LOGINออฟฟิศของฉันเป็นสตูดิโอเล็ก ๆ มีโต๊ะไม้ยาวหนึ่งตัว โซฟาสีครีมหนึ่งตัว และกระดานไวท์บอร์ดขนาดใหญ่ เจ้านาย พี่นนท์ ยืนชี้ปากกาอยู่หน้ากระดาน “มะปราง ยินดีต้อนรับอย่างเป็นทางการนะ วันนี้เราคุยไอเดียเปิดเพจลูกค้าคาเฟ่ใหม่กัน”
ฉันเกือบเงยหน้าขึ้นตอบว่า “พร้อม!” แต่หยุดทันเดี๋ยวจะติดภาพคาเฟ่ของข้างห้องจนผิดลูกค้า เราคุยไอเดียกันสนุกมาก ฉันเสนอคอนเซปต์ “เช้าใหม่ เมล็ดใหม่” ที่เล่าเรื่องกาแฟผ่านผู้คนย่านนี้ ใส่โทนอบอุ่น เบาสมอง ได้ทั้งภาพและคำ
พี่นนท์พยักหน้า “ได้เลย ลองทำสตอรี่บอร์ดสั้น ๆ สักสามโพสต์ เอาฟีลลิ่งที่อ่านแล้วอยากยิ้ม” เขาวางมือบนโต๊ะ “แล้วก็…อยากให้ลองถ่ายภาพด้วยนะ เรามีเลนส์ 35 ที่ยืมไว้”
ฉันรับงานด้วยความตื่นเต้น แอบนึกถึงแก้วลาเต้ที่ภีมชงให้เมื่อเช้าและคิดว่ารู้สึกโชคดีที่ชีวิตใหม่ขยับไปทีละคลิกแบบนี้
กลางวัน มิ้นท์ เพื่อนร่วมงานเดินมานั่งข้าง ๆ “ย้ายบ้านวันแรกเป็นไงบ้าง เหนื่อยมั้ย”
“เหนื่อยแต่คุ้ม” ฉันเล่าคร่าว ๆ เกี่ยวกับเครื่องซักผ้า เทวดาชั้น 18 และหมากับแมวที่กำลังเจรจาสันติภาพ มิ้นท์หัวเราะจนตาโค้ง “โอ๊ย ฟีลกู้ดมาก เพื่อนบ้านเธอหล่อไหม”
“สุภาพค่ะ” ฉันตอบกลาง ๆ ไม่อยากให้เพื่อนเอาไปแซวจนหลุดกรอบงาน
“สุภาพ = หล่อระดับทำกาแฟแล้วหัวใจสั่นใช่ไหม” เธอทำหน้าทะเล้น ฉันผลักไหล่เธอเล่นแล้วเปลี่ยนเรื่องไปเมนูข้าวมันไก่หน้าปากซอยแทน
ช่วงบ่ายฉันนั่งร่างคอนเทนต์อย่างเพลิน จนลืมเวลา พอเงยหน้าก็สี่โมงกว่าแล้ว ฉันเซฟไฟล์ หยิบกระเป๋า แล้วส่งสติกเกอร์รูปชามก๋วยเตี๋ยวไปหา “ภีม เย็นนี้ยังไปปากซอยไหมคะ” เขาตอบกลับด้วยสติ๊กเกอร์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ยิ้มและคำว่า “เจอกันหน้าล็อบบี้ 6 โมงครับ”
โอเค ใจเต้นปกติไว้มะปราง แค่ก๋วยเตี๋ยว แค่พริกเผา ไม่ใช่พิธีสารสันติภาพโลก
กลับถึงคอนโดก่อนหกโมงสิบห้าเล็กน้อย ฉันแวะที่ระเบียงส่วนกลางอีกครั้ง ลมเย็นกว่าเช้า ฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี เมฆสีชมพูอ่อนวาดเป็นริ้ว ๆ ไล่ไปทางแม่น้ำ ฉันหยุดหายใจลึก ๆ สองครั้ง ตั้งสติให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน
เสียง “เห่า!” สั้น ๆ ดังขึ้น โตโตะคาบสายจูงสีเหลืองวิ่งมาหาฉัน ภีมเดินตามมาพร้อมยกมือทัก “พร้อมลุยพริกเผาหรือยัง”
“พร้อมค่ะ” ฉันตอบทันทีโดยไม่ลองใจตัวเองซ้ำ
“ก่อนลงไป เดี๋ยวรอช่างแวะดูห้องคุณแป๊บหนึ่งนะครับ ผมโทรตามไว้ เขาบอกหกโมงจะขึ้น”
“ดีเลยค่ะ จะได้ไม่ต้องลุ้นทุกครั้งที่ซักผ้า”
ไม่นาน ช่างของคอนโดก็มาถึง ตรวจหัวก๊อก เปลี่ยนโอริงใหม่ เช็กวาล์ว และแนะนำให้ซื้อท่อยางแบบล็อกสองชั้น “จบเรื่องครับ” ช่างพูด ฉันยกมือไหว้สามรอบ ความกังวลเรื่องน้ำท่วมครัวจางหายเหมือนไอน้ำที่โดนลมพัด
“ขอบคุณภีมด้วยนะคะ ถ้าไม่มีคุณ ฉันคงได้ว่ายน้ำกลางห้องครัว”
“ยินดีครับ” เขายกสายจูงให้ฉันถือ “ถือไว้ก่อนสิ เดี๋ยวโตโตะคิดว่าคุณเป็นหัวหน้าทีมดับเพลิง”
โตโตะหันมามองฉัน ตาใสเป็นประกาย ฉันยิ้ม “ไปครับคุณลูกทีม”
ก่อนลงลิฟต์ โมจิยืนอยู่หน้าประตูห้องฉันเหมือนจะบอกว่า “เดี๋ยวฉันเฝ้าบ้านให้ก็ได้ แต่อย่าลืมทิปนะ” ฉันลูบหัวมัน “กลับมาจะให้ขนมปลาอบนะจ๊ะ ท่านผู้กำกับความสงบเรียบร้อย”
ร้านก๋วยเตี๋ยวปากซอยมีป้ายไฟสีส้มสว่าง โต๊ะสแตนเลสเงาวับ เสียงคนคุยกันคึกคัก กลิ่นน้ำซุปเดือดเคี่ยวหอมลอยมาแตะจมูก ภีมจูงโตโตะมานั่งโต๊ะริม ๆ เจ้าของร้านยิ้มจนแก้มป่อง “คุณภีม วันนี้พาเพื่อนมาเหรอ”
“ครับ พาเพื่อนบ้านใหม่มาลอง” เขาพูดง่าย ๆ แต่คำว่า “เพื่อนบ้านใหม่” ทำฉันยิ้มโดยไม่รู้ตัว
เราสั่งเส้นเล็กน้ำตกสองชาม เกาเหลาอีกหนึ่ง (ภีมบอกว่าไว้เผื่อหิวตอนคุยเพลิน) แล้วเขาก็เลื่อนถ้วยพริกเผามาใกล้มือฉัน “เชิญพิสูจน์ความไม่มือใหม่เรื่องพริก”
ฉันตักพริกเผาใส่ครึ่งช้อน คนเบา ๆ สูดกลิ่นน้ำซุปแล้วลองชิม “โอ้โห…อร่อย” รสเข้มแบบไม่ดุเกินไป เผ็ดพอดีจนจมูกโล่ง
“ผ่าน” ภีมพยักหน้า “แต่ยังไม่ใช่ด่านสุดท้ายของชั้น 18”
“ด่านสุดท้ายคืออะไรคะ”
“คาเฟ่ของผมตอนเช้า 7 โมง ลาเต้กับแซนด์วิชไข่ ถ้าไม่ชอบ ต้องรีวิวอย่างซื่อสัตย์” เขายิ้มบาง ๆ “ผมรับฟังลูกบ้าน”
“งั้นฉันขอจองเก้าอี้หน้าบาร์” ฉันยักไหล่รับคำท้า “แต่ขอเตือนก่อน ฉันรีวิวตรงไปตรงมาตลอด ถ้าไม่อร่อยจะบอกว่า…ต้องปรับสูตรความรักนะคะ” ฉันหัวเราะเองกับมุกที่เพิ่งปล่อย
