LOGINมกราคม1989ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาล อาการป่วยของหยงจวิ้นเจี๋ยดีขึ้นตามลำดับ แม้ว่าเขายังต้องกายภาพทุกวันและอยู่ในความดูแลของนักกายภาพ คุณย่าหยงกับพ่อหยงก็กลับเซินเจิ้นไปได้สักพักแล้วเสียงถอนหายใจแรงของคนป่วย เขาออกจากโรงพยาบาลได้เกือบเดือนแล้ว อาการป่วยภายนอกไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แผลถลอกตามตัวตกสะเก็ดและหายเกือบหมดแล้ว จะมีก็แต่ที่หลังที่ได้รับการผ่าตัดถึงสองครั้ง“โถ่เว้ย” เสียงสบถของคนป่วยดังขึ้นวันนี้ก็เหมือนทุกวัน ที่นักกายภาพและพยาบาลส่วนตัวจะมาช่วยเขากายภาพ ฝึกเดิน เพราะตอนนี้เขายังต้องนั่งรถเข็นอยู่ อีกทั้งที่เอวยังต้องใส่ที่ช่วยพยุงหลังเพราะยังมีเหล็กดามหลังอยู่“เกิดอะไรขึ้นคะ” เหยาเหยาที่กำลังจะออกไปตรวจงานเหมือนทุกวัน ได้ยินเสียงสามีก็รีบวิ่งออกมาดู“คะ คุณนาย” พยาบาลสาวเห็นเหยาเหยาเดินเข้ามาก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ พวกเธอไม่สามารถทนรับแรงกดดันจากท่านนายพลหนุ่มคนนี้ได้ เขาโหดเกินกว่าที่พวกเขาจะรับไหว“ไปเตรียมยาเถอะ ฉันจัดการเอง”ไม่ใช่ครั้งแรกที่จวิ้นเจี๋ยใส่อารมณ์ และทุกครั้งก็จะเป็นเธอที่เข้ามาช่วยแก้ไขสถานการณ์ แต่ว่าครั้งนี้ต่างออกไป คนป่วยนั่งบนรถเข็น สีหน้าเรียบเฉย ต่า
เมื่อไปถึงโรงพยาบาลทหาร กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและบรรยากาศอันตึงเครียดปกคลุมไปทั่วโถงทางเดิน เหยาเหยาเดินตรงไปยังหน้าห้องฉุกเฉินด้วยหัวใจที่บีบคั้นเจ้าหน้าที่ให้เธอเซ็นเอกสารสำหรับการรักษา ทั้งนี้ก็เพื่อหาเกิดข้อผิดพลาดอะไรขึ้น เธอจะไม่เรียกร้องหรือเอาผิดกับทางโรงพยาบาล ในใจของเธอตอนนี้ขอแค่แพทย์และพยาบาลรักษาสามีอย่างเต็มที่ก็พอแล้วเหยาเหยานั่งรอหน้าห้องผ่าตัดไม่ยอมเคลื่อนย้ายไปไหน แม้ว่าเถาฮวากับถิงโจวจะพยายามเกลี้ยกล่อมให้เธอนอนพัก เพราะการผ่าตัดตอนนี้ใช้เวลาไปนานเกือบ 5 ชั่วโมง ตั้งแต่ค่ำจนกระทั่งเกือบเที่ยงคืนก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเสร็จ“เจี๋ย พูดอะไรหน่อยสิครับ” ถิงโจวตาแดงก่ำ มองพี่สาวที่เอาแต่นั่งเหม่อไม่ยอมพูดจา แต่น้ำตากลับไหลอาบสองแก้มไม่หยุด เขาเห็นแล้วก็รู้สึกปวดใจ“คุณหนู อย่าเป็นแบบนี้เลยนะคะ พี่ใจจะขาดอยู่แล้ว” เถาฮวาร้องไห้ยิ่งกว่าเจ้านายของเธอเสียอีก เวลาที่คุยกันไม่มีคนอื่น ทั้งสองจะพูดคุยเสมือนเป็นพี่น้องกันไม่มีผิด“….”เหยาเหยาอ้าปาก พยายามเค้นเสียงออกจากลำคอ แต่ก็จนใจที่เธอจุกจนพูดไม่ออก อาการเบื้องต้นที่ทางเจ้าหน้าที่แจ้งให้ทราบนั้นแทบไม่มีหวังว่าสามีจะกลับมาได้ คง
เมษายน 1988ลมฤดูใบไม้ผลิในเมืองหลวงเริ่มพัดเอาความแห้งแล้งออกไป แทนที่ด้วยกลิ่นอายของดอกไม้นานาพันธุ์ แต่ในเรือนสี่ประสานบรรยากาศกลับอบอวลไปด้วยแผนการใหญ่ที่ร้อนแรงยิ่งกว่า"ประกาศอย่างเป็นทางการมาแล้วเหรอคะ"“อืม” จวิ้นเจี๋ยวางหนังสือพิมพ์รายวันลงบนโต๊ะ พาดหัวข่าวระบุชัดเจนถึงการยกฐานะไหหลำขึ้นเป็นมณฑล และเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอีกด้วยเหยาเหยาได้รับการยืนยันแล้วก็ดวงตาเป็นประกาย "นี่คือขุมทองที่แท้เลยก็ว่าได้นะคะ ได้ยินที่ปรึกษาหลินบอกว่าต่อไปที่นั่นจะเป็นฮาวายแห่งตะวันออก ใครที่มีที่ดินริมหาดได้ก่อน คนนั้นคือผู้ชนะในทศวรรษหน้า"จวิ้นเจี๋ยนิ่งคิด ภรรยาเอ่ยปากออกมาแบบนี้ คงไม่แคล้วต้องไปกว้านที่ที่ดินแถวไหหลำอีกเป็นแน่ เหมือนกับที่หนานซานและเกาะฮ่องกงที่เธอไปมาแล้ว เขารู้ดีว่าการขยับตัวครั้งนี้ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล และที่สำคัญต้องมีคนที่ไว้ใจได้"ฉันตัดสินใจแล้วค่ะ ฉันจะถอนเงินปันผลที่ทำกำไรได้ในเซี่ยงไฮ้ และจะโยกเงินส่วนตัวของฉันอีกสมทบเข้าไป" เหยาเหยาพูดเสียงเรียบแต่หนักแน่น "ฉันจะส่งโทรเลขหาคุณพ่อที่เซินเจิ้นก่อน ให้ท่านเป็นธุระล่องใต้ลงไปที่ไหหลำด่วนที่สุด"จ
เวินฉีฉีกับสามีย้ายไปอยู่กับแม่หยางที่บ้าน เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่เธอได้มาเหยียบที่นี่ ซึ่งต้องยอมรับว่าต่างจากที่เธอคิดเอาไว้มาก เนื่องจากว่าก่อนหน้านี้แม่หยางขึ้นชื่อว่าร่ำรวยอันดับต้นๆ ของเมืองเป่ย แต่ใครจะไปคิดว่าท่านจะติดดินได้ขนาดนี้“อยู่ได้หรือเปล่า” แม่หยางถามลูกสาวลูกเขย“คุณตารู้หรือเปล่าว่าแม่อยู่บ้านหลังเล็กแบบนี้” เวินฉีฉีถูกความสบายและสวมบทบาทลูกหลานผู้ดีมาหลายปี ทำให้เธอลืมไปแล้วว่าก่อนหน้านี้ตัวเองกินอยู่ยังไงต่างจากเฉินอวี้ เขาเป็นคนเซี่ยงไฮ้โดยกำเนิด รสนิยมของเขาเป็นคนสมัยใหม่ แต่เพราะมีลูกค้าหลากหลายอาชีพ เพราะฉะนั้นวิสัยทัศน์เขาจึงกว้างกว่าฉีฉีมากแม้ว่าบ้านหลังนี้จะดูเล็กเมื่อเทียบกับคฤหาสน์ตระกูลเวิน แต่เมื่อเข้ามาข้างในบ้าน ถึงได้รู้ว่าใครกันแน่ที่เป็นเศรษฐีตัวจริง“ผมอยู่ที่ไหนก็อยู่ได้” ชายหนุ่มรีบพูดเอาใจแม่ยาย“ดี ที่นี่ไม่เลี้ยงคนเกียจคร้าน ต้องทำงานถึงจะมีเงินใช้ มีข้าวกิน โตกันจนอายุปูนนี้แล้วจะอยู่บ้านเฉยๆ เหมือนเมื่อก่อนก็คงไม่ได้แล้ว”“ใครจะให้นายมาอยู่ด้วยไม่ทราบ" เวินฉีฉีถลึงตาใส่เฉินอวี้“ยังต้องรอให้ใครอนุญาตอีกเหรอ” แม่หยางถามกลับลูกสาว ทำเอา
เฉินอวี้เหมือนคนจนตรอก เขาสูญเสียทุกอย่างไปก็เพราะเวินฉีฉี เพราะฉะนั้นจะให้เขาปล่อยหล่อนไปมีความสุข แล้วตัวเองต้องใช้ชีวิตแบบตกต่ำก็คงจะเป็นไปไม่ได้ สุดท้ายก็ตัดสินใจมาหาเธอที่เมืองเป่ยการที่เขาจะหาว่าบ้านของผู้บัญชาการสูงสุดอยู่ที่ไหนนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่การที่จะเข้าไปถึงตัวของคนเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมียามเฝ้าหน้าประตูอย่างแน่นหนา เขาไม่มีมีแม้แต่โอกาสจะได้เห็นด้วยซ้ำว่าประตูบ้านของพวกเขาสีอะไรแต่แล้วเหมือนสวรรค์จะเห็นใจในความพยายาม เมื่อรถยนต์คันหรูกำลังขับออกมาจากคฤหาสน์หลังใหญ่ นั่นก็คือเวินถิงโจว เขาเพิ่งกลับมาเยี่ยมบ้านและกำลังจะขับรถกลับเมืองหลวง ทว่ากลับมีผู้ชายคนหนึ่งวิ่งขวางหน้ารถเขาเอาไว้เสียก่อนอยู่ที่เมืองหลวง ถิงโจวมักจะไปฝากท้องที่เรือนสี่ประสานของพี่สาว แล้วก็เล่นกับหลานสาวอยู่บ่อยๆ ได้ยินชื่อเฉินอวี้อยู่บ่อยครั้ง แล้วก็รู้ด้วยว่าเขากำลังคบกับเวินฉีฉีอยู่เสียงรถยนต์เบรกเสียงดัง ทำเอายามเฝ้าหน้าประตูตกใจ รีบปรี่เข้ามาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ยังดีที่ถิงโจวเบรกได้ทัน ไม่อย่างนั้นเฉินอวี้อาจจะถูกเขาชนไปแล้ว“อยากตายหรือไง” ประโยคนี้ถิงโจวไม่ได้เป็นคนพูด แต่กลั
ทางด้านพ่อเวินแม้ปากจะบอกว่ายกให้คุณย่าเวินจัดการ แต่ถึงยังไงท่านก็ยังอยากได้ที่ดินกลับคืนมา แต่จะเอาเงินจากไหนมากมายขนาดนั้น“ลองไปให้แม่ของหล่อนช่วยดีไหมคะ อย่างน้อยๆ ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน” คุณนายเวินบอกกับสามีพ่อเวินได้ยินก็ชะงักไป นึกถึงใบหน้าอ่อนหวานของอดีตภรรยาแล้วก็พลอยทำให้หัวใจเต้นแรง ก่อนหน้านี้เคยคิดว่าอยากจะไปเยี่ยม แต่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะไปในฐานะอะไร ครั้งนี้มีโอกาสแล้วท่านจึงรีบคว้าเอาไว้“อืม คุณพูดมีเหตุผล”“งั้นฉันจะไปเป็นเพื่อน”“ไม่ต้องหรอก” พ่อเวินรีบปฏิเสธ แต่พอเห็นหน้าจับผิดของภรรยาเด็กก็รีบแก้ต่างให้ตัวเองว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน อีกอย่างเรากำลังจะไปขอความช่วยเหลือ ถ้าเกิดหล่อนเห็นหน้าคุณที่เป็นภรรยาใหม่ ก็อาจจะเปลี่ยนใจไม่ช่วย”“ทำไมละคะ ในเมื่อตอนนั้นหล่อนหย่ากับคุณไปแล้ว มีสิทธิ์อะไรมาหึงหวงคุณอีก” สามีไปเจออดีตภรรยา ใครจะทำใจกว้างได้บ้าง“ไม่ใช่แบบนั้น ผมแค่คิดว่าเรากำลังจะไปเอาจากเขา ก็ควรทำทุกอย่างให้อีกฝ่ายพอใจมากที่สุด วางใจเถอะ ทั้งแก่แล้วก็พิการ ผมไม่มีทางกลับไปกินของเก่าแน่นอน”ก่อนไปพ่อเวินก็ทำให้ภรรยาเด็กมั่นใจเสียก่อน ว่าท่านจะไม่วอกแวก







