ログインหลี่หานสือเชื่อว่าความรักที่เสิ่นอวี๋ซินมอบให้เขาอย่างสุดหัวใจจะไม่มีวันแปรเปลี่ยน แม้แต่เขาให้นางไปส่งของขวัญให้สตรีอื่น หญิงสาวก็ยอมทำตามเพียงแค่ให้เขาพอใจ จนกระทั่งวันปักปิ่นของเสิ่นอวี๋ซิน หญิงสาวไม่ได้เชิญเขาอย่างที่เขาคาดเอาไว้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไปร่วมงาน คิดว่าสตรีที่วิ่งไล่ตามอย่างบ้าคลั่งกำลังแกล้งถอยเพื่อให้เขาสนใจ แต่ภาพตรงหน้าที่ครอบครัวสกุลเสิ่นกำลังประกาศในงานเลี้ยงว่านางกำลังจะหมั้นหมายกับบุรุษอื่น เขาจึงได้รู้ว่าสูญเสียหญิงที่รักเขาที่สุดไปแล้ว แต่หลี่หานสือจะไม่หยุดเพียงแค่นั้น ในเมื่อนางเคยรักตนยิ่งกว่าสิ่งใด จึงเชื่อว่าจะสามารถแย่งชิงนางกลับมาได้ ขอเพียงให้นางหันกลับมารักตนเองอีกครั้ง และยกเลิกสัญญาหมั้นหมายกับผู้อื่น แม้จะต้องแลกกับอะไรเขาก็ยอม เพราะเพิ่งรู้ว่าหัวใจของเขาเองต่างหากที่ขาดนางไม่ได้
もっと見る“หลี่หานสือ ข้าล่ะยอมใจเจ้าจริงๆ เจ้ากล้าใช้ให้คุณหนูเสิ่น ผู้ที่รักเจ้าปานจะกลืนกิน ไปส่งของหมั้นหมาย ไม่ใช่สิ ของขวัญแทนใจให้สตรีอื่นเนี่ยนะ จิตใจเจ้าทำด้วยอะไรกัน” เสียงของหวังเจี๋ย สหายสนิทของเขาดังขึ้น
เสิ่นอวี๋ซินที่เพิ่งเดินมาถึงหน้าประตูหยุดยืนนิ่ง ลมหายใจสะดุด นางเม้มริมฝีปากแน่น รอฟังคำตอบจากปากของบุรุษที่ตนมีใจให้
“นางยังเด็ก นางคอยตามติดข้าประดุจเงาตามตัวเช่นนี้ ข้าเพียงอยากให้นางรู้ความหมายของคำว่าตัดใจเสียบ้าง ความรักในวัยเยาว์ของนางมันช่างน่ารำคาญใจนัก” น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เย็นชาดังตามมา
ใบหน้าของหลี่หานสือที่ปรากฏผ่านช่องว่างของประตูนั้นเรียบเฉย ไร้ซึ่งร่องรอยความรู้สึก
เด็กสาววัยสิบสี่ย่างสิบห้าในทรงผมจุกมวยสองข้าง ปลายจมูกและพวงแก้มของนางแดงก่ำเพราะลมหนาว หลังจากฝ่าหิมะกลับมาเพื่อรายงานเขาถึงสิ่งที่เพิ่งมอบหมาย
หลี่หานสือ ซื่อจื่อแห่งจวนเฉิงโหววัยสิบเจ็ดปีที่นางแอบมีใจ สั่งให้นางนำปิ่นหยกสลักลายงดงามไปมอบให้แก่คุณหนูสกุลไป๋ สตรีที่ใครต่างก็ลือกันว่าเป็นหญิงงามที่เหล่าบุรุษล้วนหมายปอง
‘ข้าน่ารำคาญหรือ’
“น่ารำคาญหรือ นางทุ่มเทให้เจ้าขนาดนี้ หากเจ้าไม่เอา ข้าจะขอรับไว้เองนะ” นิ่งวั่งชวนสหายอีกคนหัวเราะร่า
แววตาของหลี่หานสือวูบไหวไปชั่วครู่ มือที่ถือจอกสุรากระตุกเบาๆ ก่อนจะแค่นยิ้มเย็นชาที่มุมปาก
