Mag-log inหลังจากที่ท่านนายพลเวินรู้ว่าเหยาเหยาเลือกที่จะถอยห่างจากซ่งเฉวียนเพื่อให้ลูกสาวตัวจริงของท่านได้หมั้นหมายกับซ่งเฉวียน ท่าทีของท่านที่มีต่อเหยาเหยาก็อ่อนโยนมากขึ้น
แม้แต่คุณปู่เวินที่ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ท่านแยกบ้านอยู่กับคุณย่าเวินตั้งแต่ที่ทราบข่าวว่ามีลูกนอกสมรสเวินอวิ๋นซี พอรู้ข่าวจากลูกชายคนโตก็รีบให้คนเอาเงินมาให้เพื่อเป็นการปลอบขวัญ จริงๆ แค่ต้องการจะเตือนเธอเท่านั้น ว่าถ้าทำให้ตระกูลเวินพอใจ พวกเขาก็ไม่มีทางให้เธอลำบาก
“คุณหนู แบบนี้จะดีเหรอคะ” เหมยฮวา พี่เลี้ยงที่เป็นเหมือนแม่คนที่สองของเธอเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง พอรู้ว่าเธอยอมถอยให้เวินฉีฉี
หญิงสาวมองเงินหนึ่งหมื่นหยวนตรงหน้าแล้วก็ยกยิ้ม “ช่วงนี้กำลังต้องการใช้เงินพอดี เหมยฮวาไปเอาสมุดบัญชีมาให้ดูหน่อยตอนนี้มีเงินเท่าไหร่แล้ว” สบายจนเคยตัว ไม่รู้แม้กระทั่งว่าตัวเองมีเงินเก็บที่อยู่ในชื่อของตัวเองมีเท่าไหร่
แต่พอเหมยฮวาหยิบมาให้ดูถึงกับกุมขมับ เพราะเงินในบัญชีของเธอมีแค่หนึ่งหมื่นหยวนเท่านั้น ถึงตระกูลเวินจะเป็นตระกูลผู้ดีเก่า แต่เงินเดือนทหารจะได้เยอะเท่าไหร่กัน อีกอย่างได้เงินมาเธอก็ถลุงหมดไปกับซื้อของฟุ่มเฟือย ไม่เคยเก็บเงินเลยสักครั้ง
“น้อยขนาดนี้เลยเหรอ” หญิงสาวอุทานออกมาเบาๆ
“ก่อนหน้านี้เหมยฮวาเคยเตือนคุณหนูหลายครั้งว่าให้เก็บเงินในบัญชีไว้บ้าง แต่คุณหนูก็ไม่ยอม ยังให้คุณนายรองยืมไปตั้งเยอะ จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้คืนมาเลย”
หญิงสาวนั่งนึก ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงๆ จำได้ว่าอาสะใภ้รองเคยเอ่ยปากบอกว่าอยากจะซื้อตึกเปิดร้าน ส่งลูกชายไปเรียนเมืองนอกแต่ทุนไม่พอ ด้วยความที่รักน้องชายมาก เลยเสนอให้อีกฝ่ายยืมเงินเอง จนถึงตอนนี้ร้านเสื้อผ้าก็ยังไม่ได้เปิด เงินก็ยังไม่ได้คืน
“ต้องไปถามอาสะใภ้หน่อยแล้วว่าร้านเสื้อผ้ากิจการไปถึงไหนแล้ว” พูดจบหญิงสาวก็เดินออกจากห้องไปทันที
ทางด้านอาสะใภ้รองที่กำลังนั่งให้คนงานนวดขาให้ ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังจะถูกหลานสาวมาทวงหนี้ เจ้าตัวลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเอาเงินมาจากเวินเหยาเหยาเท่าไหร่
“หาตั้งนาน ที่แท้อาสะใภ้ก็มายอู่ที่นี่เอง” หญิสาวพูดพร้อมทั้งนั่งลงฝั่งตรงข้าม
“เหยาเหยามีเรื่องอะไรเหรอ” ตั้งแต่ที่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นตัวปลอม ท่านก็ไม่ค่อยอยากจะสุงสิงด้วยเท่าไหร่ ต่อให้ที่ผ่านมาจะมีน้ำใจไมตรีให้กันก็เถอะ
