Masukจูหยวนจางยังคงนั่งเป็นหุ่นไม้ด้วยมาดเคร่งขรึมแบบฉบับชายชาติทหารอยู่ตรงที่นั่งประจำตำแหน่งของรองแม่ทัพ
เขาได้รับหน้าที่ให้ดูแลทหารทุกคนในค่ายแห่งนี้
ถึงแม้ว่ายามนี้ที่ศึกสงครามยังไม่ปะทุดุเดือดแต่อย่างใด แต่เหล่าทหารทั้งหลายก็ยังคงต้องหมั่นฝึกฝนอยู่อย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งทหารใหม่ย่อมต้องมีเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย
เนื่องจากว่าแต่ละแคว้นนั้นยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของราชสำนัก ราชวงศ์ ทั้งยังอาคันตุกะแต่ละแคว้นที่มักจะไม่มีมิตรแท้แต่อย่างใด และที่สำคัญนั้น ค่ายทหารแห่งนี้ยังเป็นตำแหน่งหน้าด่านซึ่งใกล้เคียงกับชายแดน ฉะนั้นแล้วการเตรียมพร้อมทั้งกำลังคนและการฝึกฝนย่อมต้องมีมาอย่างสม่ำเสมอ
จูหยวนจางชอบชีวิตแบบนี้ เขาชอบที่จะอยู่กับเหล่าทหารพวกนี้มากกว่าอิสตรีที่ไหน การต่อสู้ การเข่นฆ่า เป็นอะไรที่ท้าทาย ทำให้ชีวิตของเขามีความหมายอีกทั้งเขายังไม่เคยรู้สึกขาดแคลนในสิ่งใด
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง นายทหารหัวหน้าหน่วยเข้ามารายงานถึงความพร้อมที่จะให้เหล่าทหารใหม่ได้แสดงฝีมือที่ติดตัวมาตามกลยุทธ์ต่างๆ เริ่มตั้งแต่ การยิงธนู การขี่ม้า การต่อสู้มือเปล่า การต่อสู้ด้วยอาวุธรูปแบบต่างๆ
และหลังจากหัวหน้าหน่วยเรียกรวมพลทหารใหม่จนพร้อมเพรียงกันอีกครั้ง ทุกอย่างจึงเริ่มขึ้น
การทดสอบแบบแรกเป็นการยิงธนู ซึ่งเป็นอะไรที่ค่อนข้างง่ายดายสำหรับหลิวหลี หญิงสาวมั่นใจว่าสามารถทำมันออกมาได้ดีอย่างแน่นอน
เพียงแต่...
เพียงแต่...
ถ้าจูหยวนจางจะไม่เดินมาดูการยิงธนูของแต่ละคนเสียใกล้ขนาดนี้
เดินมาใกล้ถึงเพียงนี้
เขาเดินดูแต่ละคนก่อนที่จะให้หัวหน้าส่งสัญญาณยิงธนูไปยังเป้าหมาย และแต่ละคนก็ทำได้ดี
"กลุ่มต่อไป!" เสียงตะเบ็งของหัวหน้าหน่วยเรียกกลุ่มคนที่มีหลิวหลีรวมอยู่ด้วย ให้มาประจำตำแหน่งคันธนู
เมื่อทุกคนพร้อมแล้วรวมทั้งหลิวหลี จูหยวนจางก็ทำแบบเดิม คือเดินมองแต่ละคนอย่างใกล้ชิด ก่อนจะส่งสัญญาณให้หัวหน้าหน่วย
เขาเดินมาทางนี้แล้ว...
เขาเดินใกล้มาทางนางแล้ว...
ใจหนึ่งของหญิงสาวเกรงว่าเขาจะจำนางได้ แต่อีกใจหนึ่ง ก็มั่นใจในการปลอมตัวของตนเอง
อืม...
ใจเย็นเข้าไว้ หลิวหลี
ใจเย็น...
เมื่อปลอบขวัญตนเองได้แล้ว จึงปล่อยคันธนูตามสัญญาณของหัวหน้าหน่วยในทันที และผลที่ได้ก็เป็นที่น่าพอใจ ธนูเข้าเป้าอย่างสวยงาม
อา...
สำเร็จ!
หลิวหลีดีใจจนยิ้มออกมา
นางยิ้มอย่างกว้างขวาง
นางยิ้มกับตนเองอยู่อย่างนั้น
แต่หญิงสาวต้องหุบยิ้มแทบไม่ทันเมื่อสายตาของนางเกิดปะทะกันกับสายตาคมของใครคนหนึ่ง
จูหยวนจาง!
เขามองนางอยู่
เขายืนอยู่ไม่ไกลจากตัวของนาง
เขามองนางอยู่
ไม่หรอกกระมัง หลิวหลีคิดในใจ
เขาคงมองคนอื่น คงมีใครยืนอยู่ทางด้านหลังของนางในยามนี้
คิดได้แล้วก็หันไปมองทางด้านหลังทันที
แต่...ไม่มีใคร
ไม่มีใครอยู่ที่ด้านหลังของนาง
ตายล่ะ!
หญิงสาวอุทานอยู่ในใจขณะยืนหันหลังให้จูหยวนจาง
ตาย ตาย
ทำอย่างไรดี
ไม่หรอก
เขาจำนางไม่ได้หรอก
จำไม่ได้
รีบออกจากระยะสายตาดีกว่า
คิดได้แล้วก็รีบเดินออกจากตำแหน่งตรงนั้นอย่างเร็ว ทิ้งใครบางคนให้ยืนนิ่งจ้องมองตามอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
จูหยวนจางยังคงจ้องมองไปที่ร่างของบุรุษคนหนึ่ง
เขาจำได้
เขาจำสายตานั่นได้
เขาจำริมฝีปากนั่นได้
เขาจำได้กระทั่งกลิ่นกายบนเนื้อนวลนาง
เขายังตกตะลึงกับตนเอง ว่าทำไม
ทำไม
ใยเขาถึงจำนางได้ทุกอย่างถึงเพียงนี้
นางปลอมตัวได้แนบเนียนจนเขาเองยังแปลกใจ
ถ้ามิได้เดินเข้าไปใกล้ ถ้ามิได้จ้องมองอย่างถ้วนถี่
เขาคงโดนนางหลอกได้สำเร็จ
ฮึ่ม!
นาง
นางเป็นอะไร
เป็นอะไรมากหรือไม่
นางตามเขามาถึงที่นี่
แทนที่นางจะเฝ้ารอเขาอย่างทรมานอยู่ที่บ้าน แต่นางกลับทำในสิ่งที่เขาคาดไม่ถึง
นางตามเขามา...
แต่ทว่ายามนั้นมีเหตุการณ์วุ่นวายอยู่นับครั้งไม่ถ้วนตรงแถบชายแดน เขาจึงต้องเดินทางไปประจำการอย่างเลี่ยงไม่ได้แต่ถึงกระนั้น หลิวหลีก็มิได้น่าห่วงสักเท่าไหร่เพราะว่านางย่อมมีผู้พิทักษ์นางได้เป็นอย่างดีแทนตัวของเขา เมื่อจูหยวนจางคิดมาถึงตรงนี้ เสียงเล็กๆแต่ทว่าเข้มข้นดุดันพลันดังขึ้น“หยุดเลยท่านพ่อ” เสียงของเด็กชายวัยเจ็ดขวบปีที่เป็นบุตรชายคนโตของจูหยวนจางเอ่ยขึ้นพร้อมเดินเข้ามาทางจูหยวนจางที่นั่งอยู่ตรงขอบเตียง “ห้ามแตะต้องน้องเล็กนะ” “ใช่ๆท่านพ่อควรไปอาบน้ำล้างตัวเปลี่ยนอาภรณ์เสียก่อน” และตามมาด้วยเสียงของเด็กชายวัยห้าขวบปีเอ่ยตามคนเป็นพี่ชาย “ข้าเห็นคราบเลือดติดอยู่ที่ชุดเกราะของท่านพ่อ” จูหยวนจางจึงรีบดึงฝ่ามือที่กำลังคิดจะอุ้มบุตรสาวที่เกิดมายังไม่ถึงหนึ่งชั่วยามนี้ในทันที เขาลืมไป...เมื่อเขาได้รับข่าวว่าหลิวหลีใกล้คลอดเต็มทีและนางก็เริ่มที่จะมีอาการผิดปกติคล้ายกับเจ็บท้องใกล้คลอดเตือนเป็นระยะๆมาหลายวัน เขาจึงรีบจัดการกับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่หมายจะเข้ามาสร้างความวุ่นวายตรงหมู่บ้านแถบชายแดนจนเสร็จสิ้นแล้วก็รีบควบม้าตะบึงกลับมาเขาใช้เวลาเดินทางอยู่
ด้วยความเมามาย ด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง ด้วยยังไม่ทันได้สังเกตหน้าตา จูหยวนจางเพียงเอื้อมฝ่ามือขึ้นมาแล้วเปิดผ้าคลุมหน้าของเจ้าสาวให้ตกไป ก่อนจะเข้าแนบชิดจัดการสตรีตัวร้ายที่บังอาจใช้สมรสพระราชทานครั้งนี้ผูกมัดเขาเอาไว้ค่ำคืนของการเข้าหอ ค่ำคืนของการเคี่ยวกรำ ค่ำคืนแห่งการทรมาน จูหยวนจางเพียงแค่อยากให้สตรีนางนี้ได้รู้ว่า นางกำลังคิดผิดอย่างมหันต์ ที่บังอาจใช้มารยาร้ายกาจเช่นนี้กับเขาเขาผู้ที่ไม่เคยพ่ายแพ้ให้แก่สตรีนางใด เขาผู้ที่ไม่เคยหลงกลสตรีคนไหน แต่กับนาง...ฮึ่ม! มันใช่หรือไม่และเมื่อเวลาผ่านไป ชายหนุ่มเริ่มสร่างเมา กิจกรรมกระทำชำเราได้สิ้นสุดลงและแล้วเขาจึงได้เห็นโฉมหน้าของเจ้าสาวเขาได้เห็นใบหน้าของนางได้ชัดเจนถนัดตาหลังจากที่เขาได้กระทำการกับนางไปอย่างถึงใจนางกำลังนอนหลับใหลอย่างหมดแรงอยู่ข้างๆกายของเขานางคือสตรีนางนั้นสตรีที่ปลอมตัวเป็นบุรุษนั่นจูหยวนจางถึงกับตกตะลึงลุกขึ้นนั่ง ด้วยคาดไม่ถึง ว่าจะเป็นนางใยถึงเป็นนางเป็นนางได้อย่างไรใยนางถึงต้องทำเยี่ยงนี้ใยนางไม่มาพบเขาดีๆใยนางต้องใช้สมรสพระราชทานฮึ! นี่คงจะเป็นมารยาที่แท้จริงของนางมันเกินไปหรือไม่!?เจอกันคราแรกแสร
แต่ไม่ว่าหลิวหลีจะเดินเล่นไปยังทางเดินด้านใด สายตาของนางก็มักจะไปหยุดอยู่ที่ใครบางคนอยู่ทุกทีร่ำไปโดยไม่รู้ตัวอา...นั่นเขากำลังทำอะไรเขากำลังยืนคุยอยู่กับเหล่าทหารทั้งหลาย ท่าทางของเขาดูผ่อนคลายยามเมื่อได้อยู่กับเหล่าสหายของเขาหือ!เขายิ้ม นั่นเขายิ้มเขายิ้มกับสหายของเขานางอยากเป็นสหายของเขาผู้นั้นเหลือเกินอืม...แล้วนี่นางจะมองเขาอีกนานหรือไม่กันหลิวหลีเริ่มงุนงงกับตนเอง มิรู้ได้ว่าทำไม รองแม่ทัพจูอะไรนี่ถึงได้อยู่ในสายตาของนางอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมกัน… จูหยวนจาง...จูหยวนจางยังคงครุ่นคิดถึงใครบางคนที่เขาได้เจอะเจอในวันนั้นในวันที่เขาไล่ต้อนเหล่าผู้ร้ายของชนเผ่าๆหนึ่งไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่งในวันนั้นเขาได้ช่วยเหลือคนผู้หนึ่งเอาไว้จากคมหอกที่พุ่งตัวลงมาจนเกือบจะปักกลางหลังของคนผู้นั้น ด้วยสัญชาตญาณของเขา เขาจึงก้มลงอุ้มร่างนั้นขึ้นมาบนหลังม้าของเขาเพื่อหลบคมหอกเล่มนั้น บุคคลคนนั้นที่เขาได้ช่วยเหลือเอาไว้เป็นสตรีมิใช่บุรุษเหมือนดั่งเช่นอาภรณ์ที่นางสวมใส่เขาสังเกตได้จากดวงตากลมโตที่เหม่อมองเขาอยู่จนตลอดในระหว่างที่เขาสั่งการอยู่กับทหารของเขาสตรีนางนี้เป็นใครกัน ใ
ทันใดนั้น ม้าตัวนี้พลันกระตุก หลิวหลีถึงกับสะดุ้งตกใจเกือบตกม้าไปจนต้องรีบเอื้อมมือน้อยๆของตนโอบกระชับคนตัวโตที่อยู่ตรงหน้าของนางเอาไว้แน่นหึ! เขาแกล้งนางหลิวหลีได้แต่ร่ำร้องอยู่ในใจเวลาผ่านไปครู่ใหญ่กว่าจะมาถึงในหมู่บ้านหลิวหลีรู้ดีว่ามันช่างใช้เวลานานมากกว่าคราแรกมากนัก กว่าจะเข้าถึงหมู่บ้านแห่งเดิม เนื่องจากว่าในคราแรกนั้นม้ามันวิ่งเร็วมากเพื่อที่จะต้องตามตะครุบคนร้าย แต่รอบนี้มันเพียงแค่วิ่งเหยาะๆก็เท่านั้นแต่ทว่า...ไม่รู้ทำไมหลิวหลีกลับรู้สึกได้ว่ามันเร็วเกินไปใยถึงหมู่บ้านเร็วเกินไปนัก นางยังอยากจะนั่งมองแผ่นหลังของใครบางคนอีกครู่หนึ่ง ไม่ได้หรือไรหลิวหลียังคงนั่งเหม่อมองแผ่นหลังกว้างใหญ่ของรองแม่ทัพจูอยู่อย่างนั้นโดยไม่รู้ตัว แล้วจู่ๆแผ่นหลังเปี่ยมเสน่ห์พลันหายไปหญิงสาวถึงกับกระพริบตากลมโตปริบๆ ขณะยังคงนั่งเก้ออยู่บนหลังม้าเมื่อหญิงสาวมองไปรอบๆทิศทางรอบตัว นางจึงได้เห็นรองแม่ทัพจูผูกม้าเอาไว้ทางหนึ่งแล้วเดินไปคุยอยู่กับชาวบ้านอีกทางหนึ่งโดยที่นางยังนั่งอยู่บนหลังม้าอยู่เลย...อะไรกัน?“น้องชายท่านนั้นไม่ลงมาจากม้าหรือ” เสียงของชาวบ้านท่านหนึ่งถามไปทางรองแม่ทัพจูโดยวาด
รอยเลือดที่มีมากกว่า ฝุ่นดินที่มีเยอะกว่า สิ่งเหล่านั้นแสดงให้เห็นว่ารองแม่ทัพจูผู้นี้กล้าหาญชาญชัยเพียงใดมิใช่ว่าเขาจะต้องอยู่กลางกลุ่มขบวนหรอกหรือ มิใช่ว่าเขาจะต้องให้เหล่าทหารออกประจัญบานล่วงหน้าหรอกหรือเพื่อรักษาบุคคลสำคัญที่มีตำแหน่งสูงส่งเหล่าทหารชั้นล่างย่อมต้องนำหน้าฟาดฟันก่อนมิใช่หรือ หลิวหลีคิดไปพลางเมียงมองสังเกตการณ์เหล่าทหารคนอื่นโดยรอบทิศทางอยู่อย่างนั้น“จะกลับหรือไม่” เสียงห้วนๆของรองแม่ทัพจูเอ่ยขึ้นทำเอาเด็กชายพลันสะดุ้งตกใจจนหัวของเขาเกือบตกออกจากไหล่ของหลิวหลี“เอ่ยดีๆไม่ได้หรือไร เด็กตกใจแล้วเห็นหรือไม่” หลิวหลีดุใส่รองแม่ทัพจูอย่างไม่ชอบใจ ดวงตากลมโตของนางจ้องเขม็งใส่รองแม่ทัพผู้นี้อย่างไม่ยินยอมให้เขาทำนิสัยแข็งกระด้างใส่นางรองแม่ทัพจูไม่เอ่ยตอบคำใด เขาเพียงก้มหน้าโน้มตัวลงมาใกล้ๆหลิวหลีที่นั่งอยู่กับพื้นหลิวหลีถึงกับถลึงตาโตตกใจเขาจะทำสิ่งใดนาง!?หญิงสาวถึงกับกระโดดตัวลอยหลบออกจากระยะที่รองแม่ทัพจูก้มใบหน้าคมคายของเขาและโน้มตัวของเขาลงมาเด็กชายที่นั่งพิงไหล่ของหลิวหลีอยู่ถึงกับล้มตัวหน้าทิ่มลงพื้นดิน“โอ๊ย! ข้าเจ็บนะ พี่ชาย” เด็กน้อยถึงกับโวยวายใส่หลิวหล
เวลาผ่านไปอีกครู่ใหญ่หลังการจลาจลสงบลงโดยการที่กลุ่มคนร้ายถูกกลุ่มทหารกลุ่มใหญ่ไล่ต้อนจนกลุ่มคนร้ายพวกนั้นถูกล้อมเอาไว้และโดนไล่ต้อนไปที่ทุ่งโล่งกว้างหลังหมู่บ้านแห่งนี้หลิวหลีและเด็กชายคนหนึ่งจึงถูกบุรุษเจ้าของฝ่ามือที่กระตุกหลิวหลีขึ้นมานั่งอยู่บนหลังม้าตัวนี้ก่อนหน้านั้นจึงได้ถูกปลดปล่อยให้หลิวหลีกับเด็กชายเป็นอิสระจากบนหลังม้า“รองแม่ทัพจู” เสียงทหารนายหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับทำความเคารพมายังบุรุษผู้ที่หลิวหลีกำลังจ้องมองเขาอยู่“เจ้ากลุ่มพวกนี้มิใช่กบฏ แต่เป็นชนเผ่าๆหนึ่งที่อาศัยอยู่ตามชายแดนที่เข้ามาหมายก่อความวุ่นวายเพื่อดึงความสนใจให้พรรคพวกของมันเข้าปล้นชิงอีกทางหนึ่ง” บุคคลที่นายทหารเรียกว่ารองแม่ทัพจูเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำน่ายำเกรง“ตรงนี้มิได้มีอาณาเขตติดกับชายแดน ใยถึงเข้ามาได้กัน” หลิวหลีโพล่งถามขึ้นตามที่ตนสงสัยขณะยืนอยู่ไม่ไกลกับบุรุษนามว่ารองแม่ทัพจูรองแม่ทัพจูท่านนั้นหันหน้ามามองหลิวหลีด้วยสายตาคมเข้มดุดันพลางเอ่ยเสียงต่ำ “หากคิดจะปลอมตัวเป็นบุรุษก็ควรจะทำให้แนบเนียน มิเช่นนั้นเจ้าอาจจะไม่รอด” จบคำก็สะบัดชายผ้าเดินจากไปไร้ซึ่งคำตอบใดๆที่หลิวหลีเอ่ยถามไปเมื่อครู่
เวลายามซื่อ(09.00-10.59) ณ ท้องพระโรงของพระราชวังแห่งแคว้นเฉินเดิมทีจูหยวนจางเพียงต้องการเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อรายงานตัวเกี่ยวกับข่าวต้วนซิ่วของเขาเพียงส่วนตัวกับพระองค์ภายหลังจากเวลาว่าราชการขององค์ฮ่องเต้ทรงเสร็จสิ้นแต่ทว่า...แม่ทัพใหญ่หยางเจี๋ยกลับไม่ยินยอม ทั้งยังเอ่ยปากขอร้องฮ่องเต้ให้เขาได้เข
และแล้วประโยคของสาวใช้นางนี้ทำเอาคิ้วคมเข้มของจูหยวนจางพลันกระตุกอย่างเห็นได้ชัด“จริงๆนะเจ้าคะ” เซียงอี่ยังคงเอ่ยคำ นางต้องรีบใส่ร้ายป้ายสีหลิวหลี ฮูหยินของจูหยวนจางให้ได้โดยเร็ว ก่อนที่ทั้งสองจะมีเวลาอยู่ด้วยกันจนเกิดรักใคร่กันมิได้ห่างเหินกันเหมือนดังเช่นกาลก่อน เช่นนั้นแล้ว นางมีเวลาแค่ช่วงนี้เ
และเพียงไม่นาน ห้องพักสองห้องที่อยู่ติดกันตรงสุดทางเดินด้านในของโรงเตี๊ยมแห่งนี้พลันปรากฏเสียงบางอย่างที่ดังออกมาคล้ายๆกันได้อย่างน่าชื่นชมตรงทางเดินที่ทางด้านหน้าของห้องพักสองห้องที่กำลังเกิดเสียงแปลกประหลาดอยู่ในขณะนี้หลงจู๊ประจำโรงเตี๊ยมนามว่าอาเป่ากำลังยืนสับสนอยู่ตรงด้านหน้าของห้องสองห้องนี้
"อ่า... ท่านรองแม่ทัพ ไม่ทราบว่า อาหลิ่วมันทำความผิดอะไรไว้หรือขอรับ" เพื่อนทหารในกลุ่มกล่าวขึ้นอย่างรู้สึกเป็นห่วงสหายของตนเมื่อเห็นจูหยวนจางส่งสายตาฟาดฟันไปทางอาหลิ่วจูหยวนจางมิได้ตอบคำใด มาดของผู้นำที่มักจะเคร่งขรึมของเขาทำให้บรรดาทหารพากันเงียบกริบ ชายหนุ่มยังคงเดินเข้าไปหาอาหลิ่วโดยไม่สน







