Mag-log inสามวันก่อนถึงพิธีปักปิ่น บรรยากาศภายในจวนเฉิงโหวของสกุลหลี่กลับดูอึดอัดอย่างประหลาด
หลี่หานสือนั่งอยู่ที่ศาลาริมน้ำ มือหนึ่งถือตำรา ทว่าสายตาของเขากลับไม่ได้จับจ้องที่ตัวอักษรแม้แต่น้อย
เขาลอบมองไปยังประตูรั้วจวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับกำลังรอคอยเงาร่างของใครบางคน หรืออย่างน้อยก็เทียบเชิญที่ส่งมาให้เขา
“หานสือ เจ้าดูใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลยนะ” หวังเจี๋ยที่นั่งดื่มสุราอยู่ข้างๆ เอ่ยทักขึ้นด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม ก่อนจะกล่าวประโยคที่หยอกเย้าให้อารมณ์ของอีกฝ่ายยิ่งขุ่นมัว
“เหลืออีกเพียงไม่กี่วันก็จะถึงวันสำคัญของคุณหนูเสิ่นแล้ว จวนข้าได้รับเทียบเชิญ น้องสาวของข้าเป็นสหายของนาง แล้วเจ้าได้รับเทียบเชิญหรือยัง”
หลี่หานสือชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสร้งพลิกหน้าตำราด้วยท่าทีเรียบเฉย
“ยัง และข้าก็ไม่ได้คาดหวังจะได้รับมัน”
“จริงหรือ” หวังเจี๋ยเลิกคิ้วสูง ก่อนจะเย้าแหย่ต่อ
“ปกติคุณหนูเสิ่นจะวิ่งโร่มาหาเจ้าล่วงหน้าเป็นสิบวัน แต่นี่เงียบกริบไปเลย หรือว่านางจะถอดใจเพราะวาจาเชือดเฉือนของเจ้าที่โรงน้ำชาวันนั้นเสียแล้ว”
“หากนางถอดใจได้จริงก็นับว่าเป็นเรื่องดี ข้าจะได้ไม่ต้องคอยหลบเลี่ยงความวุ่นวาย” หลี่หานสือแค่นเสียงในลำคอ ปากแข็งเอ่ยคำเย็นชาออกไป ทั้งที่ในอกเริ่มรู้สึกวูบโหวงอย่างประหลาด
“สตรีที่เอาแต่ใจเช่นนาง คงกำลังแกล้งทำเป็นเฉยชาเพื่อเรียกร้องความสนใจจากข้าเสียมากกว่า ลูกๆไม้ตื้นๆ เช่นนี้ข้าดูออก” เขากล่าวต่อด้วยความมั่นใจ
“เจ้าอย่าประมาทไป” สหายอีกคนพูดเสริมขึ้น
“ตระกูลเสิ่นมีประเพณีปักปิ่นที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ พิธีของพวกเขามันไม่เหมือนบ้านอื่นนะหานสือ นอกจากจะเป็นการประกาศความเป็นสตรีเต็มตัวแล้ว ยังเป็นพิธีเลือกคู่ที่จริงจังมาก ใครที่หมายปองนางต้องส่งปิ่นล้ำค่าไปให้ตระกูลเสิ่นพิจารณา หากวันนั้นนางเลือกปิ่นของผู้ใด นั่นหมายถึงการหมั้นหมายอย่างเป็นทางการทันที”
หลี่หานสือขมวดคิ้วมุ่น หัวใจกระตุกวูบอย่างห้ามไม่ได้ แต่พิธีแบบนี้เขาไม่เคยได้ยิน จึงคิดว่าสหายเพียงหยอกล้อดูท่าทีของตนเท่านั้น
“พิธีเลือกคู่หรือ ไร้สาระสิ้นดี” เขาหัวเราะหึในลำคอ
