่เฉินเซียนอดมิได้ ที่จะคอยชำเลืองมอง คนที่นั่งบนหลังม้าเคียงข้าเขาในตอนนี้ และแน่นอนว่าเขารู้สึกขุ่นเคือง กับความดื้อรั้นของอ๋องสิบแปดผู้นี้นัก ด้วยก่อนหน้าที่จะมาถึงตรงนี้ เขาได้เอ่ยทัดทานอีกฝ่าย ว่ามิควรอยู่ตรงนี้ เพราะอาจเป็นอันตรายได้ แต่คำตอบที่ได้รับ ทำให้เขาเองถึงกับพูดมิออกเช่นกัน‘เจ้ารู้จักข้าดีแล้วหรือ ถึงได้คิดว่าคนเช่นข้า อ่อนแอถึงเพียงนั้น’ใช่แล้ว...เขามิเคยรู้จักอ๋องสิบแปด เสวี่ยนเซียวเหยามาก่อนเลย จึงมิรู้ว่าเด็กหนุ่มหน้าหวานดุจสตรีเช่นนี้ จะหยิ่งผยองเกินกว่าที่คิดไปมากทีเดียว ‘สักวัน...เจ้าต้องเจอดีเข้าจนได้ ต่อให้เจ้าเป็นน้องชายฮ่องเต้ ก็มิได้หมายความว่าร่างกายเจ้า จะแข็งดุจเหล็กกล้าเสียเมื่อไหร่กัน’ ชายหนุ่มได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจใบหน้าหล่อเหลาที่ช่วงครึ่งบนของวงหน้า ที่ได้ปิดบังด้วยหน้ากากเสือดำ มองเห็นเพียงเรียวปากหยักที่ยังยกยิ
“ฮ่าๆ”สามพี่น้องแอบนินทาน้องสาวที่ตอนนี้ ได้นั่งในฐานะตัวแทนสกุลลู่ เด็กสาววัยสิบห้า นางเป็นลูกหลงของพ่อแม่ ด้วยอายุห่างจากพี่ชายคนเล็กถึงสิบปี ทำให้นางไม่เคยถูกขัดใจจากทั้งสามเลยลู่เยว่ฉีแอบชำเลืองมองชายหนุ่ม ที่สวมหน้ากากพยัคฆ์ทั้งสาม ด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ นางเมื่อยจะตายอยู่แล้ว ที่ต้องนั่งปั้นหน้าวางท่า เป็นบุตรีที่เพียบพร้อม ทั้งที่ความเป็นจริง นางอยากจะถอดชุดรุ่มร่ามสีหวานนี่ออกเต็มทีแล้วทุกคนเงียบเสียงลงในทันที เมื่อบุรุษในชุดมังกร ก้าวเข้ามาในลานพร้อมด้วยสตรีผู้เป็นคู่บารมี ทุกคนได้ยืนขึ้นทำความเคารพ กันอย่างพร้อมเพรียง การล่ากำลังจะเริ่มแล้ว“ทุกท่านเชิญตามสบาย วันนี้เป็นวันที่เราทุกคน มาเพื่อสร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน อย่าได้มากพิธีไป”ฮ่องเต้เอ่ยขึ้น หลังจากเข้านั่งประจำที่ของตนเองแล้ว สายตามังกรกวาดมองไปรอบบริเวณ เพื่อดูเหล่าผู้มาแข่งขันในครั้งนี้“ขอบพระทัยฝ่าบาท”ทุกคนเอ่ยขึ้นอย่างพร้อมเพียง โดยมิต้องมีการนัดหมายล่วงหน้า ถึงคำพูดใด ๆ เป็นที่รู้กันดี ว่าฮ่องเต้ชอบความเรียบง่าย ยิ่งเวลานี้ออกมาอยู่นอกเขตวังหลวง ยิ่งทรงสั่งห้ามพิธีการต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องยุ่งยาก การออกล่า
เจ็ดปีต่อมา ณ เมืองฉางกวง ในการแข่งขันล่าสัตว์ ของเหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนาง ได้จัดขึ้นยังป่าในเขตเมืองฉางกวง ครั้งนี้แม่ทัพลู่ฉางเอินไม่ได้เข้าร่วม ในการอารักษ์ขาฮ่องเต้ แต่เขาได้ส่งบุตรชายทั้งสาม ให้มาทำหน้าที่แทนอย่างลับๆ ซึ่งมีเพียงฮ่องเต้ และองครักษ์คนสนิทเท่านั้นที่รู้ ว่าทั้งสามท
“ปู่ก็คิดถึงเจ้ามากเช่นกัน ว่าแต่นี่...เด็กดี เจ้าผอมลงหรืออย่างไร ทำไมตัวถึงเบาหวิวเช่นนี้กัน”ชายชราเอ่ยเย้าหลานสาว กึ่งประชดคนที่กำลังเดินมา ก่อนจะพาร่างกลมในอ้อมแขน หมุนตัวอยู่หลายรอบ ชายสูงวัยยิ้มจนแก้มแทบปริ เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะชอบใจ ของหลานสาวเพียงคนเดียว “แก่แล้วมิเจียมสังขาร เ
แม้บุตรชายจะพูดเพียงแค่ว่า ‘แม้นางจะเกิดจากความผิดพลาดของข้า กับมารดาของนาง แต่หลันเอ๋อ์คือของขวัญที่ล้ำค่าสำหรับข้า’ แต่สำหรับสกุลลู่แล้ว หลันฮวายิ่งกว่าของขวัญล้ำค่า เพราะนางเป็นหลานสาวเพียงคนเดียว ของจวนแม่ทัพแดนใต้ ที่มีเขาเป็นประมุขถ้าเป็นลูกหลานของพี่ชายน้องชายของเขานั้น เขามินับว่าสำคัญเพรา
“ฝ่าบาททรงคิดสิ่งใดอยู่กันแน่ขอรับท่านแม่ทัพ ไยจึงทรงตัดสินพระทัยเช่นนี้ได้”หนึ่งในสี่นายกองเอ่ยขึ้น เมื่อเขาไม่เข้าใจ ในสิ่งที่ฮ่องเต้ตัดพระทัยกับเรื่องนี้ โดยมิทรงคิดถึงผลกระทบที่อาจร้ายแรงมิแพ้กัน กองทัพขาดกุนซือ ย่อมมิต่างจากเสียดวงตาไปข้างหนึ่งก็มิปาน “หนอนคงเริ่มอยากกินท้อทั้งลูกแล







