LOGINเสียงกริ่งประตู “ติ๊งต่อง” ดังขึ้นตอนทุ่มครึ่งพอดี ฉันกำลังจัดตะกร้าเครื่องครัวเล็ก ๆ ที่เพิ่งซื้อมาจากซูเปอร์ ทัพพีกับที่คีบสแตนเลสวางสลับกันอย่างภูมิใจ ก็สะดุ้งเฮือกเพราะลืมไปว่าเรานัดใครมาไว้ตอนค่ำ
“ใครเอ่ย” ฉันถาม ทั้งที่จริง ๆ ก็พอนึกออก
“เปิดสิยะ คุณผู้หญิงชั้น 18 ฉันถือความรัก เอ๊ย! ขนม มาให้” เสียงใสนั้นคือมิ้นท์ เพื่อนสนิทตั้งแต่ ม.ปลาย คนที่เชื่อว่าโลกนี้แก้ปัญหาได้ด้วยมุกตลก 70% กับชานมไข่มุกอีก 30%
ฉันหัวเราะ รีบเปิดประตู “เข้ามาเลยคุณท่าน ดึกดื่นไม่เกรงใจแมวข้างบ้านกันบ้างหรือไง”
มิ้นท์ยิ้มหวาน หล่อนหิ้วถุงสองข้าง ข้างหนึ่งคือชานมไข่มุกสองแก้ว อีกข้างเป็นขนมปังกลิ่นเนยหอมใหม่ ๆ กับมันฝรั่งทอดสามรส “ขอโทษทีเธอ แต่ฉันมาในฐานะหน่วยกู้ภัยห้องรก และผู้เชี่ยวชาญการวางกล่องอย่างเป็นศิลปะ”
“โอเคค่ะ คุณผู้เชี่ยวชาญ” ฉันรับของเข้ามาวางบนเคาน์เตอร์ครัวชั่วคราว “คืนนี้เป้าหมายคือทำให้ห้องดูเหมือนมีคนอยู่ ไม่ใช่โกดังขนย้าย”
โมจิ เหมียวอ้วนขนฟูของฉัน เดินอาด ๆ ออกมาต้อนรับ กลิ่นชานมคงลอยเข้าจมูกมันพอดี มันยืนจังก้าดมถุงแล้วเงยหน้ามองมิ้นท์ด้วยสายตาแบบ “แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ได้หรือไม่”
“โอ๊ยยย ตัวจริงอวบกว่าในรูปอีกนะเรา” มิ้นท์ยื่นนิ้วไปลูบ โมจิเบือนหน้าหนีอย่างหยิ่ง ๆ ทำเป็นไม่อิน ฉันยิ้ม—นิสัยคุณหนูของมันนี่ไม่มีวันที่หาย
เราช่วยกันจัดห้องอย่างเป็นพิธีการ—จริง ๆ คือคุยมากกว่าจัด เริ่มจากย้ายกล่องหนังสือไปชิดผนัง ตั้งชั้นวางเหล็กสำเร็จรูป, กางพรมผืนเล็กใต้โต๊ะกาแฟ แล้วก็เอากรอบรูปเปล่าที่ฉันยังไม่มีรูปใส่ไปวางพิง ๆ ให้ดูเหมือนบ้านของคนมีรสนิยม ราวชั่วโมงผ่านไป ความรกระดับ “สนามรบ” ลดลงเป็น “ห้องซ้อมรบ” อย่างน้อยก็เดินไม่สะดุดบ่อยแล้ว