“ก็ไม่มีเรื่องอะไรมากหรอกค่ะ แต่ช่วงนี้แม่ขอดูบัญชีแล้วเห็นเงินว่าเงินหายไปจากบัญชีห้าหมื่นหยวน ฉันนั่งนึกตั้งนานว่าเงินหายไปไหน แต่มานึกอีกทีจำได้ว่าเคยให้อาสะใภ้รองไปทำทุนเปิดร้าน ไม่ทราบว่าตอนนี้กิจการเป็นยังไงบ้างเหรอคะ”
“ออกไปก่อน” อาสะใภ้รองถึงกับไล่คนใช้ออกไป ทั้งยังมองหน้าอีกฝ่ายด้วยความไม่พอใจ “เราตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอว่าเรื่องนี้จะไม่พูดถึงอีก มีเมื่อไหร่ค่อยคืน”
เหยาเหยาถึงกับตกใจกับคำพูดเห็นแก่ตัวของอีกฝ่าย “ฉันเองก็ไม่อะไรหรอกค่ะ เกือบลืมไปแล้วด้วยซ้ำ แต่เพราะว่าแม่ถาม”
“เหยาเหยาได้บอกพี่สะใภ้ไปหรือเปล่าว่าเอามาให้อาสะใภ้” อาสะใภ้รองรีบเปลี่ยนท่าที
“ครั้งนี้ฉันยังไม่ได้บอก แต่ยังไงก็ต้องมีคำตอบให้ท่านไม่ใช่เหรอคะ”
“เด็กดีจ๊ะ ตอนนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดี ร้านเสื้อผ้าอาก็แค่ประคับประคองพอไปรอดเท่านั้น ช่วงนี้ก็เร่งเก็บเงินให้ตี้ตีของเธออยู่ อีกไม่กี่เดือนเขาก็จะไปเรียนต่อที่เมืองนอกแล้ว หวังว่าหลานสาวคนดีจะเข้าใจ”
อาสะใภ้รองขึ้นชื่อเรื่องปากหวานเป็นที่สุด ถ้าเป็นเมื่อก่อนเธอคงจะใจอ่อนยอมเชื่อไปแล้ว
“อาสะใภ้ ฉันเองก็จนใจ ไม่สู้ให้ฉันบอกความจริงกับแม่ไปเลยดีไหมคะ”
“อย่านะ” อาสะใภ้รองรีบพูดเสียงดังขึ้นมาทันที “เอาไว้อาจะหาทางเอามาคืนเอง”
“เมื่อไหร่ละคะ” เหยาเหยาถามจี้ รู้ทันคนตรงหน้าว่าแค่รับปากส่งๆ ไปเท่านั้น
“เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นแหละ อย่าบีบบังคับกันหน่อยเลย” ไม้อ่อนไม่ได้ผล เลยเริ่มที่จะใช้ไม้แข็ง
“ได้ ถ้าเกิดพรุ่งนี้เรียกถามอีกฉันก็คงได้แต่ตอบไปตามตรงแล้ว”
“พรุ่งนี้ แล้วฉันจะไปหาที่ไหนทันตั้งห้าหมื่น” เงินที่ได้มาเธอหมดไปกับการซื้อตำแหน่งให้สามีแล้ว เพื่อที่จะได้ให้สามียืนเคียงข้างพี่ชายที่เป็นถึงผู้บัญชาการเมืองเป่ย แต่สามีเธอทั้งที่เป็นน้องชายแท้ๆ กลับเป็นได้แค่ผู้หมวด คนเป็นภรรยาอย่างเธอจะทนได้ยังไง
“เอาแบบนี้ดีไหมคะ ฉันจำได้ว่าอาสะใภ้รองมีตึกพาณิชย์อยู่แถวๆ เถาหยวน ยกให้ฉันแทนดีไหม ถึงราคาจะไม่เท่าเงินที่ยืมไป แต่ก็พอเอามาเป็นข้ออ้างกับแม่ได้”
“ไม่มีทาง” อาสะใภ้รองรีบส่ายหน้า ใครบอกว่าตึกนั้นราคาไม่เท่าไหร่ หลายปีก่อนเธอซื้อต่อมาก็ห้าหมื่นหยวนแล้ว ผ่านมาตั้งหลายปีราคาที่ดินต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
“ถ้าอย่างนั้นอาสะใภ้ก็ค่อยๆ คิดไปแล้วกันค่ะว่าจะทำยังไง บอกตามตรงว่าฉันเองก็จนปัญญาแล้วเหมือนกัน”