ภีมหลุดขำจนเผลอก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม “งั้นผมจะคั่วเมล็ดสูตร ‘รักไม่เผ็ดแต่หอม’ ไว้รอ”
บทสนทนาของเราลื่นไหลอย่างประหลาด เราคุยเรื่องเครื่องชงมือสอง การล้างหัวชง การเลือกนมสำหรับลาเต้อาร์ต และเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับชีวิตในคอนโด เช่น เซเว่นฝั่งเหนือดีกว่าฝั่งใต้เพราะแซนด์วิชไข่หมดช้ากว่า หรือ รปภ.เวรกลางคืนใจดีเป็นพิเศษกับน้องหมา
โตโตะนอนหมอบใต้โต๊ะอย่างสงบเป็นพนักงานดีเด่นของค่ำคืน ฉันยื่นหมูเด้งชิ้นเล็ก ๆ ให้ มันรับไปอย่างสุภาพจนใจกะพริบ
ตอนคิดเงิน เจ้าของร้านไม่รับเงินของฉันเต็มจำนวน “ยินดีต้อนรับเพื่อนบ้านของคุณภีม” เธอยิ้ม ฉันเกรงใจแต่ภีมพยักหน้าขอบคุณแทน จึงยอมรับไมตรีด้วยหัวใจอุ่น ๆ
ระหว่างเดินกลับคอนโด ไฟข้างทางสาดแสงสีเหลืองนวลบนใบไม้ ฉันถามภีม “ทำไมตั้งชื่อร้านว่า ‘ที่เดิม’ คะ”
“เวลาเราเหนื่อย ๆ เรามักจะนึกถึง ‘ที่เดิม’ ที่นั่งประจำ เพลงเดิม กลิ่นเดิม ๆ ที่ทำให้หายใจโล่ง” เขาตอบช้า ๆ “ผมอยากให้ร้านเป็นความรู้สึกแบบนั้น”
ฉันพยักหน้า “เข้าใจเลยค่ะ…เหมือนระเบียงชั้น 18 ตอนเช้าที่มีเฟิร์นไหว ๆ กับกาแฟหอม ๆ”
“ใช่ ประมาณนั้น” เขายิ้มบาง
เดินถึงล็อบบี้ เราแยกทางกันตรงหน้าลิฟต์ “ขอบคุณสำหรับมื้อเย็นนะคะ” ฉันยกมือไหว้เล่น ๆ
“ขอบคุณที่ไม่ทำก๋วยเตี๋ยวหกใส่เหมือนที่คุณกลัว” เขาแกล้งแซว “พรุ่งนี้เช้า ถ้าผ่านร้าน ผมทำแซนด์วิชไข่ให้”
“ตกลงค่ะ” ฉันยิ้มจนตาโค้ง “แล้วเจอกันที่…ที่เดิม”
“ที่เดิม” เขาทวนคำเหมือนปิดประชุมใหญ่ประจำวัน
ลิฟต์เปิด ฉันกับโตโตะบอกลากันด้วยการแตะฝ่ามือกับอุ้งเท้า (ภีมบอกว่าโตโตะทำ “ไฮไฟว์” ได้) พอกลับถึงชั้น 18 ประตูห้องฉันเปิดออกก่อนที่ฉันจะไขกุญแจ—โมจิพุ่งมาทำหน้าเหมือนเจ้าหน้าที่ตรวจหนังท่องเที่ยว “กลับช้านะคุณผู้โดยสาร”
“ค่ะ ๆ กลับมาแล้ว คุณผู้กำกับ” ฉันอุ้มมันขึ้นลูบหัว แล้ววางลงข้างถ้วยน้ำ
ในห้องอุ่นสลัว ฉันอาบน้ำ เปลี่ยนชุด นั่งลงที่โต๊ะเล็ก ๆ หยิบสมุดโน้ตออกมา เปิดหน้าใหม่ เขียนบรรทัดสั้น ๆ ว่า “การประชุมเช้าของชั้น 18: สมาชิกครบ วาระชัด ผลการประชุมหัวใจกาแฟเข้มขึ้นหนึ่งระดับ”
