Masukฉันเก็บของเข้าที่ทีละอย่าง เปิดลิสต์ในมือถือ “โต๊ะพับเล็ก, กระทะเหล็ก, ที่ทุบกระเทียม” อ่านแล้วก็รู้สึกว่า ถ้าความรักต้องการเครื่องมือ ฉันคงมีพร้อมของครัวมากกว่าของหัวใจ…แต่เอาเถอะ อย่างน้อยท้องอิ่มก่อน ความกล้าค่อยตามมา
ระหว่างจัดของ โทรศัพท์ดัง มิ้นท์โทรมา “สรุป เล่าเดี๋ยวนี้ เพื่อนบ้านข้างห้องเจอกันอีกไหม”
“เจอสิ” ฉันตอบขณะจัดข้าวสารให้พ้นจากอาณาจักรของโมจิ “แล้วฉันก็พูดอะไรพัง ๆ อีกแล้ว เหมือนกล่าวหาเขาเป็นขโมย กลายเป็นแมวขโมย อะไรก็ไม่รู้วุ่นวายหมด”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนระเบิดเสียงหัวเราะ “โอ๊ยยยย เพื่อนกู๊!!! ดีมาก ตลกแบบซิทคอมเลย”
“ขำเถอะ เดี๋ยวฉันย้ายออกไปอยู่กับเธอเลยไหม” ฉันทำเสียงบ่น แต่ก็หัวเราะไปด้วย
“ไม่ต้องย้าย แต่ฟังนะ” มิ้นท์เปลี่ยนโทนเป็นจริงจัง “ฟังจากที่เล่ามา ผู้ชายคนนั้นใจเย็น พูดน้อย แต่สื่อสารชัดเจน เขาชวนเธอไปชิมกาแฟพรุ่งนี้ นั่นมันกึ่งเดตแล้วนะเพื่อน”
ฉันเงียบไปเล็กน้อย “ฉันไม่อยากคิดไกล แต่ก็…นิดหนึ่ง” ฉันยอมรับแบบไม่อาย
“ดีแล้ว ค่อย ๆ ไป จำไว้ว่าเธอเพิ่งย้ายบ้าน อย่ากดดันตัวเอง ให้ความสุขเล็ก ๆ พาเดิน” มิ้นท์พูดเหมือนพี่สาว
ฉันพยักหน้า ทั้งที่เธอมองไม่เห็น “โอเค รับคำสั่งหัวหน้าทีมแซว”
เราคุยเรื่องงานและชีวิตอีกนิดก่อนวางสาย ฉันหันกลับมาที่ครัว ตั้งใจทำข้าวผัดทูน่าอีกครั้งแต่เวอร์ชันอัปเกรด เพิ่มกระเทียมเจียวกรอบ ต้นหอมซอย และพริกไทยนิดหน่อย กลิ่นหอมขึ้นกว่าคราวก่อนจนฉันอยากตบไหล่ตัวเอง แถมไม่ลืมเปิดหน้าต่างกับเครื่องดูดควัน บทเรียนราคาแพงจากเสียงเตือนควันที่ฉันไม่อยากได้ยินอีก
กินข้าวไปสักพัก เสียงแจ้งเตือนดัง “ติ๊ง” หน้าจอโชว์ชื่อ “ภีม” ใจฉันหวิวหนึ่งทีแบบคนไม่อยากสารภาพ เขาส่งข้อความมา “ถ้าวันนี้มีปัญหาเรื่องประตู ล็อกเสริมได้ ผมมีบานพับแม่เหล็กเผื่อเหลืออยู่” ต่อด้วยรูปโตโตะทำหน้าหล่อเอียงคอ น่าจะตั้งใจให้บรรยากาศไม่ทางการ
ฉันตอบไป “วันนี้สบายมากค่ะ แต่อุปกรณ์กันหนีของเจ้าเหมียวสนใจอยู่” แล้วแถมสติกเกอร์แมวนอนกลิ้ง เขาส่งกลับมาแค่ “รับทราบครับ” กับอีโมจิแก้วกาแฟ ฉันยิ้มน้อย ๆ ให้หน้าจอโดยลืมว่ากำลังกิน แล้วสำลักพริกไทยนิดหน่อย ความหวานของชีวิตมักมากับความเผ็ดของความซุ่มซ่ามเสมอ
หลังอาหาร ฉันล้างจานช้า ๆ ตั้งใจทำมือให้ว่าง เพื่อปล่อยให้ใจคิดทีละเรื่อง เห็นแผ่นกระดาษโน้ตเขียนรายการ “สิ่งดี ๆ ของวันนี้” ที่ฉันเริ่มติดไว้ตั้งแต่เมื่อวาน ฉันเติมเพิ่มสามบรรทัด
