로그인ถ้าการรอดชีวิตในวังหลวง ต้องแลกมาด้วยการเป็นนางพญามาร... คุณจะยอมแลกหรือไม่? ยินดีต้อนรับสู่เรื่องราวของ ‘หวังหลีอิน’ สตรีบุตรอนุผู้พลิกชะตากรรมจากหมากบนกระดาน ขึ้นเป็นพญาหงส์ทมิฬผู้กุมอำนาจเหนือใต้หล้า เรื่องราวของสตรีที่แลกความสาว ความบริสุทธิ์ และหัวใจ เพื่อปกป้องลูกชายและคนรัก ท่ามกลางเล่ห์เหลี่ยมคาวเลือดในฝ่ายใน มาอ่านตำนานงิ้วฉากใหญ่ ที่จะพาคุณไปสัมผัสกับความรักที่บิดเบี้ยวแต่ซาบซึ้งจนหยดสุดท้าย... กดฟังบทสรุปชีวิตของนางได้แล้ววันนี้
더 보기เสียงระฆังดังกังวานเหนือท้องพระโรงสีชาด สัญญาณแห่งการผลัดแผ่นดินเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
“บัดนี้ได้ฤกษ์มงคล องค์รัชทายาทจวินเหิงเสด็จขึ้นครองราชย์สืบราชบัลลังก์” ขันทีประกาศก้อง
หวังหลีอินยืนมองภาพนั้นด้วยความภาคภูมิใจ ในใจนึกถึงคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับพี่สาวต่างมารดาผู้ล่วงลับ
‘พี่หญิง... เรื่องที่ท่านฝากฝังไว้ บัดนี้ข้าทำสำเร็จแล้ว ทั้งกำจัดกุ้ยเฟยและสนมคนโปรดของอดีตฮ่องเต้ ยอมดื่มยาตัดสายเลือด รับมีดแทนเหิงเอ๋อร์เพื่อกรุยทางสู่บัลลังก์ ซ้ำยังหาคู่ครองที่ดีให้ฝูเอ๋อร์... ข้าไม่เคยทรยศท่านเลยสักครั้ง’
“ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นๆ ปี” ขุนนางนับร้อยคุกเข่าโห่ร้องพร้อมกัน
“ขุนนางทั้งหลายลุกขึ้นได้” ฮ่องเต้องค์ใหม่ตรัสเสียงทรงอำนาจ ก่อนจะตวัดสายตาเย็นชามายังสตรีที่ยืนอยู่เบื้องล่าง
“ตระกูลหวังรับพระราชโองการ”
หวังหลีอินรีบก้มกราบ
“หวังหลีอินรับพระราชโองการ”
ราชเลขาฯ ก้าวออกมาคลี่ม้วนผ้าไหมสีทอง อ่านด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“น้อมรับโองการจากสวรรค์ ฮ่องเต้มีรับสั่ง... หวังหลีอินชาติกำเนิดต่ำต้อย อาศัยความชอบแทรกแซงกิจการบ้านเมือง ริษยาและคิดตั้งตนเป็นอู่เจ๋อเทียน พระราชทานสุราพิษหนึ่งจอกเพื่อรักษาพระเกียรติราชวงศ์”
ร่างทั้งร่างของหวังหลีอินชาดิกดั่งถูกฟ้าผ่า
“เพราะเหตุใดกัน...”
“หึ” นางแค่นหัวเราะดังมาจากเจียงฝูเหริน องค์หญิงใหญ่ผู้เป็นหลานสาวที่นางรักดั่งลูกแท้ๆ
“เสด็จแม่เคยตรัสไว้... หมากที่หมดประโยชน์แล้วก็ต้องทิ้ง”
“หมากงั้นหรือ?” หวังหลีอินหัวเราะร่าอย่างสมเพชตัวเอง
“ถึงข้าไม่ได้อุ้มท้องพวกเจ้า แต่ข้าเลี้ยงดูพวกเจ้ามากับมือนะ”
“หุบปาก” จวินเหิงในฉลองพระองค์มังกรตวาดลั่น
“คิดจริงหรือว่าพวกเรานับเจ้าเป็นแม่? ทุกครั้งที่ต้องเรียกว่าเสด็จแม่ ข้ารู้สึกขยะแขยงจนอยากจะอ้วก ข้ากับเสด็จพี่แค่ทำตามคำสั่งเสียของเสด็จแม่แท้ๆ ที่ให้แสร้งเป็นลูกกตัญญู เจ้าช่างอินบทบาทซะจริง” หลี่อินหันมองหลานสาวที่เคยทะนุถนอม
“เจ้าก็คิดเช่นนี้ด้วยหรือ?” เจียงฝูเหรินยิ้มหยัน
“การที่เจ้ายิ้มระรื่นอยู่ตรงนี้ คือการประจานคนทั้งใต้หล้าว่าบัลลังก์ของเราได้มาด้วยเล่ห์กลของหญิงอนุชั้นต่ำ มีแต่เจ้าต้องตาย... พวกเราจึงจะสะอาดบริสุทธิ์อย่างแท้จริง”
“พวกเจ้ามีสิทธิ์อะไร” หวังหลีอินกรีดร้องด้วยความคับแค้น
“สิทธิ์อะไรงั้นหรือ?” จวินเหิงก้าวลงจากแท่นประทับ มองด้วยสายตาเหยียดหยาม
“ลูกอนุอย่างเจ้ามีสิทธิ์ถามด้วยหรือ? จริงสิ... จะบอกอะไรให้อีกอย่าง ยาตัดสายเลือดเมื่อสิบปีก่อน มิใช่เพราะกลัวเจ้าจะมีลูก แต่เสด็จแม่ต้องการให้เจ้าเป็นสตรีที่พิการตลอดกาล ถูกเหยียบไว้ใต้เท้า... เจ้ามันก็แค่ตัวหมากน่าโง่เท่านั้นแหละ”
ขันทีประกาศกร้าวกลบเสียงกรีดร้อง
“หวังหลีอิน ความผิดไม่อาจละเว้น ตายแล้วห้ามเข้าสุสานหลวง ห้ามตั้งป้ายวิญญาณ ให้โยนศพทิ้งที่สุสานไร้ญาติสามวันเพื่อเตือนเป็นเยี่ยงอย่าง”
หวังหลีอินจ้องมองจอกสุราพิษตรงหน้า นึกถึงพี่สาวต่างมารดาผู้ล่วงลับ...
