Mag-log in(พ.ศ. 2569)
ในห้องแถวเช่าเล็กๆ กลางตรอกแคบของชุมชนแออัดทางเหนือสุดของประเทศไทย หญิงสาวในชุดนักศึกษาค่อยๆ วางถ้วยข้าวต้มร้อนๆ ที่เพิ่งตักจากหม้อลงบนโต๊ะญี่ปุ่นหน้าโทรทัศน์เก่า ก่อนตะโกนเรียกคนที่ยังนอนอยู่ในห้อง
“น้ากิ่ง! ฉันไปก่อนนะ สายแล้ว วันนี้กินข้าวต้มเกลือไปก่อน เย็นนี้เดี๋ยวฉันซื้อหมูมาให้”
พูดจบก็รีบหยิบนาฬิกาข้อมือที่วางอยู่หลังตู้เย็นขึ้นมาสวมลวกๆ ก่อนคว้าแฟ้มงานกับกระเป๋าสะพายขึ้นคล้องไหล่
“น้ากิ่งงงง ได้ยินไหมเนี่ย ตื่นรึยัง”
แต่พอแง้มประตูห้องนอนชะโงกหน้าเข้าไปดู หญิงสาวก็ได้แต่ถอนหายใจ เมื่ออีกฝ่ายยังหลับสนิทอยู่บนฟูกเก่าๆ
เธอเดินเข้าไปดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้น้าสาวตามเดิม ก่อนจะหันหลังเตรียมออกจากห้อง ทว่าคนบนที่นอนกลับลืมตาขึ้นมาถามเสียงงัวเงีย
“เงิน กยศ. เข้ายังวะ”
“เข้าแล้วเมื่อคืน...เย็นนี้เดี๋ยวฉันซื้อ-”
คำพูดชะงักไปทันที เมื่อคนผมฟูบนที่นอนแบมือขอเงินตรงหน้า จนสาวในชุดนักศึกษาต้องถอนหายใจออกมาอีกครั้ง
“เดี๋ยวโอนให้ ฉันไปเรียนแล้ว!”
ร่างบางรีบเดินออกจากห้อง แต่ยังไม่ทันพ้นหน้าประตู เสียงตะโกนก็ดังไล่หลังมา
“โอนมาให้หมดนะโว้ยอีตาล! อย่าหมกเม็ด ไม่งั้นมึงไปหาที่ซุกหัวนอนที่อื่นเลย!”
"รู้แล้วน่า!"
น้ำตาล นักศึกษาเอกภาษาจีนชั้นปีที่สอง เด็กสาวที่ใครต่อใครต่างบอกว่าอนาคตกำลังสดใส แต่สำหรับเธอ...มันกลับมืดมนจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า
ชีวิตของน้ำตาลพังทลายลงตั้งแต่วันที่แม่จากไปเมื่อห้าปีก่อน ทิ้งเธอไว้กับน้าสาวเพียงคนเดียว พร้อมหนี้นอกระบบก้อนโตที่ไม่มีวันใช้หมด
เพราะต่อให้หาเงินมาใช้มากแค่ไหน ดอกเบี้ยมันก็ยังงอกขึ้นทุกวันราวกับดอกเห็ดอยู่ดี
ปี๊บ! ปี๊บ!
เสียงแตรรถที่ดังไล่หลังมาทำให้น้ำตาลสะดุ้ง รีบก้าวหลบรถที่แล่นผ่านไปอย่างฉิวเฉียด แต่แฟ้มเอกสารในมือกลับหลุดร่วงลงไปในแอ่งน้ำข้างถนน
หญิงสาวเบิกตากว้าง
“ไม่นะ!”