ฉันเงยหน้ามองเพดานพลางยิ้มน้อย ๆ ความกังวลเรื่องเครื่องซักผ้าและความว่างเปล่าของห้องเริ่มหายไป กลายเป็นความรู้สึกว่า “ฉันอยู่ที่นี่จริง ๆ แล้ว” ไม่ใช่แค่คนย้ายของเข้ามาพักชั่วคราว
เสียงแจ้งเตือนดังขึ้น “พรุ่งนี้ 7.30 ผมคั่วเมล็ดชุดใหม่ ถ้าตื่นทัน แวะมาได้ ภีม” ตามด้วยอีโมจิรูปเมล็ดกาแฟและโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ยิ้ม
ฉันพิมพ์ตอบ “7.45 ได้ไหมคะ ฉันกับโมจิจะพยายาม” แล้วส่งอีโมจิรูปแมวหนึ่งตัวกับรูปไฟสายฟ้าเหมือนเพิ่มพลัง
ฉันวางโทรศัพท์ ดึงผ้าห่มขึ้น ปิดไฟ ปล่อยความเงียบสบาย ๆ เข้ามาแทนที่ วันนี้ทั้งวันเหมือนยาว แต่เป็นความยาวที่เต็มไปด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทำให้หัวใจเบา กลิ่นกาแฟแรกของเช้า เสียงหัวเราะเบา ๆ ที่ระเบียง เงาสีชมพูของฟ้ายามเย็น น้ำซุปร้อน ๆ และคำว่า “ที่เดิม”
ก่อนจะหลับ ฉันเอื้อมไปแตะสมุดอีกครั้ง เติมประโยคสุดท้ายของวัน “พรุ่งนี้เช้าลาเต้หนึ่งแก้ว แซนด์วิชไข่หนึ่งชิ้น และย่อหน้าใหม่ของชีวิตที่ค่อย ๆ ชัดขึ้น”
โมจิกระโดดขึ้นเตียง ม้วนตัวเป็นก้อนกลม ๆ วางคางบนแขนฉัน ฉันกระซิบเบา ๆ “คืนนี้ช่วยอย่านอนบนหน้าอกแม่นะลูก พรุ่งนี้เรามีนัดประชุมใหญ่ของชั้น 18”
มันขยับหางช้า ๆ เหมือนตอบรับ สักพักก็หลับสนิท ฉันหลับตามไปพร้อมความคิดเรียบง่ายในโลกที่วุ่นวาย การมี “ที่เดิม” ให้กลับมา และ “คนเดิม” ให้ทักทายยามเช้า อาจเป็นความโรแมนติกที่ดีที่สุดแบบหนึ่งแล้วก็ได้
โตโตะนั่งอยู่บนพรมหนานุ่มในมุมห้องที่อบอุ่นของภีม มันชอบที่นี่ที่ไม่เคยมีอะไรยุ่งยาก หรือวุ่นวาย แต่กลับเต็มไปด้วยความสงบและความสุขที่ไม่อาจอธิบายได้ มันรู้สึกว่าเวลาที่ได้อยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะยืน หรือนั่งอยู่ตรงไหน มันก็คือบ้านที่อบอุ่นที่สุด วันนี้ก็เหมือนทุกวัน ภีมกลับบ้านตอนเย็น เขาเดินเข้ามาด้วยท่าทางเหนื่อยล้าจากการทำงานเป็นเจ้าของร้านกาแฟที่ชื่อร้านผมฟังแล้วมันก็แปลก ภีมตั้งชื่อร้านว่า ร้านที่เดิม