“ห้องเริ่มเป็นห้อง” มิ้นท์ดื่มชานมอึกใหญ่ “แล้วเพื่อนบ้านข้างห้องล่ะ ไหน ๆ ให้ดูหน้าหน่อยสิ”
ฉันยักคิ้ว “ให้ดูยังไงล่ะ จะไปเคาะเรียกมาดูตัวไหม”
“ถ้าเคาะแล้วได้โบนัสเป็นกาแฟ ฉันก็ยอม” เธอทำตาวาว ฉันส่ายหัว พลังงานสายแซวของคุณเธอโดดเด่นเสมอ
เราย้ายมาคัดเสื้อผ้า ฉันพับเสื้อยืดเรียงเป็นแนวสวยงาม มิ้นท์กำลังวุ่นกับการจัดกล่องเครื่องสำอางใส่ตะกร้า ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าพร้อมเสียงกรุ๋งกริ๋งของเหรียญจากทางเดินนอกห้อง ตามด้วยเสียงเห่า “บู้!” หนึ่งทีสั้น ๆ หางเสียงมีความตื่นเต้น
ฉันเงยหน้ามองประตูที่แง้มไว้เล็กน้อย ลืมปิดสนิทอีกแล้วสิเรา แล้วทันใดนั้นเจ้าของเสียงก็ปรากฏตัวที่ช่องแง้ม แส้หางสั้นส่ายเร็วเหมือนพัดลมเบอร์สาม
โตโตะ
“เทวดาชั้น 18 มาแล้ว!” มิ้นท์กระซิบกับฉันเสียงดัง ดังเกินกว่าจะเรียกว่ากระซิบ “เพื่อนบ้านเธอนี่แพ็กเกจครบมาก หล่อ สุภาพ เลี้ยงหมา…ชนะเลิศ!”
“เบา ๆ” ฉันทำตาหวานขอชีวิต แต่ไม่ทันแล้ว ภีมยืนตามหลังโตโตะมา ชุดวันนี้เป็นเสื้อยืดสีครามกับกางเกงยีนส์พอดีตัว ง่าย ๆ แต่ดูดีแปลก ความสุภาพมีในท่าทางตั้งแต่ยืนยันเท้าจนถึงรอยยิ้มมุมปากที่ยกนิดเดียว
“สวัสดีครับ” ภีมพยักหน้าทัก “ขอโทษที่โตโตะมันผลุนผลันเห็นประตูแง้มแล้วคิดว่าเชิญ”
“เชิญสิคะ เชิญเลยค่ะ” มิ้นท์สวนทันที แบบคนไม่อายฟ้าอายดิน ฉันสะกิดแขนเธอให้เพลา ๆ ละเนื้อเธอก็แค่ยิ้มกว้างกว่าเดิม
“หมาน่ารักจังค่ะ ขอโทษนะคะ ขออนุญาต…” เธอย่อเข่า ยื่นมือไปเบื้องหน้าอย่างถูกหลัก แต่ยังไม่ทันแตะ โตโตะก็…กระโดด!
“มิ้นท์!” ฉันร้อง แต่สายไป ครืนเดียวเธอก้นจ้ำเบ้าลงบนพรมหน้าประตู เสียงถุงชานมสั่น “พรวด ๆ” ดวงตาเธอเท่าไข่ห่านก่อนจะ…หัวเราะ
“ไม่เป็นไร ๆ ๆ” เธอพูดทั้งหัวเราะ น้ำตาซึมขำ “หมาหล่อเจ้าของหล่อ ให้อภัย!”
