Masukขณะกำลังทดลองความถนัดไม้พายในอากาศ โตโตะก็คว่ำตัวในรถตาข่ายแล้วพยายามเอาหัวลอดออกมาอีกครั้งเพื่อจะ “ช่วยเลือก” ยิ่งฉันเล่นไม้อยู่ มันยิ่งตื่นเต้น หางส่ายจนรถตาข่ายขยับภีมเลยเอื้อมมือแตะเบา ๆ “ใจเย็นครับผู้ช่วย”
พนักงานคนหนึ่งที่ยืนเรียงของอยู่ข้าง ๆ เห็นเข้าก็หัวเราะ “พี่คะ น้องหมาน่ารักจัง แบบนี้เรียกว่า ‘หมอความ’ เพราะพร้อมจะช่วยทุกเรื่อง” เราหัวเราะกันทั้งสามคน สถานการณ์เล็ก ๆ ที่ทำให้จ่ายตลาดวันนี้ไม่เหมือนทุกครั้งก่อนในชีวิตฉัน
ได้ของครบพอประมาณแล้ว เราแยกคิวแคชเชียร์คนละสายด้วยความตั้งใจของฉันว่าจะจ่ายของตัวเอง (อย่างภาคภูมิ)
คิวฉันขยับไปช้า ๆ ฉันหยิบของขึ้นสายพานเรียงสวยงาม กระดาษทิชชู่ เนย ผักโขม พาสต้า นม ไข่ คนข้างหลังยกนิ้วให้กับฝีมือเรียงของ (หรือฉันคิดไปเองก็ได้) และถึงคราวรูดบัตร…ฉันควานในกระเป๋า “บัตรสมาชิก…ฉันมีไหมนะ” ควานไปควานมาสักพักไม่เจอ จึงยกมือ “ไม่เป็นไรค่ะ ใส่เบอร์โทรก็ได้ใช่ไหมคะ” พนักงานยิ้ม “ได้ค่ะ” ฉันพิมพ์เบอร์ตัวเองระบบบอก “ไม่พบ” …อ่า อาจไม่เคยสมัคร
ฉันกำลังจะแซวตัวเองว่าทำไมถึงเป็นประชาชนไร้บัตรสมาชิกในปีนี้ ก็มีมือหนึ่งวางบัตรสีน้ำเงินเข้มลงบนเครื่องสแกน “ใช้ของผมก่อนครับ” เสียงภีมดังจากด้านข้างโดยที่ฉันไม่ทันเห็นว่าเขายืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่
“เฮ้ย ไม่เป็นไร” ฉันจะปฏิเสธ เขาส่ายหน้านิดเดียว “บัตรผมมีโปรลดเนยกับนมพอดีครับ” น้ำเสียงเรียบ ๆ แบบไม่ยัดเยียด พนักงานมองหน้าเราแล้วยิ้ม ยิ้มแบบเข้าใจในภาษากายมนุษย์สองคนที่ยังทำเป็น “เพื่อนบ้าน” อยู่ ฉันจึงยอมให้สแกนโดยดี
จ่ายเสร็จ ฉันบอก “เดี๋ยวฉันชดเชยด้วยการซื้อกาแฟให้นะคะ” เขาส่ายหัวอีกครั้ง “ไม่ต้องครับ คุณช่วยชิมให้บ่อย ๆ ก็พอ”
“จ้า…” ฉันยิ้มแห้ง ๆ แต่หัวใจอบอุ่นแปลก ๆ
ขณะฉันเก็บของลงถุงผ้า ภีมก้มลงหยิบของจากสายพานของเขาอย่างเร็ว เก็บลงถุงเรียบร้อย และ…แวะไปจ่ายอะไรที่เคาน์เตอร์เล็ก ๆ ข้าง ๆ หนึ่งรายการ ฉันไม่ได้ทันสังเกต (หรือคิดว่าไม่ควรสอดรู้สอดเห็นมากนัก) เพียงเสี้ยวนาทีเขาก็กลับมาพร้อมรถเข็นโตโตะ
“กลับเลยไหมครับ” เขาถาม “ถุงคุณหนักไหม”
“พอได้ค่ะ แต่ถ้าขึ้นทางลาดยางอาจต้องใช้แรงอีกนิด” ฉันหัวเราะ
ทางเดินกลับคอนโดอากาศยังดี โตโตะโน้มหน้ามองโลกจากรถตาข่ายอย่างภูมิใจ บางคนเดินสวนมาเห็นก็ยิ้มให้เด็กดีสี่ขา ภีมรับถุงของฉันมาถุงหนึ่งโดยไม่ถามเยอะ
ถุงที่มีของหนักอย่างนมกับพาสต้า ฉันถืออีกถุงที่เบากว่า เราก้าวข้างกันโดยไม่พูดอะไรมากก็มีความสุขแบบแปลก ๆ คล้ายเหมือนเดินกลับบ้านหลังจากซื้อของเข้าบ้านกันมานานแล้ว
“ขอบคุณนะคะที่ช่วยเรื่องบัตร” ฉันเริ่มบทสนทนาเบา ๆ
“ยินดีครับ” เขาตอบง่าย ๆ เสยปอยผมที่ปลิวตามลมของฉันให้พ้นแก้มอย่างเผลอตัวแล้วเหมือนเพิ่งรู้ตัวจึงถอนมือช้า ๆ ฉันหัวใจเต้นโครมครามสองวินาที ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วชี้ไปที่ถุงของเขา “ได้อะไรบ้างคะ”
“ของร้านกับของที่ห้องผสมกันครับ” เขาตอบ “และ…ของนิดหน่อย”
