LOGINหลี่หานสือเชื่อว่าความรักที่เสิ่นอวี๋ซินมอบให้เขาอย่างสุดหัวใจจะไม่มีวันแปรเปลี่ยน แม้แต่เขาให้นางไปส่งของขวัญให้สตรีอื่น หญิงสาวก็ยอมทำตามเพียงแค่ให้เขาพอใจ จนกระทั่งวันปักปิ่นของเสิ่นอวี๋ซิน หญิงสาวไม่ได้เชิญเขาอย่างที่เขาคาดเอาไว้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไปร่วมงาน คิดว่าสตรีที่วิ่งไล่ตามอย่างบ้าคลั่งกำลังแกล้งถอยเพื่อให้เขาสนใจ แต่ภาพตรงหน้าที่ครอบครัวสกุลเสิ่นกำลังประกาศในงานเลี้ยงว่านางกำลังจะหมั้นหมายกับบุรุษอื่น เขาจึงได้รู้ว่าสูญเสียหญิงที่รักเขาที่สุดไปแล้ว แต่หลี่หานสือจะไม่หยุดเพียงแค่นั้น ในเมื่อนางเคยรักตนยิ่งกว่าสิ่งใด จึงเชื่อว่าจะสามารถแย่งชิงนางกลับมาได้ ขอเพียงให้นางหันกลับมารักตนเองอีกครั้ง และยกเลิกสัญญาหมั้นหมายกับผู้อื่น แม้จะต้องแลกกับอะไรเขาก็ยอม เพราะเพิ่งรู้ว่าหัวใจของเขาเองต่างหากที่ขาดนางไม่ได้
View Moreย้อนไปเมื่อสองปีก่อน หลังจากที่แต่งงานกันได้เพียงเดือนเดียว ปกติแล้วหลี่หานสือนั้นรักและฟังเพียงภรรยาของตน จนถูกขนานนามว่าสามีผู้สยบต่อภรรยา แต่มีครั้งหนึ่งที่เสิ่นอวี๋ซินนั้นต้องยอมสยบแห่สามีของตนตอนนั้นหลี่หานสือถูกลอบทำร้ายได้รับบาดเจ็บ ซื่อจื่อเฟยเอาแต่ร้องห่มร้องไห้เกรงว่าสามีจะได้รับอันตราย ขณะที่แม่สามีไหว้พระอยู่สามวัน ตัวนางเองก็ไปดูแลสามีไม่ห่างกาย“ถ้าท่านฟื้น ข้าจะยอมท่านทุกอย่าง ขอเพียงท่านหายดี จะให้ข้าทำอะไรข้าก็ยอม” นางรำพึงรำพันด้วยความห่วงใยและกังวล“ถ้าข้าให้เจ้าปรนนิบัติข้าทั้งคืนเล่า...”“ข้าก็ยอม” นางตอบรับ ก่อนที่จะหันมาดูเจ้าของเสียงที่เอ่อยเสียงแหบแห้ง“ท่านพี่ ท่านฟื้นแล้ว” นางร้องออกมาด้วยความดีใจ“เจ้าสัญญาแล้วนะ” เขาทวงสัญญาทั้งๆ ที่ปากซีดสั่น“ข้าไม่ผิดคำพูดแน่... ฉ่งเอ๋อร์ ตามหมอหลวงมาเร็วเข้า” นางหันไปตะโกนบอกฉ่งเอ๋อร์ แล้วเอามือลูบหน้าที่ซีดเซียวของสามีและหลังจากนั้นหนึ่งเดือน ร่างกายของซื่อจื่อหนุ่มก็หายเป็น
หนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว บรรยากาศภายในจวนเฉิงโหวเต็มไปด้วยความสงบสุขและมีชีวิตชีวา เสิ่นอวี๋ซินในวัยที่เป็นฮูหยินน้อยอย่างเต็มตัว กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้ตัวยาวซึ่งเต็มไปด้วยสมุดบัญชีและตราประทับ โดยมีแม่สามีนั่งกำกับอยู่ข้างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อสอนวิธีการในการจัดการทรัพย์สินทั้งหมดของจวน