“ไม่สนใจไปดูหน่อยหรือ ข้าได้ยินมาว่ามีคุณชายจากหลายตระกูลเตรียมส่งปิ่นไปที่จวนเสิ่นกันให้ควั่ก คุณหนูสามในวัยปักปิ่นที่งดงามและเพียบพร้อมเช่นนาง ใครเล่าจะไม่หมายปอง ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องพลาดโอกาสนี้” หวังเจี๋ยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น
“ไม่มีอะไรน่าไปดู” หลี่หานสือวางตำราลงบนโต๊ะเสียงดัง
“นางรักข้าปานนั้น จะกล้าปันใจให้ผู้อื่นได้อย่างไร ที่นางทำอยู่ตอนนี้ก็แค่เล่นแง่ ข้าจะไม่ยอมตกหลุมพรางตื้นๆ ของนางเด็ดขาด”
“หึ ปากแข็งไปเถอะ ข้ารู้หรอกว่าคนอย่างเจ้าหากไม่ชอบจริงๆ ไม่ปล่อยให้นางตามตอแยเจ้ามานานหลายเดือนเช่นนี้หรอก” หวังเจี๋ย สหายสนิทกล้าที่จะพูดตักเตือนให้เขาได้สติ
“นางคงแกล้งถอยเพื่อให้ข้าสนใจ วันสุดท้ายก็คงวิ่งแจ้นนำเทียบเชิญมาให้ข้าถึงมือเองนั่นแหละ” เขากล่าวเสียงเอื่อย
“น้องสาวของข้าบอกว่าเมื่อวานนี้นางไปช่วยเลือกเครื่องประดับที่จะใช้ในพิธี พอนางเอ่อยปากถามถึงเจ้า แม่นางเสิ่นน้อยผู้นั้นกลับทำหน้าตาเย็นชา แล้วบอกว่าไม่อยากได้ยินชื่อเจ้า” หวังเจี๋ยกล่าวอ้างถึงหวังลี่อินน้องสาววัยสิบหาของตน
“ไม่หรอก นาเสแสร้งไปอย่างนั้น” เขายังคงมั่นใจในตนเอง
แม้ปากจะบอกว่าไม่สนใจ แต่เมื่อสหายขอตัวกลับไปแล้ว หลี่หานสือกลับลุกขึ้นยืนแล้วเดินกระวนกระวายไปมาอยู่ในศาลา ความมั่นใจที่เคยมีเต็มเปี่ยมเริ่มสั่นคลอน
‘เสิ่นอวี๋ซิน เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงไม่ส่งเทียบเชิญมาให้ข้า หรือจะรอนำมาส่งวันสุดท้ายจริงๆ’ เขาปลอบใจตัวเองว่านางคงจะนำมาให้ด้วยตนเองในวันสุดท้ายเหมือนทุกครั้งที่ชอบทำตัวน่ารำคาญ
แต่ลึกๆ ในใจเขากลับเริ่มกลัว กลัวว่าแววตาที่ว่างเปล่าของนางในวันนั้นจะเป็นความจริง และกลัวว่าตนเองกำลังจะสูญเสียสิ่งที่ไม่เคยคิดจะรักษาเอาไว้ไปจริงๆ
หลี่หานสือเดินกลับเข้าสู่เรือนพักด้วยฝีเท้าที่หนักกว่าปกติ ใบหน้าคมคายเคร่งขรึมจนบ่าวรับใช้รอบกายต่างพากันก้มหน้าหลบตาด้วยความหวาดเกรง บรรยากาศรอบตัวเขาแผ่ซ่านไปด้วยไอเย็นเยียบที่ชวนให้อึดอัด
“ช่วงนี้ มีเทียบเชิญจากจวนสกุลเสิ่นมาถึงข้าบ้างหรือไม่” เขาเอ่ยถามขึ้นลอยๆ ขณะหย่อนกายลงนั่งบนเก้าอี้ไม้แกะสลัก
ท่าทางเหมือนถามไปอย่างนั้นเอง แต่ดวงตากลับจับจ้องไปที่บ่าวรับใช้ด้วยความคาดหวังที่ปิดไม่มิด
“เรียนซื่อจื่อ ไม่มีเลยขอรับ ช่วงหลายวันนี้ไม่มีจดหมายหรือเทียบเชิญใดๆ จากจวนสกุลเสิ่นหรือสกุลใดส่งมาถึงท่านเลย” บ่าวรับใช้ตอบเสียงสั่น
คำตอบนั้นทำให้ใบหน้าของหลี่หานสือตึงเครียดขึ้นทันที มุมปากเขากระตุกวูบ ความรู้สึกผิดหวังแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่ลำคอจนเขาต้องขบกรามแน่น
