เข้าสู่ระบบในจวนเฉิงโหวสกุลหลี่ ขณะที่หลี่ซื่อจื่อกำลังจมอยู่ในความคิดที่ว้าวุ่น บ่าวอีกคนก็ก้มหน้าวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา พร้อมชูซองจดหมายสีนวลในมือ
“ซื่อจื่อ มีจดหมายมาถึงท่านขอรับ”
หลี่หานสือลุกพรวดขึ้นทันที เขารีบฉวยจดหมายฉบับนั้นมาด้วยความรวดเร็ว หัวใจที่เคยกดทับด้วยความขุ่นมัวพองโตขึ้นวูบหนึ่ง เขาคิดว่าในที่สุดนางก็ยอมสยบ แต่เมื่อฉีกซองออกแล้วกวาดสายตาอ่าน แววตาที่สุกใสกลับมืดหม่นลงกว่าเดิม
จดหมายฉบับนั้นหาได้มาจากสกุลเสิ่น แต่เป็นจดหมายจากไป๋ซู่อิง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะพ่นออกมาอย่างแรงจนไหล่หนาสั่นกระเพื่อม จดหมายในมือถูกกำจนยับย่น
“เตรียมรถม้า” เขาตะโกนสั่งเสียงดังลั่นจนบ่าวรับใช้สะดุ้งสุดตัว
อินเหยาบ่าวรับใช้คนสนิทที่คอยสังเกตอาการของเจ้านายมาตลอด รีบก้าวเข้ามาถามด้วยความฉงน
“ซื่อจื่อจะไปที่ใดหรือขอรับ หากจะไปจวนสกุลเสิ่นตอนนี้”
“ใครบอกว่าข้าจะไปที่นั่น” หลี่หานสือสวนกลับทันควัน แววตาแข็งกร้าวทว่าแฝงไปด้วยความรุ่มร้อนใจ
“ข้าจะไปจวนสกุลไป๋” เขาเดินสะบัดชายอาภรณ์ออกไปจากห้องด้วยท่าทางขัดเคืองใจอย่างยิ่ง
อินเหยามองตามหลังเจ้านายแล้วก็ได้แต่ลอบถอนหายใจยาว เขาสัมผัสได้ถึงความสับสนวุ่นวายในใจของหลี่หานสือที่เจ้าตัวอาจยังไม่รู้ ความโกรธที่แสดงออกมานั้น แท้จริงแล้วมันคือความหวาดกลัว
หลี่หานสือนั่งรถม้าไปยังจวนสกุลไป๋ด้วยใบหน้าที่บึ้งตึงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ในหัวของเขามีแต่ภาพใบหน้าซีดเซียวของเสิ่นอวี๋ซินที่โรงน้ำชาวันนั้นวนเวียนอยู่
เขาไปหาไป๋ซู่อิงเพราะมีเหตุผลบางประการที่ไม่สามารถบอกผู้ใดได้ ให้ทุกคนเข้าใจว่าเขาและคุณหนูไป๋มีใจให้แก่กันเพื่อปกปิดความลับบางอย่าง และใช้เรื่องนั้นเพื่อปฏิเสธความารักเด็กๆจากเสิ่นอวี๋ซิน ให้นางตัดใจจากเขา
แต่ในส่วนลึกเขากลับกำลังรอคอยเทียบเชิญจากคนที่เขาพยายามผลักดันนางออกไปจากชีวิต ทว่าตลอดทางกลับมีเพียงความเงียบงันที่กดดันให้ยิ่งรู้สึกถึงบางอย่างที่ขุ่นมัวในใจ
ท่ามกลางความพลุกพล่านของย่านการค้าที่มีร้านเครื่องประทินโฉมชื่อดังตั้งอยู่ เสิ่นอวี๋ซินในชุดอาภรณ์สีเรียบง่ายทว่าขับเน้นผิวพรรณให้ดูผุดผ่อง กำลังบรรจงพิจารณาตลับชาดเนื้อละเอียดที่วางเรียงรายอยู่เบื้องหน้าด้วยความสนใจ
ในขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าม้าพร้อมเสียงล้อรถม้ากระทบพื้นถนนดังกังวานขึ้น รถม้าคันหรูสลักลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ของจวนเฉิงโหว แล่นผ่านหน้าไป กลิ่นอายที่คุ้นเคยพัดผ่านโสตประสาทไปเพียงชั่ววูบ
ทว่าดวงตาคู่สวยของเสิ่นอวี๋ซินกลับหาได้สั่นไหวหรือเหลียวมองตามรถม้าคันนั้นเหมือนอย่างที่เคยเป็น แม้จะยังตัดใจไม่ได้ทั้งหมด แต่นางก็ไม่ได้โหยหาที่จะอยากเจอหรืออยากเป็นฝ่ายอ้อนวอนขอในสิ่งที่ไม่มีวันสมหวังอีกต่อไปแล้ว