ฉันอยากมุดพื้นให้รู้แล้วรู้รอด “ขอโทษนะคะคุณภีม โตโตะแค่ตื่นเต้น” ฉันเผลอเรียกหมาตามเจ้าของอย่างสนิทโดยไม่ตั้งใจ
ภีมหยิบสายจูงขึ้นมาควบคุมอย่างใจเย็น “ผมขอโทษแทนครับ ปกติมันไม่ค่อยกระโดดใส่ใคร คงดีใจที่มีเพื่อน”
เสียง “ฟู่…” เบา ๆ ดังจากด้านใน โมจิยืนถ่างขาอยู่บนพรมในห้อง มองโตโตะราวกำลังตัดสินคดีความ มันหรี่ตา สะบัดหางหนึ่งครั้งประกอบคำตัดสินว่า “ผู้บุกรุก!” ก่อนจะก้าวช้า ๆ แบบราชินีอย่างไม่เกรงใจใคร
ฉันรีบคว้าโมจิขึ้นมา “เฮ้ ใจเย็น ๆ นั่นเพื่อนนะลูก” โมจิทำหน้าหงุดหงิดแต่ยอมอยู่นิ่งบนแขน ฉันเลยหันไปถามมิ้นท์ “โอเคไหม เจ็บไหม”
“ก้นช้ำหน่อย แต่หัวใจชุ่มชื้นมากจ้ะ” มิ้นท์ตอบอย่างภาคภูมิ ใบหน้ากับน้ำเสียงประมาณคนเพิ่งได้ลายเซ็นต์ดารา
ภาพรวมชั่ววินาทีนั้นตลกพิลึก เพื่อนฉันนั่งหัวเราะอยู่บนพรม หมาข้างห้องน้ำลายเล็ก ๆ หอบหายใจอย่างภูมิใจที่มีเพื่อนใหม่ แมวฉันตาวาวอย่างไม่ไว้ใจ และภีมชายผู้คุมสถานการณ์ ยืนยิ้มบาง ๆ แต่สากลุกนิด ๆ ที่คิ้วเหมือนกำลังคิดหาวิธีทำให้ทุกอย่างกลับสู่สมดุล
“ให้ผมหยิบสเปรย์ทำความสะอาดมาฉีดพรมหน่อยไหมครับ เผื่อชานมหก” เขากล่าวเรียบ ๆ อย่างมืออาชีพเรื่องชีวิตประจำวัน
“โอ๊ย ไม่หกค่ะ ๆ” มิ้นท์ยกชานมโชว์ “ยังครบสามสิบเปอร์เซ็นต์น้ำตาล”
“ดีครับ” ภีมยิ้ม “งั้น…พาโตโตะไปเดินอีกรอบแล้วเดี๋ยวผมพากลับขึ้นไปทักทายใหม่แบบมีมารยาทกว่านี้”
“ไม่ต้องเกรงใจค่ะ” ฉันรีบพูด “เดี๋ยว เอ่อ ถ้าคุณว่าง แวะมาชิมขนมปังไส้ครีมที่เพื่อนฉันเอามาหน่อยก็ได้ เรากำลังจะพักรอบหนึ่งพอดี”
“ได้ครับ” เขาพยักหน้า “เดี๋ยวผมพาโตโตะลงไปปล่อยพลังห้านาที” เขาโบกมือเบา ๆ แล้วหายไปตามทางเดิน ทิ้งกลิ่นอากาศสะอาด ๆ กับความสงบไว้เบื้องหลังอย่างเดิม
ประตูปิด ฉันหันไปยังมิ้นท์ เธอมองฉันตาวาว “ฉันว่าชั้น 18 นี่มีโอกาสพิเศษนะเพื่อน”
“หยุด” ฉันเอานิ้วจิ้มหน้าผากเธอเบา ๆ “ยัง ยัง ไม่เอาอะไรพิเศษทั้งนั้น”
“พิเศษแบบลาเต้ช็อตคู่” เธอทำท่าชงกาแฟในอากาศ “หรือพิเศษแบบหมากับแมวอยู่บ้านเดียวกันก็ได้ ฉันไม่เรื่องมาก”
“มิ้นท์!”
