LOGINหานจื่อเยว่แพทย์ทหารมากความสามารถทั้งด้านการแพทย์ที่เก่งกาจจากยุคปัจจุบัน ที่ตายระหว่างติดตามทหารหน่วยรบพิเศษออกไปปฏิบัติหน้าที่ จึงทำให้วิญญาณของเธอเดินทางข้ามเวลาไปในโลกคู่ขนานยุคโบราณในราชวงศ์ต้าฉี วิญญาณของเธอได้มาเกิดใหม่ในร่างของหญิงสาวที่มีชื่อแซ่เดียวกันที่ตายเพราะถูกเหอซินอี๋น้องสาวของเหอหลิงเฟิงผลักตกแม่น้ำเพราะมีปากเสียงกัน หานจื่อเยว่ในยุคโบราณนั้นเกิดในครอบครัวชาวนามีบิดาเป็นซิ่วไฉ ซึ่งสอบไม่ผ่านจวี่เหริน หานเยี่ยนโจวได้อาศัยตำแหน่งซิ่วไฉของเขา เปิดโรงเรียนส่วนตัว สอนหนังสือให้เก็บเด็กๆในหมู่บ้านชิงซานและหมู่บ้านข้างเคียง เพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูลูกๆทั้งสี่คน หานจื่อเยว่เป็นบุตรสาวคนโต และมีสัญญาหมั้นหมายกับเหอหลิงเฟิง ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหานเยี่ยนโจว หลังจากที่เหอหลิงเฟิงสอบผ่านและได้ตำแหน่งทั่นฮวาเขาได้เข้าไปอยู่ในสำนักฮั่นหลินและได้แต่งงานกับลูกสาวของรองเจ้ากรมพิธีการ หลังจากนั้นเขาก็กลับมาบ้านเกิดและถอนหมั้นกับหานจื่อเยว่เดิมทีหานหลิงเฟิงคิดว่าหานจื่อเยว่จะร้องไห้ฟูมฟายและไม่ยอมถอนหมั้น แต่สิ่งที่เหอหลิงเฟิงคิดนั้นผิดเพราะหานจื่อเยว่คนนี้ หาใช่หานจื่อเยว่คนเดิม นางไม่ได้สนใจในตัวเหอหลิงเฟิงทั้งยังเกลียดบุรุษเช่นเหอหลิงเฟิงเป็นที่สุด นางเพียงพูดออกมาประโยคเดียวเท่านั้น “ข้าหวังว่าท่านจะไม่เสียใจในภายหลัง”
View Moreหานจื่อเยว่ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกปวดหัวและเจ็บคอเหมือนว่าจะป่วยเสียแล้ว แต่เดียวก่อนนะ ไม่ใช่ว่านางตายไปแล้วหรือ เหตุใดคนตายถึงได้มีความรู้สึกปวดหัวล่ะ วิญญาณจะปวดหัวได้ด้วยหรือ
หานจื่อเยว่ลืมตาขึ้นมองไปรอบ ๆ สิ่งที่ปรากฏในสายตาตอนนี้คือ ห้องสี่เหลี่ยมผนังทำจากดิน หลังคามุงด้วยหญ้าคา ภายในห้องมีตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้ง และโต๊ะกลม กับเก้าอี้หนึ่งตัว เครื่องเรือนทำจากไม้เนื้อแข็ง
หลังจากที่มองไปรอบ ๆ เพื่อความแน่ใจ ตอนนี้หานจื่อเยว่แน่ใจแล้วว่าตัวเองได้เดินทางข้ามเวลามาเกิดใหม่ ตอนนี้ในหัวของนางกลับมีความทรงจำของใครบางคนแล่นเข้ามาในหัว หลังจากหลอมรวมความทรงจำของร่างเดิมแล้ว หานจื่อเยว่จึงได้รู้ว่าในที่แห่งนี้เป็นยุคโบราณที่ไม่มีในประวัติศาสตร์