เธอรีบก้มลงหยิบแฟ้มขึ้นมาสะบัดน้ำออกอย่างลนลาน ก่อนเปิดดูเอกสารด้านในด้วยหัวใจเต้นรัว พอเห็นมุมกระดาษหลายแผ่นเปียกชื้น ใบหน้าหวานก็หม่นลงทันที
“โถ่เอ๊ย... เปียกจนได้”
น้ำตาลถอนหายใจยาว มองรายงานในมืออย่างเสียดาย เพราะมันคือรายได้ส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เธอประคองชีวิตในแต่ละเดือน
แม้ความจนจะทำให้ลำบากกว่าคนอื่น แต่ก็ผลักให้เธอต้องขยันมากกว่าใคร
หญิงสาวตั้งใจเรียน ท่องคำศัพท์ ฝึกแปลภาษาอยู่ทุกวัน จนมีทั้งเพื่อนและรุ่นพี่จ้างทำรายงาน รวมถึงงานแปลภาษาด้วย
เงินจากงานเหล่านี้ช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายได้ไม่น้อย เพราะแค่เบี้ยเลี้ยงจากกองทุน กยศ. เพียงอย่างเดียว มันไม่เคยพอสำหรับการใช้ชีวิตอยู่แล้ว
เย็นวันนั้นหลังเลิกเรียน น้ำตาลกลับมาถึงห้องแถวด้วยรอยยิ้มสดใส ในมือหิ้วถุงกับข้าวและเนื้อหมูที่ตั้งใจซื้อมาแกงให้น้ากิ่งตามสัญญา
เธอฮัมเพลงเบาๆ ระหว่างเดินเข้าซอย แต่ทันทีที่เปิดประตูห้องเข้าไป รอยยิ้มบนใบหน้าก็พลันหายวับ
ข้าวของภายในห้องกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น ลิ้นชักถูกรื้อค้นจนเละไม่เป็นท่า ส่วนน้ากิ่งนั่งนิ่งอยู่มุมห้อง สีหน้าซีดเผือดราวกับคนเสียขวัญ
“น้ากิ่ง! นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
น้ำตาลรีบวางถุงกับข้าวแล้ววิ่งเข้าไปหา
แต่แทนที่น้าสาวจะตอบ หญิงวัยกลางคนกลับลุกพรวดขึ้นมาจับไหล่หลานสาวไว้แน่น ดวงตากวาดมองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“ทำอะไรน้า?”
“อีตาล... มึงไม่มีแผลตรงไหนใช่ไหม?”
น้ำตาลชะงักไปเล็กน้อย ก่อนรีบถามกลับ
“น้านั่นแหละ เจ็บตรงไหนไหม พวกมันทำอะไรน้าหรือเปล่า?”
น้ากิ่งเม้มปากแน่น ก่อนยกมือเสยผมที่ยุ่งเหยิงขึ้นลวกๆ แล้วก้มลงเก็บข้าวของบนพื้นเงียบๆ ไม่ยอมสบตาหลานสาว
ท่าทางแบบนั้นยิ่งทำให้น้ำตาลเดือดขึ้นมา
“รอบนี้พวกมันทำเกินไปแล้วนะน้า ฉันว่าเราแจ้งตำรวจเถอะ!”
คำพูดนั้นทำให้อีกฝ่ายชะงักมือทันที ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองด้วยแววตาเหนื่อยล้า
“แจ้งตำรวจแล้วจะได้อะไรขึ้นมา? มีหวังป่อเต็กตึ๊งได้เข้ามาเก็บศพมึงกับกูน่ะสิ!”
“น้า...”
“เลิกคิดอะไรไม่เข้าท่าได้แล้วอีตาล ถ้ามันเป็นทางออกที่ดีกูทำไปนานแล้ว” น้ำเสียงของน้าสาวแข็งกระด้างขึ้น ก่อนจะเงียบไปครู่หนึ่ง “ถ้าไม่ใช่เพราะแม่มึง...”