เธอหัวเราะลั่น “โอเค ๆ ฉันหยุดก่อน” แล้วก็หันไปมองโมจิ “คุณนายคะ อย่าโกรธเด็กข้างบ้านเขาเลย โตโตะเขาเฟรนด์ลี่”
โมจิกระพริบตาช้า ๆ แบบแมวผู้ดี ฉันตีความว่า “จะลองพิจารณา”
เรากลับมาจัดห้องต่อสำหรับสิบนาทีถัดมา แต่เป็นสิบนาทีที่มีเสียงซุบซิบมากกว่ากระดิ่ง นัดหมายการลงรูปในกรอบก็ยังไม่คืบหน้าเพราะมัวแต่เลือกว่าจะใส่รูปวิวหรือรูปสัตว์เลี้ยง จนกระทั่งเสียงเคาะประตูสองที “ก๊อก ก๊อก” ดังขึ้น
ภีมโผล่หน้าเข้ามาพร้อมโตโตะที่ดูเรียบร้อยขึ้นมาก เขาจับสายจูงสั้นลง โตโตะนั่งลงด้วยท่าทางขยันเป็นพิเศษจนฉันอยากให้ประกาศนียบัตร
“เชิญค่ะ” มิ้นท์เป็นคนตอบก่อนใคร “พรมสะอาดพร้อมรับแขกแล้วค่ะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงประชดตัวเอง
“ขอบคุณครับ” ภีมยิ้มบาง ๆ แล้วกวาดตาไปรอบห้อง “จัดห้องคืบหน้าดีเลยนะครับ ดูเป็นบ้านขึ้นมาก”
ฉันยิ้มเขิน ๆ “ขอบคุณค่ะ มีแรงงานสายแซวช่วย”
“ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ มิ้นท์ค่ะ” เพื่อนฉันยื่นมือให้ พร้อมยิ้มกว้างแบบนักการทูต
“ภีมครับ” เขาจับมืออย่างสุภาพ ระยะสัมผัสดูพอดีจนฉันอดชมในใจไม่ได้
ฉันวางจานขนมปังไส้ครีมกับแก้วน้ำลงบนโต๊ะพับเล็ก ๆ “ชิมก่อนค่ะ เผื่อหิว ข้างซอยเพิ่งอบมาเมื่อกี้”
ภีมขอบคุณและหยิบชิ้นเล็ก ๆ ลองกัด พลางพยักหน้า “นุ่มดีครับ หวานกำลังพอดี ถ้าคู่กับอเมริกาโน่จะลงตัวมาก”
“โห เสิร์ฟคำแนะนำพ่วงการจับคู่ทันที” มิ้นท์ว่า “เห็นไหมล่ะมะปราง คนนี้แหละที่ฉันบอกว่า”
“มิ้นท์” ฉันทำเสียงเตือน เธอเลยหัวเราะเบา ๆ แล้วจิบน้ำแทน
โตโตะนั่งจ้องชิ้นขนมปังแบบตั้งใจ ภีมแตะหัวมันเบา ๆ “นั่งดี ๆ นะครับนักเรียน ห้ามขอของคนอื่น” โตโตะเหลือบตามองเจ้าของ แล้วหันหน้ากลับมายิ้ม ฉันใช้คำว่ารอยยิ้มกับหมาได้จริง ๆ เพราะมันดูยิ้มจริง ๆ
“โมจิอยากชิมไหม” มิ้นท์หยิบขนมแมวเม็ดเล็ก ๆ โยนหนึ่งเม็ดลงบนจานรอง โมจิเดินมายืนพิจารณาเหมือนนักวิจารณ์อาหารระดับโลก จากนั้นก็ค่อย ๆ กินไปอย่างช้า ๆ ราวกับจะบอกว่าคู่ควร
“ดีครับ” ภีมพูดขึ้น “วันนี้ถือว่าเป็นการทำความรู้จักอย่างเป็นทางการของสัตว์เลี้ยงและเพื่อนบ้าน”
“จริงด้วย” ฉันตอบ “ขอบคุณนะคะที่พาโตโตะมาทัก เสียดายเมื่อกี้เพื่อนฉัน…เอ่อ…เพิ่งทดสอบความแข็งแรงของพรมไปแล้ว”