ท่าทางของนางยังคงสงบ มือเรียวบางยังคงแตะแต้มเนื้อแป้งผัดหน้าบนหลังมือเพื่อทดสอบความละเอียด แววตาที่เคยฉายแววตัดพ้อหรือเว้าวอนบัดนี้กลับสงบนิ่งราวกับผืนน้ำในบ่อลึก
ความเจ็บปวดที่เคยแผดเผาหัวใจจนแทบมอดไหม้ บัดนี้ได้ตกตะกอนความคิดของตนเอง ความโศกเศร้าที่ซ้ำซากทำให้เด็กสาวที่เคยอ่อนไหวกลายเป็นสุขุมขึ้น
‘เจ้าทำดีแล้วอวี๋ซิน’ นางคิดในใจพร้อมรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก เป็นยิ้มที่มอบกำลังใจให้ตนเองก้าวไปข้างหน้า
“คุณหนู ดูนี่สิเจ้าค่ะ” ฉ่งเอ๋อร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสดใส พยายามดึงความสนใจเจ้านายออกจากสิ่งที่เพิ่งผ่านไป
“ผงล้างหน้าตลับนี้ทำจากเกสรดอกไม้เจ็ดชนิด ช่างประทินโฉมบอกว่าหากใช้เป็นประจำจะทำให้ผิวหน้าผุดผ่องดั่งไข่มุก วันพิธีปักปิ่นคุณหนูของบ่าวต้องงดงามที่สุดในเมืองหลวงเลยนะเจ้าคะ”
เสิ่นอวี๋ซินละสายตาจากทิศทางที่รถม้าหายลับไป หันกลับมามองสาวใช้คนสนิท
“เจ้าว่าดี ข้าก็ว่าดี ประเดี๋ยวกลับจวนไป เจ้าช่วยสอนข้าแต่งแต้มหางตาด้วยเถิด”
“ได้เลยเจ้าค่ะ บ่าวจะถ่ายทอดทุกอย่างที่คุณหนูต้องการ วันงานปักปิ่นที่จะถึงนี้ บ่าวจะทำให้บุรุษทุกคนในงานต้องเหลียวมองจนคอเคล็ดเลยเชียว” ฉ่งเอ๋อร์พูดจาทีเล่นทีจริงเพื่อสร้างบรรยากาศ
“ข้าก็ทำเป็น ข้าจะไปสอนเจ้าด้วย” หวังลี่อินวัยสิบห้าที่เพิ่งผ่านพิธีปักปิ่นก่อนหน้าเพียงไม่กี่เดือนรีบอาสา
“ข้าจะเชื่อใจเจ้าได้หรือ ดูคิ้วของเจ้าหนาเป็นปลิงเกาะเช่นนั้น” เสิ่นอวี๋ซินหยอกเย้าสหายรัก
“เจ้านี่นะ” คุณหนูรองหวังกอดอกทำหน้างออย่างไม่จริงจังนัก
“ข้าล้อเจ้าเล่น ลี่อินของข้างามที่สุดแล้ว”
“หึ ข้าไม่ตามเจ้ากลับเรือนแล้ว ข้าจะกลับจวน เจ้าจ่ายให้ข้าด้วยก็แล้วกัน” หวังลี่อินย่นจมูกแล้วหยิบเครื่องประทินโฉมไปหนึ่งชิ้น ก่อนจะรีบเดินไปพร้อมสาวใช้ของตน
เสิ่นอวี๋ซินหัวเราะแผ่วเบา เป็นเสียงหัวเราะที่ดูผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
นางรู้สึกเบาสบายอย่างประหลาดเมื่อไม่ต้องคอยกังวลว่าใครจะมองอย่างไร หรือบุรุษผู้นั้นจะพึงใจหรือไม่ นางเริ่มมองเห็นความงามของเครื่องแป้งและอาภรณ์ในฐานะสิ่งที่เสริมคุณค่าให้ตัวเอง ไม่ใช่เครื่องมือเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้ใด
************************
ย้อนไปเมื่อสองปีก่อน หลังจากที่แต่งงานกันได้เพียงเดือนเดียว ปกติแล้วหลี่หานสือนั้นรักและฟังเพียงภรรยาของตน จนถูกขนานนามว่าสามีผู้สยบต่อภรรยา แต่มีครั้งหนึ่งที่เสิ่นอวี๋ซินนั้นต้องยอมสยบแห่สามีของตนตอนนั้นหลี่หานสือถูกลอบทำร้ายได้รับบาดเจ็บ ซื่อจื่อเฟยเอาแต่ร้องห่มร้องไห้เกรงว่าสามีจะได้รับอันตราย ขณะที่แม่สามีไหว้พระอยู่สามวัน ตัวนางเองก็ไปดูแลสามีไม่ห่างกาย“ถ้าท่านฟื้น ข้าจะยอมท่านทุกอย่าง ขอเพียงท่านหายดี จะให้ข้าทำอะไรข้าก็ยอม” นางรำพึงรำพันด้วยความห่วงใยและกังวล“ถ้าข้าให้เจ้าปรนนิบัติข้าทั้งคืนเล่า...”