ความมั่นใจที่เคยมีว่านางจะวิ่งกลับมาหาเริ่มพังทลายลงทีละน้อย แทนที่ด้วยความโกรธขึ้งที่เขาก็ไม่รู้สาเหตุ
************************
หลังจากพูดคุยกันจนเวลาล่วงเลยไปถึงตอนเย็น คุณหนูต่างสกุลทั้งสองจึงถึงวลาร่ำลา เสิ่นอวี๋ซินเดินเคียงข้างสหายรักมาตามทางเดินยาวที่ขนาบด้วยสวนไม้ดอก เพื่อไปส่งที่ประตูหน้าตามมารยาททว่าในจังหวะที่เดินผ่านโถงกลาง พวกนางกลับพบกับเสิ่นอี้หลุน ที่กำลังยืนตรวจตราความเรียบร้อยของเครื่องเรือนสำหรับงานวันเกิดที่กำลังจะมาถึง“อ้าว จะกลับแล้วหรือคุณหนูหวัง” เสิ่นอี้หลุนเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและรอยยิ้มอบอุ่นอย่างพี่ชายที่แสนดีหวังลี่อินชะงักกึกราวกับถูกมนต์สะกด นางเงยหน้าขึ้นมองบุรุษตรงหน้า แววตาที่เคยร่าเริงสดใสพลันแปรเปลี่ยนเป็นประกายระยิบระยับอย่างไม่อาจซ่อนเร้น ในใจของนางนึกไปถึงสัมผัสที่แข็งแกร่งยามเขารวบตัวนางหลบรถม้าทว่าในจังหวะที่เสิ่นอี้หลุนหันมาสบตาตอบโดยบังเอิญ ดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกบางอย่างทำให้สะท้านไปทั้งร่าง หวังลี่อินหน้าร้อนผ่าวแดงลามไปถึงลำคอ“ข้าเห็นเจ้าไม่ได้นำสาวใช้ติดตามมาด้วย จึงเตรียมรถม้าไว้ให้คนไปส่งเจ้า” เขากล่าวเสียงนุ่มนวลด้วยความใส่ใจ“ขอบคุณเจ้าค่ะ ขะ... ข้า
ยามบ่ายที่ตลาดแถบชานเมืองหลวงคึกคักไปด้วยผู้คน เสิ่นอี้หลุนกำลังเดินทอดน่องกลับจวนด้วยท่าทีสงบ ทว่าจังหวะที่เขากำลังจะเลี้ยวเข้าสู่ถนนเส้นหลัก พลันเกิดเหตุชุลมุนเมื่อรถม้าคันหนึ่งเสียหลักพุ่งตรงมายังสตรีร่างบอบบางที่กำลังยืนเลือกซื้อของอยู่ริมทางด้วยสัญชาตญาณอันรวดเร็ว เสิ่นอี้หลุนพุ่งตัวเข้าไปรวบเอวสตรีผู้นั้นแล้วเบี่ยงหลบออกมาได้อย่างหวุดหวิด ท่ามกลางเสียงหวีดร้องและความตกใจของชาวบ้านรอบข้างเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย เขาจึงค่อยๆ ปล่อยมือออกแล้วก้มลงถามด้วยความห่วงใย“แม่นาง ท่านได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่”สตรีผู้นั้นเงยหน้าขึ้นเช็ดฝุ่นบนแก้มเบาๆ เมื่อเห็นชัดว่าเป็นใคร ทั้งสองก็อุทานออกมาพร้อมกัน“พี่อี้หลุน”“หวังลี่อิน เจ้าเองหรือเนี่ย”น้องสาวตัวน้อยของหวังเจี๋ยรีบจัดแจงเสื้อผ้าพลางย่อกายขอบคุณพี่ชายของสหายรักด้วยรอยยิ้มสดใส“ขอบคุณพี่อี้หลุนมากเจ้าค่ะ หากไม่ได้ท่าน ข้าคงได้ไปเฝ้ายมบาลก่อนจะได้พบอวี๋ซินแน่ๆ”“เจ้ากำลังจะไปหาน้องสามงั้นหรือ” เสิ่นอี้หลุนเลิกคิ้