“นางยังไม่ผ่านพิธีปักปิ่นด้วยซ้ำ สำหรับข้านางก็แค่เด็กน้อยที่แยกแยะระหว่างความชื่นชมและความรักไม่ออก พวกเจ้าเลิกล้อเลียนเรื่องของข้ากับนางเสียที ข้าไม่ได้พิศวาสเด็กที่ยังโตไม่เต็มวัยสาวนักหรอก”
คำว่า ‘น่ารำคาญ’ และ ‘เด็กที่ยังโตไม่เต็มที่’ ราวกับเข็มพันเล่มที่ทิ่มแทงลงบนใจของเสิ่นอวี๋ซิน ขอบตาของนางร้อนผ่าว หยาดน้ำใสๆ รื้นขึ้นมาคลอเบ้า แต่นางกลับไม่ยอมปล่อยให้มันไหลลงมา ร่างอรชรสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามสะกดกลั้นความขมขื่นไว้ในอก
‘พี่หานสือ ท่านมองว่าข้าเด็กเกินไป เท่านั้นหรือ’ นางก้มลงมองมือตัวเองที่สั่นเทา ก่อนจะปลอบใจตัวเองด้วยความไร้เดียงสาว่า
อีกเพียงไม่ถึงเดือนนางก็จะถึงวัยปักปิ่น เป็นสตรีที่เติบโตเต็มตัวตามจารีต ถึงตอนนั้นเขาคงจะเลิกมองว่านางเป็นเพียงเด็กน้อยที่น่ารำคาญเสียที
แต่ถ้าถึงตอนนั้นจริงๆ นางก็คงต้องตัดใจจากเขาไปแล้ว เพราะตามธรรมเนียมและกฎของตระกูลเสิ่น ในวันปักปิ่นอายุครบสิบห้าที่ก้าวสู่วัยที่พร้อมออกเรือน ปิ่นที่เลือกนั่นหมายถึงคู่ครองที่นางจะต้องร่วมใช้ชีวิตคู่ด้วย
เสิ่นอวี๋ซินเช็ดหางตาเบาๆ ปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด ก่อนจะผลักประตูเข้าไปด้วยรอยยิ้มอ่อนหวานที่ดูสดใสที่สุดเท่าที่นางจะปั้นแต่งได้
“พี่หานสือ อวี๋ซินกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
สายตาของคนทั้งห้องจับจ้องมาที่นาง หลี่หานสือชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่ดูซีดเซียวเพราะลมหนาวเพียงชั่วครู่ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นสายตาห่างเหินดังเดิม
“เรียบร้อยแล้วหรือ” เขาถามสั้นๆ ไม่คิดจะลุกขึ้นมาต้อนรับหรือรินน้ำอุ่นให้นางดื่มแก้หนาว
“เจ้าค่ะ คุณหนูไป๋รับของไว้ด้วยความยินดี นางยังฝากขอบคุณพี่ด้วยที่ใส่ใจถึงเพียงนี้” นางรายงานพลางพยายามไม่สบสายตาที่ล้อเลียนของสหายเขา
หลี่หานสือพยักหน้าเล็กน้อย ท่าทางของเขาดูผ่อนคลายแต่กลับผลักไสนางอย่างชัดเจน
“ทำธุระเสร็จแล้วก็รีบกลับจวนไปเสีย สตรีมาคลุกคลีอยู่กับบุรุษในโรงน้ำชานานๆ มันดูไม่งาม หากบิดาของเจ้ารู้เข้าจะตำหนิเอาได้” คำไล่ส่งที่ดูเหมือนจะเป็นการเป็นห่วง แต่ความจริงคือการตัดรำคาญนั้น ทำให้นางใจหายวูบ
“เจ้าค่ะ อวี๋ซินทราบแล้ว” นางย่อกายลงอย่างอ่อนช้อย ท่าทางว่าง่ายเหมือนเช่นทุกครั้ง
“เช่นนั้นอวี๋ซินขอตัวลา พี่หานสือและพี่ชายทุกท่านโปรดดื่มให้สำราญเถิด”