“ข้าก็ยอม” นางตอบรับ ก่อนที่จะหันมาดูเจ้าของเสียงที่เอ่อยเสียงแหบแห้ง“ท่านพี่ ท่านฟื้นแล้ว” นางร้องออกมาด้วยความดีใจ“เจ้าสัญญาแล้วนะ” เขาทวงสัญญาทั้งๆ ที่ปากซีดสั่น“ข้าไม่ผิดคำพูดแน่... ฉ่งเอ๋อร์ ตามหมอหลวงมาเร็วเข้า” นางหันไปตะโกนบอกฉ่งเอ๋อร์ แล้วเอามือลูบหน้าที่ซีดเซียวของสามีและหลังจากนั้นหนึ่งเดือน ร่างกายของซื่อจื่อหนุ่มก็หายเป็น
หนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว บรรยากาศภายในจวนเฉิงโหวเต็มไปด้วยความสงบสุขและมีชีวิตชีวา เสิ่นอวี๋ซินในวัยที่เป็นฮูหยินน้อยอย่างเต็มตัว กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้ตัวยาวซึ่งเต็มไปด้วยสมุดบัญชีและตราประทับ โดยมีแม่สามีนั่งกำกับอยู่ข้างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อสอนวิธีการในการจัดการทรัพย์สินทั้งหมดของจวน เพื่อเตรียมส่งมอบป้ายในการดูแลจวนให้ลูกสะใภ้อย่างเป็นทางการในเร็ววัน“อวี๋เอ๋อร์ บัญชีร้านค้าทางตอนใต้ต้องดูให้ดี ลูกจ้างมักจะฉวยโอกาสยามเราไม่ไปตรวจ...” หลี่ฮูหยินยังพูดไม่ทันจบ เสียงหัวเราะร่าเริงของเด็กน้อยก็ดังขัดจังหวะขึ้นหลี่หานสือในชุดลำลองดูผ่อนคลาย เดินอุ้มลูกชายวัยแปดเดือนเศษเข้ามาในห้อง ใบหน้าของซื่อจื่อผู้เคร่งขรึมบัดนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้มละมุนขณะพยายามหยอกล้อกับเจ้าตัวเล็กในอ้อมกอด“ดูสิ ใครเอ่ยกำลังทำงานอยู่ ไปหาท่านแม่ดีไหม” หลี่หานสือเอ่ยเสียงทุ้มทว่าทันทีที่ลูกน้อยเห็นหน้ามารดา ดวงตากลมโตที่เหมือนถอดแบบมาจากมารดาก็เปล่งประกายขึ้นทันที ทารกน้อยเริ่มดิ้นรนในอ้อมกอดบิดา พลางชูไม้ชูมือและส่งเสียงงอแง ราวกับจะบอกว่าอ้อมกอดของท่านพ่อนั้น
เข้าสู่เดือนที่สามของการตั้งครรภ์ จากความปีติยินดีในคราแรกกลับกลายเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของหลี่หานสืออย่างที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน เมื่ออาการแพ้ท้องของเสิ่นอวี๋ซินรุนแรงขึ้นอย่างประหลาด“ออกไปนะเจ้าคะ อย่าเข้ามาใกล้ข้า” เสียงหวานที่เคยนุ่มนวล บัดนี้ตวาดลั่นเมื่อหลี่หานสือเพิ่งก้าวขาเข้าประตูห้องนอน“อวี๋เอ๋อร์ ข้าเพิ่งกลับจากราชการ คิดถึงเจ้าเหลือเกิน เหตุใดจึงผลักไสข้าเช่นนั้น” หลี่หานสือชะงักเท้า ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยความฉงน“ข้าเหม็น กลิ่นตัวท่านช่างเหม็นเหลือเกิน เห็นหน้าท่านแล้วข้าก็รู้สึกคลื่นไส้จนทนไม่ไหว ท่านไปนอนที่ห้องหนังสือเถิดเจ้าค่ะ อย่าได้มาให้ข้าเห็นหน้าในยามนี้เลย” เสิ่นอวี๋ซินพูดพลางใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดจมูกแน่น ดวงตากลมโตฉายแววแง่งอนและรังเกียจอย่างจริงจังท่านซื่อจื่อผู้เกรียงไกรถูกไล่ออกจากห้องหอของตัวเองอย่างหมดรูป เขาต้องระเห็จไปนอนที่ห้องหนังสือแคบๆ แต่อารมณ์โหยหาภรรยาก็ทำให้เขาอดรนทนไม่ไหว กลางดึกคืนหนึ่งเขาแอบย่องเข้าไปในห้องนอน หมายจะเพียงแค่ได้นอนกอดนางจากด้านหลังให้ชื่นใจทว่า... เพียงแค
