Mag-log inภายในห้องกว้างมี่ถูกตกแต่งอย่างหรูหรา แอร์เย็นฉ่ำจนต่างจากโลกภายนอกลิบลับ
หลังจากถูกพาตัวเข้ามา น้ำตาลก็พบว่ามีเด็กผู้หญิงอยู่ในห้องก่อนแล้วหลายคน หากกวาดตามองคร่าวๆ ก็น่าจะราวสิบคนได้ ทุกคนอายุใกล้เคียงกัน
แต่สิ่งที่ทำให้เธอแปลกใจคือ ไม่มีใครดูหวาดกลัวหรือไม่เต็มใจเลยสักคน
ตรงกันข้าม แต่ละคนนั่งแต่งหน้า ทำผม เช็กตัวเองในกระจกกันอย่างตั้งอกตั้งใจ ราวกับกำลังเตรียมตัวขึ้นเวทีประกวดอะไรสักอย่าง
“เธอก็มาเหมือนกันเหรอ?”
เสียงคุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้น้ำตาลรีบหันไปมอง
“ส้ม?”
หญิงสาวขมวดคิ้วทันที
ส้ม คือเพื่อนร่วมชั้นที่ไม่รู้ว่าไปโกรธเธอมาจากชาติปางไหน ตั้งแต่ปีหนึ่งจนถึงตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันวิชาการหรือกิจกรรมอะไร อีกฝ่ายมักหาเรื่องขัดแข้งขัดขาเธออยู่เสมอ
ส้มยกยิ้มมุมปาก
“เชอะ ก็ดีเหมือนกัน ฉันอยากรู้มานานแล้วว่าระหว่างเธอกับฉัน ใครสวยกว่ากัน”
น้ำตาลยิ่งงงหนักกว่าเดิม
“พูดอะไรของเธอเนี่ยส้ม? หรือว่าเธอก็ถูกลักพาตัวมาเหมือนกัน?”
“เป็นบ้าอะไร โรคประสาทกำเริบเหรอ?”
ส้มหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง
“ฮ่าฮ่าฮ่า!”
เสียงหัวเราะของเธอทำให้เด็กผู้หญิงคนอื่นในห้องพากันหัวเราะตามไปด้วย
น้ำตาลอ้าปากจะถามต่อ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงปรบมือก็ดังขึ้นจากทางประตู
แปะ! แปะ! แปะ!
บรรยากาศในห้องเงียบลงแทบจะทันที เด็กสาวทุกคนรีบนั่งหลังตรง บางคนยกมือจัดผม บางคนรีบเช็กเครื่องสำอาง
“อะไรกันล่ะเนี่ย...”
น้ำตาลพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางมองภาพตรงหน้าด้วยความสับสน
ชายร่างใหญ่ผิวสีแทนเดินเข้ามาในห้อง แม้จะตัดผมสกินเฮดดูสะอาดตา แต่ใบหน้ากลับแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางสีจัดจ้าน ส่วนเสื้อสีชมพูรัดรูปที่สวมอยู่ก็ไม่ได้ช่วยให้ภาพลักษณ์ของเขาดูอ่อนโยนขึ้นมาสักนิดเลย
“สวัสดีจ้าสาวๆ พี่ชื่อพี่โรเซ่นะคะ เตรียมตัวคัดเกรดค่า”
สิ้นเสียงนั้น เด็กผู้หญิงในห้องก็พากันลุกฮือขึ้นอย่างกระตือรือร้น ราวกับไม่ได้ถูกพาตัวมาที่นี่ แต่สมัครใจมาด้วยตัวเอง
น้ำตาลรีบลุกตามทันที
“เอ่อ...คงมีเรื่องเข้าใจผิดค่ะ ฉันไม่ได้จะมาคัดเกรดอะไรทั้งนั้น ขอตัวนะคะ”
'โรเซ่' เพียงยิ้มรับ ไม่ได้ห้ามหรือแสดงท่าทีใดๆ
น้ำตาลจึงรีบเดินตรงไปที่ประตู แต่ยังไม่ทันจะก้าวออกไป การ์ดชุดดำสองคนก็ขยับเข้ามาขวางทางไว้
“ออกไม่ได้ครับ”
หญิงสาวชะงัก
“ทำไมจะออกไม่ได้?”