นางหมุนตัวเดินจากมาโดยไม่หันกลับไปมองอีก หลี่หานสือมองตามแผ่นหลังบางนั้นไป คิ้วหนาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดทับไว้เริ่มตีตื้นขึ้นมาในอก
ท่าทางที่ว่าง่ายเกินไปของนางในวันนี้ทำให้เขาอดรู้สึกผิดไม่ได้ แต่เพียงครู่เดียวเขาก็สะบัดความคิดนั้นทิ้งไป
‘ขอโทษที่ข้าต้องเย็นชากับเจ้า รอให้เจ้าโตกว่านี้และภารกิจของข้าสำเร็จก่อนเถิด แล้วตอนนั้นข้าจะไม่ผลักไสเจ้าไป’ เขาคิดในใจอย่างรู้สึกผิด ความเย็นชาที่มอบให้นั้นหาใช่ใจจริงไม่ แต่เพื่อภารกิจของตนเองที่สำคัญต่อความมั่นคงในภายภาคหน้า
อีกทั้งด้วยอุปนิสัยที่ปากแข็งและหยิ่งผยองของตน และมั่นใจว่าอย่างไรนางก็รักปักใจเพียงตน จึงไม่ได้คิดเผื่อใจว่าคุณหนูสามเสิ่นผู้นี้จะเปลี่ยนใจจากตนได้ง่าย
************************
ย้อนไปเมื่อสองปีก่อน หลังจากที่แต่งงานกันได้เพียงเดือนเดียว ปกติแล้วหลี่หานสือนั้นรักและฟังเพียงภรรยาของตน จนถูกขนานนามว่าสามีผู้สยบต่อภรรยา แต่มีครั้งหนึ่งที่เสิ่นอวี๋ซินนั้นต้องยอมสยบแห่สามีของตนตอนนั้นหลี่หานสือถูกลอบทำร้ายได้รับบาดเจ็บ ซื่อจื่อเฟยเอาแต่ร้องห่มร้องไห้เกรงว่าสามีจะได้รับอันตราย ขณะที่แม่สามีไหว้พระอยู่สามวัน ตัวนางเองก็ไปดูแลสามีไม่ห่างกาย“ถ้าท่านฟื้น ข้าจะยอมท่านทุกอย่าง ขอเพียงท่านหายดี จะให้ข้าทำอะไรข้าก็ยอม” นางรำพึงรำพันด้วยความห่วงใยและกังวล“ถ้าข้าให้เจ้าปรนนิบัติข้าทั้งคืนเล่า...”“ข้าก็ยอม” นางตอบรับ ก่อนที่จะหันมาดูเจ้าของเสียงที่เอ่อยเสียงแหบแห้ง“ท่านพี่ ท่านฟื้นแล้ว” นางร้องออกมาด้วยความดีใจ“เจ้าสัญญาแล้วนะ” เขาทวงสัญญาทั้งๆ ที่ปากซีดสั่น“ข้าไม่ผิดคำพูดแน่... ฉ่งเอ๋อร์ ตามหมอหลวงมาเร็วเข้า” นางหันไปตะโกนบอกฉ่งเอ๋อร์ แล้วเอามือลูบหน้าที่ซีดเซียวของสามีและหลังจากนั้นหนึ่งเดือน ร่างกายของซื่อจื่อหนุ่มก็หายเป็น
หนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว บรรยากาศภายในจวนเฉิงโหวเต็มไปด้วยความสงบสุขและมีชีวิตชีวา เสิ่นอวี๋ซินในวัยที่เป็นฮูหยินน้อยอย่างเต็มตัว กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้ตัวยาวซึ่งเต็มไปด้วยสมุดบัญชีและตราประทับ โดยมีแม่สามีนั่งกำกับอยู่ข้างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อสอนวิธีการในการจัดการทรัพย์สินทั้งหมดของจวน เพื่อเตรียมส่งมอบป้ายในการดูแลจวนให้ลูกสะใภ้อย่างเป็นทางการในเร็ววัน“อวี๋เอ๋อร์ บัญชีร้านค้าทางตอนใต้ต้องดูให้ดี