เพียงได้ยินประโยคนั้น น้ำตาลก็หน้าถอดสีทันที
หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น ก้มหน้าลงซ่อนความรู้สึกที่ถาโถมอยู่ภายใน สุดท้ายเธอได้แต่หิ้วถุงกับข้าวเดินผ่านกองข้าวของที่กระจัดกระจายเข้าไปยังครัวเล็กๆ หลังห้อง โดยไม่พูดอะไรออกมาอีกสักคำ
เช้าวันใหม่มาถึง ทุกอย่างยังคงดำเนินไปเหมือนเดิม หากแต่มีสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไป
น้าสาวตื่นก่อนเธอ
ปกติแล้วน้ำตาลจะเป็นคนลุกจากที่นอนก่อนเสมอ แต่เช้านี้เมื่อเธอลืมตาขึ้นกลับพบเพียงที่นอนว่างเปล่า และชุดเดรสสีขาวชุดหนึ่งที่ถูกวางไว้ข้างเตียง
หญิงสาวถึงกับยิ้มกว้าง
"ไหนว่าไม่สนใจวันเกิด เพราะมันเป็นวันผลาญเงินโดยใช่เหตุไงล่ะ"
เธอพึมพำพลางหยิบชุดเดรสขึ้นมาดูด้วยความดีใจ อย่างน้อยน้าสาวก็ยังจำวันสำคัญของเธอได้
ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อเปิดโทรศัพท์ดูก็พบข้อความที่อีกฝ่ายส่งมานัดกินข้าวมื้อเย็นเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
รอยยิ้มบนใบหน้าของน้ำตาลจึงยิ่งกว้างขึ้นกว่าเดิม
เย็นวันนั้นน้ำตาลสวมชุดเดรสสีขาวออกไปตามนัดด้วยหัวใจที่เบิกบาน จะว่าไปนี่ก็เป็นการฉลองวันเกิดครั้งแรกในรอบห้าปีเลยก็ว่าได้
นับตั้งแต่แม่จากไป วันเกิดของเธอก็ไม่ต่างจากวันธรรมดาวันหนึ่ง
> น้ากิ่ง ฉันมาถึงแล้วนะ เมื่อไหร่น้าจะมา <
ข้อความถูกส่งออกไป แต่เวลาผ่านไปหลายนาทีก็ยังไร้การตอบกลับ
น้ำตาลลองโทรหาอีกฝ่ายหลายครั้ง ทว่าปลายสายกลับเงียบสนิท หญิงสาวกวาดตามองไปรอบร้านอย่างไม่สบายใจ
ร้านอาหารแห่งนี้ดูหรูที่สุดในตรอก แต่กลับมีแต่ชายชุดดำเดินเข้าออกตลอดเวลา จนบรรยากาศชวนอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
> น้า ที่นี่มันแปลกๆ มีแต่คนน่ากลัว ฉันกลับแล้วนะ <
เธอก้มหน้าพิมพ์ข้อความส่งไปอีกครั้ง ก่อนจะลุกจากเก้าอี้
แต่ยังไม่ทันได้ก้าวออกจากโต๊ะ จู่ๆ ถุงดำหนาทึบก็ครอบลงมาบนศีรษะอย่างรวดเร็ว
"ว้าย!"
น้ำตาลร้องลั่นด้วยความตกใจ สองมือรีบคว้าถุงบนหัวแต่กลับถูกใครบางคนจับแขนทั้งสองข้างเอาไว้แน่น
"ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยด้วย!"
เธอร้องสุดเสียง พลางออกแรงสะบัดตัวอย่างบ้าคลั่ง ทว่ารอบด้านกลับเงียบผิดปกติ ยิ่งไม่มีเสียงตอบรับ ความหวาดกลัวก็ยิ่งกัดกินหัวใจมากขึ้น
วินาทีต่อมา โลกทั้งใบก็หมุนคว้างเมื่อร่างของเธอถูกยกพาดขึ้นบ่า
"กรี๊ด! ปล่อยนะ! ปล่อยฉัน!"