“พรมสอบผ่านครับ” ภีมตอบ มุมปากยิ้มมองมิ้นท์ “แต่ครั้งหน้าผมจะให้โตโตะโค้งคำนับก่อนเข้าห้อง”
“โอ๊ย ไม่ต้องถึงขนาดนั้นค่ะ” มิ้นท์หัวเราะ “แค่ไม่ชนฉันจนหัวใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่มก็พอ”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ของเราสามคนกับหนึ่งหมาหนึ่งแมวคลอไปกับเพลงแจ๊สเบาลงมาจากชั้นล่าง น่าจะเป็นเพลงจากร้าน “ที่เดิม” ที่เปิดคลอไว้ยามค่ำ ลมจากช่องหน้าต่างเล็ก ๆ พัดกลิ่นไม้เคลือบพื้นมาผสมกับกลิ่นขนมปังและกลิ่นสบู่หอมของภีมอย่างบาง ๆ ทำให้บรรยากาศแปลกดี…เหมือนฉากครอบครัวที่ไม่ได้นัดกันมาก่อนแต่ลงตัวเฉย
“ว่าแต่…” มิ้นท์หันมาหาฉันแล้วทำเสียงอ่อย ๆ “คืนนี้เราเปิดซีซั่นใหม่ของงานอดิเรกเธอไหมล่ะ เขียนนิยายวันละย่อหน้า จำได้ไหมที่ตั้งใจไว้”
ฉันสะดุดนิดหนึ่ง “อืม…จริงด้วย ลืมไปเลย”
ภีมหันมาฟังเงียบ ๆ ไม่ขัด มิ้นท์ยิ้ม “ฉันเป็นบอดี้การ์ดแรงใจให้เอง! เธอเขียนย่อหน้าหนึ่งตอนนี้เลยก็ได้ เดี๋ยวฉันกับคุณภีม ขอโทษค่ะ คุณภีมกับฉัน (เรียงลำดับใหม่เพื่อความเหมาะสม) จะนั่งกินขนมอย่างสงบ”
ฉันหัวเราะ “การบังคับให้เพื่อนทำตามเป้าแบบมีผู้ชายเป็นพยานนี่มันอะไร”
“มันคือวิธีเล่นใหญ่เพื่อให้เป้าเล็ก ๆ สำเร็จ” มิ้นท์พูดจริงจังขึ้น “เธออยากเขียน เธอก็ลงมือเลย ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ”
ฉันหันไปมองภีม เขาพยักหน้าเล็ก ๆ “วันละย่อหน้าก็เป็นระบบนะครับ ระบบเล็ก ๆ ที่สะสมเป็นเล่มได้”
ประโยคนั้นเหมือนเปิดสวิตช์ ฉันหยิบสมุดโน้ตจากโต๊ะ เปิดหน้าว่าง หายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง “โอเค…งั้นย่อหน้าแรกของค่ำนี้..”
ปลายปากกาแตะกระดาษ พลางเสียงหมึกขีดเบา ๆ บันทึกประโยคแรก “ค่ำวันศุกร์ที่ชั้น 18 เริ่มด้วยกริ่งประตูหนึ่งครั้ง ชานมสองแก้ว หมาหนึ่งตัว แมวหนึ่งตัว และเพื่อนสนิทหนึ่งคน ก่อนจบลงด้วยรอยยิ้มที่ทำให้ห้องเล็ก ๆ กลายเป็นบ้าน”
ฉันเงยหน้าขึ้น มิ้นท์ปรบมือดัง “แปะ ๆ ๆ” อย่างภูมิใจ ภีมยิ้มบางแต่แววตาอบอุ่นขึ้นนิดหนึ่ง นิดเดียวก็พอจะทำให้ฉันมั่นใจว่ากำลังก้าวถูกทาง
