LOGINเซี่ยจิ่นอันสะดุ้งสุดตัว เลือดลมในกายพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ใบหูและลำคอของเขาแดงก่ำลามไปถึงใบหน้า ชายหนุ่มสำลักน้ำลายตัวเองจนต้องยกมือปิดปากไอออกมาหลายครั้ง
“แค่ก แค่ก”
สตรีผู้นี้ช่างกล้าคิดนัก คิดเรื่องอะไรอยู่นี่
ชายหนุ่มผู้เคร่งครัดในกฎระเบียบมาตลอดถึงกับทำตัวไม่ถูก สายตาที่เคยมองตรงเริ่มหลบเลี่ยง ไม่กล้าสบตาหญิงสาวตรงๆ
ฝ่ายอวิ๋นจื่อที่ได้ยินเสียงความคิดของเสี่ยวหลิงเช่นกัน มุมปากถึงกับกระตุก เขาพยายามกลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น มองศิษย์เอกที่ปกติเคร่งขรึมสุขุม บัดนี้กลับยืนหน้าแดงก่ำราวกับผลท้อสุกงอม
“ฮะแฮ่ม” อวิ๋นจื่อกระแอมเบาๆ ทำลายบรรยากาศประหลาด ก่อนก้าวเข้าไปหาคนทั้งสอง
ชิวเหมยที่ยังคงคุกเข่าอยู่ เมื่อเห็นเจ้าสำนักเดินเข้ามา นางก็รีบก้มหน้าลงต่ำ สะอื้นไห้ให้ดูน่าสงสารยิ่งกว่าเดิม หวังให้อาจารย์ตำหนิคุณหนูของตนต่อหน้าทุกคน
ทว่าอวิ๋นจื่อกลับไม่ได้มองชิวเหมยเลยแม้แต่น้อย
เขาก้าวผ่านสาวใช้ไป แล้วหยุดยืนตรงหน้าจ้าวเสี่ยวหลิง ชายตาลงมองหญิงสาวตัวเล็กที่กำลังยืนทำตาแป๋ว
อาจารย์คนนี้ก็หล่อแฮะ ถึงจะดูมีอายุหน่อยๆ แต่งานพรีเมียม สไตล์แด๊ดดี้ที่ไม่ได้แปลว่าพ่อ คาริสม่ากระจายมาก ช่างเจริญหูเจริญตายิ่งนัก ยอดเขานี้มันศูนย์รวมคนหน้าตาดีชัดๆ ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะนอนเป็นปลาเค็ม ดูผู้ชายหล่อๆ แทะขนมอยู่ที่นี่แหละ สบายใจเฉิบ
แด๊ดดี้ คาริสม่า ปลาเค็ม
อวิ๋นจื่อเลิกคิ้วอย่างนึกขัน นางเด็กคนนี้ช่างมีศัพท์แสงประหลาดนัก
จากนั้นเขาก็ยื่นมือออกไป ใช้นิ้วชี้ดีดลงบนหน้าผากมนของเสี่ยวหลิงเบาๆ
โป๊ก!
“โอ๊ย” เสี่ยวหลิงยกมือกุมหน้าผาก ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ
“เด็กน้อย ขึ้นเขามาเหนื่อยๆ อย่ามัวแต่คิดฟุ้งซ่านทะลึ่งตึงตัง” อวิ๋นจื่อเอ่ยด้วยรอยยิ้มลึกลับตรงมุมปาก
เสี่ยวหลิงสะดุ้งวาบ
เฮ้ย! ตาแก่นี่รู้ได้ไงว่าฉันคิดอะไรอยู่ ไม่มั้ง บังเอิญแหละ คงแค่ทักเปรียบเปรยตามประสาคนแก่ขี้บ่น
อวิ๋นจื่อหัวเราะหึ ๆ ในลำคอ ก่อนหันไปมองชิวเหมยที่ยังนั่งคุกเข่ารอความเห็นใจอยู่บนพื้นหิน
“เจ้า สาวใช้ผู้นั้นน่ะ”
“จะ... เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์” ชิวเหมยรีบเงยหน้าขึ้น ดวงตาฉ่ำน้ำดูน่าสงสาร
“ลุกขึ้นเถอะ พื้นหินมันเย็น หากเจ้าเหนื่อยจนเข่าอ่อน ก็เอานี่ไปกินเสีย”
พูดจบ อวิ๋นจื่อสะบัดมือเบาๆ ส้มวิญญาณผลเล็กสีส้มหม่นลอยไปตกอยู่ในมือของชิวเหมยหนึ่งผล ทว่าอีกผลหนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ามาก เปลือกสีทองอร่ามและแผ่ไอพลังวิญญาณบริสุทธิ์ออกมา เขากลับยื่นส่งให้เสี่ยวหลิงโดยตรง
“นี่ของเจ้า กินเสีย จะได้มีแรง หยุดเพ้อเจ้อ” น้ำเสียงช่วงท้ายเจือเสียงหัวเราะอย่างปิดไม่มิด
เสี่ยวหลิงรับผลส้มมาอย่างงงๆ แต่พอกลิ่นหอมหวานเตะจมูก ดวงตาของนางก็เปล่งประกายวาววับทันที
โอ้โห... ส้มวิญญาณระดับสูงของแท้ กลิ่นหอมทะลุปอดมาก หวานฉ่ำแน่ ๆ
อื้อหือ... ลาภปากปลาเค็มแล้วโว้ย! ยอดเขานี้บริการดีระดับห้าดาว มีของกินแจกฟรีตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึง รักสำนักนี้จังเลย
ชิวเหมยก้มมองส้มผลเล็กในมือ สลับกับส้มสีทองในมือของเสี่ยวหลิง ก่อนลอบกัดฟันกรอดด้วยความริษยา
ทำไมกัน เหตุใดท่านเจ้าสำนักถึงไม่เห็นใจข้า แต่กลับมอบของดีให้ยัยคุณหนูนี่
“จิ่นอัน” อวิ๋นจื่อหันไปสั่งศิษย์เอก
“พาศิษย์น้องทั้งสองคนไปพักที่เรือนรับรอง จัดหาอาหารและขนมดีๆ ให้นางด้วยล่ะ ดูท่านางคงจะ ‘หิว’ มากทีเดียว”
“รับทราบขอรับ ท่านอาจารย์”
เซี่ยจิ่นอันค้อมกายรับคำ ก่อนเดินนำทั้งสองคนมุ่งหน้าไปยังเรือนพักศิษย์ด้านหลัง
ตลอดเส้นทางเดินเลียบไหล่เขาที่ปูด้วยแผ่นหิน ทัศนียภาพของยอดเขาเมฆาเร้นงดงามราวกับภาพวาด ทะเลหมอกสีขาวลอยอ้อยอิ่งอยู่เบื้องล่าง มีตำหนักไม้โบราณตั้งลดหลั่นตามแนวผา ดอกท้อสีชมพูผลิบานส่งกลิ่นหอมละมุน
แต่สิ่งที่สะกดสายตาของเสี่ยวหลิงเอาไว้กลับไม่ใช่ทิวทัศน์อันวิจิตรตระการตา
หากเป็นแผ่นหลังกว้างและรูปร่างสมส่วนของศิษย์พี่ใหญ่ที่เดินนำอยู่ข้างหน้าต่างหาก
แม่เจ้าโว้ย! คนอะไรเดินยังหล่อ ขนาดมองจากข้างหลังรูปร่างยังดีขนาดนี้ ขาสองข้างก้าวเดินมั่นคงเหมือนนายแบบบนรันเวย์เลย อยากจะวิ่งเข้าไปเกาะหลังแล้วให้เขาแบกไปส่งถึงเตียงนอนจริงๆ พับผ่าสิ ชาติก่อนทำบุญด้วยอะไรมานะ ถึงได้มาเจอของดีระดับพรีเมียมแบบนี้
กึก!
เซี่ยจิ่นอันที่เดินนำอยู่แทบสะดุดก้อนหินหน้าคว่ำ ใบหูแดงก่ำขึ้นมาอีกครั้ง ชายหนุ่มต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อควบคุมพลังปราณในร่างไม่ให้ปั่นป่วน
สตรีผู้นี้คิดจะเกาะหลังข้าจริงๆ หรือ
ชิวเหมยที่เดินตามหลังมาเห็นเซี่ยจิ่นอันมีท่าทีผิดปกติ จึงคิดว่านี่คือโอกาสทอง นางแสร้งทำเป็นข้อเท้าพลิกแล้วร้องเสียงหลง
“ว้าย! ช่วยด้วยเจ้าค่ะ”
ร่างบางของชิวเหมยเซถลาพุ่งเข้าหาแผ่นหลังของเซี่ยจิ่นอันทันที หวังจะล้มลงในอ้อมแขนของบุรุษหนุ่มรูปงามเพื่อสร้างความใกล้ชิด
ทว่า!
ระวังนะศิษย์พี่ใหญ่ มุกข้อเท้าพลิกพันปีของนางร้ายกำลังจะมา ยัยดอกบัวขาวจะแกล้งสะดุดเพื่อพุ่งชนอกท่าน แล้วหาเรื่องออดอ้อนให้ท่านอุ้มไปส่งที่เรือนพักแน่ ๆ หลบเร็วเข้าเซ่
ฟึ่บ!
ทันทีที่เสียงเตือนในใจของเสี่ยวหลิงจบลง เซี่ยจิ่นอันก็ขยับเท้าเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างด้วยวิชาตัวเบาอย่างรวดเร็ว ไร้ซึ่งความลังเลแม้แต่เสี้ยววินาที
“กรี๊ด”
โครม!
ชิวเหมยที่พุ่งเข้ามาเต็มแรง เมื่อคว้าได้เพียงอากาศ ร่างทั้งร่างจึงไถลครูดไปกับพื้นหิน หน้าคะมำลงไปกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ ชายกระโปรงสีขาวเปรอะเปื้อนเศษดินและใบไม้แห้งจนดูไม่จืด
“อุ๊บ ฮ่า ๆ ๆ” เสี่ยวหลิงเผลอหลุดหัวเราะ ก่อนรีบยกมือขึ้นปิดปาก
สมน้ำหน้า พุ่งตัวเป็นจรวดมิไซล์ขนาดนั้น คิดว่าเล่นสไลเดอร์ในสวนน้ำหรือไงกัน สะใจปลาเค็มจริงๆ ศิษย์พี่ใหญ่นี่หลบได้คล่องแคล่วว่องไวระดับทีมชาติมาก ปรบมือรัว ๆ ให้เลยสิคะ
เซี่ยจิ่นอันที่ยืนเอามือไพล่หลังอยู่ข้างทาง แอบเหลือบมองเสี่ยวหลิงซึ่งกำลังกลั้นขำจนตัวสั่น มุมปากที่มักเหยียดตรงพลันยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาอย่างห้ามไม่อยู่
“แม่นางชิวเหมย” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ ไร้ซึ่งความสงสาร
“ยอดเขานี้พื้นหินขรุขระ คราวหน้าคราวหลังเจ้าควรเดินมองทางให้ดีกว่านี้”
“ขะ... ขอบคุณท่านศิษย์พี่ที่ตักเตือนเจ้าค่ะ ฮึก!” ชิวเหมยกัดฟันทั้งน้ำตา รีบพยุงตัวเองลุกขึ้นยืนด้วยความอับอายจนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี
เมื่อเดินมาถึง ‘เรือนไผ่เขียว’ ซึ่งเป็นเรือนพักรับรอง เซี่ยจิ่นอันก็ผายมือเชิญเสี่ยวหลิงเข้าไปด้านใน
บนโต๊ะไม้กลางห้องมีสำรับอาหารต้อนรับวางเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะ ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว ทั้งไก่ตุ๋นโสมวิญญาณ ผัดผักหยกมรกต ปลากะพงนึ่งซีอิ๊ว และขนมเปี๊ยะดอกกุ้ยฮวาที่ส่งไอร้อนกรุ่น
“ท่านอาจารย์สั่งให้ห้องครัวจัดเตรียมสำรับนี้ไว้ให้เจ้าโดยเฉพาะ เชิญศิษย์น้องรับประทานตามสบาย” เซี่ยจิ่นอันกล่าว
ดวงตาของเสี่ยวหลิงเบิกกว้างเป็นประกาย นางลืมความเหน็ดเหนื่อยจากการปีนเขาไปจนหมดสิ้น รีบหย่อนกายลงนั่งบนเก้าอี้ทันที
โอ้โห! อาหารระดับภัตตาคารมิชลินสามดาวชัด ๆ ไก่ตุ๋นโสมตัวเบ้อเริ่ม ปลากะพงเนื้อขาวจั๊วะ ขนมเปี๊ยะหอมหวาน สวรรค์ของปลาเค็มแท้ๆ เลยโว้ย ชาตินี้ข้าจะไม่ยอมลงจากเขานี้เด็ดขาด จะกินแล้วก็นอน นอนแล้วก็กินอยู่ที่นี่แหละ
“ไม่มีทางเจ้าค่ะ” เสี่ยวหลิงรีบตอบ“ข้าจะกลับมากินฝีมือศิษย์พี่หญิงบ่อยๆ แน่นอน”“สรุปว่ากลับมาเพราะของกินสินะ”“ก็ต้องคิดถึงศิษย์พี่หญิงด้วยสิเจ้าคะ” เสียงหัวเราะกลับมาดังขึ้นอีกครั้งจ้าวหยวนเป่าและฮูหยินจ้าวเดินเข้ามาสมทบจ้าวหยวนเป่ามองเซี่ยจิ่นอันตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนตบไหล่ชายหนุ่มอย่างหนักแน่น“จิ่นอันเอ๋ย ข้ามอบลูกสาวคนเดียวและกิจการสำนักคุ้มภัยทั้งหมดไว้ในมือเจ้าแล้วนะ เจ้าหนุ่มหน้าตาดี วรยุทธ์ล้ำเลิศ แถมรูปร่างก็สมกับที่ลูกสาวข้าชมไว้ไม่มีผิด ฮ่า ๆ”“ท่านพ่อ” เสี่ยวหลิงรีบร้องห้าม ใบหน้าแดงก่ำอย่าพูดเรื่องซิกซ์แพ็กสิท่านพ่อ ข้าอุตส่าห์เขียนไปในจดหมายแบบส่วนตัวนะเจ้าคะเซี่ยจิ่นอันสำลักทันที“แค่ก!” จ้าวหยวนเป่าหัวเราะดังยิ่งกว่าเดิม ขณะที่ฮูหยินจ้าวยกแขนเสื้อขึ้นปิดรอยยิ้มเซี่ยจิ่นอันสูดลมหายใจลึก ก่อนคุกเข่าลงตรงหน้าบิดามารดาของเสี่ยวหลิง ประสานมือคารวะอย่างสง่างาม“ท่านลุง ท่านป้า ข้าเซี่ยจิ่นอันขอสาบานต่อฟ้าดิน จะใช้ทั้งชีวิตคอยปกป้อง ดูแล และตามใจเสี่ยวหลิง ไม่ให้นางต้องเหน็ดเหนื่อยหรือเสียน้ำตาเพราะข้าแม้แต่หยดเดียวขอรับ” จ้าวหยวนเป่าพยักหน้าด้วยค
อวิ๋นจื่อที่ยืนอยู่ไม่ไกลยกพัดขึ้นบังครึ่งหน้า ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างขบขัน“จิ่นอัน หากจะกอดศิษย์น้องเล็กต่อ อาจารย์ไม่ว่า แต่บัวหิมะวิญญาณเก้ากลีบกำลังจะพ้นช่วงเบ่งบานแล้วนะ”เซี่ยจิ่นอันสะดุ้ง รีบคลายอ้อมแขนเล็กน้อย เสี่ยวหลิงกลับคว้าชายเสื้อเขาไว้“ศิษย์พี่ใหญ่”“หืม...”นางชี้ไปยังบัวหิมะวิญญาณที่ชะง่อนผา“ท่านไปเก็บให้ข้าได้หรือไม่เจ้าคะ”“เหตุใดต้องเป็นข้า” เสี่ยวหลิงยิ้มตาหยี“เพราะท่านเก่งที่สุดเจ้าค่ะ”แล้วข้าก็ขี้เกียจเดินไปตรงนั้นเองด้วยเซี่ยจิ่นอันหลับตาลงครู่หนึ่ง หลิวซวงซวงหลุดหัวเราะออกมาก่อน มู่หรงชิงเองก็ส่ายหน้าด้วยความเอ็นดูอวิ๋นจื่อหัวเราะหึ ๆ“ไปเถิดจิ่นอัน ศิษย์น้องเล็กของเจ้ารออยู่”เซี่ยจิ่นอันถอนหายใจอย่างจนใจ แต่รอยยิ้มตรงมุมปากกลับชัดเจนขึ้น“รออยู่ตรงนี้ อย่าเดินไปไหน”“เจ้าค่ะ”“ห้ามเข้าใกล้ริมหน้าผา”“เจ้าค่ะ”“แล้วก็อย่ากินเนื้อเค็มมากจนกระหายน้ำ”เสี่ยวหลิงก้มมองเนื้อเค็มในมือ ก่อนรีบกัดอีกคำ“รับทราบเจ้าค่ะ”พ่อคนขี้บ่น แต่หล่อ ให้อภัยเซี่ยจิ่นอันส่ายหน้า ก่อนใช้วิชาตัวเบาทะยานออกไปยังชะง่อนผาเพียงไม่นาน บัวหิมะวิญญาณเก้ากลีบก็ถูกเก็บใส่กล่องหยกอย่างสมบ
ชิวเหมยในชุดคลุมดำขาดวิ่นทะยานออกจากเงามืด มือข้างหนึ่งซึ่งปกคลุมด้วยพลังมารสีม่วงคล้ำพุ่งตรงเข้าหาแผ่นหลังของเสี่ยวหลิงด้วยความเร็วสูง“ในเมื่อเจ้าไม่ยอมตกเหวไปเอง ข้าก็จะส่งเจ้าลงไปด้วยมือของข้าเอง จ้าวเสี่ยวหลิง”ชิวเหมยกรีดร้อง ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่งเสี่ยวหลิงสะดุ้งเฮือก รีบก้มศีรษะหลบตามสัญชาตญาณว้าย! ผีเปรตชุดดำโผล่มาแล้ว ศิษย์พี่ใหญ่ช่วยด้วยเคล้ง!เสียงกระบี่ปะทะกับพลังมารดังกึกก้อง ประกายกระบี่สีฟ้าครามสว่างวาบตัดผ่านม่านหมอก เซี่ยจิ่นอันปรากฏตัวขึ้นขวางหน้าเสี่ยวหลิงในเสี้ยวพริบตา กระบี่เมฆาครามในมือรับการโจมตีของชิวเหมยไว้ได้อย่างแม่นยำ แรงสะท้อนจากพลังปราณบริสุทธิ์ซัดร่างของชิวเหมยกระเด็นไปกระแทกโขดหินริมหน้าผาอย่างแรงอั่ก!ชิวเหมยกระอักเลือดสีคล้ำออกมา นางพยายามยันกายลุกขึ้น มือกุมหน้าอกแน่นด้วยความเจ็บปวด“เซี่ยจิ่นอัน เจ้า... เจ้าทำลายค่ายกลลวงตาของข้าตั้งแต่เมื่อใด”“ค่ายกลชั้นต่ำเช่นนี้ มีหรือจะหลอกพวกเราได้”เสียงของหลิวซวงซวงดังขึ้นจากด้านข้าง หญิงสาวในชุดสีเขียวมรกตก้าวออกมาจากแนวป่าไผ่ พร้อมมู่หรงชิงที่ถือพัดจีบและขวดยาแก้พิษอยู่ในมือมู่หรงชิงมองช
ข้อมูลละเอียดถึงเพียงนี้ หากยังปล่อยให้ชิวเหมยทำสำเร็จ พวกเขาก็คงไม่มีหน้าเรียกตัวเองว่าศิษย์แห่งยอดเขาเมฆาเร้นอีกแล้วเซี่ยจิ่นอันส่งกระแสจิตหาทั้งสองทันทีซวงซวง มู่หรงชิง พวกเจ้าจงอ้อมไปทางป่าไผ่ทิศเหนือ ใช้โอสถแก้พิษลบล้างผงสลายวิญญาณรอบหน้าผาให้หมด จากนั้นวางค่ายกลกระบี่เมฆาครามล้อมรอบชะง่อนผาเอาไว้ อย่าให้ชิวเหมยรู้ตัวรับทราบเจ้าค่ะขอรับ ศิษย์พี่ใหญ่หลิวซวงซวงกับมู่หรงชิงจึงแสร้งทำเป็นเพิ่งมองเห็นสมุนไพรหายากอยู่อีกทาง“ศิษย์พี่ใหญ่ ข้ากับมู่หรงชิงจะไปดูสมุนไพรตรงป่าไผ่ด้านโน้นสักครู่” หลิวซวงซวงเอ่ยขึ้น“ไปเถิด ระวังตัวด้วย”“เจ้าค่ะ” ทั้งสองแยกออกไปอย่างแนบเนียน เมื่อเหลือเพียงเซี่ยจิ่นอันกับเสี่ยวหลิง ชายหนุ่มก็ลดสายตาลงมองคนตัวเล็กที่ยังคงเคี้ยวหมูแผ่นอย่างไม่ทุกข์ร้อนก่อนจะหยิบ ‘ขนมเปี๊ยะไส้หมูหย็องพริกเผา’ ชิ้นโตออกมาส่งให้“ศิษย์น้องเล็ก เดินมาไกลแล้ว กินขนมนี่รองท้องเสียก่อนเถิด”“ขนมเปี๊ยะหมูหย็องพริกเผา”เสี่ยวหลิงตาโต รีบรับมากัดคำใหญ่ทันที“อร่อยหรือไม่”“อร่อยมากเจ้าค่ะ” นางพยักหน้ารัวอื้อหือ... เผ็ดนิดๆ หวานเค็มกลมกล่อม หมูหย็องแน่นทะลัก ศิษย์พี่ใหญ่นี่รู้ใจข้
บรรดาศิษย์จากยอดเขาต่างๆ ล้วนเตรียมพร้อมกันอย่างเคร่งเครียด บ้างตรวจดาบและกระบี่ บ้างจัดเตรียมยันต์สะกด อุปกรณ์วางค่ายกล รวมถึงเกราะอ่อนสำหรับป้องกันตัว สีหน้าของแต่ละคนจริงจังราวกับกำลังจะเดินทางไปออกรบในสมรภูมิใหญ่ทว่าพอตัดภาพมายังขบวนของยอดเขาเมฆาเร้น บรรยากาศกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวจ้าวเสี่ยวหลิงยืนบิดขี้เกียจอยู่หน้าทางเข้าป่า นางสวมชุดผ้าไหมสีชมพูกลีบบัวเนื้อเบาสบาย กระโปรงพลิ้วไหวไปตามสายลม ไร้ซึ่งเกราะป้องกันใดๆ บนหลังไม่ได้สะพายกระบี่ หากแต่สะพายย่ามผ้าใบโตซึ่งอัดแน่นไปด้วย ‘หมูแผ่นอบน้ำผึ้ง’ ‘เนื้อเค็มแดดเดียว’ ‘ขนมเปี๊ยะไส้ทะลัก’ และ ‘กระบอกน้ำหวานแช่เย็น’ข้างกายนางมีเซี่ยจิ่นอัน ศิษย์พี่ใหญ่ในชุดทะมัดทะแมง ยืนถือร่มกระดาษน้ำมันคอยบังแสงแดดยามสายให้อย่างเอาใจใส่ ส่วนมืออีกข้างถือตะกร้าสานใบใหญ่ เตรียมไว้สำหรับใส่ของกินเล่นที่เก็บได้ระหว่างทางด้านหลังมีหลิวซวงซวงและมู่หรงชิงยืนอยู่ ทั้งสองเตรียมยากันแมลงวิญญาณ เบาะรองนั่งพับได้ รวมถึงผลไม้ที่ปอกเปลือกและหั่นเป็นชิ้นพร้อมกินมาอย่างครบครันเสี่ยวหลิงมองซ้ายทีขวาที ก่อนมุมปากจะกระตุกเล็กน้อยโอ้โห... นี่พวกเรากำลังจะไปเดิ
ทว่าจู่ ๆ ความทรงจำเกี่ยวกับเนื้อเรื่องช่วงต่อไปก็ผุดขึ้นมาในหัวของเสี่ยวหลิงจะว่าไป อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็จะถึง ‘การทดสอบเข้าป่าอาถรรพ์’ ก่อนที่ข้าจะฝึกวิชาครบสามปีและต้องลงเขาแล้วสิเนี่ยกึก!มือที่กำลังโบกพัดของเซี่ยจิ่นอันชะงักเล็กน้อยชายหนุ่มไม่แสดงสีหน้าอะไร เพียงตั้งใจฟังมากขึ้นในนิยายเดิม การเข้าไปหา ‘บัวหิมะวิญญาณ’ ในป่าอาถรรพ์รอบนี้คือฉากไคลแมกซ์ใหญ่ของเรื่องเลยนี่นา ยัยชิวเหมยจะแอบหลบหนีออกจากเรือนขัง เพราะนางแอบไปฝึกวิชามารอะไรสักอย่างจนพลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วคอยสะกดรอยตามข้าเข้าไปในป่าแววตาของเซี่ยจิ่นอันค่อย ๆ เย็นลงพอนางสบโอกาสตอนที่ข้าพลัดหลงกับพวกศิษย์พี่ ยัยชิวเหมยก็จะใช้พลังมารสร้างภาพลวงตา ล่อให้ข้าถอยหลังไปเรื่อย ๆ จนพลัดตกลงใน ‘หุบเหวมรณะ’ หน้าผาไร้ก้นบึ้งที่เต็มไปด้วยหมอกพิษและกระแสลมปราณคมกริบราวใบมีด สุดท้ายตัวข้าก็ตายแบบไม่เหลือซากแกร๊ก!ด้ามพัดสานในมือของเซี่ยจิ่นอันหักออกเป็นสองท่อนเสี่ยวหลิงกะพริบตาปริบๆ หันมามอง“ศิษย์พี่ใหญ่ พัดหักหรือเจ้าคะ”“อืม... คงเก่าแล้ว”ชายหนุ่มตอบเรียบ ๆ ก่อนวางเศษพัดลงข้างตัวทว่าแววตาคมกลับดุดันจนผิดกับน้ำเสีย