เหมือนจะรู้ว่ามะปรางรอเขาอยู่ ภีมมักจะทำกาแฟให้มะปรางทุกครั้งที่กลับมาจากทำงาน แม้เขาจะไม่ได้พูดออกมาโดยตรง แต่โตโตะเห็นในท่าทางของเขา ภีมอยากให้มะปรางรู้สึกดี รู้สึกผ่อนคลาย และอบอุ่น โตโตะกระดิกหางไปมา มองไปที่ภีมที่ทำกาแฟให้มะปรางที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะกาแฟ หญิงสาวที่ดูนุ่มนวลและใจดี เขามักจะเห็นภีมมองมะปรางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน แม้จะเงียบ ไม่พูดอะไรออกมา แต่โตโตะรู้ดีว่าแววตาของภีมเต็มไปด้วยความรักและห่วงใยในทุกการกระทำ ผมมักจะชอบอยู่ข้าง ๆ มะปรางในทุกวัน ตอนที่เธอนั่งอยู่ตรงโซฟา ก้มหน้าก้มตาทำอะไรไปบ้าง โตโตะแอบยิ้มให้ตัวเองท
ฉันคือโมจิ แมวที่หน้าตาดุร้ายที่สุดในร้านขายสัตว์เลี้ยง และเชื่อเถอะว่าเมื่อก่อนฉันไม่คิดเลยว่าจะมีชีวิตที่ดีแบบนี้ ย้อนกลับไปตอนนั้น...ตอนที่ยังไม่รู้จักมะปรางเลย ตอนนั้นแหละที่ฉันรู้สึกถึงความโหดร้ายที่สุดในชีวิต แม้ว่าฉันจะเป็นแมวที่มีขนฟูเหมือนกับแมวธรรมดาทั่วไป แต่ว่าฉันกลับมีหน้าตาแปลก ๆ ที่ทำให้ทุกคนในร้านไม่อยากจะรับฉันไปเลี้ยงสักคน บางทีฉันก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแมวที่ไม่มีใครรัก ฉันไม่เคยเข้าใจว่าทำไมเจ้าของร้านถึงไม่พยายามหาคนรับฉันไปเลี้ยงสักคน ฉันไม่ได้ดุขนาดนั้นนะ ฉันแค่มีหน้าตาโหดเกินไปนิดหน่อย ลองคิดดูสิ! แมวหน้าตาน่ากลัวกับคนทั่วไปมันจะน่ารักตรงไหน? ตอนนั้น ฉันจำได้ว่าเคยคิดในใจว่า “ทำไมฉันถึงต้องมาอยู่ที่นี่?” ทุกครั้งที่มีคนเดินเข้ามาในร้าน ฉันจะมองเขาอย่างหวังว่าเขาจะเห็นฉันและรับฉันไป แต่ไม่เคยมีใครหันมาสนใจฉันเลย ทุกวันฉันก็แค่ยืนอยู่ในกรง รอเวลาที่จะมีใครสักคนมองเห็นฉันที่ไม่ใช่แค่ในฐานะแมวที่หน้าตาดุ แต่เป็นสัตว์เลี้ยงที่สามารถมอบความรักให้กับใครสักคนได้ วันหนึ่ง มิ้นท์พามะปรางมาที่ร้านขายสัตว์เลี้ยง