เพื่อเตรียมส่งมอบป้ายในการดูแลจวนให้ลูกสะใภ้อย่างเป็นทางการในเร็ววัน“อวี๋เอ๋อร์ บัญชีร้านค้าทางตอนใต้ต้องดูให้ดี ลูกจ้างมักจะฉวยโอกาสยามเราไม่ไปตรวจ...” หลี่ฮูหยินยังพูดไม่ทันจบ เสียงหัวเราะร่าเริงของเด็กน้อยก็ดังขัดจังหวะขึ้นหลี่หานสือในชุดลำลองดูผ่อนคลาย เดินอุ้มลูกชายวัยแปดเดือนเศษเข้ามาในห้อง ใบหน้าของซื่อจื่อผู้เคร่งขรึมบัดนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้มละมุนขณะพยายามหยอกล้อกับเจ้าตัวเล็กในอ้อมกอด“ดูสิ ใครเอ่ยกำลังทำงานอยู่ ไปหาท่านแม่ดีไหม” หลี่หานสือเอ่ยเสียงทุ้มทว่าทันทีที่ลูกน้อยเห็นหน้ามารดา ดวงตากลมโตที่เหมือนถอดแบบมาจากมารดาก็เปล่งประกายขึ้นทันที ทารกน้อยเริ่มดิ้นรนในอ้อมกอดบิดา พลางชูไม้ชูมือและส่งเสียงงอแง ราวกับจะบอกว่าอ้อมกอดของท่านพ่อนั้น
เข้าสู่เดือนที่สามของการตั้งครรภ์ จากความปีติยินดีในคราแรกกลับกลายเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของหลี่หานสืออย่างที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน เมื่ออาการแพ้ท้องของเสิ่นอวี๋ซินรุนแรงขึ้นอย่างประหลาด“ออกไปนะเจ้าคะ อย่าเข้ามาใกล้ข้า” เสียงหวานที่เคยนุ่มนวล บัดนี้ตวาดลั่นเมื่อหลี่หานสือเพิ่งก้าวขาเข้าประตูห้องนอน“อวี๋เอ๋อร์ ข้าเพิ่งกลับจากราชการ คิดถึงเจ้าเหลือเกิน เหตุใดจึงผลักไสข้าเช่นนั้น” หลี่หานสือชะงักเท้า ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยความฉงน“ข้าเหม็น กลิ่นตัวท่านช่างเหม็นเหลือเกิน เห็นหน้าท่านแล้วข้าก็รู้สึกคลื่นไส้จนทนไม่ไหว ท่านไปนอนที่ห้องหนังสือเถิดเจ้าค่ะ อย่าได้มาให้ข้าเห็นหน้าในยามนี้เลย” เสิ่นอวี๋ซินพูดพลางใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดจมูกแน่น ดวงตากลมโตฉายแววแง่งอนและรังเกียจอย่างจริงจังท่านซื่อจื่อผู้เกรียงไกรถูกไล่ออกจากห้องหอของตัวเองอย่างหมดรูป เขาต้องระเห็จไปนอนที่ห้องหนังสือแคบๆ แต่อารมณ์โหยหาภรรยาก็ทำให้เขาอดรนทนไม่ไหว กลางดึกคืนหนึ่งเขาแอบย่องเข้าไปในห้องนอน หมายจะเพียงแค่ได้นอนกอดนางจากด้านหลังให้ชื่นใจทว่า... เพียงแค