หลังจากแยกย้ายกับสหายที่โรงน้ำชา หลี่หานสือจูงมือภรรยาตัวน้อยเดินทอดน่องมองดูความคึกคักของร้านรวงสองข้างทางอย่างไม่เร่งรีบ โดยมีอินเหยาและฉ่งเอ๋อร์คอยเดินตามอย่างใกล้ชิด“ท่านพี่” เสิ่นอวี๋ซินเอ่ยขึ้นพลางลอบมองเสี้ยวหน้าคมสันของสามี “ที่โรงน้ำชาเมื่อครู่... ท่านไม่อายหรือเจ้าคะที่สหายทั้งหลายต่างล้อเลียนว่าท่านเป็นบุรุษที่เชื่อฟังภรรยา ยอมให้ข้าเป็นใหญ่ในจวนเพียงคนเดียวเช่นนั้น”หลี่หานสือหยุดชะงักฝีเท้าเล็กน้อย เขาหันมาสบตาเสิ่นอวี๋ซินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความจริงใจและไม่มีความขัดเขินแม้แต่น้อย เขากระชับมือนางให้แน่นขึ้น“เหตุใดข้าต้องอายด้วยเล่าอวี๋เอ๋อร์ สำหรับข้า การที่ทุกคนรู้ว่าข้ารักและเกรงใจเจ้าเพียงผู้เดียวถือเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งนัก ยิ่งคนภายนอกรู้มากเท่าไรก็ยิ่งดี ข้าจะได้ไม่ต้องคอยปวดหัวกับพวกที่ชอบเสนอตัวเป็นพ่อสื่อแม่สื่อ” เขาขยับยิ้มที่มุมปากฮูหยินน้อยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความสงสัย “หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ มีใครกล้าส่งบุตรีมาเสนอให้ท่านอย่างนั้นหรือ”หลี่หานสือถอนหายใจออกมาเบา
บรรยากาศในโรงน้ำชายามบ่ายดูคึกคักเหมือนทุกวัน เสิ่นอวี๋ซินและหวังลี่อิน นั่งจิบชาพลางเลือกทานขนมอย่างเพลิดเพลิน ทั้งสองเพิ่งจะเริ่มบทสนทนาเรื่องผ้าไหมชุดใหม่ แต่แล้วเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่คุ้นหูจากห้องรับรองข้างๆ ซึ่งกั้นด้วยฉากไม้เพียงชั้นเดียวก็ทำให้ทั้งคู่ชะงักมือเสียงนั้นคือหลี่หานสือและเหล่าสหายรักทั้งสามที่นัดกันมาสังสรรค์ตามประสาบุรุษ“เอาล่ะหานสือ แต่งงานมาได้พักใหญ่แล้ว ชีวิตใต้ชายคาเดียวกับโฉมงามเมืองหลวงเป็นอย่างไรบ้าง” หวังเจี๋ย เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงล้อเลียนพลางรินชาไม่ทันที่เจ้าตัวจะอ้าปากตอบ เสิ่นอี้หลุนในฐานะพี่ชายของฮูหยินน้อยหลี่ก็รีบชิงตอบแทนด้วยน้ำเสียงภูมิใจ“จะเหลืออะไรล่ะหวังเจี๋ย น้องเขยข้าคนนี้เก่งกาจในงานราชสำนักก็จริง แต่พออยู่ต่อหน้าน้องสาวข้า เขาก็เป็นเพียงบุรุษที่เชื่อฟังภรรยาอย่างที่สุดคนหนึ่งเท่านั้นแหละ”หลี่หานสือหัวเราะเบาๆ ไม่ปฏิเสธแม้แต่น้อย เขาเอ่ยสำทับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าหนักแน่น“ข้าเป็นผู้นำ มีบรรดาศักดิ์ซื่อจื่อออกไปสั่งการคนนอกบ้านได้มากมาย แต่นั่นก็เพียงแค่นอกบ้านเท่า