ทีมงานใจดี
ข้าวแกงร้านหน้าซอยไม่หวงเครื่อง
เข้าใจผิดรอบสอง แต่จบด้วยการหัวเราะ
ฉันเดินไปที่ระเบียงส่วนกลางเพื่อรับลมเย็น ๆ อีกนิด เห็นเงาของเฟิร์นไหวตามแรงลมแบบเมื่อเช้า ข้างล่างถนนเริ่มเงียบลง แสงไฟจากร้าน “ที่เดิม” เหลือแค่ป้ายไม้ที่ส่องนวล ๆ ฉันยืนพิงราว ก้มดูปลายเท้าแล้วเงยขึ้นมองท้องฟ้า มีดาวหนึ่งดวงชัดกว่าดาวอื่นนิดหน่อย บางทีอาจเพราะฉันอยากให้มันชัด
ประตูระเบียงเลื่อนเปิด ภีมเดินออกมาพร้อมขวดสเปรย์น้ำสำหรับรดเฟิร์น ยิ้มสั้น ๆ ให้เราเจอกันพอดี “อากาศดีนะครับ”
“ค่ะ ดีมาก” ฉันหันไป “เมื่อกี้ขอบคุณสำหรับข้อความนะคะ ฉันว่าจะไปดูบานพับแม่เหล็กพรุ่งนี้”
“ถ้าไม่สะดวก ผมติดให้ได้” เขาพูดเฉย ๆ เหมือนชวนคนไปซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้ง
“สะดวกสิคะ” ฉันรีบตอบเร็วไปนิด ก่อนจะเสริม “หมายถึง สะดวกให้ช่างคอนโดติดให้ก่อนค่ะ ถ้าไม่เวิร์คค่อยรบกวนคุณ”
เขาพยักหน้า “ได้ครับ” แล้วรินน้ำสเปรย์ใส่เฟิร์น เสียงน้ำเบา ๆ เหมือนฝนจิ๋ว
ฉันอยากชวนคุยต่อ เลยถาม “คุณเริ่มคั่วกาแฟยังไงคะ”
เขามองปลายเฟิร์น “เริ่มจากอยากรู้ว่าทำไมกาแฟถ้วยหนึ่งถึงต่างกันนัก บางถ้วยทำให้เช้าไม่ดี กลายเป็นดี บางถ้วยทำให้บ่ายที่หนัก ๆ กลายเป็นเบา ผมอยากรู้ต้นเหตุ เลยเริ่มคั่วเอง ลองเอง ล้มเหลวเอง แล้วเขียนโน้ตไว้”
“ฟังดูเป็นคนบันทึกเก่ง” ฉันว่า
“บันทึกช่วยให้ไม่โกหกตัวเอง” เขาตอบ “เวลาอ่านย้อนหลัง จะรู้ว่าเมื่อวานเราคิดยังไง วันนี้เปลี่ยนยังไง มันซื่อสัตย์ดี”
ฉันเงียบไปครู่หนึ่ง ชอบประโยคนี้มากจนอยากขีดเส้นใต้ในหัว ใจหนึ่งอยากบอกเขาว่าฉันก็เริ่มบันทึกรายการ “สิ่งดี ๆ ของวันนี้” แต่อีกใจกลัวจะฟังดูเหมือนสารภาพอะไรบางอย่างเร็วเกิน
ลมพัดแรงขึ้นนิดหนึ่ง เส้นผมหน้าฉันปลิวมาแตะแก้ม ฉันพยายามเก็บ ผิดจังหวะจนเส้นผมไปเกี่ยวต่างหู ไร้สง่าจนหัวเราะให้ตัวเอง ภีมส่งยางมัดผมอันเดิมนั่นแหละที่ฉันยืมจากเขาวันแรก “เผื่อจำเป็น”
ฉันรับไว้ “จะคืนเมื่อหัวไม่ยุ่งนะคะ”
“ไม่ต้องรีบ” เขายิ้ม
เรายืนเงียบแบบสบาย ๆ สักพัก แต่เงียบของเราไม่อึดอัด เหมือนเสียงของเมืองไกล ๆ ทำหน้าที่พูดแทน จนฉันนึกขึ้นได้ “ขอโทษนะคะ ที่เมื่อกี้ฉันพูดเพี้ยน ๆ จนเหมือนหาว่าคุณเป็นขโมย”
“ผมรู้ว่าคุณหมายถึงแมว” เขาหัวเราะบาง ๆ “ชีวิตมีพื้นที่ให้เข้าใจผิดได้ เราคงไม่ต้องจริงจังกับทุกคำผิดพลาดหรอก”
“ค่ะ” ฉันยิ้ม “งั้นขอประกาศว่าผู้ต้องสงสัยคือโมจิเท่านั้น”
“รับทราบ” เขาทำเสียงจริงจังเล่น ๆ
ฉันมองนาฬิกา “งั้นฉันไปก่อนนะคะ พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า เรา…นัดชิมเมล็ดใหม่” พอพูดคำว่า “เรา” แล้วรู้สึกหน้าอุ่น ฉันรีบกล่าวลา เขาพยักหน้า ฉันเดินกลับห้องพร้อมคิดว่า คำสั้น ๆ ก็ทำให้วันยาวขึ้นได้
ในห้อง โมจินอนเหยียดยาวบนพรม แผ่พุงเหมือนคนพอใจในความปั่นป่วนที่ก่อ ฉันนั่งลงข้างมัน วางมือบนหัวกลม ๆ “ฟังนะลูก พรุ่งนี้แม่มีนัดชิมกาแฟ แกห้ามทำตัวเป็น ‘แมวขโมย’ เข้าใจไหม” มันกระพริบตาสองครั้งเหมือนตอบว่า “ไม่รับประกัน”
ฉันหัวเราะ ลุกไปอาบน้ำ น้ำอุ่นไหลผ่านไหล่แบบความกังวลไหลออกบ้าง พอเช็ดตัวเสร็จ ฉันหยิบสมุดโน้ตเล่มเดิม เปิดหน้าว่าง เขียนหัวข้อ “บทเรียนวันนี้”
ปากไวแซงสมอง = ตลกได้ แต่ต้องมีคนใจดีอยู่ฝั่งตรงข้าม
ของหนักควรให้คนเสนอช่วยถือ อย่าฝืน
การชวนไปชิมกาแฟ = คำสัญญารสอ่อน ๆ ที่ทำให้คืนนี้นอนหลับดี
ฉันนั่งนิ่ง ๆ อีกครู่หนึ่งก่อนดับไฟ ห้องค่อย ๆ มืดลง แสงจากเมืองลอดเข้ามาเป็นลายบนผนัง โมจิมาขดตัวปลายเท้าเหมือนเดิม แต่วันนี้มันไม่ยอมขึ้นมาทับอก คงเพราะขนมปลาอบ ในความเงียบฉันนึกถึงคำ “เริ่มใหม่” ของภีม และรู้สึกว่า…บางทีการเริ่มใหม่ไม่ต้องการคำประกาศอะไรยิ่งใหญ่ เพียงแค่หัวใจยอมให้พื้นที่กับความเข้าใจผิดเล็ก ๆ ที่จบด้วยรอยยิ้ม แค่นั้นก็มากพอจะผลักวันพรุ่งนี้ให้ใกล้เข้ามาอีกนิด
ก่อนหลับ ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูข้อความของเขาอีกครั้ง “ถ้ามีปัญหาเรียกได้ตลอดครับ” มันเป็นประโยคธรรมดาที่ใคร ๆ ก็พิมพ์ได้ แต่จากเขา มันดูเหมือนป้ายไฟเล็ก ๆ ตรงโค้งถนน ไม่ได้สว่างจ้า แต่ทำให้เลี้ยวได้ไม่พลาด
ฉันพิมพ์ข้อความสั้น ๆ กลับไป “ขอบคุณนะคะ พรุ่งนี้เจอกันค่ะ” แล้ววางโทรศัพท์ลงข้างหมอน หลับตาพร้อมเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของแมว และความคิดหนึ่งที่ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ในโลกที่เต็มไปด้วยความหมายผิดนับไม่ถ้วน การมี “คนหนึ่ง” ที่ยอมให้เราพูดผิดได้โดยไม่ตัดสิน คือของขวัญล้ำค่ามากกว่ากาแฟสูตรไหนดีเสียอีก
และใช่ ฉันตั้งปลุกสองเรือนอีกครั้ง เผื่อวันพรุ่งนี้จะเป็น “เข้าใจถูกครั้งแรก” ของเรา
โตโตะนั่งอยู่บนพรมหนานุ่มในมุมห้องที่อบอุ่นของภีม มันชอบที่นี่ที่ไม่เคยมีอะไรยุ่งยาก หรือวุ่นวาย แต่กลับเต็มไปด้วยความสงบและความสุขที่ไม่อาจอธิบายได้ มันรู้สึกว่าเวลาที่ได้อยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะยืน หรือนั่งอยู่ตรงไหน มันก็คือบ้านที่อบอุ่นที่สุด วันนี้ก็เหมือนทุกวัน ภีมกลับบ้านตอนเย็น เขาเดินเข้ามาด้วยท่าทางเหนื่อยล้าจากการทำงานเป็นเจ้าของร้านกาแฟที่ชื่อร้านผมฟังแล้วมันก็แปลก ภีมตั้งชื่อร้านว่า ร้านที่เดิม เหมือนจะรู้ว่ามะปรางรอเขาอยู่ ภีมมักจะทำกาแฟให้มะปรางทุกครั้งที่กลับมาจากทำงาน แม้เขาจะไม่ได้พูดออกมาโดยตรง แต่โตโตะเห็นในท่าทางของเขา ภีมอยากให้มะปรางรู้สึกดี รู้สึกผ่อนคลาย และอบอุ่น โตโตะกระดิกหางไปมา มองไปที่ภีมที่ทำกาแฟให้มะปรางที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะกาแฟ หญิงสาวที่ดูนุ่มนวลและใจดี เขามักจะเห็นภีมมองมะปรางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน แม้จะเงียบ ไม่พูดอะไรออกมา แต่โตโตะรู้ดีว่าแววตาของภีมเต็มไปด้วยความรักและห่วงใยในทุกการกระทำ ผมมักจะชอบอยู่ข้าง ๆ มะปรางในทุกวัน ตอนที่เธอนั่งอยู่ตรงโซฟา ก้มหน้าก้มตาทำอะไรไปบ้าง โตโตะแอบยิ้มให้ตัวเองท
ฉันคือโมจิ แมวที่หน้าตาดุร้ายที่สุดในร้านขายสัตว์เลี้ยง และเชื่อเถอะว่าเมื่อก่อนฉันไม่คิดเลยว่าจะมีชีวิตที่ดีแบบนี้ ย้อนกลับไปตอนนั้น...ตอนที่ยังไม่รู้จักมะปรางเลย ตอนนั้นแหละที่ฉันรู้สึกถึงความโหดร้ายที่สุดในชีวิต แม้ว่าฉันจะเป็นแมวที่มีขนฟูเหมือนกับแมวธรรมดาทั่วไป แต่ว่าฉันกลับมีหน้าตาแปลก ๆ ที่ทำให้ทุกคนในร้านไม่อยากจะรับฉันไปเลี้ยงสักคน บางทีฉันก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแมวที่ไม่มีใครรัก ฉันไม่เคยเข้าใจว่าทำไมเจ้าของร้านถึงไม่พยายามหาคนรับฉันไปเลี้ยงสักคน ฉันไม่ได้ดุขนาดนั้นนะ ฉันแค่มีหน้าตาโหดเกินไปนิดหน่อย ลองคิดดูสิ! แมวหน้าตาน่ากลัวกับคนทั่วไปมันจะน่ารักตรงไหน? ตอนนั้น ฉันจำได้ว่าเคยคิดในใจว่า “ทำไมฉันถึงต้องมาอยู่ที่นี่?” ทุกครั้งที่มีคนเดินเข้ามาในร้าน ฉันจะมองเขาอย่างหวังว่าเขาจะเห็นฉันและรับฉันไป แต่ไม่เคยมีใครหันมาสนใจฉันเลย ทุกวันฉันก็แค่ยืนอยู่ในกรง รอเวลาที่จะมีใครสักคนมองเห็นฉันที่ไม่ใช่แค่ในฐานะแมวที่หน้าตาดุ แต่เป็นสัตว์เลี้ยงที่สามารถมอบความรักให้กับใครสักคนได้ วันหนึ่ง มิ้นท์พามะปรางมาที่ร้านขายสัตว์เลี้ยง
เช้าวันทำงานที่มะปรางคิดว่าจะเป็นวันธรรมดา กลับกลายเป็นวันที่วุ่นวายมากที่สุดในสัปดาห์ เพราะหลังจากที่มะปรางตัดสินใจบอกมิ้นท์เกี่ยวกับข่าวดีที่เธอและภีมได้ตัดสินใจคบกันเป็นแฟนแล้ว ก็เป็นวันที่ทุกคนแซวจนเธอแทบจะไม่รู้จะตอบยังไง เมื่อมิ้นท์เดินเข้ามาหามะปรางที่โต๊ะทำงานในช่วงพักเที่ยง มะปรางก็ไม่รอช้าที่จะบอกข่าวดี “มิ้นท์... ฉันมีเรื่องจะบอก” มะปรางพูดเสียงเบา ๆ แต่ก็รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย มิ้นท์มองมาที่เธออย่างสงสัย “อะไรเหรอ? ทำไมหน้าตาดูตื่นเต้นขนาดนั้น?” มะปรางยิ้มเขิน ๆ ก่อนจะตอบออกไป “ภีม... เราเป็นแฟนกันแล้วค่ะ” มิ้นท์ตาโตและอ้าปากค้าง “จริงเหรอ?! โอ้ยยย ในที่สุดก็ได้คบกันแล้วนะ! ฉันรู้แล้วล่ะว่าภีมต้องเป็นคนพิเศษของเธอแน่ ๆ!” มิ้นท์พูดเสียงดังจนคนในออฟฟิศหันมามอง มะปรางรีบก้มหน้าหลบสายตา ไม่รู้จะทำยังไงดี “มิ้นท์... ดังไปนะ ทุกคนได้ยินหมดแล้ว” เธอพูดเสียงต่ำ แต่ไม่สามารถปิดรอยยิ้มได้เลย มิ้นท์หัวเราะขำ ๆ “โอ๊ยยย ขอโทษนะ ขอโทษจริง ๆ แต่นี่มันข่าวดีนี่นา!” แล้วก็ยิ้มแหย ๆ “บอกมาเร็ว ๆ สิ ยั
เช้าวันใหม่ในช่วงต้นฤดูหนาว ภายในคอนโดของมะปราง ทุกอย่างเงียบสงบและอบอุ่น ราวกับว่าโลกภายนอกนั้นไม่มีความวุ่นวายที่สามารถเข้ามากวนใจได้ วันนี้มะปรางตื่นขึ้นมาช้ากว่าปกติเล็กน้อย แต่ความรู้สึกของเธอไม่เคยเบาหรือสับสนเหมือนเมื่อก่อน ทุกอย่างในชีวิตตอนนี้มันชัดเจนขึ้น และในความเงียบของเช้านี้ เธอได้เห็นภาพชีวิตที่เต็มไปด้วยความหวังและการเริ่มต้นใหม่ มะปรางลุกจากเตียงและเดินไปที่ระเบียงห้อง ก้มมองไปยังท้องฟ้าที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสีเป็นสีส้มอบอุ่นจากแสงแรกของวัน เธอได้ยินเสียงในใจที่บอกว่า ทุกอย่างมันจะดีขึ้น นับจากวันนี้เป็นต้นไป วันนี้ไม่เหมือนทุกวันก่อนหน้านี้ มันเป็นวันที่มะปรางและภีมจะเริ่มต้นชีวิตร่วมกันอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ในแง่ของความรู้สึกหรือการที่ทั้งสองอยู่ในสถานะที่ดีขึ้น แต่เป็นการที่พวกเขาจะเริ่มทำกิจวัตรประจำวันร่วมกัน เหมือนคู่รักที่ได้เริ่มต้นชีวิตคู่ “ภีมคะ” มะปรางพูดเบา ๆ ขณะเปิดประตูระเบียงให้ลมเย็นจากนอกบ้านพัดเข้ามา ภีมที่กำลังยืนรอดื่มกาแฟอยู่ตรงมุมห้องหันมามองเธอแล้วยิ้มให้ “อรุณสวัสดิ์ครับ วันนี้มีแผนอะไรหรือเปล่า?”
หลังจากวันทำขนมกับคุณแม่ภีม วันนี้มะปรางตื่นขึ้นมาและรู้สึกถึงความอบอุ่นในใจ แม้จะเป็นแค่การทำขนมธรรมดา ๆ แต่การได้ใช้เวลากับคุณแม่ของภีมทำให้เธอรู้สึกถึงการยอมรับและความใกล้ชิดที่มากขึ้น วันนี้ภีมมาที่ห้องมะปรางพร้อมกาแฟและขนมที่ทำเอง ทั้งสองเริ่มทำกิจกรรมร่วมกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภีมที่เคยทำตัวห่างเหินเริ่มเปิดเผยความรู้สึกมากขึ้นผ่านการกระทำ และมะปรางก็เริ่มรู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขามากขึ้น “ภีมวันนี้ทำขนมมาให้หรอ?” มะปรางถามยิ้ม ๆ ขณะภีมยืนอยู่หน้าประตูห้อง พร้อมกับถุงขนมที่เขาทำเอง ภีมยิ้มอย่างเขิน ๆ แล้วตอบว่า “ก็แค่ขนมง่าย ๆ น่ะครับ อยากให้ลองชิมดู” เขายื่นถุงขนมให้มะปรางอย่างระมัดระวัง มะปรางรับขนมจากเขาและเปิดถุงขึ้น ดูเหมือนจะเป็นขนมที่เขาทำด้วยใจจริง ๆ แม้จะเป็นแค่ขนมง่าย ๆ แต่การที่ภีมทำมันให้เธอแบบนี้ก็ทำให้เธอรู้สึกพิเศษมาก “ดูแล้วก็น่ากินนะคะ ขอบคุณค่ะภีม” มะปรางยิ้มให้ภีม ขนมนี้อาจจะเรียบง่าย แต่มันทำให้เธอรู้สึกถึงความใส่ใจที่ภีมมอบให้ โมจิที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็เริ่มสนใจขนมทันที มันเดินไป
เช้าวันหนึ่ง บรรยากาศที่แสนจะอบอุ่นและคุ้นเคยกลับทำให้มะปรางรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเขินเล็กน้อย เพราะเมื่อคืนนี้เธอได้บ่นกับภีมว่า ถ้าเขามีโอกาสก็อยากจะลองทำอาหารมื้อเช้าให้เธอบ้าง มะปรางนึกถึงช่วงเวลาที่อยู่ในคอนโดนี้ในตอนแรกๆ ภีมมักจะทำอาหารเช้าหรือขนมปังมาให้เธอทานบ่อยๆ ทุกเช้า โดยเฉพาะในวันที่เธอรู้สึกเหนื่อยจากการทำงาน แต่ตอนนี้ภีมต้องรีบไปเปิดร้านทำให้หยุดส่งอาหารเช้าหรือขนมปังให้เธอมาหลายวันแล้ว มะปรางรู้สึกดีใจที่วันนี้จะได้กลับไปเป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นแบบนั้นอีกครั้ง เพราะทุกครั้งที่ภีมทำอาหารให้เธอ เธอจะรู้สึกถึงความอบอุ่นในใจทุกครั้ง มะปรางนั่งที่เตียงแล้วหันไปมองหน้าต่างที่ยังคงมีแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ส่องเข้ามา สายลมเย็นพัดผ่านจากระเบียงห้อง ทำให้เธอรู้สึกสดชื่นขึ้นอีกนิด "วันนี้ภีมจะทำอาหารให้แน่ ๆ!" มะปรางคิดในใจขณะเดินไปที่ระเบียงเพื่อรอเขาเหมือนทุกเช้า มันเป็นเช้าวันหยุดที่ทุกอย่างควรจะเป็นไปตามปกติ แต่ในวันนี้มีบางอย่างที่ทำให้เธอตื่นเต้นเป็นพิเศษ เมื่อมาถึงระเบียง ภีมยืนอยู่ที่เดิมและยิ้มให