เธอมั่นใจเต็มสิบส่วนว่าหล่อนไม่มีเงินมาคืนแน่ เพราะเงินแทบจะทั้งหมดเก็บเอาไว้ให้ถิงโจวไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อนหน้าตาของบ้านรองทั้งนั้น แต่จะยอมให้เรื่องที่ยืมเงินหลานสาวแดงขึ้นมาก็ไม่ได้ เพราะถ้าหากเรื่องรู้ไปถึงหูอารอง แน่นอนว่าหล่อนจะต้องถูกซ้อมปางตาย
เช้าวันถัดมาโฉนดของตึกก็มาอยู่ตรงหน้า แต่แค่นี้ยังไม่พอ เธอให้อาสะใภ้รองไปโอนเป็นชื่อของเธอในวันนั้นเลย และด้วยเป็นคนตระกูลเวินทำให้ไม่ต้องรอเอกสารนาน แค่ชั่วโมงเดียวโฉนดก็สามารถเปลี่ยนมาเป็นชื่อของเธอได้ หลังจากนี้เธอก็สามารถใช้ตึกนี้เปิดเป็นร้านขายเสื้อผ้า พร้อมทั้งอ้างว่าปล่อยให้คนเช่า โดยหาผู้จัดการร้านมาบังหน้า แล้วตัวเองก็คอยควบคุมอยู่เบื้องหลังแทน
จัดการเรื่องร้านเสร็จ เหยาเหยาก็เดินทางไปยังบ้านหลังหนึ่งที่อยู่เขตนอกเมือง ซึ่งก็คือบ้านครอบครัวแท้ๆ ของเธออาศัยอยู่
“นั่นใครเหรอ” เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับเปิดประตูออกมาดู แต่แล้วก็ต้องชะงักกับภาพที่เห็นตรงหน้า แม้ว่าจะไม่มีการแนะนำตัวใดๆ แต่เธอก็รู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าคือลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองที่ไม่ยอมให้ตนพบหน้าเลยสักครั้งตั้งแต่ที่เรื่องแดงขึ้น
“ใครมาเหรอแม่” เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งตามมาติดๆ “ต้าเจี๋ย”
เหยาเหยาเดินเข้าไปในบ้านอย่างถือวิสาสะ ผู้หญิงที่เป็นแม่แท้ๆ ของเธอรีบไปหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดเก้าอี้ ทั้งยังหาผ้าสะอาดมาปูทับอีกทีเพื่อให้เธอนั่ง น้องสาวแท้ๆ ของเธอเองก็รีบไปชงชามาให้ ทุกคนต่างกระตือรือร้นในการต้อนรับเธอครั้งนี้ แต่หญิงสาวกลับเบือนหน้าหนี ทำเหมือนมองไม่เห็น
บ้านสวี ไม่ได้เป็นเหมือนครอบครัวละครน้ำเน่าในนิยายทั่วๆ ไป ที่พอรู้ว่าลูกสาวถูกสลับตัวแล้วไปขูดรีดเอาเงินกับคนรวย พวกเขาอยู่อย่างเจียมตัว ไม่เคยไปวุ่นวายให้เธอต้องลำบากใจแม้เพียงครั้งเดียว
แต่ที่เธอมาในครั้งนี้ เพราะรู้ดีถึงฝีมือการตัดเย็บของอีกฝ่าย ในเมื่อคนอื่นดูถูกว่าเธอเป็นคนแย่งวาสนาคนอื่น เธอก็จะสร้างวาสนาของตัวเองขึ้นมา เธอจะหาปลามาให้ แต่จะสอนวิธีหาปลาแก่พวกเขา
บางคนมีความสามารถแต่ไร้ซึ่งเงินทุน บ้านสวีเองก็เช่นเดียวกัน พวกเขามีความสามารถในการตัดเย็บที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ฉะนั้นเธอจะใช้ความสามารถนี้สร้างชื่อเสียงของต้นกำเนิดตัวเองขึ้นมา ให้มีหน้ามีตาทัดเทียมคนเหล่านั้นให้ได้