‘แผนการยอดเยี่ยม... รัดกุมไร้ช่องโหว่ หวังเหมยหรง... เจ้าช่างโหดเหี้ยม และลูกของเจ้าก็เลวร้ายไม่แพ้กัน’
นางคว้าจอกสุราขึ้นกระดกดื่มรวดเดียว ความเจ็บปวดแผดเผากัดกินทรวงอก ก่อนที่โลกทั้งใบจะดับมืดลง
หลายเดือนต่อมา... หลังจากพิธีพระบรมศพอันยิ่งใหญ่ตระการตาระดับแผ่นดินเสร็จสิ้นลง ราชสำนักที่เคยตึงเครียดด้วยกระแสลมทางการเมืองเริ่มกลับคืนสู่ความสงบเงียบหยาดน้ำตาแห่งความอาลัยเริ่มเหือดแห้งไปตามกาลเวลา ทว่าความทรงจำเกี่ยวกับพระนางยังคงอบอวลอยู่ทุกตารางนิ้วในวังหลวงแห่งนี้ เจียงเหยียนฮ่องเต้ในชุดไว้ทุกข์สีขาวบริสุทธิ์ทอด้วยผ้ากระสอบหยาบตามโบราณราชประเพณี เดินก้าวเข้ามาในอุทยานหลวงส่วนพระองค์อย่างเงียบเชียบท่ามกลางหมู่ตึกฉลุลายและระเบียงที่ทอดยาว พระองค์ทรงปฏิเสธการติดตามของเหล่าขันทีและองครักษ์เสื้อแพร ทรงต้องการเพียงความเงียบสงบเพื่อเยียวยาบาดแผลในใจที่ยังคงสูญเสียผู้หญิงที่พระองค์รักมากที่สุดพระองค์ทรงหยุดยืนอยู่หน้าต้นโบตั๋นโบราณที่กำลังผลิดอกสีแดงสะพรั่ง ดอกไม้ชนิดนี้เป็นดอกไม้ที่เสด็จแม่ทรงโปรดปรานที่สุดในยามมีชีวิต ยามเมื่อสายลมวสันตฤดูพัดโบกเบาๆ หอบเอาไอความเย็นจางๆ และกลิ่นอายของผืนดินหลังสายฝนมาปะทะใบไม้สีเขียวชอุ่มและกลีบดอกหนานุ่มต่างพากันสั่นไหวราวกับกำลังกระซิบกระซาบเรื่องราวในอดีตที่ไม่มีใครเคยล่วงรู้ ในพระหัตถ์ของฮ่องเต้ มีกล่องไม้แกะสลักเก่าแก่กล่องหนึ่งซึ่งพระองค์ท
ทว่าในวินาทีสุดท้ายนี้ เมื่อมองย้อนกลับไป นางจึงได้ตระหนักรู้แจ้งในใจตนเองแล้วว่า นางมิได้เพียงแค่หลอกลวงพระองค์...ในส่วนลึกของหัวใจอันมืดมิดและบิดเบี้ยวของหวังหลีอิน นางก็รักชายผู้นั้นเช่นกันความรักของนางมิใช่ความรักอันบริสุทธิ์ดั่งเช่นหญิงสาวชาวบ้านธรรมดา แต่เป็นความรักที่หล่อหลอมขึ้นมาจากความเข้าใจในความโดดเดี่ยวของกันและกันเจียงเฉินหรงเป็นจักรพรรดิผู้โดดเดี่ยวบนบัลลังก์มังกร ส่วนนางคือบุตรอนุผู้โดดเดี่ยวที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดในตระกูลหวัง และวังหลังอันโสมม พวกเขาต่างเป็นจิตวิญญาณที่เว้าแหว่งและบอบช้ำ สองร่างที่กอดก่ายกันเพื่อหาไออุ่นในค่ำคืนอันหนาวเหน็บของวังหลวง‘เฉินหรง... อ้อมกอดของพระองค์ในวันนั้น มันช่างหวานชื่นและอบอุ่นเหลือเกิน ข้าขอโทษที่ต้องเร่งเวลาของพระองค์ ข้าขอโทษที่ต้องกลายเป็นนางพญามาร แต่ทุกสิ่งที่ข้าทำลงไป ก็เพื่อเจียงเหยียน... ลูกของเรา เพื่อมิให้เขาต้องเผชิญกับชะตากรรมอันโดดเดี่ยวและโหดร้ายเหมือนดั่งที่พวกเราเคยเป็น’ความทรงจำเกี่ยวกับความหวานชื่นในอดีตเริ่มฉายชัดขึ้นเรื่อยๆ ราวกับดอกบัวดำกลางกองเพลิงที่กำลังเบ่งบานเป็นครั้งสุดท้ายภาพยามที่พระองค์ทรงจูงมือน
ระฆังล้อลมที่แขวนอยู่ชายคาดังกรุ๊งกริ๊งแผ่วเบา คล้ายจะดึงจิตวิญญาณของนางให้ลอยล่องกลับไปสู่อดีตกาลอันไกลโพ้น... กาลเวลาที่นางเคยคิดว่าตนเองเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดานงิ้วอันโหดเหี้ยม‘ข้ากำลังจะตายแล้วสินะ’ หลีอินคิดในใจอย่างเยือกเย็น นางมิได้มีความหวาดกลัวต่อความตายแม้แต่น้อยสำหรับสตรีที่ผ่านการนองเลือดและซากศพมาทั้งชีวิต ความตายเป็นเพียงการพักผ่อนอันยาวนานเท่านั้น ทว่าในช่วงเวลาที่ลมหายใจสุดท้ายกำลังจะหลุดลอยสิ่งที่หลงเหลืออยู่ในใจของพญาหงส์ทมิฬผู้โดดเดี่ยว กลับมิใช่ภาพความสะใจยามที่ศัตรูถูกประหารมิใช่ภาพกองทองคำล้ำค่า หรือเสียงสรรเสริญพันปี พันปี ของเหล่าขุนนางที่เคยคุกเข่าแทบเท้า... หากแต่เป็นภาพใบหน้าของชายผู้หนึ่งชายผู้เป็นสวามี จักรพรรดิผู้เดียวดายและขี้ระแวงเจียงเฉินหรง ในความทรงจำอันพร่าเลือน...ภาพวันวานยามที่นางเพิ่งให้กำเนิดเจียงเหยียนน้อยในเดือนสามปีจิ่งไท่ที่สิบแปดลอยเด่นขึ้นมา ราวกับเรื่องราวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้...หลังจากค่ำคืนอันยาวนานที่นางต้องทนทุกข์ทรมานกับการคลอดบุตร ร่างกายจวนเจียนจะแตกดับ แสงสว่างแรกของยามเช้าได้สาดส่องเข้ามาในตำหนัก พร้อมกับการปรากฏ
เหล่าขุนนางที่เหลือพากันตัวสั่นงันงก ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบกริบปานป่าช้า ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากท้าทายอำนาจของสองแม่ลูกคู่นี้อีกต่อไปยามนี้ทุกคนต่างตระหนักแจ่มแจ้งแล้วว่า หวังไทเฮาผู้นี้ โหดเหี้ยมและลึกล้ำยิ่งกว่าอดีตจักรพรรดิเจียงเฉินหรงหลายเท่าตัวนักยามค่ำคืนพัดผ่านเข้ามาอีกครั้ง หลีอินประทับยืนอยู่บนหอคอยหลวงที่สูงที่สุดของพระราชวัง ทอดสายตามองดูแสงไฟจากบ้านเรือนของราษฎรนับหมื่นนับแสนในเมืองหลวงอันกว้างใหญ่ เจียงเหยียนน้อยเดินก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า ชายฉลองพระองค์มังกรสะบัดพลิ้วตามลม พระองค์คุกเข่าลงเบื้องหลังมารดา“เสด็จแม่... ลูกจัดการเสนาบดีกู้ตามความประสงค์ของเสด็จแม่เรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”หลีอินค่อยๆ หันกลับมามองลูกชาย นางย่อกายลงคุกเข่าตรงหน้าเด็กน้อย ดึงร่างของเขาเข้ามาโอบกอดไว้แน่น ความอ่อนโยนแผ่ออกมาอย่างอบอุ่นเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน“เหยียนเอ๋อร์ของแม่... เจ้าทำได้ดีมาก”นางลูบพระเกศาของลูกชายเบาๆ“เจ้าอย่าได้โกรธแค้นแม่เลยนะลูก ที่แม่ต้องทำเยี่ยงนี้ ก็เพื่อปกป้องเจ้าและบัลลังก์นี้ไว้ให้เจ้าปูหนทางเดินอย่างราบรื่น ในวังหลวงแห่งนี้ หากเจ้าไม่ฆ่าพวกเขา พวกเขาก็จะหันมาแว้ง