ณ โรงน้ำชาแห่งเดิมที่บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นใบหอม หวังเจี๋ยทำหน้าที่เป็นหัวแรงใหญ่ในการนัดแนะสหายให้มารวมตัวกันอีกครั้ง เมื่อเสิ่นอี้หลุนก้าวเข้ามาในห้องรับรอง เขาก็ตรงเข้ามาร่วมวงจิบน้ำชากับเหล่าสหายอย่างเป็นกันเอง“ในเมื่อพวกเจ้าอยู่นี่กันครบ ข้าก็มีเรื่องจะบอก” เสิ่นอี้หลุนเอ่ยพลางรินน้ำชาให้ตนเอง พอจิบไปได้ครึ่งจอกก็กล่าวเรื่องน่ายินดีออกมาทันที“อีกสามวันจะเป็นวันเกิดครบรอบสิบเก้าปีของข้า ท่านแม่ตั้งใจจะจัดงานเลี้ยงเล็กๆ ภายในจวน เชิญเฉพาะคนสนิทไม่กี่คนเท่านั้น หากพวกเจ้าว่าง ก็เชิญไปร่วมดื่มสุราที่จวนข้าเสียหน่อย”“งานสำคัญของสหายเช่นนี้ ข้าจะพลาดได้อย่างไร ยินดียิ่งนักที่เจ้าให้เกียรติเชิญข้า” หลี่หานสือพยักหน้ารับทันที แววตาฉายความพึงพอใจอย่างเห็นได้ชัด“ที่จริงข้าน่ะ ไม่อยากจะเชิญเจ้านักหรอก แต่ก็เกรงว่าจะเสียมารยาทหากข้ามหัวซื่อจื่อจวนโหวไป” เสิ่นอี้หลุนแค่นยิ้มพลางมองสหายรักด้วยสายตาที่รู้ทัน“ดูเอาเถิดหวังเจี๋ย นิ่งชวน พอเริ่มสนิทเข้าหน่อย เสิ่นอี้หลุนก็กล้าเล่นหัวข้าเสียแล้ว เมื่อก่อนยังเห็นเกรงอกเกรงใจกันอยู่แท้ๆ” หลี่หานสือหัวเราะร่
ยามเช้าในจวนสกุลเสิ่น นกพิราบสื่อสารตัวหนึ่งร่อนลงที่ระเบียงห้องของเสิ่นอวี๋ซิน มันอยู่ในสภาพที่อ่อนแรง ขนหลุดรุ่ยจากการฝ่าแดดฝ่าลมพายุมาเป็นระยะทางไกลแสนไกล บ่งบอกว่าภารกิจที่มันแบกรับมานั้นเร่งด่วนและสำคัญเพียงใดเสิ่นอวี๋ซินรีบปรี่เข้าไปรับนกตัวนั้นไว้ในอุ้งมือด้วยความถนอม ก่อนจะแกะกระบอกไม้ไผ่จิ๋วที่ผูกติดขาออกอย่างระมัดระวัง เพียงเห็นลายมือที่คุ้นเคยดวงตาของนางก็สั่นระริกด้วยความตื้นตัน“จดหมายจากพี่เมิ่งยวน...”นางค่อยๆ คลี่กระดาษออกอ่าน ทุกตัวอักษรที่บรรจงเขียน แม้จะแฝงไปด้วยความรู้สึกผิดที่นางไม่อาจล่วงรู้ กลับกลายเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจสตรีที่เฝ้ารอคอย นางไล่สายตาอ่านไปจนถึงประโยคสุดท้ายที่บอกว่าคิดถึง หัวใจของนางก็พองโตจนแทบลืมหายใจเสิ่นอวี๋ซินมองดูวันที่ในจดหมายแล้วก็ต้องถอนหายใจออกมาด้วยความสะท้อนใจ จดหมายฉบับนี้ถูกเขียนขึ้นที่เมืองตงซานเมื่อเดือนก่อน หากมิใช่ว่าหลินเมิ่งยวนตัดสินใจใช้นกพิราบสื่อสารที่บินได้รวดเร็วกว่าม้าเร็วหลายเท่า นางคงต้องรอไปอีกหลายเดือนกว่าจะได้รับรู้ข่าวคราวของเขา‘พี่เมิ่งยวน... ท่านต้องลำบากถึงเพียงไหนกัน’ นางพึมพำ
