LOGINหญิงสาวไม่รอช้า คีบเนื้อไก่ชิ้นโตเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อยจนแก้มทั้งสองข้างป่องนูนราวกับกระรอกตุนอาหาร
อืม ...อร่อยเหาะ แต่ว่านะ ในนิยายต้นฉบับ วันพรุ่งนี้เช้า ยัยชิวเหมยจะแอบตื่นแต่เช้าไปที่แปลงสมุนไพร เพื่อแอบใส่ปุ๋ยพิษลงใน ‘หญ้าเพลิงวิญญาณ’ ของศิษย์พี่สาม แล้วโยนความผิดว่าข้าเป็นคนทำ เพราะข้าแอบอิจฉาที่ศิษย์พี่สามเก่งกว่า เหอะ! พล็อตโง่ๆ แบบนี้ ใครเชื่อก็บ้าแล้ว
เซี่ยจิ่นอันที่กำลังจะหมุนตัวเดินออกจากห้องชะงักฝีเท้าทันที
แปลงสมุนไพร หญ้าเพลิงวิญญาณของศิษย์น้องสามอย่างนั้นหรือ
หญ้าเพลิงวิญญาณคือสมุนไพรวิญญาณที่ศิษย์น้องสามเพาะเลี้ยงมานานกว่าห้าปี เพื่อใช้เป็นส่วนสำคัญในการทะลวงคอขวดเลื่อนระดับพลัง หากถูกทำลาย ความพยายามตลอดห้าปีย่อมสูญเปล่า และอาจกระทบต่อการเลื่อนระดับพลังของศิษย์น้องสามอย่างหนัก
เซี่ยจิ่นอันหันกลับมามองเสี่ยวหลิงที่กำลังก้มหน้าก้มตาแทะน่องไก่อย่างมีความสุข ราวกับโลกนี้ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าของกินตรงหน้า
ความรู้สึกประหลาดบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของศิษย์พี่ใหญ่ผู้เคร่งขรึม
หญิงสาวตรงหน้านี้ไม่เพียงน่าขบขันและมีความคิดในหัวที่ชวนให้เขาทำตัวไม่ถูกเท่านั้น นางอาจเป็น ‘กุญแจสำคัญ’ ที่ช่วยให้พวกเขาล่วงรู้เหตุร้ายและปกป้องยอดเขาเมฆาเร้นจากเรื่องราวที่ยังมาไม่ถึงก็เป็นได้
“ศิษย์น้องเสี่ยวหลิง” เซี่ยจิ่นอันเอ่ยเรียกเสียงนุ่ม
“ง้ำ มะ... มีอะไรหรือเจ้าคะ ศิษย์พี่ใหญ่” เสี่ยวหลิงเงยหน้าขึ้นทั้งที่ยังมีเนื้อไก่อยู่ในปาก
เซี่ยจิ่นอันมองสภาพนางแล้วชะงักเล็กน้อย ก่อนหยิบผ้าเช็ดหน้าสะอาดจากอกเสื้อ ยื่นให้นางเช็ดคราบน้ำมันตรงมุมปาก
“กินช้าๆ หน่อย ระวังจะติดคอ หากอาหารไม่พอ เจ้าบอกข้าได้ตลอดเวลา ข้าจะให้คนครัวนำมาเพิ่มให้”
พูดจบ เขาก็กระตุกยิ้มอบอุ่นที่หาดูได้ยากยิ่งให้แก่นาง ก่อนหมุนตัวก้าวออกจากเรือนพักไป
เสี่ยวหลิงนั่งตาค้างอยู่กับที่ มือที่ถือตะเกียบหยุดนิ่งกลางอากาศ
กรี๊ด!!! ศิษย์พี่ใหญ่ยิ้มให้ฉัน รอยยิ้มนั่นมันอะไรกัน ดาเมจรุนแรงระดับล้างโลกมาก พ่อเทพบุตรซิกซ์แพ็กแน่นเอ๊ย! ชาตินี้เสี่ยวหลิงจะเกาะยอดเขานี้ไม่ไปไหนแล้ว
นอกเรือนพัก เซี่ยจิ่นอันที่ได้ยินเสียงกรีดร้องคลั่งไคล้ในใจของนางอย่างชัดเจน ต้องสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้ง พลางยกมือแตะอกด้านซ้ายที่กำลังเต้นผิดจังหวะ ใบหน้าซึ่งเพิ่งกลับมาเป็นปกติเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครา
ชายหนุ่มหลุบตามองพื้น ก่อนพึมพำกับตัวเองเสียงแผ่ว
“สตรีผู้นี้ ช่างทำให้ข้าเสียอาการได้ง่ายเสียจริง”
สายหมอกยามเช้าตรู่บนยอดเขาเมฆาเร้นยังคงลอยอ้อยอิ่ง อากาศเย็นสบายเสียจนชวนให้ขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มนวมหนานุ่มต่ออีกสักหลายชั่วยาม
จ้าวเสี่ยวหลิงตื่นขึ้นมาด้วยอาการงัวเงียขั้นสุด นางอ้าปากหาวหวอด พลางบิดขี้เกียจจนกระดูกลั่นเปรี๊ยะ ที่นอนในเรือนไผ่เขียวแห่งนี้แม้จะไม่ใช่เตียงยางพาราราคาหกหลักจากยุคปัจจุบัน แต่ฟูกที่ยัดด้วยขนห่านป่าก็นุ่มนิ่มสบายหลัง จนนางแทบไม่อยากขยับตัวไปไหน
อืม... แปดโมงเช้าแล้วสิเนี่ย ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงสั่งเดลิเวอรีโจ๊กหมูเด้งกับปาท่องโก๋มานอนกินบนเตียงไปแล้ว แต่มาอยู่ที่นี่คงต้องลุกไปหาอะไรยัดกระเพาะเองสินะ เฮ้อ... ลำบากสายปลาเค็มจริงๆ
เสี่ยวหลิงลุกขึ้นล้างหน้าล้างตา สวมชุดกระโปรงผ้าไหมสีฟ้าอ่อนที่บิดามารดาสายเปย์จัดเตรียมมาให้อย่างประณีต นางไม่คิดจะเสียเวลาเกล้าผมเป็นทรงหรูหรา เพียงรวบผมครึ่งศีรษะแล้วปักปิ่นหยกขาวเรียบง่ายหนึ่งเล่ม จากนั้นก็เดินเตาะแตะออกจากเรือนพัก มุ่งหน้าไปยังลานด้านหน้าด้วยความหวังเต็มเปี่ยมว่าจะได้กลิ่นอาหารเช้าหอมๆ ลอยมาเตะจมูก
ทว่าบรรยากาศตรงลานกว้างหน้าเรือนหลักกลับไม่ได้เงียบสงบอย่างที่คิด
ผู้คนยืนรวมตัวกันอยู่กลุ่มใหญ่ นำโดย ‘อาจารย์อวิ๋นจื่อ’ ที่กำลังนั่งจิบชาอยู่บนเก้าอี้หวายด้วยท่าทางผ่อนคลาย ข้างกายมี ‘เซี่ยจิ่นอัน’ ศิษย์พี่ใหญ่ผู้ยืนหลังตรงสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มยังคงดูเคร่งขรึมเช่นเคย
ทว่าเมื่อดวงตาคมคู่นั้นเหลือบมาเห็นร่างเล็กของเสี่ยวหลิง ประกายในแววตากลับไหววูบขึ้นเล็กน้อย ก่อนใบหูจะขึ้นสีระเรื่ออย่างควบคุมไม่ได้
นอกจากสองคนนั้นแล้ว ยังมี ‘มู่หรงชิง’ หรือ ‘ศิษย์พี่สาม’ ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาสไตล์บัณฑิตเจ้าสำอาง ผู้เป็นเจ้าของแปลงสมุนไพรวิญญาณ และ ‘หลิวซวงซวง’ หรือ ‘ศิษย์พี่หญิงรอง’ หญิงสาวใบหน้างดงามหมดจด ท่วงท่าสง่างามดุจนางพญา แววตาแฝงความดุดันเฉียบขาด
และที่ขาดไม่ได้ก็คือ ‘ชิวเหมย’
สาวใช้ชุดขาวกำลังนั่งคุกเข่าก้มหน้าสะอื้นฮัก ๆ อยู่กลางลานหิน โดยมีกระถางต้นไม้ใบหักโค่นและขวดกระเบื้องใบเล็กตกอยู่ข้างกาย
เสี่ยวหลิงที่เดินถือลูกพลับแห้งเคี้ยวตุ้ยๆ ออกมาถึงกับชะงักฝีเท้า
อุ๊บ๊ะ ละครเวทีรอบเช้าเริ่มเร็วกว่าที่คิดแฮะ นี่มันฉาก ‘ใส่ร้ายคุณหนูผู้ชั่วร้าย’ ในตำนานนี่นา มาๆ ขอเกาะขอบเวทีดูหน่อยซิว่าจะเล่นใหญ่ขนาดไหน
ทันทีที่เสียงใสแจ๋วแฝงความประชดประชันดังก้องขึ้นในหัวของทุกคน อวิ๋นจื่อที่กำลังยกถ้วยชาขึ้นจิบถึงกับสำลักน้ำชาเบาๆ ส่วนเซี่ยจิ่นอันต้องแสร้งกระแอมเพื่อกลบเกลื่อนอาการ
มู่หรงชิงกับหลิวซวงซวงต่างหันขวับมาสบตากันด้วยความตื่นตะลึงปนไม่อยากเชื่อ
นี่น่ะหรือ เสียงในใจของศิษย์น้องเล็กที่ศิษย์พี่ใหญ่แอบมาเตือนพวกเขาเมื่อคืน
เมื่อเห็นว่าเสี่ยวหลิงเดินเข้ามาในระยะสายตา ชิวเหมยก็ไม่รอช้า นางรีบปล่อยโฮออกมาทันที น้ำตาไหลอาบสองแก้มราวกับได้รับความอยุติธรรมใหญ่หลวง
“ฮือ ๆ ท่านอาจารย์ ท่านศิษย์พี่ทุกท่าน ได้โปรดเมตตาคุณหนูของบ่าวด้วยเถิดเจ้าค่ะ คุณหนูมิได้ตั้งใจจะทำลาย ‘หญ้าเพลิงวิญญาณ’ ของท่านศิษย์พี่สามหรอกนะเจ้าคะ นางเพียงแค่ เพียงแค่อิจฉาที่ท่านศิษย์พี่สามได้รับคำชมจากท่านอาจารย์ นางจึงพลั้งมือเทผงหนอนกระดูกกัดกร่อนรากลงไป บ่าวพยายามห้ามแล้วแต่คุณหนูก็ไม่ฟัง ซ้ำยังขู่จะตัดลิ้นบ่าวหากนำเรื่องนี้มาบอกผู้อื่น ฮือ ๆ บ่าวยอมรับโทษแทนคุณหนูทั้งหมดเองเจ้าค่ะ ได้โปรดอย่าขับไล่คุณหนูลงจากเขาเลยนะเจ้าคะ”
พูดจบชิวเหมยก็ก้มลงกราบแนบพื้นหิน ดูน่าสงสารเสียจนหากเป็นคนนอกที่ไม่รู้ความ คงคิดว่าเสี่ยวหลิงเป็นนางมารร้ายไร้หัวใจที่อิจฉาแม้กระทั่งศิษย์ร่วมสำนัก และมีสาวใช้ผู้แสนประเสริฐคอยรับเคราะห์แทน
ทว่าขณะที่ชิวเหมยกำลังร้องไห้คร่ำครวญอยู่นั้น เสียงในใจของเสี่ยวหลิงก็ดังแทรกขึ้นมาอย่างออกรสออกชาติ
โอ้โห... อินเนอร์มาเต็มสิบไม่หักสักคะแนนเดียว ดูน้ำตาหยดแหมะ ๆ นั่นสิ แสดงเก่งขนาดนี้ ชาติก่อนเป็นดาวติ๊กต็อกสายดราม่าหรือไงจ๊ะแม่คุณ
เสี่ยวหลิงยืนกอดอก เคี้ยวลูกพลับแห้งอย่างเพลิดเพลิน สายตามองชิวเหมยด้วยความสมเพช
แต่งเรื่องเก่งจนอยากจะกราบ ข้าเพิ่งตื่นเมื่อสิบนาทีที่แล้วเองเหอะ จะเอาเวลาที่ไหนแอบย่องไปแปลงสมุนไพรตอนตีสี่มิทราบ อีกอย่างนะยัยดอกบัวขาว ผงหนอนกระดูกอะไรนั่นน่ะ เจ้าแอบไปขโมยมาจากห้องเก็บยาของโรงหมอตีนเขาตั้งแต่เมื่อวานซืนแล้ว ตอนแอบเอาไปราดใส่ต้นไม้ เจ้าคงคิดว่าแปลงสมุนไพรนั้นคือหญ้าเพลิงวิญญาณของศิษย์พี่สามสินะ
นางหยิบลูกพลับแห้งอีกชิ้นใส่ปาก ก่อนเสียงหัวเราะจะดังลั่นอยู่ในใจ
ก๊าก... โง่บรมโง่เลยแม่คุณ ในนิยายบรรยายไว้ชัดเจนว่า แปลงสมุนไพรฝั่งซ้ายนั่นมัน ‘หญ้าตดหมาวิญญาณ’ ที่เขาปลูกไว้ทำยาแก้ท้องอืดต่างหากเล่า หญ้าเพลิงวิญญาณของจริงเขาปลูกไว้ในเรือนกระจกหลังเขาโน่น แหม... ทำลายหญ้าตดหมาไป แปลงสมุนไพรก็ส่งกลิ่นเหม็นหึ่งขนาดนี้ ยังกล้ามาบีบน้ำตาใส่ร้ายคนอื่นอีก หน้าร้านขายอาหารยังไม่หนาเท่านางเลยมั้งเนี่ย
มู่หรงชิงถึงกับอ้าปากค้าง ก่อนก้มลงมองกระถางต้นไม้ที่หักโค่นตรงหน้า
เขาขยับเข้าไปใกล้อีกเล็กน้อยแล้วสูดกลิ่น ก่อนรีบเบือนหน้าหนีแทบไม่ทัน
“ไม่มีทางเจ้าค่ะ” เสี่ยวหลิงรีบตอบ“ข้าจะกลับมากินฝีมือศิษย์พี่หญิงบ่อยๆ แน่นอน”“สรุปว่ากลับมาเพราะของกินสินะ”“ก็ต้องคิดถึงศิษย์พี่หญิงด้วยสิเจ้าคะ” เสียงหัวเราะกลับมาดังขึ้นอีกครั้งจ้าวหยวนเป่าและฮูหยินจ้าวเดินเข้ามาสมทบจ้าวหยวนเป่ามองเซี่ยจิ่นอันตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนตบไหล่ชายหนุ่มอย่างหนักแน่น“จิ่นอันเอ๋ย ข้ามอบลูกสาวคนเดียวและกิจการสำนักคุ้มภัยทั้งหมดไว้ในมือเจ้าแล้วนะ เจ้าหนุ่มหน้าตาดี วรยุทธ์ล้ำเลิศ แถมรูปร่างก็สมกับที่ลูกสาวข้าชมไว้ไม่มีผิด ฮ่า ๆ”“ท่านพ่อ” เสี่ยวหลิงรีบร้องห้าม ใบหน้าแดงก่ำอย่าพูดเรื่องซิกซ์แพ็กสิท่านพ่อ ข้าอุตส่าห์เขียนไปในจดหมายแบบส่วนตัวนะเจ้าคะเซี่ยจิ่นอันสำลักทันที“แค่ก!” จ้าวหยวนเป่าหัวเราะดังยิ่งกว่าเดิม ขณะที่ฮูหยินจ้าวยกแขนเสื้อขึ้นปิดรอยยิ้มเซี่ยจิ่นอันสูดลมหายใจลึก ก่อนคุกเข่าลงตรงหน้าบิดามารดาของเสี่ยวหลิง ประสานมือคารวะอย่างสง่างาม“ท่านลุง ท่านป้า ข้าเซี่ยจิ่นอันขอสาบานต่อฟ้าดิน จะใช้ทั้งชีวิตคอยปกป้อง ดูแล และตามใจเสี่ยวหลิง ไม่ให้นางต้องเหน็ดเหนื่อยหรือเสียน้ำตาเพราะข้าแม้แต่หยดเดียวขอรับ” จ้าวหยวนเป่าพยักหน้าด้วยค
อวิ๋นจื่อที่ยืนอยู่ไม่ไกลยกพัดขึ้นบังครึ่งหน้า ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างขบขัน“จิ่นอัน หากจะกอดศิษย์น้องเล็กต่อ อาจารย์ไม่ว่า แต่บัวหิมะวิญญาณเก้ากลีบกำลังจะพ้นช่วงเบ่งบานแล้วนะ”เซี่ยจิ่นอันสะดุ้ง รีบคลายอ้อมแขนเล็กน้อย เสี่ยวหลิงกลับคว้าชายเสื้อเขาไว้“ศิษย์พี่ใหญ่”“หืม...”นางชี้ไปยังบัวหิมะวิญญาณที่ชะง่อนผา“ท่านไปเก็บให้ข้าได้หรือไม่เจ้าคะ”“เหตุใดต้องเป็นข้า” เสี่ยวหลิงยิ้มตาหยี“เพราะท่านเก่งที่สุดเจ้าค่ะ”แล้วข้าก็ขี้เกียจเดินไปตรงนั้นเองด้วยเซี่ยจิ่นอันหลับตาลงครู่หนึ่ง หลิวซวงซวงหลุดหัวเราะออกมาก่อน มู่หรงชิงเองก็ส่ายหน้าด้วยความเอ็นดูอวิ๋นจื่อหัวเราะหึ ๆ“ไปเถิดจิ่นอัน ศิษย์น้องเล็กของเจ้ารออยู่”เซี่ยจิ่นอันถอนหายใจอย่างจนใจ แต่รอยยิ้มตรงมุมปากกลับชัดเจนขึ้น“รออยู่ตรงนี้ อย่าเดินไปไหน”“เจ้าค่ะ”“ห้ามเข้าใกล้ริมหน้าผา”“เจ้าค่ะ”“แล้วก็อย่ากินเนื้อเค็มมากจนกระหายน้ำ”เสี่ยวหลิงก้มมองเนื้อเค็มในมือ ก่อนรีบกัดอีกคำ“รับทราบเจ้าค่ะ”พ่อคนขี้บ่น แต่หล่อ ให้อภัยเซี่ยจิ่นอันส่ายหน้า ก่อนใช้วิชาตัวเบาทะยานออกไปยังชะง่อนผาเพียงไม่นาน บัวหิมะวิญญาณเก้ากลีบก็ถูกเก็บใส่กล่องหยกอย่างสมบ
ชิวเหมยในชุดคลุมดำขาดวิ่นทะยานออกจากเงามืด มือข้างหนึ่งซึ่งปกคลุมด้วยพลังมารสีม่วงคล้ำพุ่งตรงเข้าหาแผ่นหลังของเสี่ยวหลิงด้วยความเร็วสูง“ในเมื่อเจ้าไม่ยอมตกเหวไปเอง ข้าก็จะส่งเจ้าลงไปด้วยมือของข้าเอง จ้าวเสี่ยวหลิง”ชิวเหมยกรีดร้อง ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่งเสี่ยวหลิงสะดุ้งเฮือก รีบก้มศีรษะหลบตามสัญชาตญาณว้าย! ผีเปรตชุดดำโผล่มาแล้ว ศิษย์พี่ใหญ่ช่วยด้วยเคล้ง!เสียงกระบี่ปะทะกับพลังมารดังกึกก้อง ประกายกระบี่สีฟ้าครามสว่างวาบตัดผ่านม่านหมอก เซี่ยจิ่นอันปรากฏตัวขึ้นขวางหน้าเสี่ยวหลิงในเสี้ยวพริบตา กระบี่เมฆาครามในมือรับการโจมตีของชิวเหมยไว้ได้อย่างแม่นยำ แรงสะท้อนจากพลังปราณบริสุทธิ์ซัดร่างของชิวเหมยกระเด็นไปกระแทกโขดหินริมหน้าผาอย่างแรงอั่ก!ชิวเหมยกระอักเลือดสีคล้ำออกมา นางพยายามยันกายลุกขึ้น มือกุมหน้าอกแน่นด้วยความเจ็บปวด“เซี่ยจิ่นอัน เจ้า... เจ้าทำลายค่ายกลลวงตาของข้าตั้งแต่เมื่อใด”“ค่ายกลชั้นต่ำเช่นนี้ มีหรือจะหลอกพวกเราได้”เสียงของหลิวซวงซวงดังขึ้นจากด้านข้าง หญิงสาวในชุดสีเขียวมรกตก้าวออกมาจากแนวป่าไผ่ พร้อมมู่หรงชิงที่ถือพัดจีบและขวดยาแก้พิษอยู่ในมือมู่หรงชิงมองช
ข้อมูลละเอียดถึงเพียงนี้ หากยังปล่อยให้ชิวเหมยทำสำเร็จ พวกเขาก็คงไม่มีหน้าเรียกตัวเองว่าศิษย์แห่งยอดเขาเมฆาเร้นอีกแล้วเซี่ยจิ่นอันส่งกระแสจิตหาทั้งสองทันทีซวงซวง มู่หรงชิง พวกเจ้าจงอ้อมไปทางป่าไผ่ทิศเหนือ ใช้โอสถแก้พิษลบล้างผงสลายวิญญาณรอบหน้าผาให้หมด จากนั้นวางค่ายกลกระบี่เมฆาครามล้อมรอบชะง่อนผาเอาไว้ อย่าให้ชิวเหมยรู้ตัวรับทราบเจ้าค่ะขอรับ ศิษย์พี่ใหญ่หลิวซวงซวงกับมู่หรงชิงจึงแสร้งทำเป็นเพิ่งมองเห็นสมุนไพรหายากอยู่อีกทาง“ศิษย์พี่ใหญ่ ข้ากับมู่หรงชิงจะไปดูสมุนไพรตรงป่าไผ่ด้านโน้นสักครู่” หลิวซวงซวงเอ่ยขึ้น“ไปเถิด ระวังตัวด้วย”“เจ้าค่ะ” ทั้งสองแยกออกไปอย่างแนบเนียน เมื่อเหลือเพียงเซี่ยจิ่นอันกับเสี่ยวหลิง ชายหนุ่มก็ลดสายตาลงมองคนตัวเล็กที่ยังคงเคี้ยวหมูแผ่นอย่างไม่ทุกข์ร้อนก่อนจะหยิบ ‘ขนมเปี๊ยะไส้หมูหย็องพริกเผา’ ชิ้นโตออกมาส่งให้“ศิษย์น้องเล็ก เดินมาไกลแล้ว กินขนมนี่รองท้องเสียก่อนเถิด”“ขนมเปี๊ยะหมูหย็องพริกเผา”เสี่ยวหลิงตาโต รีบรับมากัดคำใหญ่ทันที“อร่อยหรือไม่”“อร่อยมากเจ้าค่ะ” นางพยักหน้ารัวอื้อหือ... เผ็ดนิดๆ หวานเค็มกลมกล่อม หมูหย็องแน่นทะลัก ศิษย์พี่ใหญ่นี่รู้ใจข้
บรรดาศิษย์จากยอดเขาต่างๆ ล้วนเตรียมพร้อมกันอย่างเคร่งเครียด บ้างตรวจดาบและกระบี่ บ้างจัดเตรียมยันต์สะกด อุปกรณ์วางค่ายกล รวมถึงเกราะอ่อนสำหรับป้องกันตัว สีหน้าของแต่ละคนจริงจังราวกับกำลังจะเดินทางไปออกรบในสมรภูมิใหญ่ทว่าพอตัดภาพมายังขบวนของยอดเขาเมฆาเร้น บรรยากาศกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวจ้าวเสี่ยวหลิงยืนบิดขี้เกียจอยู่หน้าทางเข้าป่า นางสวมชุดผ้าไหมสีชมพูกลีบบัวเนื้อเบาสบาย กระโปรงพลิ้วไหวไปตามสายลม ไร้ซึ่งเกราะป้องกันใดๆ บนหลังไม่ได้สะพายกระบี่ หากแต่สะพายย่ามผ้าใบโตซึ่งอัดแน่นไปด้วย ‘หมูแผ่นอบน้ำผึ้ง’ ‘เนื้อเค็มแดดเดียว’ ‘ขนมเปี๊ยะไส้ทะลัก’ และ ‘กระบอกน้ำหวานแช่เย็น’ข้างกายนางมีเซี่ยจิ่นอัน ศิษย์พี่ใหญ่ในชุดทะมัดทะแมง ยืนถือร่มกระดาษน้ำมันคอยบังแสงแดดยามสายให้อย่างเอาใจใส่ ส่วนมืออีกข้างถือตะกร้าสานใบใหญ่ เตรียมไว้สำหรับใส่ของกินเล่นที่เก็บได้ระหว่างทางด้านหลังมีหลิวซวงซวงและมู่หรงชิงยืนอยู่ ทั้งสองเตรียมยากันแมลงวิญญาณ เบาะรองนั่งพับได้ รวมถึงผลไม้ที่ปอกเปลือกและหั่นเป็นชิ้นพร้อมกินมาอย่างครบครันเสี่ยวหลิงมองซ้ายทีขวาที ก่อนมุมปากจะกระตุกเล็กน้อยโอ้โห... นี่พวกเรากำลังจะไปเดิ
ทว่าจู่ ๆ ความทรงจำเกี่ยวกับเนื้อเรื่องช่วงต่อไปก็ผุดขึ้นมาในหัวของเสี่ยวหลิงจะว่าไป อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็จะถึง ‘การทดสอบเข้าป่าอาถรรพ์’ ก่อนที่ข้าจะฝึกวิชาครบสามปีและต้องลงเขาแล้วสิเนี่ยกึก!มือที่กำลังโบกพัดของเซี่ยจิ่นอันชะงักเล็กน้อยชายหนุ่มไม่แสดงสีหน้าอะไร เพียงตั้งใจฟังมากขึ้นในนิยายเดิม การเข้าไปหา ‘บัวหิมะวิญญาณ’ ในป่าอาถรรพ์รอบนี้คือฉากไคลแมกซ์ใหญ่ของเรื่องเลยนี่นา ยัยชิวเหมยจะแอบหลบหนีออกจากเรือนขัง เพราะนางแอบไปฝึกวิชามารอะไรสักอย่างจนพลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วคอยสะกดรอยตามข้าเข้าไปในป่าแววตาของเซี่ยจิ่นอันค่อย ๆ เย็นลงพอนางสบโอกาสตอนที่ข้าพลัดหลงกับพวกศิษย์พี่ ยัยชิวเหมยก็จะใช้พลังมารสร้างภาพลวงตา ล่อให้ข้าถอยหลังไปเรื่อย ๆ จนพลัดตกลงใน ‘หุบเหวมรณะ’ หน้าผาไร้ก้นบึ้งที่เต็มไปด้วยหมอกพิษและกระแสลมปราณคมกริบราวใบมีด สุดท้ายตัวข้าก็ตายแบบไม่เหลือซากแกร๊ก!ด้ามพัดสานในมือของเซี่ยจิ่นอันหักออกเป็นสองท่อนเสี่ยวหลิงกะพริบตาปริบๆ หันมามอง“ศิษย์พี่ใหญ่ พัดหักหรือเจ้าคะ”“อืม... คงเก่าแล้ว”ชายหนุ่มตอบเรียบ ๆ ก่อนวางเศษพัดลงข้างตัวทว่าแววตาคมกลับดุดันจนผิดกับน้ำเสีย