มกราคม1989ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาล อาการป่วยของหยงจวิ้นเจี๋ยดีขึ้นตามลำดับ แม้ว่าเขายังต้องกายภาพทุกวันและอยู่ในความดูแลของนักกายภาพ คุณย่าหยงกับพ่อหยงก็กลับเซินเจิ้นไปได้สักพักแล้วเสียงถอนหายใจแรงของคนป่วย เขาออกจากโรงพยาบาลได้เกือบเดือนแล้ว อาการป่วยภายนอกไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แผลถลอกตามตัวตกสะเก็ดและหายเกือบหมดแล้ว จะมีก็แต่ที่หลังที่ได้รับการผ่าตัดถึงสองครั้ง“โถ่เว้ย” เสียงสบถของคนป่วยดังขึ้นวันนี้ก็เหมือนทุกวัน ที่นักกายภาพและพยาบาลส่วนตัวจะมาช่วยเขากายภาพ ฝึกเดิน เพราะตอนนี้เขายังต้องนั่งรถเข็นอยู่ อีกทั้งที่เอวยังต้องใส่ที่ช่วยพยุงหลังเพราะยังมีเหล็กดามหลังอยู่“เกิดอะไรขึ้นคะ” เหยาเหยาที่กำลังจะออกไปตรวจงานเหมือนทุกวัน ได้ยินเสียงสามีก็รีบวิ่งออกมาดู“คะ คุณนาย” พยาบาลสาวเห็นเหยาเหยาเดินเข้ามาก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ พวกเธอไม่สามารถทนรับแรงกดดันจากท่านนายพลหนุ่มคนนี้ได้ เขาโหดเกินกว่าที่พวกเขาจะรับไหว“ไปเตรียมยาเถอะ ฉันจัดการเอง”ไม่ใช่ครั้งแรกที่จวิ้นเจี๋ยใส่อารมณ์ และทุกครั้งก็จะเป็นเธอที่เข้ามาช่วยแก้ไขสถานการณ์ แต่ว่าครั้งนี้ต่างออกไป คนป่วยนั่งบนรถเข็น สีหน้าเรียบเฉย ต่า
เมื่อไปถึงโรงพยาบาลทหาร กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและบรรยากาศอันตึงเครียดปกคลุมไปทั่วโถงทางเดิน เหยาเหยาเดินตรงไปยังหน้าห้องฉุกเฉินด้วยหัวใจที่บีบคั้นเจ้าหน้าที่ให้เธอเซ็นเอกสารสำหรับการรักษา ทั้งนี้ก็เพื่อหาเกิดข้อผิดพลาดอะไรขึ้น เธอจะไม่เรียกร้องหรือเอาผิดกับทางโรงพยาบาล ในใจของเธอตอนนี้ขอแค่แพทย์และพยาบาลรักษาสามีอย่างเต็มที่ก็พอแล้วเหยาเหยานั่งรอหน้าห้องผ่าตัดไม่ยอมเคลื่อนย้ายไปไหน แม้ว่าเถาฮวากับถิงโจวจะพยายามเกลี้ยกล่อมให้เธอนอนพัก เพราะการผ่าตัดตอนนี้ใช้เวลาไปนานเกือบ 5 ชั่วโมง ตั้งแต่ค่ำจนกระทั่งเกือบเที่ยงคืนก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเสร็จ“เจี๋ย พูดอะไรหน่อยสิครับ” ถิงโจวตาแดงก่ำ มองพี่สาวที่เอาแต่นั่งเหม่อไม่ยอมพูดจา แต่น้ำตากลับไหลอาบสองแก้มไม่หยุด เขาเห็นแล้วก็รู้สึกปวดใจ“คุณหนู อย่าเป็นแบบนี้เลยนะคะ พี่ใจจะขาดอยู่แล้ว” เถาฮวาร้องไห้ยิ่งกว่าเจ้านายของเธอเสียอีก เวลาที่คุยกันไม่มีคนอื่น ทั้งสองจะพูดคุยเสมือนเป็นพี่น้องกันไม่มีผิด“….”เหยาเหยาอ้าปาก พยายามเค้นเสียงออกจากลำคอ แต่ก็จนใจที่เธอจุกจนพูดไม่ออก อาการเบื้องต้นที่ทางเจ้าหน้าที่แจ้งให้ทราบนั้นแทบไม่มีหวังว่าสามีจะกลับมาได้ คง
