เสียงประตูห้องเชือดเลื่อนเปิดอย่างเงียบเชียบเหมือนกลไกของมันตั้งใจไม่ให้โลกภายนอกรู้ว่าข้างในเพิ่งเกิดอะไรขึ้น แต่มิล่ารู้ รู้ทั้งร่างกาย รู้ทั้งลมหายใจและรู้ทุกครั้งที่ขาเกือบทรุดซ้ำจากความปวดแสบในจุดที่เขาจับเธอยืนแล้วทำกับเธออย่างไม่ปรานี
ร่างเล็กก้าวออกมาจากห้องช้า ๆ ระดับความสั่นของขาทำให้ต้องจับขอบผนังไว้เพื่อตั้งตัว ความเจ็บแล่นขึ้นทุกครั้งที่ขยับ เธอไม่กล้ามองห้องเบื้องหลัง ไม่กล้าหันไปเห็นพื้นที่ที่เพิ่งทำให้ชีวิตเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
เวกเตอร์ยังอยู่ในห้องแต่คำสั่งของเขายังก้องในหู ‘แต่งตัวแล้วรีบไปซะ’ น้ำเสียงเย็นจัดราวกับเธอเป็นเพียงเครื่องมือชิ้นหนึ่งที่เขาใช้เสร็จแล้วก็วางทิ้ง มันไม่ใช่ประโยคที่ควรทำให้หัวใจเจ็บแต่ทำไมมันเจ็บยิ่งกว่าตอนที่เขาบีบเอวเธอให้ยืนกลางห้อง
เมื่อมิล่าเดินพ้นประตูลิฟต์ออกมา ลูกน้องเวกเตอร์รออยู่เงียบ ๆ สองคน ไม่มีคำถาม ไม่มีสายตาสงสาร มีเพียงการเปิดประตูรถให้เธอเหมือนพิธีส่งตัวเหยื่อกลับรัง
มิล่าก้มหน้า มือกำเสื้อที่สวมกลับแทบไม่เป็นทรงเพราะมือและขายังสั่นไม่หยุด สนามหญ้าหน้าตึกเปียกฝนอากาศเย็นจนแสบผิวรถคันเดิมรออยู่แล้ว ลูกน้องเวกเตอร์เปิดประตูให้เธอ ก่อนเธอพยายามจะก้าวขึ้นไป แต่..
“ฮึก!” ร่างเล็กขมวดคิ้ว เธอเผลอร้องเบา ๆ เพราะความเจ็บแล่นขึ้นเหนือหน้าขาทันทีที่ยกเท้า
ชายชุดดำเหลือบตามองแวบเดียวไม่พูดอะไรแต่ยื่นมือประคองแขนเธอให้ขึ้นรถเหมือนรู้ว่าเจ้าของเขาโหดกับเธอเกินไปจนเธอแทบเดินไม่ได้
เมื่อประตูรถปิดความเงียบเข้ามาปะทะทันที รถค่อย ๆ เคลื่อนออก มิล่าก้มหน้ากอดตัวเองแน่น เธอไม่รู้ว่าในอกเป็นความกลัว ความอายหรือความเจ็บที่เขาทำให้เธอรู้สึกเหมือนเป็นสิ่งของจริง ๆ
ภาพในหัวซ้ำวนไม่หยุดมือของเวกเตอร์ที่ล็อกสะโพกเธอกลางห้อง เสียงลมหายใจของเขาข้างแก้มความเย็นชาหลังจบทุกอย่าง เธอกัดริมฝีปากจนเจ็บแต่หยุดคิดไม่ได้
“ฉันยอมเพื่อแม่” เธอพึมพำกับตัวเองในเงามืดของรถ แม้จะพูดอย่างนั้นแต่หัวใจกลับเต้นช้าลงอย่างหนักราวกับมันถูกอะไรบีบเอาไว้จากด้านใน
รถพาเธอเข้าสู่ซอยบ้านเช่าเก่า ๆ จากโลกของทายาทนักการเมืองและเจ้าของเครือข่ายคาสิโนในเสื้อสูทสู่โลกความจริงที่คับแคบและสกปรก ก่อนรถจะจอดและลูกน้องเวกเตอร์เปิดประตูให้
“นายเรียกอีกเมื่อไหร่ต้องไปนะ อย่าลืมข้อนี้เด็ดขาด” เขาเตือนเสียงเรียบ มิล่าพยักหน้าเบา ๆ ก้าวลงจากรถทุกก้าวเจ็บจนขาเธอสั่นเหมือนจะหัก แต่เธอฝืนเดินกลับเข้าบ้าน