หญิงสาวทุบตีแผ่นหลังกว้างตรงหน้าอย่างไม่คิดชีวิต ขาทั้งสองข้างดิ้นสะบัดไปมา ไม่นานนัก เธอก็ได้ยินเสียงประตูรถเลื่อนเปิดออก ก่อนร่างทั้งร่างจะถูกโยนเข้าไปด้านในอย่างแรง
"โอ๊ย!"
น้ำตาลร้องลั่น ความเจ็บแล่นวาบไปทั่วตัว
"ไอ้ฉิบหาย! เบาๆ หน่อยสิวะ ของเสียราคาหมดพอดี!"
เสียงชายคนหนึ่งดังขึ้นอย่างหัวเสีย
"ก็แม่งดิ้นไม่หยุดนี่หว่า"
"ถ้าลูกพี่เห็นรอยช้ำเยอะ มึงโดนแน่"
บทสนทนาสั้นๆ ทำให้เลือดในกายของน้ำตาลเย็นเฉียบ
ของเสียราคาหมด...
พวกมันกำลังพูดถึงเธออย่างนั้นหรือ
น้ำตาลเม้มริมฝีปากแน่น พยายามขยับถอยหนีทั้งที่มองอะไรไม่เห็น หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอก
แต่เมื่อเสียงประตูรถปิดดังขึ้น หญิงสาวก็พยายามบังคับตัวเองให้สงบ
...ตอนนี้เธอต้องมีสติ!
"เออ นั่งนิ่งๆ แบบนี้ก็ดีแล้ว จะได้ไม่เจ็บตัว"
"รอบนี้คงได้ราคาสูงว่ะ"
"ได้ดีแล้วก็อย่าลืมกันล่ะ สวยขนาดนี้ ไม่นานก็ได้ดี เผลอๆ เป็นคุณนายร้อยล้าน สบายไปทั้งชาติ"
"ใช่ไหมวะพวกมึง ฮ่าๆๆ"
เสียงหัวเราะดังลั่นไปทั้งรถ
ส่วนน้ำตาลได้แต่นั่งนิ่ง ใบหน้าภายใต้ถุงคลุมซีดเผือดจนไร้สีเลือด ตอนแรกเธอยังคิดว่าพวกนี้อาจจับคนผิด
แต่ตอนนี้...
"นี่น้าขายฉันจริงๆ เหรอ"
เสียงพึมพำสั่นเครือหลุดออกจากปาก
ไม่อยากเชื่อว่าคนที่เธอไว้ใจที่สุด จะเป็นคนหลอกเธอมาส่งให้กับคนพวกนี้...ในวันเกิดของตัวเอง!
💌 หนึ่งประโยคท้ายบท :
"แผลจากคนแปลกหน้า ไม่เจ็บเท่าแผลจากคนที่เราเรียกว่า ครอบครัว" 💔
กลางสะพานไม้ทอดยาวสู่ทุ่งกุหลาบแดงในยามค่ำคืน ศิลา เดินมาหยุดยังที่ประจำของตัวเอง สถานที่ที่เขามักจะมานั่งเงียบๆ ทุกครั้งที่รู้สึกอึดอัดหรือมีเรื่องให้คิดมากกลิ่นหอมหวานของดอกกุหลาบที่ลอยมากับสายลมเย็น ช่วยปลอบประโลมหัวใจได้เสมอ ความสงบนิ่งของที่นี่ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้หลบหนีจากความวุ่นวายภายนอกแต่ทันทีที่เดินมาถึง ชายร่างสูงกลับชะงักฝีเท้าบนม้านั่งกลางสะพาน มีร่างบางของหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้วภาพตรงหน้าทำให้ศิลาแปลกใจไม่น้อย เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครกล้าเข้ามาเหยียบที่นี่ เพียงแค่รู้ว่ามันเป็นสถานที่ส่วนตัวของเขาดวงตาคมเข้มมองแผ่นหลังเล็กที่นั่งนิ่งอยู่ท่ามกลางทะเลกุหลาบสีแดง ตรงนี้ไม่มีแสงไฟ มีเพียงแสงจันทร์สีซีดที่สาดลงมา ทว่าท่ามกลางความเงียบ เสียงสูดน้ำมูกเบาๆ ที่ดังขึ้นเป็นระยะ กลับทำให้ศิลารู้ได้ทันทีว่า หญิงสาวคนนั้นกำลังร้องไห้เขาจึงคิดจะหันหลังเดินกลับ แต่การก้าวพลาดไปเหยียบแผ่นไม้เก่าที่ผุกร่อนจนเกิดเสียงดังเบาๆ ทำให้หญิงสาวรู้ตัวทันทีว่าเธอไม่ได้อยู่เพียงลำพังน้ำตาล สะดุ้งเฮือก รีบยกมือปาดน้ำตาลวกๆ ก่อนลุกขึ้นยืนตัวตรง“ขอโทษค่ะ ฉันจะรีบกลับห้องเด
ภายในห้องกว้างมี่ถูกตกแต่งอย่างหรูหรา แอร์เย็นฉ่ำจนต่างจากโลกภายนอกลิบลับหลังจากถูกพาตัวเข้ามา น้ำตาลก็พบว่ามีเด็กผู้หญิงอยู่ในห้องก่อนแล้วหลายคน หากกวาดตามองคร่าวๆ ก็น่าจะราวสิบคนได้ ทุกคนอายุใกล้เคียงกันแต่สิ่งที่ทำให้เธอแปลกใจคือ ไม่มีใครดูหวาดกลัวหรือไม่เต็มใจเลยสักคนตรงกันข้าม แต่ละคนนั่งแต่งหน้า ทำผม เช็กตัวเองในกระจกกันอย่างตั้งอกตั้งใจ ราวกับกำลังเตรียมตัวขึ้นเวทีประกวดอะไรสักอย่าง“เธอก็มาเหมือนกันเหรอ?”เสียงคุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้น้ำตาลรีบหันไปมอง“ส้ม?”หญิงสาวขมวดคิ้วทันทีส้ม คือเพื่อนร่วมชั้นที่ไม่รู้ว่าไปโกรธเธอมาจากชาติปางไหน ตั้งแต่ปีหนึ่งจนถึงตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันวิชาการหรือกิจกรรมอะไร อีกฝ่ายมักหาเรื่องขัดแข้งขัดขาเธออยู่เสมอส้มยกยิ้มมุมปาก“เชอะ ก็ดีเหมือนกัน ฉันอยากรู้มานานแล้วว่าระหว่างเธอกับฉัน ใครสวยกว่ากัน”น้ำตาลยิ่งงงหนักกว่าเดิม“พูดอะไรของเธอเนี่ยส้ม? หรือว่าเธอก็ถูกลักพาตัวมาเหมือนกัน?”“เป็นบ้าอะไร โรคประสาทกำเริบเหรอ?”ส้มหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง“ฮ่าฮ่าฮ่า!”เสียงหัวเราะของเธอทำให้เด็กผู้หญิงคนอื่นในห้องพากันหัวเราะตามไปด้วยน้ำตาลอ
(พ.ศ. 2569)ในห้องแถวเช่าเล็กๆ กลางตรอกแคบของชุมชนแออัดทางเหนือสุดของประเทศไทย หญิงสาวในชุดนักศึกษาค่อยๆ วางถ้วยข้าวต้มร้อนๆ ที่เพิ่งตักจากหม้อลงบนโต๊ะญี่ปุ่นหน้าโทรทัศน์เก่า ก่อนตะโกนเรียกคนที่ยังนอนอยู่ในห้อง“น้ากิ่ง! ฉันไปก่อนนะ สายแล้ว วันนี้กินข้าวต้มเกลือไปก่อน