หลังจากแยกย้ายกับสหายที่โรงน้ำชา หลี่หานสือจูงมือภรรยาตัวน้อยเดินทอดน่องมองดูความคึกคักของร้านรวงสองข้างทางอย่างไม่เร่งรีบ โดยมีอินเหยาและฉ่งเอ๋อร์คอยเดินตามอย่างใกล้ชิด“ท่านพี่” เสิ่นอวี๋ซินเอ่ยขึ้นพลางลอบมองเสี้ยวหน้าคมสันของสามี “ที่โรงน้ำชาเมื่อครู่... ท่านไม่อายหรือเจ้าคะที่สหายทั้งหลายต่างล้อเลียนว่าท่านเป็นบุรุษที่เชื่อฟังภรรยา ยอมให้ข้าเป็นใหญ่ในจวนเพียงคนเดียวเช่นนั้น”หลี่หานสือหยุดชะงักฝีเท้าเล็กน้อย เขาหันมาสบตาเสิ่นอวี๋ซินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความจริงใจและไม่มีความขัดเขินแม้แต่น้อย เขากระชับมือนางให้แน่นขึ้น“เหตุใดข้าต้องอายด้วยเล่าอวี๋เอ๋อร์ สำหรับข้า การที่ทุกคนรู้ว่าข้ารักและเกรงใจเจ้าเพียงผู้เดียวถือเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งนัก ยิ่งคนภายนอกรู้มากเท่าไรก็ยิ่งดี ข้าจะได้ไม่ต้องคอยปวดหัวกับพวกที่ชอบเสนอตัวเป็นพ่อสื่อแม่สื่อ” เขาขยับยิ้มที่มุมปากฮูหยินน้อยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความสงสัย “หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ มีใครกล้าส่งบุตรีมาเสนอให้ท่านอย่างนั้นหรือ”หลี่หานสือถอนหายใจออกมาเบา
หลินเมิ่งยวนก้าวเข้าสู่ลานฝึกด้วยหัวใจที่เต้นรัว เขาหยิบกระบี่ไม้ที่วางอยู่ข้างสนามขึ้นมา กระชับมั่นในมือพลางสบตาที่เต็มไปด้วยประกายท้าทายของจางจื่ออิง“ในเมื่อแม่นางจางให้เกียรติ ข้าหลินเมิ่งยวนย่อมมิกล้าปฏิเสธ” ทันทีที่สิ้นคำ ทั้งสองก็พุ่งเข้าหากันประดุจสายฟ้าจางจื่ออิงวาดทวนยาวเ
ขบวนเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง บรรยากาศระหว่างสวยงามการเดินทางราบรื่นไร้อุปสรรคขวางกั้นหลี่หานสือและเสิ่นอี้หลุนยามนี้มิได้เต็มไปด้วยความตึงเครียดเช่นขากลับจากหนานจิงวันแรก ทว่ากลับมีความสนิทสนมและเป็นกันเองอย่างเห็นได้ชัด“อีกไม่กี่เดือนข้าก็จะอายุสิบเก้าแล้ว ยังไม่มีคุณหนูสกุลใด
ณ จวนนายอำเภอ สือเจี้ยนมองดูสินสอดที่มีเพียงเครื่องประดับสามชิ้นและผ้าไหมชั้นดีอีกสองผืน ด้วยดวงตาเบิกโพลง เขาสั่นไปทั้งตัวด้วยความโกรธแค้น เวลาผ่านไปเกือบเดือน ว่าที่ลูกเขยกลับไปเมืองหลวงแล้วกลับมาพร้อมกับสินสอดเพียงเท่านี้“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน สินสอดเพียงเท่านี้กล้าเอามาสู่ขอบุตรสาวข้
แม้การสอบคัดเลือกจะเสร็จสิ้นลงด้วยความเรียบร้อย แต่ภารกิจในหนานจิงยังไม่จบลงง่ายๆ เสิ่นอี้หลุนและหลี่หานสือจำต้องพำนักอยู่ต่ออีกสามเดือนเพื่อจัดระเบียบสำนักศึกษาใหม่ วางตัวอาจารย์ให้เหมาะสมกับหลักสูตร และจัดการระบบทะเบียนบัณฑิตให้มั่นคงก่อนจะส่งมอบงานคืนให้แก่ทางการท้องถิ่นในเย็นวันนั้น ห












reviews