ที่นี้คือแคว้นต้าฉี เมืองชิงสุ่ย อำเภอหลิงซี ตำบลเริ่นอัน หมู่บ้านชิงซาน ซึ่งเมืองชิงสุ่ยนี้อยู่ทางตะวันออกของแคว้น ชาวบ้านในหมู่บ้านชิงสุ่ยมีอาชีพเพาะปลูกเป็นหลัก หลังจากฤดูเพาะปลูก อาศัยภูเขาหาของป่าเพื่อประทังชีวิต ดังเช่นคำที่กล่าวเอาไว้ว่า ใกล้ภูเขาอาศัยภูเขาเลี้ยงชีพ
ตามความทรงจำของร่างเดิม หานจื่อเยว่เป็นบุตรสาวคนโตของบ้าน มีน้องชายสามคน บิดาเป็นซิ่วไฉ เปิดโรงเรียนส่วนตัวสอนหนังสือให้กับเด็กในหมู่บ้านและหมู่บ้านข้างเคียง
เพราะหานเยี่ยนโจวเป็นคนจิตใจดีมีเมตตาและซื่อสัตย์ เขาเก็บค่าธรรมเนียมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และเหอหลิงเฟิงก็เป็นหนึ่งในศิษย์ของหานเยี่ยนโจว เหอหลิงเฟิงถือว่าเป็นคนที่มีพรสวรรค์โดดเด่นและเป็นนักเรียนเพียงคนเดียวที่สามารถสอบผ่านจากระดับท้องถิ่นไปจนถึงการสอบหน้าพระที่นั่ง
สำหรับการสอบหน้าพระที่นั่งนั้น เหอหลิงเฟิงสอบได้อันดับที่สามหรือที่เรียกว่าทั่นฮวา หลังจากที่เขาสอบได้ตำแหน่งทั่นฮวาและได้เข้าไปประจำอยู่สำนักฮั่นหลิน ผ่านเส้นสายของพ่อตาของเขา นั่นก็คือรองเจ้ากรมพิธีการ
เหอหลิงเฟิงปกปิดเรื่องที่เขาแต่งงานกับหญิงสาวในเมืองหลวง ครอบครัวของเขาเองก็รู้เรื่องที่เขาแต่งงานเช่นเดียวกันและต่างก็ช่วยเขาปกปิดความจริงเอาไว้ เพื่อรอเวลาให้เขากลับมาถอนหมั้น หากภรรยาใหม่และพ่อตาของเขารู้ว่าเขามีคู่หมั้นอยู่ที่บ้านเกิด เส้นทางขุนนางของเขาคงพบกับปัญหาแน่
เพราเหตุนี้เหอซินอี๋ถึงได้หาเรื่องกลั่นแกล้งและมีปากเสียงกับหานจื่อเยว่ทุกครั้งที่พบหน้ากัน วันนี้ก็เช่นกัน ระหว่างที่หานจื่อเยว่กำลังซักผ้าอยู่ริมแม่น้ำ เหอซินอี๋ที่มาซักผ้าด้วยเช่นกัน มีความคิดที่ว่าจะกำจัดหานจื่อเยว่ให้พ้นจากพี่ชายของนางอย่างไรดี
ความคิดชั่ววูบ เหอซินอี๋๋ได้ผลักหานจื่อเยว่ตกลงไปในแม่น้ำ หลังจากผลักหานจื่อเยว่ตกลงไปในแม่น้ำแล้วเหอซินอี๋ก็รีบวิ่งกลับบ้านทันที เดิมทีนางคิดว่าไม่มีผู้ใดเห็นตอนที่นางผลักหานจื่อเยว่ตกน้ำ แต่ป้าจางก็มาเห็นเข้าพอดี เหอซินอี๋รีบวิ่งกลับบ้านทันที