“ถ้าพ่อเลี้ยงยังไม่สั่ง ก็เปิดประตูให้ไม่ได้ครับ”
น้ำตาลเริ่มกำมือแน่นด้วยความไม่พอใจ ก่อนที่โรเซ่จะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสบายๆ
“ตอนนี้หล่อนเป็นเด็กของพ่อเลี้ยงศิลาแล้วนะจ๊ะ จะไปไหนก็ต้องได้รับอนุญาตก่อน”
คำพูดนั้นทำให้ความอดทนที่เหลืออยู่ของน้ำตาลแทบขาดผึง ก็ตัวเธอเพิ่งถูกจับมาที่นี่โดยไม่เต็มใจ
“เด็กอะไรคะ? ฉันไม่รู้จักพ่อเลี้ยงศิลาอะไรนั่นด้วยซ้ำ!”
"พี่โรเซ่ขา คัดเกรดส้มก่อนเลยก็ได้ค่ะ!"
ตึกแดง
ก่อนนอนวันแรกในตึกแดง น้ำตาลได้แต่นั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงห้าฟุตในห้องพัก สายตามองไปรอบห้องอย่างเหม่อลอย
ห้องนี้กว้างขวาง สะอาด และหรูหรากว่าห้องเช่าเก่าๆ ที่เธอเคยอยู่เป็นเท่าตัว แต่ต่อให้มันดีแค่ไหน ความจริงที่ว่า... เธอถูกน้าสาวหลอกขายมาที่นี่ ก็ยังไม่เปลี่ยนอยู่ดี
“มันเป็นแบบนี้ได้ยังไงกันนะ”
หญิงสาวถอนหายใจยาว มือเรียวกำกระดาษแผ่นหนึ่งแน่น มันคือสัญญายินยอมเข้าเป็นเด็กในอุปการะของพ่อเลี้ยงศิลา แลกกับเงินห้าแสนบาทที่น้าสาวรับไป
“ห้าแสน... คงพอใช้หนี้ของแม่จนหมดแล้วสินะ”
น้ำตาลพึมพำเบาๆ พยายามมองเรื่องทั้งหมดในมุมของน้าสาว
“หนี้ที่แม่ก่อไว้ คนที่ต้องรับผิดชอบก็ควรเป็นลูกอย่างฉัน... มันก็คงถูกแล้ว”
เธอไม่แน่ใจเหมือนกันว่านั่นเป็นการปลอบใจตัวเองหรือการตัดพ้อกันแน่ แต่ในเมื่อเรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว เธอก็คงทำได้แค่ยอมรับความจริง
อย่างน้อยโชคก็ยังเข้าข้างอยู่บ้าง
เพราะหน้าตาที่พอมีเป็นต้นทุน ทำให้เธอถูกจัดให้อยู่เกรดโกลด์ ห้องพักชั้นสี่ ซึ่งถือเป็นเกรดค่อนข้างสูงสำหรับเด็กใหม่
ข้อดีที่สุดคือไม่ต้องไปนั่งรับงานอยู่ในตู้กระจกเหมือนเด็กเกรดล่าง ดูเหมือนการรักนวลสงวนตัวมาตลอดยี่สิบปีจะมีประโยชน์ก็วันนี้
เพราะเกรดโกลด์ไม่ได้ตัดสินกันแค่ความสวย แต่ต้องยังบริสุทธิ์เท่านั้นถึงจะผ่านเกณฑ์
จากที่พี่โรเซ่อธิบายให้ฟัง เด็กเกรดนี้แทบไม่มีหน้าที่อะไรเลย
มีอาหารให้กินครบทุกมื้อ มีห้องพักดีๆ ให้อยู่ มีเบี้ยเลี้ยงรายเดือนจำนวนไม่น้อย และใช้ชีวิตได้ตามปกติราวกับนักศึกษาทั่วไป
ข้อแลกเปลี่ยนมีเพียงอย่างเดียว...ต้องดูแลตัวเองให้ดีอยู่เสมอ
“มันง่ายเกินไปหรือเปล่า...”