เย็นนี้เดี๋ยวฉันซื้อหมูมาให้”พูดจบก็รีบหยิบนาฬิกาข้อมือที่วางอยู่หลังตู้เย็นขึ้นมาสวมลวกๆ ก่อนคว้าแฟ้มงานกับกระเป๋าสะพายขึ้นคล้องไหล่“น้ากิ่งงงง ได้ยินไหมเนี่ย ตื่นรึยัง”แต่พอแง้มประตูห้องนอนชะโงกหน้าเข้าไปดู หญิงสาวก็ได้แต่ถอนหายใจ เมื่ออีกฝ่ายยังหลับสนิทอยู่บนฟูกเก่าๆเธอเดินเข้าไปดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้น้าสาวตามเดิม ก่อนจะหันหลังเตรียมออกจากห้อง ทว่าคนบนที่นอนกลับลืมตาขึ้นมาถามเสียงงัวเงีย“เงิน กยศ. เข้ายังวะ”“เข้าแล้วเมื่อคืน...เย็นนี้เดี๋ยวฉันซื้อ-”คำพูดชะงักไปทันที เมื่อคนผมฟูบนที่นอนแบมือขอเงินตรงหน้า จนสาวในชุดนักศึกษาต้องถอนหายใจออกมาอีกครั้ง“เดี๋ยวโอนให้ ฉันไปเรียนแล้ว!”ร่างบางรีบเดินออกจากห้อง แต่ยังไม่ทันพ้นหน้าประตู เสียงตะโกนก็ดังไล่หลังมา“โอนมาให้หมดนะโว้ยอีตาล! อย่าหมกเม็ด ไม่งั้นมึงไปหาที่ซุกหัวน
(พ.ศ 2555)“ล็อกประตูรึยัง?”เสียงทุ้มเอ่ยถามแหบพร่าพร้อมปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของตัวเองอย่างลวก ๆ ขณะที่หญิงสาวผมยาวตรงหน้ากำลังเร่งปลดหัวเข็มขัดให้เขาด้วยท่าทีร้อนรนไม่แพ้กัน“อืม…ล็อกแล้ว อ๊ะ!”ยังไม่ทันตั้งตัวดี ร่างสูงก็โถมเข้าประกบริมฝีปากเธอทันที จูบร้อนแรงบดเบียดจนลมหายใจของหญิงสาวสะดุดหายไปในลำคอภายในห้องเก็บดินปลูกและปุ๋ยกากมะพร้าวที่มีกระสอบนับร้อยวางเรียงราย กลิ่นอับชื้นกับเศษฝุ่นที่ลอยฟุ้งแทบไม่มีผลต่อคู่หนุ่มสาวที่กำลังคลอเคลียกันอย่างเร่าร้อนเลยแม้แต่น้อย“หะ…หิน อ๊า…วารีไม่ไหวแล้ว”หญิงสาวครางเสียงสั่น เมื่อริมฝีปากของชายหนุ่มไล่ดูดเม้มสร้างความวาบหวามไปทั่วสองเต้าอวบ เธอแอ่นกาย แหงนหน้ารับสัมผัสนั้น ก่อนจะดันอกกว้างของเขาให้เอนลงกับพื้น แล้วขยับขึ้นคร่อมด้วยสายตาร้อนฉ่า“เดี๋ยวก่อนวารี…หินลืมหยิบถุงยางมา”แม้เขาจะร้องทัก แต่กลับไม่อาจหยุดการกระทำต่อจากนี้ได้ ทันทีที่หญิงสาวกดตัวนั่งลง เสียงครางต่ำก็หลุดออกจากริมฝีปากหยักไม่ขาดสาย ทุกจังหวะที่เธอขยับขึ้นลงทำเอาสติของชายหนุ่มแทบกระเจิง“ซี๊ดดดดด วารี เบาหน่อย หินจะแตกแล้ว”“อื้อ…งั้นก็แตกสิ แตกใส่เราเลย”เสียงหวานกระซิบยั


![นรสิงห์ [มาเฟียร้ายรัก]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