ร่างเดิมว่าน้ำไม่เป็นทำให้นางจมน้ำตาย ในตอนนั้นเองวิญญาณของหานจื่อเยว่จากโลกอีกใบก็เขามาอาศัยอยู่ในร่างของนางแทน ตอนนี้ที่บ้านไม่มีผู้ใดอยู่ คาดว่าบิดามารดาของร่างเดิมคงไปทวงถามความยุติธรรมและความรับผิดชอบที่บ้านสกุลเหอแล้ว
หานจื่อเยว่นอนลืมตามองหลังคามุงหญ้าคิดเรื่อยเปื่อย ไม่นานก็มีหัวเล็ก ๆ โผล่มาข้าง ๆ ประตู ดูเหมือนว่าจะเป็นน้องชายคนเล็กของบ้าน หานอี้เฉิน พอเด็กน้อยเห็นว่าพี่สาวตื่นแล้วเขาก็รีบวิ่งออกไปทันที ปากก็ตะโกนว่า
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่รอง พี่สาม พี่หญิงใหญ่ตื่นแล้ว”
ไม่นานก็มีคนห้าคนวิ่งตามกันเข้ามาในห้อง เดิมทีห้องก็ไม่ได้มีขนาดใหญ่อันใด ตอนนี้คนทั้งหมดในบ้านมาอัดแน่นอยู่ในห้องเดียวกัน ทำให้ห้องที่เล็กอยู่แล้วก็ยิ่งเล็กลงไปอีก หญิงวัยกลางคนรีบเข้ามาจับมือนาง ปากก็เอ่ยถามด้วยความร้อนใจ
“เยว่เอ๋อร์ ลูกรู้สึกอย่างไรบ้าง เจ้าเจ็บตรงไหนหรือไม่ ปวดหัวหรือเปล่า เจ้าตอบแม่หน่อยสิ เจ้าไม่สบายตรงไหนบอกแม่กับพ่อของเจ้ามาเถอะ เจ้ารอง รีบไปตามหมอหลี่มาเร็วเข้า”
“ขอรับท่านแม่ ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้” หานจื่อเซวียนรับคำแล้วรีบวิ่งออกไปทันที
“เยว่เอ๋อร์ ลูกรู้สึกอย่างไร ไม่สบายตรงไหน” หานเยี่ยนโจวมองดูบุตรสาวที่แสนดีด้วยความปวดใจ
“ท่านแม่ ท่านพ่อ ข้าไม่เป็นอันใดเจ้าค่ะ เพียงแต่รู้สึกปวดหัวและเป็นไข้นิดหน่อยเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็รอให้หมอหลี่มาถึง แล้วตรวจอาการเจ้าอีกครั้ง ให้ละเอียด ลูกสาวบ้านเหอช่างน่ารังเกียจเสียจริง ป้าจางบอกแม่ว่านางผลักเจ้าจากด้านหลัง แม่ไม่เข้าใจว่านางมีความแค้นอันใดกับเจ้าถึงได้ทำเยี่ยงนี้ ในวันข้างหน้า ลูกแต่งเข้าบ้านสกุลเหอไป จะใช้ชีวิตเยี่ยงไรกัน” หลินซือหลิงพูดทั้งน้ำตา
“ข้าเองก็ไม่ทราบเจ้าค่ะท่านแม่ ข้าเองไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางและคนบ้านสกุลเหอถึงได้เปลี่ยนไปตั้งแต่เหอหลิงเฟิงสอบได้ทั่นฮวาเจ้าค่ะ”
“พ่อได้ไปทวงถามความยุติธรรมให้เจ้า คนบ้านเหอบอกว่าจะพาเหอซินอี๋มาขอโทษเจ้าในวันพรุ่งนี้”
“นางจะยอมมาหรือเจ้าคะ แล้วคนบ้านเหอจะอยากขอโทษลูกจากใจจริงหรือเจ้าคะ”