ลูกจ้างมักจะฉวยโอกาสยามเราไม่ไปตรวจ...” หลี่ฮูหยินยังพูดไม่ทันจบ เสียงหัวเราะร่าเริงของเด็กน้อยก็ดังขัดจังหวะขึ้นหลี่หานสือในชุดลำลองดูผ่อนคลาย เดินอุ้มลูกชายวัยแปดเดือนเศษเข้ามาในห้อง ใบหน้าของซื่อจื่อผู้เคร่งขรึมบัดนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้มละมุนขณะพยายามหยอกล้อกับเจ้าตัวเล็กในอ้อมกอด“ดูสิ ใครเอ่ยกำลังทำงานอยู่ ไปหาท่านแม่ดีไหม” หลี่หานสือเอ่ยเสียงทุ้มทว่าทันทีที่ลูกน้อยเห็นหน้ามารดา ดวงตากลมโตที่เหมือนถอดแบบมาจากมารดาก็เปล่งประกายขึ้นทันที ทารกน้อยเริ่มดิ้นรนในอ้อมกอดบิดา พลางชูไม้ชูมือและส่งเสียงงอแง ราวกับจะบอกว่าอ้อมกอดของท่านพ่อนั้น
เข้าสู่เดือนที่สามของการตั้งครรภ์ จากความปีติยินดีในคราแรกกลับกลายเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของหลี่หานสืออย่างที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน เมื่ออาการแพ้ท้องของเสิ่นอวี๋ซินรุนแรงขึ้นอย่างประหลาด“ออกไปนะเจ้าคะ อย่าเข้ามาใกล้ข้า” เสียงหวานที่เคยนุ่มนวล บัดนี้ตวาดลั่นเมื่อหลี่หานสือเพิ่งก้าวขาเข้าประตูห้องนอน“อวี๋เอ๋อร์ ข้าเพิ่งกลับจากราชการ คิดถึงเจ้าเหลือเกิน เหตุใดจึงผลักไสข้าเช่นนั้น” หลี่หานสือชะงักเท้า ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยความฉงน“ข้าเหม็น กลิ่นตัวท่านช่างเหม็นเหลือเกิน เห็นหน้าท่านแล้วข้าก็รู้สึกคลื่นไส้จนทนไม่ไหว ท่านไปนอนที่ห้องหนังสือเถิดเจ้าค่ะ อย่าได้มาให้ข้าเห็นหน้าในยามนี้เลย” เสิ่นอวี๋ซินพูดพลางใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดจมูกแน่น ดวงตากลมโตฉายแววแง่งอนและรังเกียจอย่างจริงจังท่านซื่อจื่อผู้เกรียงไกรถูกไล่ออกจากห้องหอของตัวเองอย่างหมดรูป เขาต้องระเห็จไปนอนที่ห้องหนังสือแคบๆ แต่อารมณ์โหยหาภรรยาก็ทำให้เขาอดรนทนไม่ไหว กลางดึกคืนหนึ่งเขาแอบย่องเข้าไปในห้องนอน หมายจะเพียงแค่ได้นอนกอดนางจากด้านหลังให้ชื่นใจทว่า... เพียงแค
หลังจากแยกย้ายกับสหายที่โรงน้ำชา หลี่หานสือจูงมือภรรยาตัวน้อยเดินทอดน่องมองดูความคึกคักของร้านรวงสองข้างทางอย่างไม่เร่งรีบ โดยมีอินเหยาและฉ่งเอ๋อร์คอยเดินตามอย่างใกล้ชิด“ท่านพี่” เสิ่นอวี๋ซินเอ่ยขึ้นพลางลอบมองเสี้ยวหน้าคมสันของสามี “ที่โรงน้ำชาเมื่อครู่... ท่านไม่อายหรือเจ้าคะที่สหายทั้งหลายต่างล้อเลียนว่าท่านเป็นบุรุษที่เชื่อฟังภรรยา