หลี่หานสือค่อยๆ ประคองร่างระหงของเสิ่นอวี๋ซินให้นั่งลงบนขอบเตียงอย่างทะนุถนอม สายตาของเขาที่ทอดมองนางในยามนี้ไม่มีความเคร่งขรึมของขุนนางหลงเหลืออยู่ มีเพียงความรักที่ลึกซึ้งและปรารถนาที่จะปกป้องดูแลสตรีตรงหน้าไปชั่วชีวิตเขานั่งลงเคียงข้างพลางเชยคางนางขึ้นช้าๆ เพื่อสบตากับดวงตากลมโตที่ไหวระริกด้วยความประหม่า“ฮูหยิน ข้าจะถนอมเจ้าให้มากที่สุด”คำพูดนั้นอ่อนโยนจนใจของเสิ่นอวี๋ซินเริ่มคลายความกังวล นางค่อยๆ หลับตาลงเมื่อใบหน้าคมสันโน้มเข้ามาใกล้ จนกระทั่งสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่รดรินอยู่ที่ปลายจมูกริมฝีปากของเขาแตะลงบนริมฝีปากของนางอย่างแผ่วเบาในคราแรก เป็นจูบที่นุ่มนวลและวาบหวาม ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักขึ้นอย่างเชื่องช้าทว่าหนักแน่นสัมผัสจากปลายลิ้นที่ไล้เลียกลีบปากอย่างอ่อนหวานทำให้เจ้าสาววัยสิบแปดรู้สึกราวกับร่างกายกำลังละลาย นางเผลอเผยอริมฝีปากออกเล็กน้อย เปิดทางให้เขาได้เข้าไปชิมความหวานล้ำภายในอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นรสชาติของสุรามงคลที่หลงเหลืออยู่ที่ปลายลิ้นของทั้งคู่ทำให้อารมณ์รักเริ่มคุกรุ่น กลิ่นกายที่เจือกลิ่นสุราของเ
หลังจากส่งคู่หมั้นเดินทาง เสิ่นอวี๋ซินแวะเดินเที่ยวชมตลาดก่อนจะมุ่งหน้ากลับเรือนเมื่อย่างกรายกลับเข้าสู่เขตเรือน หญิงสาวพลันรู้สึกถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไป ความสงบสุขถูกรบกวนด้วยเงาร่างที่นางมิปรารถนาจะพบเจอที่โถงรับรองกลาง ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือ หลี่หานสือในอาภรณ์หรูหราดูภูมิฐาน กำลังนั่
ภายในห้องนอนที่เงียบสงบ เสิ่นอวี๋ซินทิ้งกายลงนั่งที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งอย่างเหนื่อยล้า ท่าทางที่เคยตั้งมั่นแข็งกร้าวต่อหน้าหลี่หานสือพลันคลายลงเหลือเพียงความหนักอึ้งในแววตา นางหยิบหวีไม้ขึ้นมาถือกุมไว้แน่นราวกับจะใช้มันสงบจิตใจที่ว้าวุ่น“ดูเอาเถิดเจ้าค่ะคุณหนู” ฉ่งเอ๋อร์ บ่นอุ
ยามวิกาลที่เงียบสงัด แสงจันทร์สาดส่องผ่านรอยแยกของบานหน้าต่างเข้ามาในห้องนอนของ เสิ่นอวี๋ซินเพิ่งไล่ให้ฉ่งเอ๋อร์ออกไปพักผ่อนและกำลังนั่งสางผมอยู่หน้ากระจก ทว่าความรู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลังกลับทำให้ร่างบางสะดุ้งสุดตัว ไม่ทันได้เปล่งเสียงร้อง มือหนาที่คุ้นเคยก็เอื้อมมาปิดปากนางไว้แน่นดั่งครั้งก่อน
ภายในห้องส่วนตัวในจวนเฉิงโหว หลี่หานสือนั่งเอนกายอยู่บนตั่งไม้ ในมือประคองถุงหอมใบเล็กที่เพิ่งชิงมาจาก เสิ่นอวี๋ซินอย่างทะนุถนอม มุมปากหยักยกยิ้มกว้างอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็น แววตาที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้กลับอ่อนโยนและฉายแววผู้ชนะถูกนางตัดรอนแม้เจ็บปวด แต่ก็ทำให้คิดได้หลายอย่าง ว่าต้องดำเ