แสงจากร้านขายของหน้าปากซอยสะท้อนบนแผ่นหลังเปียกฝนของเธอทุกอย่างดูปกติ แต่ชีวิตเธอไม่ปกติอีกแล้ว
ประตูบ้านไม้สองชั้นเก่า ๆ ถูกเปิดออก มยุรีแม่ของเธอที่นอนอยู่บนเตียงเงยหน้ามองเธอด้วยรอยยิ้มอ่อนแรง
“มิล่ากลับมาแล้วเหรอลูก” เสียงคนเป็นแม่เหมือนกรีดใจ มิล่าก้มหน้าทันทีกลัวเหลือเกินว่าแม่จะเห็นสภาพจริงของเธอ กลัวว่าถ้าแม่รู้ว่าต้อง ‘แลกอะไร’ เพื่อให้แม่ปลอดภัย
ร่างเล็กย่อเข่าลงช้า ๆ ถัดเข้าใกล้แม่ของเธอ แม้การงอขาเพียงนิดเดียวจะเจ็บจนลมหายใจสะดุด
“ค่ะ… กลับมาแล้วค่ะแม่ วันนี้ลูกค้าเยอะเลิกงานช้าหน่อย” เสียงเธอสั่นจนแทบฟังไม่ออก
คืนแรกในฐานะ ‘ของชดใช้’ ของเวกเตอร์ มาเฟียคาสิโนเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นและเธอรู้ดีว่าเขาจะเรียกเธออีกและหากเขาเรียกเธออีก เธอก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธเลยแม้แต่วินาทีเดียว
มิล่าพยายามพยุงตัวลุกขึ้นยืนหลังจากคุยกับแม่เสร็จ เสียงฝนหลงฤดูข้างนอกเริ่มลงเม็ดหนักขึ้นอีกครั้ง เช่นเดียวกับเสียงหัวใจของเธอที่ยังโหมหนักเหมือนเดิม กลีบกุหลาบช่วงล่างเจ็บจนเหมือนจะไม่เหลือช่อสวย เธอเดินกระเผลกไปยังห้องตัวเองอย่างเงียบที่สุด กลัวแม่จะสงสัยว่าทำไมเธอถึงกลับมาในสภาพแบบนี้
และทันทีที่ประตูไม้เก่าปิดลง มิล่าทิ้งตัวนั่งบนพื้น ความเจ็บทั้งกายและใจก็ถ่าโถมเข้ามา เธอกอดตัวเองแน่น หยดน้ำตาไหลลงอย่างช้า ๆ แต่ยังพยายามปิดปากไม่ให้มีเสียงเพราะเธอไม่อยากให้แม่ได้ยินแม้แต่นิดเดียว
ในตอนที่เธอคิดว่าจะได้พัก หยุดความทรมานไว้สักครู่
ครืด.~
เสียงสั่นจากโทรศัพท์เครื่องเก่าที่เธอเก็บไว้ในถุงกางเกงก็ดังขึ้น มิล่าสะดุ้งแรงหัวใจร่วงวูบถึงพื้นก่อนจะรีบคว้ามือถือออกมา
บนหน้าจอขึ้นข้อความเพียงหนึ่งประโยคจากชื่อที่ไม่มีใครอยากเห็นในยามค่ำคืน
เวกเตอร์ : กลับมาหาฉันที่ห้อง
หัวใจมิล่าหยุดเต้นหนึ่งจังหวะ มือเย็นเฉียบทั้งที่ในห้องอับจนแทบหายใจไม่ออก เธอยังไม่ทันพิมพ์ตอบข้อความอีกอันก็เด้งขึ้นทันที
เวกเตอร์ : ถ้าเดินไม่ได้ ฉันจะให้คนไปรับ แต่ถ้ายังพอเดินได้… ตีห้าเธอต้องมาหาฉันเอง
มิล่าปิดปากตัวเองแน่น น้ำตาไหลอีกรอบ เธอรู้ดีตั้งแต่ในห้องเชือดแล้วว่าเขาจะไม่ปล่อยเธอไปง่าย ๆ แต่เธอไม่คิดว่าเขาจะเรียกเร็วขนาดนี้เพราะมันยังไม่ทันจะข้ามคืน
ครืด..~
เวกเตอร์ : อย่าทำให้ฉันต้องไปลากเองให้เปลืองแรง
ข้อความสุดท้ายมาถึงราวกับเขารู้ว่าเธอเริ่มลังเลมือของมิล่าชาไปหมด เธอเงยหน้าขึ้นสูดลมหายใจเหมือนคนจมน้ำ มยุรีแม่ของเธอยังนอนหลับอยู่ที่เดิมและความจริงเดียวที่โหดร้ายที่สุดคือถ้าเธอไม่ไป คนที่เจ็บมากกว่านี้จะไม่ใช่เธอ