ยอมให้ข้าเป็นใหญ่ในจวนเพียงคนเดียวเช่นนั้น”หลี่หานสือหยุดชะงักฝีเท้าเล็กน้อย เขาหันมาสบตาเสิ่นอวี๋ซินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความจริงใจและไม่มีความขัดเขินแม้แต่น้อย เขากระชับมือนางให้แน่นขึ้น“เหตุใดข้าต้องอายด้วยเล่าอวี๋เอ๋อร์ สำหรับข้า การที่ทุกคนรู้ว่าข้ารักและเกรงใจเจ้าเพียงผู้เดียวถือเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งนัก ยิ่งคนภายนอกรู้มากเท่าไรก็ยิ่งดี ข้าจะได้ไม่ต้องคอยปวดหัวกับพวกที่ชอบเสนอตัวเป็นพ่อสื่อแม่สื่อ” เขาขยับยิ้มที่มุมปากฮูหยินน้อยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความสงสัย “หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ มีใครกล้าส่งบุตรีมาเสนอให้ท่านอย่างนั้นหรือ”หลี่หานสือถอนหายใจออกมาเบา
ณ เมืองซีโจว สถานการณ์เริ่มบรรเทาลงหลังจากเจอสายน้ำใต้ดิน และได้ทำการขุดขยายคลองส่งน้ำ เพื่อเริ่มทำการเพาะปลูกพืชชนิดอื่น หลังจากที่ปลูกมันเทศที่ทนน้ำมานานหลายเดือนหลี่หานสือนั่งอยู่เพียงลำพังในกระโจมที่พักหน้าบริเวณขุดคลอง เมื่อซูอินเดินทางมาถึงและส่งมอบกล่องไม้ให้พร้อมกับจดหมาย หัวใจของ
แผนการของหลินเมิ่งยวนเริ่มแยบยลและเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานที่น่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ เขาจงใจใช้เวลาเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าให้กับความเหนื่อยยากของตนเอง โดยหารู้ไม่ว่ายิ่งเขายื้อเวลาออกไปนานเท่าไร หลุมพรางที่เขาขุดไว้ก็ยิ่งลึกขึ้นเท่านั้น“ท่านพ่อตา เรื่องที่ข้าพักอยู่ที่จวนของท่าน ข้าขอให้ท่าน
ภายในห้องพักส่วนตัว หลินเมิ่งยวนนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้เตี้ย ในมือถือพู่กันค้างไว้เหนือกระดาษขาวสะอาด หยดหมึกสีดำเกือบจะหยดลงบนพื้นผิวหลายคราทว่าเขากลับนิ่งงันเขียนอัการไม่ออกสักตัวภาพใบหน้าของคู่หมั้นที่แสนอ่อนหวานและเรียบร้อยผุดขึ้นมาในความคิด ทำให้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีตื้นขึ้นมาในอก ทว่
ห่างไกลออกไป ณ เมืองตงซาน บรรยากาศกลับมิได้รื่นรมย์เช่นในโรงน้ำชาที่เมืองหลวง หลินเมิ่งยวนยืนขมวดคิ้วอยู่ริมระเบียงจวนนายอำเภอพลางทอดสายตามองขบวนคุ้มกันที่กำลังอ่อนล้าจากการรอคอย เขาเดินทางมาถึงที่นี่ได้ร่วมสัปดาห์แล้ว แต่แผนการเดินทางกลับต้องหยุดชะงักอย่างน่าหงุดหงิด“ท่านนายอำเภอ ข้าบอกท






レビュー