โตโตะนั่งอยู่บนพรมหนานุ่มในมุมห้องที่อบอุ่นของภีม มันชอบที่นี่ที่ไม่เคยมีอะไรยุ่งยาก หรือวุ่นวาย แต่กลับเต็มไปด้วยความสงบและความสุขที่ไม่อาจอธิบายได้ มันรู้สึกว่าเวลาที่ได้อยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะยืน หรือนั่งอยู่ตรงไหน มันก็คือบ้านที่อบอุ่นที่สุด วันนี้ก็เหมือนทุกวัน ภีมกลับบ้านตอนเย็น เขาเดินเข้ามาด้วยท่าทางเหนื่อยล้าจากการทำงานเป็นเจ้าของร้านกาแฟที่ชื่อร้านผมฟังแล้วมันก็แปลก ภีมตั้งชื่อร้านว่า ร้านที่เดิม เหมือนจะรู้ว่ามะปรางรอเขาอยู่ ภีมมักจะทำกาแฟให้มะปรางทุกครั้งที่กลับมาจากทำงาน แม้เขาจะไม่ได้พูดออกมาโดยตรง แต่โตโตะเห็นในท่าทางของเขา ภีมอยากให้มะปรางรู้สึกดี รู้สึกผ่อนคลาย และอบอุ่น โตโตะกระดิกหางไปมา มองไปที่ภีมที่ทำกาแฟให้มะปรางที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะกาแฟ หญิงสาวที่ดูนุ่มนวลและใจดี เขามักจะเห็นภีมมองมะปรางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน แม้จะเงียบ ไม่พูดอะไรออกมา แต่โตโตะรู้ดีว่าแววตาของภีมเต็มไปด้วยความรักและห่วงใยในทุกการกระทำ ผมมักจะชอบอยู่ข้าง ๆ มะปรางในทุกวัน ตอนที่เธอนั่งอยู่ตรงโซฟา ก้มหน้าก้มตาทำอะไรไปบ้าง โตโตะแอบยิ้มให้ตัวเองท
ฉันคือโมจิ แมวที่หน้าตาดุร้ายที่สุดในร้านขายสัตว์เลี้ยง และเชื่อเถอะว่าเมื่อก่อนฉันไม่คิดเลยว่าจะมีชีวิตที่ดีแบบนี้ ย้อนกลับไปตอนนั้น...ตอนที่ยังไม่รู้จักมะปรางเลย ตอนนั้นแหละที่ฉันรู้สึกถึงความโหดร้ายที่สุดในชีวิต แม้ว่าฉันจะเป็นแมวที่มีขนฟูเหมือนกับแมวธรรมดาทั่วไป แต่ว่าฉันกลับมีหน้าตาแปลก ๆ ที่ทำให้ทุกคนในร้านไม่อยากจะรับฉันไปเลี้ยงสักคน บางทีฉันก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแมวที่ไม่มีใครรัก ฉันไม่เคยเข้าใจว่าทำไมเจ้าของร้านถึงไม่พยายามหาคนรับฉันไปเลี้ยงสักคน ฉันไม่ได้ดุขนาดนั้นนะ ฉันแค่มีหน้าตาโหดเกินไปนิดหน่อย ลองคิดดูสิ! แมวหน้าตาน่ากลัวกับคนทั่วไปมันจะน่ารักตรงไหน? ตอนนั้น ฉันจำได้ว่าเคยคิดในใจว่า “ทำไมฉันถึงต้องมาอยู่ที่นี่?” ทุกครั้งที่มีคนเดินเข้ามาในร้าน ฉันจะมองเขาอย่างหวังว่าเขาจะเห็นฉันและรับฉันไป แต่ไม่เคยมีใครหันมาสนใจฉันเลย ทุกวันฉันก็แค่ยืนอยู่ในกรง รอเวลาที่จะมีใครสักคนมองเห็นฉันที่ไม่ใช่แค่ในฐานะแมวที่หน้าตาดุ แต่เป็นสัตว์เลี้ยงที่สามารถมอบความรักให้กับใครสักคนได้ วันหนึ่ง มิ้นท์พามะปรางมาที่ร้านขายสัตว์เลี้ยง