เธอพึมพำกับตัวเอง
“ทำไปเพื่ออะไรกันนะ...”
สายตาหญิงสาวทอดมองออกไปนอกหน้าต่างที่มืดสนิท ชื่อของพ่อเลี้ยง 'ศิลา' ยังคงวนเวียนในหัว
ผู้ชายที่ยอมทุ่มเงินมหาศาลดูแลเด็กสาวมากมาย ทั้งที่ดูเหมือนไม่ต้องการสิ่งตอบแทนใดๆ
“ไม่เห็นจะเข้าใจเลย...”
แล้วพ่อเลี้ยงศิลาคนนั้น กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่?
อีกฟากของคฤหาสน์ ไม่ไกลจากตึกแดงนัก
'ศิลา' ชายหนุ่มร่างสูงใบหน้าคมคายนั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้ทำงานราคาแพง ดวงตาปิดสนิทคล้ายกำลังพักผ่อน หากเหงื่อที่ผุดเต็มกรอบหน้าและลมหายใจที่กระชั้นถี่กลับบอกเป็นอย่างอื่น
เขากำลังฝันร้าย
เป็นฝันเดิม ๆ ที่ตามหลอกหลอนมาตลอดหลายปี
"หิน... ช่วยวารีด้วย"
"หินนนน!"
เสียงร้องไห้ปนหวาดกลัวของหญิงสาวยังดังก้องอยู่ในโสตประสาท ราวกับเหตุการณ์นั้นเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ทั้งที่ความจริงมันผ่านมานานหลายปีแล้ว
"เฮือก!"
ศิลาสะดุ้งตื่น หอบหายใจแรง ดวงตาแดงก่ำคลอด้วยหยาดน้ำใส
ทุกครั้งที่ฝันถึงเรื่องนี้ เขาจะรู้สึกเหมือนมีใครกำลังบีบคอจนหายใจไม่ออก
มือหนารีบเปิดลิ้นชักโต๊ะ หยิบกระปุกยาออกมา เทเม็ดยาใส่ปากก่อนกลืนลงคออย่างรวดเร็ว
กว่าจะกลับมาหายใจได้เป็นปกติ เวลาก็ผ่านไปหลายนาที
ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนที่โรเซ่ ชายร่างใหญ่ในชุดสีชมพูรัดรูปจะเดินเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารในมือ
"พ่อเลี้ยงคะ"
"อนุมัติ"
ศิลาตอบกลับทันทีโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้า
หน้าที่ของโรเซ่คือคัดเลือกและจัดเกรดเด็กสาวเข้าตึกแดง ส่วนหน้าที่ของเขาคือเซ็นอนุมัติงบเบี้ยเลี้ยงแค่นั้น
"ไม่เปิดดูหน่อยเหรอคะ รอบนี้ได้เกรดสูงมาด้วยนะคะ"
ศิลาเพียงโบกมือไล่ ตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์จะมานั่งดูหน้าตาเด็กเลี้ยงคนใหม่ โรเซ่จึงได้แต่ก้มศีรษะรับคำ วางแฟ้มไว้บนโต๊ะแล้วถอยออกไปเงียบๆ
"พ่อเลี้ยงครับ"
'เจย์' บอดี้การ์ดคนสนิทเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอึกอัก ศิลาเงยหน้ามองทันที สีหน้าของลูกน้องทำให้เขาเริ่มหงุดหงิด
"มีอะไรก็พูดมา"
"เอ่อ... พะ... พ่อเลี้ยงตะวันขอนัดทานข้าวครับ"
ปัง!
