Masukหลัง “การประชุมชั้น 18” เช้านั้น วันทำงานวันที่สองของฉันผ่านไปเร็วกว่าที่คิด แปลกดีที่พอหัวใจเบา งานก็เบาตาม ทั้งที่จริง ๆ เนื้อหาที่ต้องร่างก็ไม่ได้ง่ายอะไร ฉันยังคงจำคำของภีมที่พูดไว้ “เริ่มใหม่มันสนุก” แล้วก็อดยิ้มไม่ได้ระหว่างนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ ช่วงบ่ายฉันร่างสตอรี่บอร์ดไว้สามโพสต์ “เช้าใหม่ เมล็ดใหม่” วาดรูปคนยืนรับแสงอาทิตย์พร้อมถือแก้วกาแฟ แล้วยำมุกเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้คนอ่านได้ยิ้ม โทนเดียวกับชีวิตช่วงสองสามวันที่ผ่านมา: ไม่หวือหวา แต่มีความอบอุ่นแบบไฟอ่อน ๆ เผาไขไม่ไหม้
พอถึงเวลาเลิกงาน ฉันรีบเก็บกระเป๋า เหตุผลไม่ใช่เพราะอยากกลับไปนอนเร็ว แต่เพราะไม่อยากให้เครื่องซักผ้าคิดถึงฉันจนพ่นน้ำต้อนรับอีก รอบนี้ฉันตั้งปณิธานแน่วแน่กลับถึงบ้านจะเช็กวาล์วสายยางก่อนทุกอย่าง และจะไม่ทำตัวเป็นวิศวกรสมัครเล่นอีกแล้ว
ก่อนออกออฟฟิศ มิ้นท์ตะโกนตามหลังมา “เฮ้ เพื่อนบ้านหล่อคนนั้นเป็นไงบ้าง เมื่อเช้าส่งรูปสติกเกอร์ไขควงมาในไลน์เหรอ”
“เรื่องมันยาว ไว้เล่าพร้อมชานม” ฉันตะโกนกลับ พลางทำท่ายกแก้วสมมติ มิ้นท์ทำหน้าหมั่นไส้อย่างจงใจ เราหัวเราะให้กันสั้น ๆ
ฉันเดินผ่านร้านผลไม้หน้าปากซอยแวะซื้อกล้วยหอมหนึ่งหวี ถุงผักหนึ่งถุง น้ำปลา น้ำมันพืช ข้าวสารครึ่งถุง (ครึ่งถุงก็ยังหนักนะบอกเลย) และขนมแมวรสปลาคู่ชีวิตที่ถ้าไม่ได้ซื้อ โมจิจะยื่นหนังสือคำร้องหยุดความสัมพันธ์แม่-ลูกทันที หยิบของครบแล้ว ฉันเปลี่ยนแขนสลับถือไปมา สาบเสื้อเกี่ยวถุงจนตึงไปทั้งแถบ เดิน ๆ อยู่ก็บ่นในใจ “โต๊ะกินข้าวยังไม่มี แต่ความมุทะลุอยากทำกับข้าวมีแล้วหนึ่ง”
ถึงล็อบบี้คอนโด รปภ.หน้าตายิ้มต้อนรับ ฉันยกมือไหว้แบบหอบ ๆ เขาหัวเราะ “วันนี้ไม่ท่วมแล้วนะคุณมะปราง ช่างแจ้งว่าเรียบร้อยดี”
“ค่ะ ๆ ขอบคุณมากเลย ถ้าท่วมอีกหนูจะตั้งศาลพระภูมิเครื่องซักผ้าแล้วค่ะ” ฉันตอบไปแบบนั้นจริง ๆ และเหมือนจักรวาลจะชอบมุกล้อโชคชะตา เพราะพอเข้าลิฟต์ไป ฉันดันยืนคู่กับผู้หญิงหิ้วพัดลมตั้งโต๊ะใหม่เอี่ยม เธอมองถุงน้ำมันในมือตะลึง ๆ ฉันเลยยิ้มบอกว่า “ห้องครัวฉันเพิ่งผ่านสงครามน้ำเมื่อวาน วันนี้เลยซื้ออาวุธมาเพิ่ม” เราหัวเราะให้กันแบบคนแปลกหน้าที่เข้าใจอะไรบางอย่างร่วมกัน
ลิฟต์เปิด “ติ๊ง” ชั้น 18 ตามกำหนด ทุกอย่างเหมือนจะราบรื่น ถ้าไม่ใช่เพราะประตูห้องฉันเปิดแง้มไว้เพราะดึงของเข้าไปไม่ทัน และโมจิ…ใช่ค่ะ โมจิของฉัน ออกมายืนจังก้าหน้าห้องเหมือนบอดี้การ์ดที่ลืมว่าหน้าที่คือเฝ้าอยู่ข้างใน มันเหลือบตามองถุงขนมในมือฉันหนึ่งที ก่อนวิ่งสวนทางฝีเท้าเบา ๆ ไปที่ห้อง 18B ราวกับรู้เส้นทางดี
“โมจิ! หยุด! นั่นเขตแดนประเทศเพื่อนบ้าน!” ฉันร้องลั่น แต่คนถือถุงสองมือน่ะ บอกเลยว่าแพ้นักวิ่งสี่ขาเสมอ
พอถึงหน้าห้อง 18B ฉันก็เห็นประตูเปิดพอดี เหมือนรอเวลามะปรางหน้าแตก ภีมยืนอยู่ตรงนั้นในชุดที่ฉันไม่ค่อยเห็น เสื้อเชิ้ตดำเรียบ กางเกงสแลคเข้ารูป มือซ้ายถือกุญแจรถ มือขวาดึงสายจูงโตโตะไว้หลวม ๆ กลิ่นโคโลญจน์อ่อน ๆ ผสมกลิ่นกาแฟติดเสื้อ ทำให้ภาพรวมดูเรียบง่ายแต่ดูดีแบบที่ทำให้คนถือถุงข้าวสารอย่างฉันรู้สึกว่า…นะ เหมือนโฆษณาน้ำหอมยังไงยังงั้น
โตโตะเห็นโมจิแล้วตาเป็นประกาย ส่ายหางถี่ “บรู๋ง บรู๋ง” รอท่าเหมือนจะบอกว่า “ยินดีต้อนรับครับ แขก VIP”
โมจิหยุดตรงหน้าเขา ยกคางสูงเหมือนเจ้าเมือง “เหมียว” เบา ๆ หนึ่งครั้ง แล้วเดินเฉียด ๆ ขาหน้าภีมอย่างถือสิทธิ์
ฉันรีบพูดรัว “ไม่ใช่นะคะ! โมจิไม่ได้เป็นแมวขโมย! มันไม่ได้จะเอ่อ เข้ามาขโมยอะไรของคุณนะคะ! ไม่! ไม่! ไม่ใช่ว่าฉันหาว่าคุณเป็นขโมยนะคะ ฉันหมายถึง..”
ประโยคของฉันพันกันเป็นก้อน เหมือนเส้นก๋วยเตี๋ยวน้ำตกที่ลอยวนอยู่ในชามจนหาจุดเริ่มไม่เจอ ภีมเลิกคิ้วเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นนิด ๆ “หืม ใครว่าผมเป็นขโมยนะ”
“ไม่ใช่ ๆ ๆ ฉันหมายถึงแมว! แมวไม่ใช่ขโมย! แล้ว โอ๊ย ขอโทษค่ะ ฉันพูดไม่เป็นภาษาไปหมดเลย” ฉันยืนตัวแข็ง ๆ เหมือนเสาอากาศเสียในวันที่พายุเข้า
โตโตะมองหน้าเราแล้วเห่า “บู้” เบา ๆ เหมือนหัวเราะ เผลอ ๆ อาจกำลังให้คะแนนความวุ่นวายอยู่ในใจ
ภีมหัวเราะน้อย ๆ เสียงทุ้มชัด “ใจเย็นครับ ผมไม่ได้คิดว่าใครเป็นขโมยสักคน แค่นึกภาพตัวเองถูกกล่าวหาแบบงง ๆ ก็…ขำดี”
ฉันอยากเอาถุงน้ำมันพืชคลุมหัว “ขอโทษจริง ๆ ค่ะ ฉันรีบเกินไป ปากเลยวิ่งแซงสมอง”
เขาชำเลืองมองมือฉันที่ถือถุงพะรุงพะรัง “ให้ช่วยไหมครับ ของดูหนัก”
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันยกไหว” ฉันพยายามจะพิสูจน์ความแข็งแกร่งหญิงสาว แต่ทันทีที่ยกสูงขึ้นนิด ถุงน้ำมันก็เอียงไปชนถุงข้าวสารดัง “ตั้บ” แบบเสียวหล่น ทั้งหมดเกิดขึ้นช้ามากในสายตา แต่เร็วมากในความเป็นจริง ภีมเอื้อมมือมาคว้าได้พอดี ช่วยชีวิตน้ำมันกับศักดิ์ศรีฉันไปพร้อมกัน
“ยกไหวเหรอครับ” น้ำเสียงเขาเรียบ แต่สายตาแซวอย่างสุภาพ
“เอ่อ…ไม่ไหวก็ได้ค่ะ” ฉันยอมแพ้แบบไร้ศักดิ์ศรีอย่างรวดเร็ว เพื่อนบ้านปลอดภัยไว้ก่อน
เขารับถุงทั้งสองจากฉันอย่างง่ายเหมือนยกหมอน “งั้นเข้าไปวางในห้องก่อน”
ฉันเปิดประตูเชื้อเชิญ โมจิเดินนำเข้าไปก่อนพร้อมท่าทีเป็นเจ้าบ้าน โตโตะยืนรอหน้าประตูแป๊บหนึ่งแล้วนั่งลงอย่างมีมารยาท ภีมวางถุงลงบนเคาน์เตอร์ครัวชั่วคราว ฉันรีบเคลียร์พื้นที่โดยกวาดนิตยสารกับเทปกาวไปกองไว้ที่มุม
“ขอบคุณนะคะ รบกวนอีกแล้ว” ฉันยกมือไหว้เหมือนเจอครูบาอาจารย์ เขาส่ายหน้าเบา ๆ
“ผมแค่ช่วยยกของ ไม่ได้ใช้ไขควง ถือว่ายังไม่ได้ทำงาน” เขายิ้มจาง ๆ ฉันหัวเราะ เขามักหาคำพูดพอดี ๆ ที่ทำให้สถานการณ์คลี่คลายได้ง่ายเสมอ
โมจิกระโดดขึ้นไปนอนบนถุงข้าวสารอย่างภาคภูมิใจ เหมือนประกาศกรรมสิทธิ์ตามคติ “ใครนอนก่อนคนนั้นเป็นเจ้าของ” ฉันชี้ให้ภีมดู เขาพูดเสียงนิ่ง “มันคงคิดว่าเป็นเตียงนุ่มพิเศษ”
“ใช่ค่ะ เตียงรุ่น ‘เมล็ดข้าวทนทาน’” เราหัวเราะพร้อมกัน หัวเราะแบบเสียงไม่ดังมาก แต่ยาวพอจะทำให้ไหล่ที่เกร็งคลายลง
“คุณเพิ่งกลับจากร้านเหรอคะ” ฉันเห็นเสื้อเชิ้ตเรียบกริบเลยถามอย่างอยากรู้
“ครับ แวะไปดูเครื่องก่อนปิดร้าน แล้วก็ลงไปเอาของที่รถนิดหน่อย” เขาชี้กุญแจที่มือ “เลยแต่งตัวสุภาพกว่าปกติหน่อย”
“สุภาพมากค่ะ” ฉันเผลอพูดออกไปตรง ๆ แล้วหน้าก็ร้อน โอเค มะปราง เก็บคำชมไว้ในใจบ้างก็ดี
เขามองรอบห้อง “วันนี้อยู่รอดดีไหม ไม่มีเสียงน้ำพุ่ง”
“สบายมากค่ะ” ฉันชี้สติ๊กเกอร์เล็ก ๆ ที่ติดข้างวาล์ว “ฉันแปะป้ายเตือนตัวเองว่า ‘อย่าซน’”
“ดีครับ ช่างบอกว่าทุกอย่างโอเคแล้ว” เขาขยับแววตาไปทางโมจิ “เหลือแค่ระบบกันหนีของสมาชิกสี่ขา”
“ใช่ค่ะ” ฉันถอนหายใจ “มันฉลาดแบบที่เก่งเรื่องประตูมากกว่าฉันอีก”
“จริงสิ” เขาเหมือนนึกอะไรได้ “พรุ่งนี้ช่วงเย็นผมจะลองคั่วเมล็ดใหม่ ถ้าคุณว่าง แวะไปชิมไหม ผมอยากฟังความเห็นคนชอบรส ‘นิ่มนวลในถ้วย’”
หัวใจฉันเต้น “ตุบ” หนึ่งครั้ง คำชวนของเขาเหมือนง่าย ๆ แต่สำหรับฉันมีน้ำหนักมากกว่ากาแฟหนึ่งแก้ว “ได้สิคะ ถ้าไม่ติดงานฉันจะไป”
“โอเคครับ” เขาพยักหน้าเรียบ ๆ “เดี๋ยวผมเอาโตโตะไปเดินเล่นต่อ เห็นทีวันนี้มันได้พบเจอเพื่อนเยอะแล้ว”
“ขอบคุณมากนะคะ สำหรับ…ทุกอย่างวันนี้” ฉันย้ำ แล้วส่งยิ้มแบบเก็บเสียง เขายกมือบ๊ายบายเบา ๆ ก่อนปิดประตู
เสียงปิดประตู 18B ยังไม่ทันเงียบ โมจิก็หันมามองฉันตาปรือ เหมือนถามว่า “ขนมล่ะ” ฉันส่ายหน้าให้มัน “อย่าทำหน้ารู้ทันสิคุณนาย ฉันเพิ่งหน้าแตกต่อหน้าคนหล่อ เอ๊ย คนสุภาพ เพราะเธอเลยนะ” มันยืดตัว บิดขี้เกียจ แล้วเดินไปนั่งมุมเดิมราวกับว่า “ยินดีค่ะ เดี๋ยวทำให้อีก”
โตโตะนั่งอยู่บนพรมหนานุ่มในมุมห้องที่อบอุ่นของภีม มันชอบที่นี่ที่ไม่เคยมีอะไรยุ่งยาก หรือวุ่นวาย แต่กลับเต็มไปด้วยความสงบและความสุขที่ไม่อาจอธิบายได้ มันรู้สึกว่าเวลาที่ได้อยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะยืน หรือนั่งอยู่ตรงไหน มันก็คือบ้านที่อบอุ่นที่สุด วันนี้ก็เหมือนทุกวัน ภีมกลับบ้านตอนเย็น เขาเดินเข้ามาด้วยท่าทางเหนื่อยล้าจากการทำงานเป็นเจ้าของร้านกาแฟที่ชื่อร้านผมฟังแล้วมันก็แปลก ภีมตั้งชื่อร้านว่า ร้านที่เดิม เหมือนจะรู้ว่ามะปรางรอเขาอยู่ ภีมมักจะทำกาแฟให้มะปรางทุกครั้งที่กลับมาจากทำงาน แม้เขาจะไม่ได้พูดออกมาโดยตรง แต่โตโตะเห็นในท่าทางของเขา ภีมอยากให้มะปรางรู้สึกดี รู้สึกผ่อนคลาย และอบอุ่น โตโตะกระดิกหางไปมา มองไปที่ภีมที่ทำกาแฟให้มะปรางที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะกาแฟ หญิงสาวที่ดูนุ่มนวลและใจดี เขามักจะเห็นภีมมองมะปรางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน แม้จะเงียบ ไม่พูดอะไรออกมา แต่โตโตะรู้ดีว่าแววตาของภีมเต็มไปด้วยความรักและห่วงใยในทุกการกระทำ ผมมักจะชอบอยู่ข้าง ๆ มะปรางในทุกวัน ตอนที่เธอนั่งอยู่ตรงโซฟา ก้มหน้าก้มตาทำอะไรไปบ้าง โตโตะแอบยิ้มให้ตัวเองท
ฉันคือโมจิ แมวที่หน้าตาดุร้ายที่สุดในร้านขายสัตว์เลี้ยง และเชื่อเถอะว่าเมื่อก่อนฉันไม่คิดเลยว่าจะมีชีวิตที่ดีแบบนี้ ย้อนกลับไปตอนนั้น...ตอนที่ยังไม่รู้จักมะปรางเลย ตอนนั้นแหละที่ฉันรู้สึกถึงความโหดร้ายที่สุดในชีวิต แม้ว่าฉันจะเป็นแมวที่มีขนฟูเหมือนกับแมวธรรมดาทั่วไป แต่ว่าฉันกลับมีหน้าตาแปลก ๆ ที่ทำให้ทุกคนในร้านไม่อยากจะรับฉันไปเลี้ยงสักคน บางทีฉันก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแมวที่ไม่มีใครรัก ฉันไม่เคยเข้าใจว่าทำไมเจ้าของร้านถึงไม่พยายามหาคนรับฉันไปเลี้ยงสักคน ฉันไม่ได้ดุขนาดนั้นนะ ฉันแค่มีหน้าตาโหดเกินไปนิดหน่อย ลองคิดดูสิ! แมวหน้าตาน่ากลัวกับคนทั่วไปมันจะน่ารักตรงไหน? ตอนนั้น ฉันจำได้ว่าเคยคิดในใจว่า “ทำไมฉันถึงต้องมาอยู่ที่นี่?” ทุกครั้งที่มีคนเดินเข้ามาในร้าน ฉันจะมองเขาอย่างหวังว่าเขาจะเห็นฉันและรับฉันไป แต่ไม่เคยมีใครหันมาสนใจฉันเลย ทุกวันฉันก็แค่ยืนอยู่ในกรง รอเวลาที่จะมีใครสักคนมองเห็นฉันที่ไม่ใช่แค่ในฐานะแมวที่หน้าตาดุ แต่เป็นสัตว์เลี้ยงที่สามารถมอบความรักให้กับใครสักคนได้ วันหนึ่ง มิ้นท์พามะปรางมาที่ร้านขายสัตว์เลี้ยง
เช้าวันทำงานที่มะปรางคิดว่าจะเป็นวันธรรมดา กลับกลายเป็นวันที่วุ่นวายมากที่สุดในสัปดาห์ เพราะหลังจากที่มะปรางตัดสินใจบอกมิ้นท์เกี่ยวกับข่าวดีที่เธอและภีมได้ตัดสินใจคบกันเป็นแฟนแล้ว ก็เป็นวันที่ทุกคนแซวจนเธอแทบจะไม่รู้จะตอบยังไง เมื่อมิ้นท์เดินเข้ามาหามะปรางที่โต๊ะทำงานในช่วงพักเที่ยง มะปรางก็ไม่รอช้าที่จะบอกข่าวดี “มิ้นท์... ฉันมีเรื่องจะบอก” มะปรางพูดเสียงเบา ๆ แต่ก็รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย มิ้นท์มองมาที่เธออย่างสงสัย “อะไรเหรอ? ทำไมหน้าตาดูตื่นเต้นขนาดนั้น?” มะปรางยิ้มเขิน ๆ ก่อนจะตอบออกไป “ภีม... เราเป็นแฟนกันแล้วค่ะ” มิ้นท์ตาโตและอ้าปากค้าง “จริงเหรอ?! โอ้ยยย ในที่สุดก็ได้คบกันแล้วนะ! ฉันรู้แล้วล่ะว่าภีมต้องเป็นคนพิเศษของเธอแน่ ๆ!” มิ้นท์พูดเสียงดังจนคนในออฟฟิศหันมามอง มะปรางรีบก้มหน้าหลบสายตา ไม่รู้จะทำยังไงดี “มิ้นท์... ดังไปนะ ทุกคนได้ยินหมดแล้ว” เธอพูดเสียงต่ำ แต่ไม่สามารถปิดรอยยิ้มได้เลย มิ้นท์หัวเราะขำ ๆ “โอ๊ยยย ขอโทษนะ ขอโทษจริง ๆ แต่นี่มันข่าวดีนี่นา!” แล้วก็ยิ้มแหย ๆ “บอกมาเร็ว ๆ สิ ยั
เช้าวันใหม่ในช่วงต้นฤดูหนาว ภายในคอนโดของมะปราง ทุกอย่างเงียบสงบและอบอุ่น ราวกับว่าโลกภายนอกนั้นไม่มีความวุ่นวายที่สามารถเข้ามากวนใจได้ วันนี้มะปรางตื่นขึ้นมาช้ากว่าปกติเล็กน้อย แต่ความรู้สึกของเธอไม่เคยเบาหรือสับสนเหมือนเมื่อก่อน ทุกอย่างในชีวิตตอนนี้มันชัดเจนขึ้น และในความเงียบของเช้านี้ เธอได้เห็นภาพชีวิตที่เต็มไปด้วยความหวังและการเริ่มต้นใหม่ มะปรางลุกจากเตียงและเดินไปที่ระเบียงห้อง ก้มมองไปยังท้องฟ้าที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสีเป็นสีส้มอบอุ่นจากแสงแรกของวัน เธอได้ยินเสียงในใจที่บอกว่า ทุกอย่างมันจะดีขึ้น นับจากวันนี้เป็นต้นไป วันนี้ไม่เหมือนทุกวันก่อนหน้านี้ มันเป็นวันที่มะปรางและภีมจะเริ่มต้นชีวิตร่วมกันอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ในแง่ของความรู้สึกหรือการที่ทั้งสองอยู่ในสถานะที่ดีขึ้น แต่เป็นการที่พวกเขาจะเริ่มทำกิจวัตรประจำวันร่วมกัน เหมือนคู่รักที่ได้เริ่มต้นชีวิตคู่ “ภีมคะ” มะปรางพูดเบา ๆ ขณะเปิดประตูระเบียงให้ลมเย็นจากนอกบ้านพัดเข้ามา ภีมที่กำลังยืนรอดื่มกาแฟอยู่ตรงมุมห้องหันมามองเธอแล้วยิ้มให้ “อรุณสวัสดิ์ครับ วันนี้มีแผนอะไรหรือเปล่า?”
หลังจากวันทำขนมกับคุณแม่ภีม วันนี้มะปรางตื่นขึ้นมาและรู้สึกถึงความอบอุ่นในใจ แม้จะเป็นแค่การทำขนมธรรมดา ๆ แต่การได้ใช้เวลากับคุณแม่ของภีมทำให้เธอรู้สึกถึงการยอมรับและความใกล้ชิดที่มากขึ้น วันนี้ภีมมาที่ห้องมะปรางพร้อมกาแฟและขนมที่ทำเอง ทั้งสองเริ่มทำกิจกรรมร่วมกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภีมที่เคยทำตัวห่างเหินเริ่มเปิดเผยความรู้สึกมากขึ้นผ่านการกระทำ และมะปรางก็เริ่มรู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขามากขึ้น “ภีมวันนี้ทำขนมมาให้หรอ?” มะปรางถามยิ้ม ๆ ขณะภีมยืนอยู่หน้าประตูห้อง พร้อมกับถุงขนมที่เขาทำเอง ภีมยิ้มอย่างเขิน ๆ แล้วตอบว่า “ก็แค่ขนมง่าย ๆ น่ะครับ อยากให้ลองชิมดู” เขายื่นถุงขนมให้มะปรางอย่างระมัดระวัง มะปรางรับขนมจากเขาและเปิดถุงขึ้น ดูเหมือนจะเป็นขนมที่เขาทำด้วยใจจริง ๆ แม้จะเป็นแค่ขนมง่าย ๆ แต่การที่ภีมทำมันให้เธอแบบนี้ก็ทำให้เธอรู้สึกพิเศษมาก “ดูแล้วก็น่ากินนะคะ ขอบคุณค่ะภีม” มะปรางยิ้มให้ภีม ขนมนี้อาจจะเรียบง่าย แต่มันทำให้เธอรู้สึกถึงความใส่ใจที่ภีมมอบให้ โมจิที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็เริ่มสนใจขนมทันที มันเดินไป
เช้าวันหนึ่ง บรรยากาศที่แสนจะอบอุ่นและคุ้นเคยกลับทำให้มะปรางรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเขินเล็กน้อย เพราะเมื่อคืนนี้เธอได้บ่นกับภีมว่า ถ้าเขามีโอกาสก็อยากจะลองทำอาหารมื้อเช้าให้เธอบ้าง มะปรางนึกถึงช่วงเวลาที่อยู่ในคอนโดนี้ในตอนแรกๆ ภีมมักจะทำอาหารเช้าหรือขนมปังมาให้เธอทานบ่อยๆ ทุกเช้า โดยเฉพาะในวันที่เธอรู้สึกเหนื่อยจากการทำงาน แต่ตอนนี้ภีมต้องรีบไปเปิดร้านทำให้หยุดส่งอาหารเช้าหรือขนมปังให้เธอมาหลายวันแล้ว มะปรางรู้สึกดีใจที่วันนี้จะได้กลับไปเป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นแบบนั้นอีกครั้ง เพราะทุกครั้งที่ภีมทำอาหารให้เธอ เธอจะรู้สึกถึงความอบอุ่นในใจทุกครั้ง มะปรางนั่งที่เตียงแล้วหันไปมองหน้าต่างที่ยังคงมีแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ส่องเข้ามา สายลมเย็นพัดผ่านจากระเบียงห้อง ทำให้เธอรู้สึกสดชื่นขึ้นอีกนิด "วันนี้ภีมจะทำอาหารให้แน่ ๆ!" มะปรางคิดในใจขณะเดินไปที่ระเบียงเพื่อรอเขาเหมือนทุกเช้า มันเป็นเช้าวันหยุดที่ทุกอย่างควรจะเป็นไปตามปกติ แต่ในวันนี้มีบางอย่างที่ทำให้เธอตื่นเต้นเป็นพิเศษ เมื่อมาถึงระเบียง ภีมยืนอยู่ที่เดิมและยิ้มให