เช้าวันทำงานที่มะปรางคิดว่าจะเป็นวันธรรมดา กลับกลายเป็นวันที่วุ่นวายมากที่สุดในสัปดาห์ เพราะหลังจากที่มะปรางตัดสินใจบอกมิ้นท์เกี่ยวกับข่าวดีที่เธอและภีมได้ตัดสินใจคบกันเป็นแฟนแล้ว ก็เป็นวันที่ทุกคนแซวจนเธอแทบจะไม่รู้จะตอบยังไง เมื่อมิ้นท์เดินเข้ามาหามะปรางที่โต๊ะทำงานในช่วงพักเที่ยง มะปรางก็ไม่รอช้าที่จะบอกข่าวดี “มิ้นท์... ฉันมีเรื่องจะบอก” มะปรางพูดเสียงเบา ๆ แต่ก็รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย มิ้นท์มองมาที่เธออย่างสงสัย “อะไรเหรอ? ทำไมหน้าตาดูตื่นเต้นขนาดนั้น?” มะปรางยิ้มเขิน ๆ ก่อนจะตอบออกไป “ภีม... เราเป็นแฟนกันแล้วค่ะ” มิ้นท์ตาโตและอ้าปากค้าง “จริงเหรอ?! โอ้ยยย ในที่สุดก็ได้คบกันแล้วนะ! ฉันรู้แล้วล่ะว่าภีมต้องเป็นคนพิเศษของเธอแน่ ๆ!” มิ้นท์พูดเสียงดังจนคนในออฟฟิศหันมามอง มะปรางรีบก้มหน้าหลบสายตา ไม่รู้จะทำยังไงดี “มิ้นท์... ดังไปนะ ทุกคนได้ยินหมดแล้ว” เธอพูดเสียงต่ำ แต่ไม่สามารถปิดรอยยิ้มได้เลย มิ้นท์หัวเราะขำ ๆ “โอ๊ยยย ขอโทษนะ ขอโทษจริง ๆ แต่นี่มันข่าวดีนี่นา!” แล้วก็ยิ้มแหย ๆ “บอกมาเร็ว ๆ สิ ยั
เช้าวันใหม่ในช่วงต้นฤดูหนาว ภายในคอนโดของมะปราง ทุกอย่างเงียบสงบและอบอุ่น ราวกับว่าโลกภายนอกนั้นไม่มีความวุ่นวายที่สามารถเข้ามากวนใจได้ วันนี้มะปรางตื่นขึ้นมาช้ากว่าปกติเล็กน้อย แต่ความรู้สึกของเธอไม่เคยเบาหรือสับสนเหมือนเมื่อก่อน ทุกอย่างในชีวิตตอนนี้มันชัดเจนขึ้น และในความเงียบของเช้านี้ เธอได้เห็นภาพชีวิตที่เต็มไปด้วยความหวังและการเริ่มต้นใหม่ มะปรางลุกจากเตียงและเดินไปที่ระเบียงห้อง ก้มมองไปยังท้องฟ้าที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสีเป็นสีส้มอบอุ่นจากแสงแรกของวัน เธอได้ยินเสียงในใจที่บอกว่า ทุกอย่างมันจะดีขึ้น นับจากวันนี้เป็นต้นไป วันนี้ไม่เหมือนทุกวันก่อนหน้านี้ มันเป็นวันที่มะปรางและภีมจะเริ่มต้นชีวิตร่วมกันอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ในแง่ของความรู้สึกหรือการที่ทั้งสองอยู่ในสถานะที่ดีขึ้น แต่เป็นการที่พวกเขาจะเริ่มทำกิจวัตรประจำวันร่วมกัน เหมือนคู่รักที่ได้เริ่มต้นชีวิตคู่ “ภีมคะ” มะปรางพูดเบา ๆ ขณะเปิดประตูระเบียงให้ลมเย็นจากนอกบ้านพัดเข้ามา ภีมที่กำลังยืนรอดื่มกาแฟอยู่ตรงมุมห้องหันมามองเธอแล้วยิ้มให้ “อรุณสวัสดิ์ครับ วันนี้มีแผนอะไรหรือเปล่า?”