มิล่าเช็ดน้ำตารีบคว้าเสื้อคลุมแล้วพยายามประคองตัวลุกขึ้น แต่ทันทีที่ยืนเต็มเท้า ความเจ็บแล่นขึ้นจนเธอเกือบทรุดลงกับพื้น อีกไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงตีห้า
“ไม่เป็นไร เพื่อแม่” เธอพึมพำเบา ๆ
…
ตีสี่ห้าสิบ
เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของแม่คือสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าเธอยังต้องไป เพื่อให้เสียงนี้ยังคงดังต่อไปทุกวัน
มิล่าค่อย ๆ ลุกจากที่นอน ทั้งร่างปวดร้าวเหมือนถูกทุบทั้งคืน ความแสบระบมที่หว่างขาทำให้เธอต้องกัดฟันแน่นตอนขยับตัวแม้เพียงนิดเดียว เธอหยิบเสื้อคลุมเก่า ๆ ใส่ทับเสื้อยืดบางตัวเดิมและสะพายกระเป๋าผ้าใบแบนที่ไม่มีอะไรอยู่ข้างในนอกจากโทรศัพท์และกระเป๋าตังค์
เธอไม่กล้ามองกระจก ไม่อยากเห็นคนที่เพิ่งถูกใช้จนหมดแรงยืนเมื่อช่วงสี่ทุ่มที่ผ่านมา ก่อนเธอเปิดประตูห้องอย่างช้า ๆ ช้าที่สุดเท่าที่กลไกไม้เก่า ๆ จะทำให้เป็นไปได้ ก่อนจะย่องลงบันไดบ้านเช่าเก่า ๆ ด้วยปลายเท้าที่เจ็บเหมือนเดินบนเศษแก้ว
ทุกก้าวของเธอคือการภาวนาว่าแม่จะไม่ตื่นขึ้นมาเธอไม่มีคำตอบให้แม่เลยสักคำ
เมื่อประตูบ้านปิด มิล่ากอดตัวเองแน่นแล้วเดินออกสู่ถนนเปียกฝนแฉะ ๆ อากาศตีหน้าเย็นเฉียบจนรอยช้ำบนผิวเธอแสบขึ้นมาอีก
ถนนว่างเปล่าเกินไปสำหรับคนที่กำลังจะเดินเข้าหาความดิบเถื่อน ร่่างเล็กหยุดที่ป้ายรถเมล์เล็ก ๆ หน้าเซเว่น ไฟนีออนกระพริบเหนือหัวเหมือนจะดับเสียให้ได้ เธอเช็คเวลาในมือถือตีห้าตรงพอดี
รถเมล์สายแรกเพิ่งแล่นมา เธอยกมือโบกแต่พอเท้าก้าวขึ้นบันไดรถ…
“อ๊ะ!” ความเจ็บแล่นขึ้นจนเธอเกือบทรุด แต่คนขับมองผ่านเหมือนเธอเป็นลมที่พัดผ่าน เขาไม่รู้ไม่มีใครรู้ว่าเธอต้องฝืนขนาดไหนเพื่อไปหาใครคนนั้น
ในรถมีแค่เธอกับหญิงแก่ ๆ คนหนึ่ง เสียงเครื่องยนต์ดังสะท้อนในอกที่เต้นไม่เป็นจังหวะ มิล่าก้มหน้าแนบกระเป๋า มือกำเส้นผ้าจนข้อนิ้วขาวผ่อง
‘อย่าทำให้ฉันต้องไปลากเองให้เปลืองแรง’
ข้อความนั้นดังก้องอยู่ในหัว มากพอที่จะผลักเธอให้ฝืนเดินแม้จะเจ็บจนแทบทนไม่ไหว รถเมล์จอดปล่อยเธอลงหน้าซอยตึกดำของเวกเตอร์ ซอยนั้นตอนกลางคืนเหมือนนรก แต่ตอนเช้ามืดกลับน่ากลัวกว่า
เพราะมิล่ารู้ว่ามีคนตื่นแล้วหรืออาจจะยังไม่นอน และเขากำลังรอเธออยู่ข้างบน
ร่างเล็กเดินเข้าไปอย่างช้า ๆ จนถึงประตูอัตโนมัติของตึกหรู ไฟหน้าตึกจับตัวเธอเหมือนสปอตไลท์บนเหยื่อก่อนถูกลากขึ้นแท่นเชือด