ฝ่ามือหนาตบลงบนโต๊ะจนแฟ้มเอกสารกระเด้ง เจย์รีบก้มหน้าลงแทบชิดอก
"มึงพูดใหม่ซิ"
น้ำเสียงเย็นจัดดังขึ้น
"กูคือพ่อเลี้ยง ตำแหน่งนั้นไม่ใช่ของอากูอีกต่อไปแล้ว"
"ขอโทษครับพ่อเลี้ยง!" เจย์รีบแก้คำทันที
ศิลาหัวเราะในลำคอเบา ๆ อย่างเย็นชา
ตัวเองเคยทำอะไรไว้กับเขา คงลืมไปหมดแล้วสินะ แล้วใครมันจะอยากไปร่วมโต๊ะอาหารด้วยกันล่ะ แค่เห็นหน้า เขาก็แทบกลืนข้าวไม่ลงอยู่แล้ว
"ส่งเด็กไป"
"ครับ?" เจย์เงยหน้าขึ้นมองอย่างตกใจ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ศิลาส่งเด็กเลี้ยงไปหาอาของตัวเองอยู่เรื่อยๆ แต่ทุกคนล้วนถูกส่งกลับมาเหมือนเดิม
"นิ่งทำไม กูบอกให้ส่งเด็กไป"
เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มร้าย เขาอยากเห็นจริงๆ อดีตพ่อเลี้ยงผู้เคร่งครัดในกฎ ถ้าดันตกหลุมรักเด็กเลี้ยงในระบบขึ้นมาบ้าง จะทำหน้ายังไงกันนะ
"คราวนี้ส่งไปห้าคน ถ้าใครทำให้อากูหวั่นไหวได้ กูยกโฉนดบนดอยให้เลย"
เจย์ได้แต่กลืนน้ำลาย ไม่รู้ว่าพ่อเลี้ยงศิลากำลังเล่นสนุก หรือกำลังแก้แค้นกันแน่ แต่เขารู้ดีว่าความแค้นในใจผู้เป็นนายไม่เคยจางหายไปเลย
สิบสี่ปีแล้ว ทว่าสำหรับศิลา ทุกอย่างยังเหมือนเกิดขึ้นเมื่อวาน หญิงสาวที่เขารักถูกพรากไป และคนที่เขาโทษมาตลอดก็คืออาของตัวเอง
"รอบนี้เอาเกรดซิลเวอร์"
ศิลาหัวเราะหึเบา ๆ ก่อนมองออกไปนอกหน้าต่างยังเชิงเขาสามลูกที่อยู่ไกลออกไป แม้จะมืดแล้ว แต่ยังพอมองเห็นเค้าราง ๆ อยู่บ้าง
"ผมอยากรู้เหมือนกัน...ว่าอาจะทนได้อีกกี่น้ำ"
รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นบนใบหน้าคมคาย
"ขอให้สนุกนะครับ... คุณอา"
กลางสะพานไม้ทอดยาวสู่ทุ่งกุหลาบแดงในยามค่ำคืน ศิลา เดินมาหยุดยังที่ประจำของตัวเอง สถานที่ที่เขามักจะมานั่งเงียบๆ ทุกครั้งที่รู้สึกอึดอัดหรือมีเรื่องให้คิดมากกลิ่นหอมหวานของดอกกุหลาบที่ลอยมากับสายลมเย็น ช่วยปลอบประโลมหัวใจได้เสมอ ความสงบนิ่งของที่นี่ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้หลบหนีจากความวุ่นวายภายนอกแต่ทันทีที่เดินมาถึง ชายร่างสูงกลับชะงักฝีเท้าบนม้านั่งกลางสะพาน มีร่างบางของหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้วภาพตรงหน้าทำให้ศิลาแปลกใจไม่น้อย เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครกล้าเข้ามาเหยียบที่นี่ เพียงแค่รู้ว่ามันเป็นสถานที่ส่วนตัวของเขาดวงตาคมเข้มมองแผ่นหลังเล็กที่นั่งนิ่งอยู่ท่ามกลางทะเลกุหลาบสีแดง ตรงนี้ไม่มีแสงไฟ มีเพียงแสงจันทร์สีซีดที่สาดลงมา ทว่าท่ามกลางความเงียบ เสียงสูดน้ำมูกเบาๆ ที่ดังขึ้นเป็นระยะ กลับทำให้ศิลารู้ได้ทันทีว่า หญิงสาวคนนั้นกำลังร้องไห้เขาจึงคิดจะหันหลังเดินกลับ แต่การก้าวพลาดไปเหยียบแผ่นไม้เก่าที่ผุกร่อนจนเกิดเสียงดังเบาๆ ทำให้หญิงสาวรู้ตัวทันทีว่าเธอไม่ได้อยู่เพียงลำพังน้ำตาล สะดุ้งเฮือก รีบยกมือปาดน้ำตาลวกๆ ก่อนลุกขึ้นยืนตัวตรง“ขอโทษค่ะ ฉันจะรีบกลับห้องเด
ภายในห้องกว้างมี่ถูกตกแต่งอย่างหรูหรา แอร์เย็นฉ่ำจนต่างจากโลกภายนอกลิบลับหลังจากถูกพาตัวเข้ามา น้ำตาลก็พบว่ามีเด็กผู้หญิงอยู่ในห้องก่อนแล้วหลายคน หากกวาดตามองคร่าวๆ ก็น่าจะราวสิบคนได้ ทุกคนอายุใกล้เคียงกันแต่สิ่งที่ทำให้เธอแปลกใจคือ ไม่มีใครดูหวาดกลัวหรือไม่เต็มใจเลยสักคนตรงกันข้าม แต่ละคนนั่งแต่งหน้า ทำผม เช็กตัวเองในกระจกกันอย่างตั้งอกตั้งใจ ราวกับกำลังเตรียมตัวขึ้นเวทีประกวดอะไรสักอย่าง“เธอก็มาเหมือนกันเหรอ?”เสียงคุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้น้ำตาลรีบหันไปมอง“ส้ม?”หญิงสาวขมวดคิ้วทันทีส้ม คือเพื่อนร่วมชั้นที่ไม่รู้ว่าไปโกรธเธอมาจากชาติปางไหน ตั้งแต่ปีหนึ่งจนถึงตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันวิชาการหรือกิจกรรมอะไร อีกฝ่ายมักหาเรื่องขัดแข้งขัดขาเธออยู่เสมอส้มยกยิ้มมุมปาก“เชอะ ก็ดีเหมือนกัน ฉันอยากรู้มานานแล้วว่าระหว่างเธอกับฉัน ใครสวยกว่ากัน”น้ำตาลยิ่งงงหนักกว่าเดิม“พูดอะไรของเธอเนี่ยส้ม? หรือว่าเธอก็ถูกลักพาตัวมาเหมือนกัน?”“เป็นบ้าอะไร โรคประสาทกำเริบเหรอ?”ส้มหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง“ฮ่าฮ่าฮ่า!”เสียงหัวเราะของเธอทำให้เด็กผู้หญิงคนอื่นในห้องพากันหัวเราะตามไปด้วยน้ำตาลอ