เช้าวันทำงานที่มะปรางคิดว่าจะเป็นวันธรรมดา กลับกลายเป็นวันที่วุ่นวายมากที่สุดในสัปดาห์ เพราะหลังจากที่มะปรางตัดสินใจบอกมิ้นท์เกี่ยวกับข่าวดีที่เธอและภีมได้ตัดสินใจคบกันเป็นแฟนแล้ว ก็เป็นวันที่ทุกคนแซวจนเธอแทบจะไม่รู้จะตอบยังไง เมื่อมิ้นท์เดินเข้ามาหามะปรางที่โต๊ะทำงานในช่วงพักเที่ยง มะปรางก็ไม่รอช้าที่จะบอกข่าวดี “มิ้นท์... ฉันมีเรื่องจะบอก” มะปรางพูดเสียงเบา ๆ แต่ก็รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย มิ้นท์มองมาที่เธออย่างสงสัย “อะไรเหรอ? ทำไมหน้าตาดูตื่นเต้นขนาดนั้น?” มะปรางยิ้มเขิน ๆ ก่อนจะตอบออกไป “ภีม... เราเป็นแฟนกันแล้วค่ะ” มิ้นท์ตาโตและอ้าปากค้าง “จริงเหรอ?! โอ้ยยย ในที่สุดก็ได้คบกันแล้วนะ! ฉันรู้แล้วล่ะว่าภีมต้องเป็นคนพิเศษของเธอแน่ ๆ!” มิ้นท์พูดเสียงดังจนคนในออฟฟิศหันมามอง มะปรางรีบก้มหน้าหลบสายตา ไม่รู้จะทำยังไงดี “มิ้นท์... ดังไปนะ ทุกคนได้ยินหมดแล้ว” เธอพูดเสียงต่ำ แต่ไม่สามารถปิดรอยยิ้มได้เลย มิ้นท์หัวเราะขำ ๆ “โอ๊ยยย ขอโทษนะ ขอโทษจริง ๆ แต่นี่มันข่าวดีนี่นา!” แล้วก็ยิ้มแหย ๆ “บอกมาเร็ว ๆ สิ ยั
เช้าวันใหม่ในช่วงต้นฤดูหนาว ภายในคอนโดของมะปราง ทุกอย่างเงียบสงบและอบอุ่น ราวกับว่าโลกภายนอกนั้นไม่มีความวุ่นวายที่สามารถเข้ามากวนใจได้ วันนี้มะปรางตื่นขึ้นมาช้ากว่าปกติเล็กน้อย แต่ความรู้สึกของเธอไม่เคยเบาหรือสับสนเหมือนเมื่อก่อน ทุกอย่างในชีวิตตอนนี้มันชัดเจนขึ้น และในความเงียบของเช้านี้ เธอได้เห็นภาพชีวิตที่เต็มไปด้วยความหวังและการเริ่มต้นใหม่ มะปรางลุกจากเตียงและเดินไปที่ระเบียงห้อง ก้มมองไปยังท้องฟ้าที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสีเป็นสีส้มอบอุ่นจากแสงแรกของวัน เธอได้ยินเสียงในใจที่บอกว่า ทุกอย่างมันจะดีขึ้น นับจากวันนี้เป็นต้นไป วันนี้ไม่เหมือนทุกวันก่อนหน้านี้ มันเป็นวันที่มะปรางและภีมจะเริ่มต้นชีวิตร่วมกันอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ในแง่ของความรู้สึกหรือการที่ทั้งสองอยู่ในสถานะที่ดีขึ้น แต่เป็นการที่พวกเขาจะเริ่มทำกิจวัตรประจำวันร่วมกัน เหมือนคู่รักที่ได้เริ่มต้นชีวิตคู่ “ภีมคะ” มะปรางพูดเบา ๆ ขณะเปิดประตูระเบียงให้ลมเย็นจากนอกบ้านพัดเข้ามา ภีมที่กำลังยืนรอดื่มกาแฟอยู่ตรงมุมห้องหันมามองเธอแล้วยิ้มให้ “อรุณสวัสดิ์ครับ วันนี้มีแผนอะไรหรือเปล่า?”
หลังจากวันทำขนมกับคุณแม่ภีม วันนี้มะปรางตื่นขึ้นมาและรู้สึกถึงความอบอุ่นในใจ แม้จะเป็นแค่การทำขนมธรรมดา ๆ แต่การได้ใช้เวลากับคุณแม่ของภีมทำให้เธอรู้สึกถึงการยอมรับและความใกล้ชิดที่มากขึ้น วันนี้ภีมมาที่ห้องมะปรางพร้อมกาแฟและขนมที่ทำเอง ทั้งสองเริ่มทำกิจกรรมร่วมกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภีมที่เคยทำตัวห่างเหินเริ่มเปิดเผยความรู้สึกมากขึ้นผ่านการกระทำ และมะปรางก็เริ่มรู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขามากขึ้น “ภีมวันนี้ทำขนมมาให้หรอ?” มะปรางถามยิ้ม ๆ ขณะภีมยืนอยู่หน้าประตูห้อง พร้อมกับถุงขนมที่เขาทำเอง ภีมยิ้มอย่างเขิน ๆ แล้วตอบว่า “ก็แค่ขนมง่าย ๆ น่ะครับ อยากให้ลองชิมดู” เขายื่นถุงขนมให้มะปรางอย่างระมัดระวัง มะปรางรับขนมจากเขาและเปิดถุงขึ้น ดูเหมือนจะเป็นขนมที่เขาทำด้วยใจจริง ๆ แม้จะเป็นแค่ขนมง่าย ๆ แต่การที่ภีมทำมันให้เธอแบบนี้ก็ทำให้เธอรู้สึกพิเศษมาก “ดูแล้วก็น่ากินนะคะ ขอบคุณค่ะภีม” มะปรางยิ้มให้ภีม ขนมนี้อาจจะเรียบง่าย แต่มันทำให้เธอรู้สึกถึงความใส่ใจที่ภีมมอบให้ โมจิที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็เริ่มสนใจขนมทันที มันเดินไป
เช้าวันหนึ่ง บรรยากาศที่แสนจะอบอุ่นและคุ้นเคยกลับทำให้มะปรางรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเขินเล็กน้อย เพราะเมื่อคืนนี้เธอได้บ่นกับภีมว่า ถ้าเขามีโอกาสก็อยากจะลองทำอาหารมื้อเช้าให้เธอบ้าง มะปรางนึกถึงช่วงเวลาที่อยู่ในคอนโดนี้ในตอนแรกๆ ภีมมักจะทำอาหารเช้าหรือขนมปังมาให้เธอทานบ่อยๆ ทุกเช้า โดยเฉพาะในวันที่เธอรู้สึกเหนื่อยจากการทำงาน แต่ตอนนี้ภีมต้องรีบไปเปิดร้านทำให้หยุดส่งอาหารเช้าหรือขนมปังให้เธอมาหลายวันแล้ว มะปรางรู้สึกดีใจที่วันนี้จะได้กลับไปเป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นแบบนั้นอีกครั้ง เพราะทุกครั้งที่ภีมทำอาหารให้เธอ เธอจะรู้สึกถึงความอบอุ่นในใจทุกครั้ง มะปรางนั่งที่เตียงแล้วหันไปมองหน้าต่างที่ยังคงมีแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ส่องเข้ามา สายลมเย็นพัดผ่านจากระเบียงห้อง ทำให้เธอรู้สึกสดชื่นขึ้นอีกนิด "วันนี้ภีมจะทำอาหารให้แน่ ๆ!" มะปรางคิดในใจขณะเดินไปที่ระเบียงเพื่อรอเขาเหมือนทุกเช้า มันเป็นเช้าวันหยุดที่ทุกอย่างควรจะเป็นไปตามปกติ แต่ในวันนี้มีบางอย่างที่ทำให้เธอตื่นเต้นเป็นพิเศษ เมื่อมาถึงระเบียง ภีมยืนอยู่ที่เดิมและยิ้มให