ประตูเปิดเองทันที ไม่มีใครข้างหน้าแต่ลิฟต์ชั้นล่างสุดเปิดรออยู่แล้วเหมือนรู้ล่วงหน้าว่าเธอจะมาถึงช้า
ร่างเล็กเข้าไปในลิฟต์ ความเงียบหนักจนเหมือนมีใครยืนอยู่ด้วย ลิฟต์เลื่อนขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงชั้นบนสุดชั้นของห้องเชือดห้องเดิม
ประตูเปิดออกห้องเงียบกริบแสงส้มสลัวเหมือนเมื่อคืนแต่สิ่งที่ทำให้เธอหยุดหายใจไม่ใช่ห้อง มันคือเวกเตอร์ เขานั่งอยู่บนโซฟาหนังสีดำข้างกระจกใส เสื้อเชิ้ตสีดำไม่ติดกระดุมสองเม็ดบน เผยแผ่นอกและรอยกล้ามเนื้อเขาที่ทอดยาวจนถึงเอว ลำตัวกึ่งเอนมือหนึ่งถือแก้วไวน์สีเลือด อีกมือหมุนแก้วเล่นเหมือนกำลังฆ่าเวลาเพื่อรอเธอ
เขาไม่ลุก เขานั่งมองเธอสายตาเย็นเฉียบและอันตรายจนขาเธอสั่นยิ่งกว่าเดิม แววตาเขาลากผ่านท่าทางเดินขากระเผลกของเธอลากผ่านทุกอาการเจ็บที่เธอปิดไม่มิดก่อนหยุดตรงริมฝีปากที่สั่น
“สายไปสิบแปดนาที” เสียงกดต่ำกดจนหัวใจเธอล้มทั้งบาน
“ขะ ขอโทษค่ะ ฉัน” มิล่าก้มหน้าจนคางแทบชนอก
“ฉันบอกว่าอย่าสาย!” เขาวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะเสียงคมกริบร่างสูงเอนตัวไปด้านหน้า ข้อศอกเท้าหัวเข่า ขณะมองสิ่งที่เขาเป็นเจ้าชีวิตล้วน ๆ
“มันเดินลำบากขนาดนั้นเหรอ!” สายตาเขาเหลือบต่ำไปยังเรียวขาที่เธอพยายามยืนให้ตรง มิล่ากัดริมฝีปากจนแทบแตกทั้งกลัวทั้งอายทั้งเจ็บและยังคงต้องยืนอยู่ตรงนั้นเพราะหนีไม่ได้
เวกเตอร์ลุกขึ้นช้า ๆ จนเขาใกล้ มิล่ายิ่งสั่นจนแทบยืนไม่อยู่ ร่างสูงหยุดตรงหน้าเธอเงาของเขาคลุมร่างเธอทั้งตัวปลายนิ้วเขาเกี่ยวคางเธอขึ้นให้มองหน้าสัมผัสเย็นจนเธอสะดุ้งทั้งร่าง
“ครั้งหน้า” เขาก้มลงใกล้จนเสียงแทบเป็นลมหายใจ
“ฉันจะให้ลูกน้องฉันรุมเธอ ถ้ามาช้า!” เขาปล่อยคางมิล่าพร้อมคำพูดราวกับจะทำอะไรกับเธอก็ได้ ก่อนเขาจะกลับไปนั่งลงบนโซฟาแบบเดิม เอนตัวแผงอกเต็มตาดวงตาคมดุของเสือที่ กำลังรอเหยื่อเดินเข้ามาเอง
“เดินเข้ามา ฉันยังไม่พอใจกับเธอจากเมื่อคืน” เขาออกคำสั่งเสียงนั้นไม่ดังแต่ทรงอำนาจจนร่างเธอขยับเองก่อนที่สมองจะสั่ง
และนี่คือจุดเริ่มของเช้ามืดครั้งที่สองวันที่จะไม่มีความปรานีหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อยพร้อมกับคำขู่จนทำให้มิล่าน้ำตาตกในอย่างใจเจ็บ
*****************************
โอ้ยย ไรท์อ่านแล้วยังสงสารมิล่าเลยอะ 😭 ใจจะขาด #น้ำตาจะไหล
ขอบคุณพี่ ๆ ที่ติดตามกันต่อนะคะ
Next Episode Spoiler…
“ลุกขึ้นมา ฉันไม่ชอบของที่นอนนิ่ง”