(พ.ศ. 2569)ในห้องแถวเช่าเล็กๆ กลางตรอกแคบของชุมชนแออัดทางเหนือสุดของประเทศไทย หญิงสาวในชุดนักศึกษาค่อยๆ วางถ้วยข้าวต้มร้อนๆ ที่เพิ่งตักจากหม้อลงบนโต๊ะญี่ปุ่นหน้าโทรทัศน์เก่า ก่อนตะโกนเรียกคนที่ยังนอนอยู่ในห้อง“น้ากิ่ง! ฉันไปก่อนนะ สายแล้ว วันนี้กินข้าวต้มเกลือไปก่อน เย็นนี้เดี๋ยวฉันซื้อหมูมาให้”พูดจบก็รีบหยิบนาฬิกาข้อมือที่วางอยู่หลังตู้เย็นขึ้นมาสวมลวกๆ ก่อนคว้าแฟ้มงานกับกระเป๋าสะพายขึ้นคล้องไหล่“น้ากิ่งงงง ได้ยินไหมเนี่ย ตื่นรึยัง”แต่พอแง้มประตูห้องนอนชะโงกหน้าเข้าไปดู หญิงสาวก็ได้แต่ถอนหายใจ เมื่ออีกฝ่ายยังหลับสนิทอยู่บนฟูกเก่าๆเธอเดินเข้าไปดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้น้าสาวตามเดิม ก่อนจะหันหลังเตรียมออกจากห้อง ทว่าคนบนที่นอนกลับลืมตาขึ้นมาถามเสียงงัวเงีย“เงิน กยศ. เข้ายังวะ”“เข้าแล้วเมื่อคืน...เย็นนี้เดี๋ยวฉันซื้อ-”คำพูดชะงักไปทันที เมื่อคนผมฟูบนที่นอนแบมือขอเงินตรงหน้า จนสาวในชุดนักศึกษาต้องถอนหายใจออกมาอีกครั้ง“เดี๋ยวโอนให้ ฉันไปเรียนแล้ว!”ร่างบางรีบเดินออกจากห้อง แต่ยังไม่ทันพ้นหน้าประตู เสียงตะโกนก็ดังไล่หลังมา“โอนมาให้หมดนะโว้ยอีตาล! อย่าหมกเม็ด ไม่งั้นมึงไปหาที่ซุกหัวน
(พ.ศ 2555)“ล็อกประตูรึยัง?”เสียงทุ้มเอ่ยถามแหบพร่าพร้อมปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของตัวเองอย่างลวก ๆ ขณะที่หญิงสาวผมยาวตรงหน้ากำลังเร่งปลดหัวเข็มขัดให้เขาด้วยท่าทีร้อนรนไม่แพ้กัน“อืม…ล็อกแล้ว อ๊ะ!”ยังไม่ทันตั้งตัวดี ร่างสูงก็โถมเข้าประกบริมฝีปากเธอทันที จูบร้อนแรงบดเบียดจนลมหายใจของหญิงสาวสะดุดหายไปในลำคอภายในห้องเก็บดินปลูกและปุ๋ยกากมะพร้าวที่มีกระสอบนับร้อยวางเรียงราย กลิ่นอับชื้นกับเศษฝุ่นที่ลอยฟุ้งแทบไม่มีผลต่อคู่หนุ่มสาวที่กำลังคลอเคลียกันอย่างเร่าร้อนเลยแม้แต่น้อย“หะ…หิน อ๊า…วารีไม่ไหวแล้ว”หญิงสาวครางเสียงสั่น เมื่อริมฝีปากของชายหนุ่มไล่ดูดเม้มสร้างความวาบหวามไปทั่วสองเต้าอวบ เธอแอ่นกาย แหงนหน้ารับสัมผัสนั้น ก่อนจะดันอกกว้างของเขาให้เอนลงกับพื้น แล้วขยับขึ้นคร่อมด้วยสายตาร้อนฉ่า“เดี๋ยวก่อนวารี…หินลืมหยิบถุงยางมา”แม้เขาจะร้องทัก แต่กลับไม่อาจหยุดการกระทำต่อจากนี้ได้ ทันทีที่หญิงสาวกดตัวนั่งลง เสียงครางต่ำก็หลุดออกจากริมฝีปากหยักไม่ขาดสาย ทุกจังหวะที่เธอขยับขึ้นลงทำเอาสติของชายหนุ่มแทบกระเจิง“ซี๊ดดดดด วารี เบาหน่อย หินจะแตกแล้ว”“อื้อ…งั้นก็แตกสิ แตกใส่เราเลย”เสียงหวานกระซิบยั