หลังจากวันทำขนมกับคุณแม่ภีม วันนี้มะปรางตื่นขึ้นมาและรู้สึกถึงความอบอุ่นในใจ แม้จะเป็นแค่การทำขนมธรรมดา ๆ แต่การได้ใช้เวลากับคุณแม่ของภีมทำให้เธอรู้สึกถึงการยอมรับและความใกล้ชิดที่มากขึ้น วันนี้ภีมมาที่ห้องมะปรางพร้อมกาแฟและขนมที่ทำเอง ทั้งสองเริ่มทำกิจกรรมร่วมกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภีมที่เคยทำตัวห่างเหินเริ่มเปิดเผยความรู้สึกมากขึ้นผ่านการกระทำ และมะปรางก็เริ่มรู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขามากขึ้น “ภีมวันนี้ทำขนมมาให้หรอ?” มะปรางถามยิ้ม ๆ ขณะภีมยืนอยู่หน้าประตูห้อง พร้อมกับถุงขนมที่เขาทำเอง ภีมยิ้มอย่างเขิน ๆ แล้วตอบว่า “ก็แค่ขนมง่าย ๆ น่ะครับ อยากให้ลองชิมดู” เขายื่นถุงขนมให้มะปรางอย่างระมัดระวัง มะปรางรับขนมจากเขาและเปิดถุงขึ้น ดูเหมือนจะเป็นขนมที่เขาทำด้วยใจจริง ๆ แม้จะเป็นแค่ขนมง่าย ๆ แต่การที่ภีมทำมันให้เธอแบบนี้ก็ทำให้เธอรู้สึกพิเศษมาก “ดูแล้วก็น่ากินนะคะ ขอบคุณค่ะภีม” มะปรางยิ้มให้ภีม ขนมนี้อาจจะเรียบง่าย แต่มันทำให้เธอรู้สึกถึงความใส่ใจที่ภีมมอบให้ โมจิที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็เริ่มสนใจขนมทันที มันเดินไป
เช้าวันหนึ่ง บรรยากาศที่แสนจะอบอุ่นและคุ้นเคยกลับทำให้มะปรางรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเขินเล็กน้อย เพราะเมื่อคืนนี้เธอได้บ่นกับภีมว่า ถ้าเขามีโอกาสก็อยากจะลองทำอาหารมื้อเช้าให้เธอบ้าง มะปรางนึกถึงช่วงเวลาที่อยู่ในคอนโดนี้ในตอนแรกๆ ภีมมักจะทำอาหารเช้าหรือขนมปังมาให้เธอทานบ่อยๆ ทุกเช้า โดยเฉพาะในวันที่เธอรู้สึกเหนื่อยจากการทำงาน แต่ตอนนี้ภีมต้องรีบไปเปิดร้านทำให้หยุดส่งอาหารเช้าหรือขนมปังให้เธอมาหลายวันแล้ว มะปรางรู้สึกดีใจที่วันนี้จะได้กลับไปเป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นแบบนั้นอีกครั้ง เพราะทุกครั้งที่ภีมทำอาหารให้เธอ เธอจะรู้สึกถึงความอบอุ่นในใจทุกครั้ง มะปรางนั่งที่เตียงแล้วหันไปมองหน้าต่างที่ยังคงมีแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ส่องเข้ามา สายลมเย็นพัดผ่านจากระเบียงห้อง ทำให้เธอรู้สึกสดชื่นขึ้นอีกนิด "วันนี้ภีมจะทำอาหารให้แน่ ๆ!" มะปรางคิดในใจขณะเดินไปที่ระเบียงเพื่อรอเขาเหมือนทุกเช้า มันเป็นเช้าวันหยุดที่ทุกอย่างควรจะเป็นไปตามปกติ แต่ในวันนี้มีบางอย่างที่ทำให้เธอตื่นเต้นเป็นพิเศษ เมื่อมาถึงระเบียง ภีมยืนอยู่ที่เดิมและยิ้มให