ในที่สุด วันที่เสบียงหลวงเดินทางมาถึงเมืองตงซานก็มาถึง ขบวนคุ้มกันของสำนักตระกูลหลินเริ่มขยับเขยื้อนเตรียมตัวออกเดินทางอีกครั้งท่ามกลางแสงแดดจ้าจางจื่ออิงอยู่ในชุดรัดกุมสำหรับนักเดินทาง นางนั่งอยู่บนหลังม้าด้วยท่วงท่าที่สง่างามเกินกว่าสตรีทั่วไปในห้องหอ มือบอบบางแต่แข็งแรงกระชับสายบังเหียนอย่างคล่องแคล่ว ทะมัดทะแมงผิดกับภาพลักษณ์บุตรีขุนนางที่เคยจินตนาการไว้ นางควบม้ามาขนาบข้างหลินเมิ่งยวนพร้อมรอยยิ้มสดใสที่มองไปยังเส้นทางเบื้องหน้าอย่างเปี่ยมความหวังเจ้าของร่างสูงโปร่งกำยำในวัยสิบเก้าเหลือบมองสตรีข้างกายด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งในอก ฝ่ามือข้างที่เขากรีดเนื้อเพื่อเตือนสติแม้จะเริ่มตกสะเก็ดแล้ว แต่กลับประท้วงความรู้สึกทุกครั้งที่เขาเห็นนาง‘นางเก่งทั้งดนตรี งามทั้งศาสตร์แห่งศิลป์ แต่ยามถืออาวุธ นางกลับองอาจไม่แพ้บุรุษ’ เขาคิดพลางลอบถอนหายใจ นี่มิใช่สตรีที่ข้าเฝ้าตามหามาตลอดชีวิตหรอกหรือสำหรับหลินเมิ่งยวนที่เติบโตมาในสำนักคุ้มกันภัย ชีวิตที่ต้องเดินทางผ่านความเป็นความตายทำให้เขาโหยหาใครสักคนที่สามารถก้าวไปพร้อมกับเขาได้ ไม่ใช่คนที่รออยู่ข้างหลังเพียงอย่า
ความเงียบสงัดภายในห้องพักไม่ได้ทำให้ใจของหลินเมิ่งยวนสงบตาม เขาจัดการผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ที่ติดกลิ่นแป้งหอมชวนคลื่นเหียนจากหอนางโลมออก แล้วใช้น้ำเย็นจัดลูบไล้ใบหน้าและลำตัว หวังจะให้ความเย็นเยียบนั้นช่วยดับเปลวไฟแห่งความสับสนที่กำลังแผดเผาเขาอยู่“เจ้าเป็นอะไรไป หลินเมิ่งยวน… เสิ่นอวี๋ซินคือสตรีที่เจ้ารอคอยมาทั้งชีวิต นางคือคู่หมั้นที่ขบวนขันหมากเตรียมจะแห่ไปหาทันทีที่กลับถึงเมืองหลวง เจ้าจะปล่อยให้ความหวั่นไหวชั่ววูบต่อสตรีที่เพิ่งพบหน้าไม่กี่วันมาทำลายทุกอย่างเชียวหรือ..” เขาพึมพำกับเงาของตัวเองในอ่างน้ำ แววตาเต็มไปด้วยความสมเพชเขาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามเค้นภาพความอ่อนโยนของเสิ่นอวี๋ซินขึ้นมาทับถมภาพความองอาจของจางจื่ออิง เขาเดินไปบรรจงหยิบปิ่นเงินเรียบง่ายที่เสิ่นอวี๋ซินเคยมอบให้เขาไว้ก่อนออกเดินทางขึ้นมา มองปิ่นในมือด้วยความรู้สึกที่บีบคั้น ความรู้สึกผิดต่อเสิ่นอวี๋ซินและความโหยหาในตัวจางจื่ออิงกำลังฉีกกระชากใจเขาเป็นสองเสี่ยง“ต้องมีสติ ข้าต้องซื่อสัตย์ต่อนาง” หลินเมิ่งยวนกัดฟันกรอด ยิ่งเขานึกถึงความตื่นเต้นยามที่ได้ใกล้ชิดจางจื่ออิง เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองก