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงของหานเหวินเซวียนดังขึ้นที่หน้าประตู “ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านหมอหลี่มาแล้วขอรับ”
“ท่านหมอหลี่ รบกวนท่านตรวจดูอาการของเยว่เอ๋อร์อีกครั้งนะขอรับ”
“หานซิ่วไฉ ท่านวางใจเถอะ”
หลังจากที่ท่านหมอหลี่ได้ตรวจอาการเรียบร้อยแล้ว ผลการตรวจร่างกายสรุปได้ว่า นางเป็นไข้เพราะความเย็นได้ซึมเข้าสู่ร่างกาย หมอหลี่จัดยาให้สามเทียบและกำชับให้นางพักผ่อนให้ดี ไม่เกินสามวันก็จะหายดี หลังจากจ่ายค่าตรวจและค่ายาแล้ว หานเยี่ยนโจวส่งท่านหมอหลี่กลับไปโดยมีหานเหวินเซวียนตามกลับไปรับยาด้วย
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าขอโทษที่ทำให้พวกท่านเป็นห่วงนะเจ้าคะ”
“เจ้าอย่าได้พูดเช่นนั้นเลย หาใช่ความผิดของเจ้า เอาล่ะเจ้าพักผ่อนเถอะ รอจื่อเซวียนนำยากลับมาให้แม่เจ้าต้มให้เจ้าดื่ม ลูกสองคนก็ออกไปเล่นข้างนอกเถอะ อย่ารบกวนพี่สาวพักผ่อน”
“ขอรับท่านพ่อ” หานเหวินเทียนรับคำ
“ข้าไม่ไป ข้าจะอยู่กับพี่หญิงใหญ่” หานอี้เฉินตัวน้อยเบะปาก
“ไม่ได้ พี่สาวของเจ้าไม่สบาย นางต้องการพักผ่อน เจ้าออกไปช่วยแม่เลี้ยงไก่ดีหรือไม่”
“ก็ได้ขอรับ เช่นนั้นช้าจะไปจับแมลงมาเลี้ยงไก่ พี่สามท่านต้องไปกับข้านะขอรับ”
“ตกลง พี่สามจะไปกับเจ้า”
ไม่นานหานจื่อเซวียนก็กลับมาพร้อมกับเทียบยา หลินซือหลิงลงมือต้มยาให้ลูกสาว หลังจากที่นำยามาส่งให้หานจื่อเยว่แล้วนางกับบุตรชายคนโตก็รีบไปที่แปลงนาของตัวเองทันที
ตอนนี้เริ่มเข้าสู่ปลายฤดูเพาะปลูกแล้ว ที่นาของบ้านหานมีทั้งหมดห้าหมู่ ตอนนี้ปลูกขาวสาลีไปแล้วสี่หมู่ เหลืออีกหนึ่งหมู่ยังปลูกไม่ทันเสร็จ หานจื่อเยว่ก็มาเกิดเรื่องเสียก่อน ทำให้ต้องหยุดงานในนาไปดูแลลูกสาวเสียก่อน
เช้าวันต่อมา เหอซินอี๋ถูกหลี่เยี่ยนหรานผู้เป็นแม่ฉุดกระชากลากถูมาที่บ้านสกุลหาน แม้ว่าทั้งสองแม่ลูกจะไม่เต็มใจ แต่ก็ต้องมาเพื่อรักษาชื่อเสียงอันดีงามในหมู่บ้านเอาไว้ หากลูกชายของนางกลับมาแล้วชื่อเสียงด่างพร้อยก็จะกระทบกับตำแหน่งขุนนางของเขา
“ท่านแม่ เหตุใดท่านถึงต้องลากข้ามาเพื่อขอโทษนังจื่อเยว่นั่นด้วย ถึงอย่างไรนางก็ไม่มีวันได้แต่งเข้าบ้านเรา”
“เจ้าคิดว่าแม่อยากทำเช่นนี้หรือ หากแม่ไม่กลัวว่าชื่อเสียงของพี่ชายเจ้าจะเสียหายแล้วล่ะก็ แม่ไม่มีวันมาขอโทษนางเด็กนั่นหรอกนะ”
“เหตุใดนังนั่นถึงไม่ตาย ๆ ไปซะ พี่ชายจะได้สบายใจเสียที”
“เจ้าจะพูดจะจาอันใดก็ระวังเอาไว้บ้าง หน้าต่างมีหู ประตูมีช่อง อย่าให้การกระทำของเจ้ามาทำลายอนาคตของพี่ชายเจ้า เข้าใจหรือไม่”
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
“เอาล่ะ ถึงบ้านสกุลหานแล้ว จำเอาไว้ว่าเจ้าควรพูดอย่างไร ควรทำอย่างไร”
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะท่านแม่”
สองแม่ลูกเดินมาถึงบ้านสกุลหาน หลังจากเคาะประตูอยู่สองสามครั้งก็มีคนออกมาเปิดประตู คนที่มาเปิดประตูคือหานเหวินเทียน เมื่อหานเหวินเทียนเห็นสองแม่ลูกบ้านเหออยู่หน้าประตูบ้านก็รู้สึกโมโหขึ้นมาทันที แต่เพราะได้รับการอบรมสั่งสอนมาจากบิดาที่เป็นซิ่วไฉ หานเหวินเทียนระงับความโกรธและกลืนคำพูดลงไปในลำคอแล้วเชิญคนเข้ามาในบ้าน
“เหวินเทียน พ่อแม่ของเจ้าอยู่หรือไม่”
“ท่านป้ามาพบท่านพ่อกับท่านแม่ข้าหรือขอรับ เช่นนั้นก็เชิญด้านในเถอะ”
หานเหวินเทียนเดินนำทั้งสองคนเข้าไปในบ้าน หลังจากพาทั้งสองคนไปที่ห้องโถง เขาหันหลังไปตามมารดาและบิดาออกมาทันที โดยไม่สนใจแม้แต่จะยกน้ำชามารับรองสองแม่ลูก เมื่อเห็นว่าหานเหวินเทียนเดินออกไปจนลับสายตาแล้ว หานซินอี๋ก็พูดขึ้นว่า
“ท่านแม่ดูสิเจ้าคะ ก็แค่มีบิดาเป็นซิ่วไฉ มีอันใดน่าภูมิใจนักหนา ไม่รู้จะเชิดหน้าคอตั้งหลังตรงอันใดกัน รอให้พี่ใหญ่กลับมาก่อนเถอะ ข้าจะดูว่าพวกเขาจะเชิดหน้าไปได้สักกี่วัน”
“เจ้าหุบปาก อย่าลืมว่าพวกเรามาทำอันใดที่นี่ มีอันใดค่อยกลับไปพูดที่บ้าน ตอนนี้สิ่งที่ต้องทำคือขอโทษหานจื่อเยว่ให้ดี ถึงแม้ว่าจะเป็นการฝืนใจพวกเราก็ต้องทำ รอจนกว่าพี่ชายของเจ้าจะกลับมาถอนหมั้นกับนาง ตอนนี้พวกเราทำได้แค่อดทนเข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจเจ้าค่ะท่านแม่”
สองแม่ลูกนั่งรออยู่ครู่ใหญ่ หานเยี่ยนโจวกับภรรยาถึงได้เดินเข้ามาในห้องโถง แม้ในใจของทั้งสองคนจะไม่พอใจมากเพียงใดที่คนบ้านสกุลหานให้ตัวเองมานั่งรอ ทว่าพวกนางกลับไม่กล้าแสดงออกมาว่าไม่พอใจเลยแม้แต่น้อย เมื่อเห็นสองสามีภรรยาเดินเข้ามา ก็ลุกขึ้นทักทายด้วยความยิ้มแย้ม
“หานซิ่วไฉ หลินซื่อ ข้าขออภัยที่มารบกวนเวลาของทั้งสองคนในวันนี้ หากไม่ใช่เพราะลูกสาวไม่รู้ความของข้า แม่หนูจื่อเยว่ก็คงไม่ตกลงไปในแม่น้ำ ข้าขอโทษพวกท่านจริง ๆ วันนี้ข้าเลยให้นางมาขอโทษแม่หนูจื่อเยว่”
“เยว่เอ๋อร์ไม่เป็นอันใดแล้ว ข้าหวังว่าในอนาคตจะไม่มีเหตุการณ์เยี่ยงนี้เกิดขึ้นอีก”
“หานซิ่วไฉ โปรดวางใจ อีกไม่นานพวกเราก็จะเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ข้ารับรองว่าจะไม่มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีกเด็ดขาด”
ทันใดนั้น เหอซินอี๋ก็คุกเข่าลงดังตุ๊บ นางโขกหัวขอโทษประหนึ่งว่านางสำนึกผิดจริง ๆ แต่ผู้ใดจะไปรู้ว่าภายใต้ใบหน้าที่สำนึกผิดนั้น ภายในใจนางเก็บความแค้นเอาไว้เต็มอกและดีดลูกคิดในใจเอาไว้แล้วว่าจะแก้แค้นอย่างไรให้สมกับความคับแค้นใจในครั้งนี้
“ข้าขอโทษเจ้าค่ะ ข้าผิดไปแล้ว ข้าหวังว่าจื่อเยว่จะยกโทษให้ข้า เป็นข้าที่เลอะเลือนไปเอง ต่อไปข้ารับรองว่าจะไม่ทำเช่นนี้อีก ถึงอย่างไรในอนาคตนางก็จะแต่งให้พี่ชายของข้า ในอนาคตนางก็คือพี่สะใภ้ของข้า ข้าจะไม่ทำเช่นนี้ และจะเคารพนางให้ดีในอนาคตเจ้าค่ะ”
“เอาล่ะ ความจริงใจของเจ้าพวกเรารับรู้แล้ว แต่เยว่เอ๋อร์ไม่สบายยังไม่สามารถออกมาพบเจ้าได้ เอาไว้นางหายดีแล้วเจ้าค่อยมาเยี่ยมนางใหม่ ท่านหมอหลี่บอกว่าตอนนี้ร่างกายของนางไม่สามารถต้องลมเย็นได้ มิเช่นนั้นแล้วอาการเจ็บป่วยจะเรื้อรังและยากแก่การรักษา”
“เช่นนั้นแล้ว ข้าขอตัวกลับก่อน นี่เป็นไข่ที่ได้จากแม่ไก่ที่บ้าน เอาไว้บำรุงร่างกายของแม่หนูจื่อเยว่ หวังว่าท่านจะไม่รังเกียจนะเจ้าคะ”
“ขอบคุณท่านมาก เช่นนั้นแล้วข้าจะไม่เกรงใจก็แล้วกัน” หลินซือหลิงรับตะกร้าไข่จากแม่ของเหอหลิงเฟิงมา นางมองดูสองแม่ลูกที่เดินห่างออกไปจนลับสายตา
หานจื่อเยว่ปิดประตูห้องโถงลงอย่างแน่นหนา หลังจากมั่นใจว่าไม่มีสายตาของผู้ใดสอดแนมอยู่ด้านนอก นางจึงหันกลับมาหาบิดามารดาและน้องชายทั้งสามที่กำลังยืนมองนางด้วยความสงสัย หลินซือหลิงเห็นท่าทางระแวดระวังของบุตรสาวก็อดขมวดคิ้วไม่ได้“เยว่เอ๋อร์ มีเรื่องอันใดต้องปิดประตูหน้าต่างมิดชิดถึงเพียงนี้”หานจื่อเยว่ไม่ตอบคำถามในทันที นางเดินไปหยิบตะกร้าไม้ไผ่ที่วางอยู่มุมห้องมาวางลงบนโต๊ะกลางห้องโถง ก่อนจะหยิบเอาเหอโส่วอูหัวใหญ่ออกมาวางเรียงกันให้ทุกคนได้เห็นหานเยี่ยนโจวเป็นซิ่วไฉ แม้จะเป็นเพียงบัณฑิตชาวนา แต่เขาย่อมมีความรู้กว้างขวาง เมื่อเห็นสมุนไพรบนโต๊ะ เขาก็เบิกตากว้างทันที “นี่มัน เหอโส่วอูอายุห้าสิบปี เจ้าไปขุดมาจากที่ใดกัน หัวใหญ่และสมบูรณ์ถึงเพียงนี้ ของสิ่งนี้มีค่ามากนัก สามารถนำไปขายที่ร้านขายยาได้ราคาสูงทีเดียว”“เหอโส่วอูเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเจ้าค่ะท่านพ่อ ท่านดูสิ่งนี้ก่อน” หานจื่อเยว่ยิ้มบาง ๆ นางล้วงมือเข้าไปในตะกร้า หยิบห่อผ้าแพรที่นางเตรียมไว้เป็นพิเศษออกมาอย่างระมัดระวัง เมื่อค่อยๆ เปิดห่อผ้าออก เผยให้เห็นรากไม้ที่มีรูปร่างคล้ายคน สมบูรณ์แบบไร้รอยขีดข่วน มีรากฝอยแตกแขนงชัด
หลายวันที่ผ่านมาหานจื่อเยว่ยังคงขึ้นเขาเข้าป่าลึกเพื่อล่าสัตว์และเก็บสมุนไพร เช้าวันนี้ก็เช่นเดียวกัน หานจื่อเยว่เตรียมตัวขึ้นเขาเช่นเคย หลายวันที่ผ่านมานางเดินสำรวจไปรอบ ๆ ภูเขาชิงซาน ทำให้นางได้รู้ว่าหากเข้าไปในป่าลึกมากเท่าไหร่ ก็จะพบสมุนไพรล้ำค่ามากขึ้นเท่านั้น ทว่าการเข้าไปในป่าลึกนั้นก็มีความเสี่ยงมากเช่นเดียวกัน เพราะอาจจะพบเข้ากับสัตว์ป่าดุร้าย เช่นหมีดำ หมีควาย และเสือ ถึงแม้ว่านางจะมีความสามารถติดตัวมาจากชาติภพก่อน ทว่าร่างกายของนางในชาตินี้อ่อนแอยิ่งนัก จำเป็นจะต้องออกกำลังกายและฝึกฝนให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงกว่านี้เสียก่อน ถึงจะสามารถล่าสัตว์ป่าอันตรายเหล่านั้นได้“เยว่เอ๋อร์ วันนี้เจ้าจะกลับมากินมื้อเที่ยงหรือไม่”“ไม่เจ้าค่ะท่านแม่ วันนี้ข้าคิดว่าจะเข้าป่าลึกไปไกลกว่าเมื่อวานเจ้าค่ะ”“เจ้าระวังตัวด้วย อย่าเอาชีวิตไปเสี่ยงกับอันตราย ถึงแม้ว่าบ้านเราจะยากจน แต่ก็ยังมีอาหารพอให้พวกเจ้าพี่น้องได้กิน ไม่ถึงกับต้องอดอยาก”“ข้าเข้าใจเจ้าค่ะท่านแม่ ท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วงข้านะเจ้าคะ เข้าสามารถเอาตัวรอดได้ ต่อไปนี้บ้านเราจะดีขึ้น ท่านแม่เชื่อข้านะเจ้าคะ”“เอาล่ะ เจ้ารีบไปรีบกลับ ระ
เช้าวันต่อมา หานจื่อเยว่เตรียมของขึ้นเขา นางบอกท่านแม่เอาไว้ว่าจะไม่กลับมากินมื้อกลางวัน หลังจากเตรียมของเสร็จเรียบร้อยแล้วนางก็สะพายตะกร้าไม้ไผ่ขึ้นไปบนภูเขาทันที แต่ก่อนที่จะไปถึงภูเขานางต้องหาอาวุธติดไม้ติดมือไปด้วย หานจื่อเยว่จำได้ว่าในหมู่บ้านมีนายพรานที่แก่ชราแล้ว ตามความทรงจำของร่างเดิม ดูเหมือนว่าลูกชายของนายพรานนั้นไม่ได้สืบทอดการล่าสัตว์จากผู้เป็นพ่อ เขาผันตัวไปเป็นพ่อค้าหาบเร่ และเปิดร้านขายของชำเล็ก ๆ ในหมู่บ้านกับภรรยาของเขา หานจื่อเยว่คิดว่าจะไปขอซื้อธนูและเครื่องมือล่าสัตว์กับนายพรานเฒ่า ไหน ๆ นางก็จะขึ้นไปบนภูเขาแล้ว การมีอาวุธติดมือไปด้วยจะดีที่สุด ถึงแม้ว่านางจะยังมีความสามารถในการต่อสู้จากชาติที่แล้วติดตัวมา แต่การไม่ประมาทนั้นจะดีที่สุด หานจื่อเยว่เดินมาได้พักใหญ่ก็มาถึงบ้านของนายพรานเฒ่า ซึ่งเป็นร้านขายของชำ หานจื่อเยว่พบกับลูกสะใภ้ของพรานชรา นางจึงเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน“ท่านป้าเจ้าคะ ท่านปู่กัวไม่อยู่หรือเจ้าคะ”“ท่านพ่ออยู่หลังบ้าน เจ้ามีธุระอันใดกับท่านพ่อหรือ”“ข้าอยากจะซื้อธนูล่าสัตว์ของท่านปู่เจ้าค่ะ ข้าเห็นว่าท่านปู่เองก็วางมือแล้ว พอดีข้าจะขึ้นเข
วันเวลาผ่านไปสามวันหลังจากที่สองแม่ลูกบ้านสกุลเหอมาขอโทษ หานจื่อเยว่เองก็เริ่มปรับตัวให้เข้ากับชีวิตความเป็นอยู่ในโลกใบใหม่แล้ว ความทรงจำของนางกับร่างเดิมได้ถูกหลอมรวมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้นางหาใช่หานจื่อเยว่แพทย์ทหารอีกต่อไป แต่เป็นหานจื่อเยว่บุตรสาวคนโตของซิ่วไฉผู้ซึ่งแบกเอาความคับแค้นใจของร่างเดิมเอาไว้จนเต็มอก ความแค้นทั้งเก่าและใหม่ยังรอวันเอาคืนอย่างสาสมเดิมทีหานจื่อเยว่เกลียดบุรุษเช่นเหอหลิงเฟิงยิ่งนัก ในยุคปัจจุบันที่นางจากมาก็มีคนเช่นนี้อยู่มากมาย บุรุษผู้มักใหญ่ใฝ่สูง เกลียดภรรยาว่าจนแต่กลับแสวงหาความมั่งคั่งจากสตรี และในยุคโบราณแห่งนี้เหอหลิงเฟิงก็คือเฉินซื่อเหม่ยตัวจริง บุรุษที่พึ่งพาครอบครัวภรรยาแต่พอได้ดีแล้วกลับถีบหัวส่ง โชคยังดีที่หานจื่อเยว่ยังมิได้ตบแต่งเข้าบ้านเหอไป มิเช่นนั้นแล้วนางก็ไม่รังเกียจที่จะหย่ากับเขาก่อน แทนที่จะรอให้เขากลับมาหย่าขาดจากนาง นับว่าสวรรค์ยังคงเมตตาที่ตอนนี้เป็นแค่คู่หมั้นเท่านั้น ถึงแม้หานจื่อเยว่จะรู้ล่วงหน้าแล้วว่าไม่ช้าก็เร็วเหอหลิงเฟิงจะต้องมาถอนหมั้นแน่นอน เมื่อเวลานั้นมาถึงจริง ๆ นางก็ไม่รู้ว่าท่านพ่อท่านแม่จะทุกข์ใจขนาดไหน ท่