เมษายน 1988ลมฤดูใบไม้ผลิในเมืองหลวงเริ่มพัดเอาความแห้งแล้งออกไป แทนที่ด้วยกลิ่นอายของดอกไม้นานาพันธุ์ แต่ในเรือนสี่ประสานบรรยากาศกลับอบอวลไปด้วยแผนการใหญ่ที่ร้อนแรงยิ่งกว่า"ประกาศอย่างเป็นทางการมาแล้วเหรอคะ"“อืม” จวิ้นเจี๋ยวางหนังสือพิมพ์รายวันลงบนโต๊ะ พาดหัวข่าวระบุชัดเจนถึงการยกฐานะไหหลำขึ้นเป็นมณฑล และเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอีกด้วยเหยาเหยาได้รับการยืนยันแล้วก็ดวงตาเป็นประกาย "นี่คือขุมทองที่แท้เลยก็ว่าได้นะคะ ได้ยินที่ปรึกษาหลินบอกว่าต่อไปที่นั่นจะเป็นฮาวายแห่งตะวันออก ใครที่มีที่ดินริมหาดได้ก่อน คนนั้นคือผู้ชนะในทศวรรษหน้า"จวิ้นเจี๋ยนิ่งคิด ภรรยาเอ่ยปากออกมาแบบนี้ คงไม่แคล้วต้องไปกว้านที่ที่ดินแถวไหหลำอีกเป็นแน่ เหมือนกับที่หนานซานและเกาะฮ่องกงที่เธอไปมาแล้ว เขารู้ดีว่าการขยับตัวครั้งนี้ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล และที่สำคัญต้องมีคนที่ไว้ใจได้"ฉันตัดสินใจแล้วค่ะ ฉันจะถอนเงินปันผลที่ทำกำไรได้ในเซี่ยงไฮ้ และจะโยกเงินส่วนตัวของฉันอีกสมทบเข้าไป" เหยาเหยาพูดเสียงเรียบแต่หนักแน่น "ฉันจะส่งโทรเลขหาคุณพ่อที่เซินเจิ้นก่อน ให้ท่านเป็นธุระล่องใต้ลงไปที่ไหหลำด่วนที่สุด"จ
เวินฉีฉีกับสามีย้ายไปอยู่กับแม่หยางที่บ้าน เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่เธอได้มาเหยียบที่นี่ ซึ่งต้องยอมรับว่าต่างจากที่เธอคิดเอาไว้มาก เนื่องจากว่าก่อนหน้านี้แม่หยางขึ้นชื่อว่าร่ำรวยอันดับต้นๆ ของเมืองเป่ย แต่ใครจะไปคิดว่าท่านจะติดดินได้ขนาดนี้“อยู่ได้หรือเปล่า” แม่หยางถามลูกสาวลูกเขย“คุณตารู้หรือเปล่าว่าแม่อยู่บ้านหลังเล็กแบบนี้” เวินฉีฉีถูกความสบายและสวมบทบาทลูกหลานผู้ดีมาหลายปี ทำให้เธอลืมไปแล้วว่าก่อนหน้านี้ตัวเองกินอยู่ยังไงต่างจากเฉินอวี้ เขาเป็นคนเซี่ยงไฮ้โดยกำเนิด รสนิยมของเขาเป็นคนสมัยใหม่ แต่เพราะมีลูกค้าหลากหลายอาชีพ เพราะฉะนั้นวิสัยทัศน์เขาจึงกว้างกว่าฉีฉีมากแม้ว่าบ้านหลังนี้จะดูเล็กเมื่อเทียบกับคฤหาสน์ตระกูลเวิน แต่เมื่อเข้ามาข้างในบ้าน ถึงได้รู้ว่าใครกันแน่ที่เป็นเศรษฐีตัวจริง“ผมอยู่ที่ไหนก็อยู่ได้” ชายหนุ่มรีบพูดเอาใจแม่ยาย“ดี ที่นี่ไม่เลี้ยงคนเกียจคร้าน ต้องทำงานถึงจะมีเงินใช้ มีข้าวกิน โตกันจนอายุปูนนี้แล้วจะอยู่บ้านเฉยๆ เหมือนเมื่อก่อนก็คงไม่ได้แล้ว”“ใครจะให้นายมาอยู่ด้วยไม่ทราบ" เวินฉีฉีถลึงตาใส่เฉินอวี้“ยังต้องรอให้ใครอนุญาตอีกเหรอ” แม่หยางถามกลับลูกสาว ทำเอา
เฉินอวี้เหมือนคนจนตรอก เขาสูญเสียทุกอย่างไปก็เพราะเวินฉีฉี เพราะฉะนั้นจะให้เขาปล่อยหล่อนไปมีความสุข แล้วตัวเองต้องใช้ชีวิตแบบตกต่ำก็คงจะเป็นไปไม่ได้ สุดท้ายก็ตัดสินใจมาหาเธอที่เมืองเป่ยการที่เขาจะหาว่าบ้านของผู้บัญชาการสูงสุดอยู่ที่ไหนนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่การที่จะเข้าไปถึงตัวของคนเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมียามเฝ้าหน้าประตูอย่างแน่นหนา เขาไม่มีมีแม้แต่โอกาสจะได้เห็นด้วยซ้ำว่าประตูบ้านของพวกเขาสีอะไรแต่แล้วเหมือนสวรรค์จะเห็นใจในความพยายาม เมื่อรถยนต์คันหรูกำลังขับออกมาจากคฤหาสน์หลังใหญ่ นั่นก็คือเวินถิงโจว เขาเพิ่งกลับมาเยี่ยมบ้านและกำลังจะขับรถกลับเมืองหลวง ทว่ากลับมีผู้ชายคนหนึ่งวิ่งขวางหน้ารถเขาเอาไว้เสียก่อนอยู่ที่เมืองหลวง ถิงโจวมักจะไปฝากท้องที่เรือนสี่ประสานของพี่สาว แล้วก็เล่นกับหลานสาวอยู่บ่อยๆ ได้ยินชื่อเฉินอวี้อยู่บ่อยครั้ง แล้วก็รู้ด้วยว่าเขากำลังคบกับเวินฉีฉีอยู่เสียงรถยนต์เบรกเสียงดัง ทำเอายามเฝ้าหน้าประตูตกใจ รีบปรี่เข้ามาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ยังดีที่ถิงโจวเบรกได้ทัน ไม่อย่างนั้นเฉินอวี้อาจจะถูกเขาชนไปแล้ว“อยากตายหรือไง” ประโยคนี้ถิงโจวไม่ได้เป็นคนพูด แต่กลั
ทางด้านพ่อเวินแม้ปากจะบอกว่ายกให้คุณย่าเวินจัดการ แต่ถึงยังไงท่านก็ยังอยากได้ที่ดินกลับคืนมา แต่จะเอาเงินจากไหนมากมายขนาดนั้น“ลองไปให้แม่ของหล่อนช่วยดีไหมคะ อย่างน้อยๆ ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน” คุณนายเวินบอกกับสามีพ่อเวินได้ยินก็ชะงักไป นึกถึงใบหน้าอ่อนหวานของอดีตภรรยาแล้วก็พลอยทำให้หัวใจเต้นแรง ก่อนหน้านี้เคยคิดว่าอยากจะไปเยี่ยม แต่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะไปในฐานะอะไร ครั้งนี้มีโอกาสแล้วท่านจึงรีบคว้าเอาไว้“อืม คุณพูดมีเหตุผล”“งั้นฉันจะไปเป็นเพื่อน”“ไม่ต้องหรอก” พ่อเวินรีบปฏิเสธ แต่พอเห็นหน้าจับผิดของภรรยาเด็กก็รีบแก้ต่างให้ตัวเองว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน อีกอย่างเรากำลังจะไปขอความช่วยเหลือ ถ้าเกิดหล่อนเห็นหน้าคุณที่เป็นภรรยาใหม่ ก็อาจจะเปลี่ยนใจไม่ช่วย”“ทำไมละคะ ในเมื่อตอนนั้นหล่อนหย่ากับคุณไปแล้ว มีสิทธิ์อะไรมาหึงหวงคุณอีก” สามีไปเจออดีตภรรยา ใครจะทำใจกว้างได้บ้าง“ไม่ใช่แบบนั้น ผมแค่คิดว่าเรากำลังจะไปเอาจากเขา ก็ควรทำทุกอย่างให้อีกฝ่ายพอใจมากที่สุด วางใจเถอะ ทั้งแก่แล้วก็พิการ ผมไม่มีทางกลับไปกินของเก่าแน่นอน”ก่อนไปพ่อเวินก็ทำให้ภรรยาเด็กมั่นใจเสียก่อน ว่าท่านจะไม่วอกแวก