“ของนิดหน่อย?” ฉันทวน เขาเพียงยิ้ม ไม่เฉลย
ขึ้นลิฟต์ถึงชั้น 18 เราแยกไปที่หน้าห้องของฉันก่อนเพราะจะวางของและสลับถุง ฉันเปิดประตูโมจิเดินออกมาต้อนรับเหมือนผู้ใหญ่บ้าน “เหมียววว” เสียงยืด ๆ ตามสไตล์มัน โตโตะดูกระดิกหาง ชัดเจนว่าอยากพูดว่า “รายงานตัวครับ!” ฉันหัวเราะ “เข้ามาได้ แต่คนละบทบาทนะคะ คุณหมาอย่าเดินทั่ว” ภีมพยักหน้า “ขอวางของหน้าประตูก็พอ เดี๋ยวผมไม่กวน”
เราช่วยกันวางของบนโต๊ะโอ๊คใหม่ ฉันจัดผักในตะกร้า ตากผ้าเช็ดให้แห้ง หยิบเนย นม และไข่เข้าตู้เย็นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ระหว่างนั้นภีมวางถุงใบเล็กไว้ข้างกองของฉันแล้วทำเป็นคุยเรื่องเมนู “เย็นนี้ถ้าคุณไม่เหนื่อย ลองผัดกระเทียมเห็ดกับพาสต้าง่าย ๆ ไหมครับ ผมเขียนสัดส่วนให้” เขาดึงกระดาษโพสต์อิทออกมา จดอย่างเร็ว “น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ กระเทียมสับ 2 กลีบ พริกแห้งครึ่งเม็ด ผัดพอหอม ใส่เส้นที่ต้มแล้วกับน้ำเส้นนิดหน่อย เกลือปลายช้อน ชิมก่อน ถ้าจืดค่อยเติม”
“โอ้โห ขอบคุณมากค่ะ” ฉันรับโพสต์อิทไว้เหมือนรับแผนที่ขุมทรัพย์
พอเขาขยับ ฉันเห็นถุงเล็กที่วางไว้ “อันนี้ของคุณเหรอคะ” เขาส่ายหน้า “ของคุณครับ เผื่อมีคนมาบ้านบ่อยขึ้น” เขายิ้ม
ฉันงงนิด ๆ แล้วเปิดดู…เป็นแพ็กเล็กที่ฉันแอบชอบตอนอยู่ในโซนของใช้ ที่รองแก้วลายแมว–หมา ฉันเงยหน้าขึ้น “คุณ…เมื่อกี้—”
“จ่ายตอนคุณกำลังจัดของบนสายพานครับ” เขาตอบเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ “ถือว่าเป็นของฝากจากทีมชั้น 18”
ฉันหัวเราะออกมาแบบไม่กลบเกลื่อน “ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ” คำว่าขอบคุณจากปากฉันวันนี้เหมือนมีหลายระดับ อันนี้อยู่ระดับที่ทำให้ตาฉันยิ้มด้วย
“งั้นผมไปก่อนนะครับ เดี๋ยวพาโตโตะไปเดินอีกรอบแล้วลงร้าน” เขาจับสายจูง สบตาฉันครู่หนึ่ง ครู่เดียวที่พอให้หัวใจฉันแวะมาเอาแรง แล้วหันไปพูดกับโตโตะ “บอกคุณมะปรางก่อนครับ”
โตโตะ “บู้” อย่างตั้งใจหนึ่งที ก่อนจะถูกพาออกไป ผมตลกของมันกระดกนิด ๆ เหมือนยิ้ม ฉันยืนส่งหน้าประตู รู้สึกเหมือนบ้านทั้งห้องสว่างขึ้น โดยที่ฉันยังไม่ได้เปิดไฟเพิ่ม
หลังประตูปิด ฉันยังยืนยิ้มอยู่สักพัก แล้วหันกลับมาที่โต๊ะ หยิบที่รองแก้วขึ้นมาวางลอง หนึ่งแผ่นใต้แก้วน้ำ ฉันเลือกแผ่นแมวให้ตัวเอง แผ่นหมาวางฝั่งตรงข้าม “สำหรับแขกประจำ” ฉันบอกตัวเองเบา ๆ โมจิเดินมาดมแล้วนั่งทับอย่างรู้งาน “อ้าว เธอเลือกหมาเหรอ” ฉันหัวเราะ
เปิดตู้เย็นดูของ ขยับจัดไว้เป็นแถว ฉันหยิบสมุด “สิ่งดี ๆ ของวันนี้” ขึ้นมาเขียนเพิ่ม
ไปซูเปอร์มาร์เก็ตแบบมีคู่หู
รอดจากพื้นลื่นด้วยมือใครบางคน
ได้โพสต์อิทสูตรพาสต้า + ที่รองแก้วแมว–หมา
เริ่มอยากลองทำครัวจริงจัง
ฉันวางสมุดลงแล้วหยิบมือถือส่งข้อความให้มิ้นท์ “ถึงบ้านแล้ว ได้ที่รองแก้วแมว–หมามาด้วย กรี๊ดเบา ๆ” เธอตอบแทบจะทันที “ฉันว่าแล้วววววว พ่อเทวดาชั้น 18 = พ่อบ้านใจกล้าอันดับ 1!!!! ส่งรูป!” ฉันถ่ายรูปบนโต๊ะส่งไป พร้อมรูปโพสต์อิทสูตรอาหาร เธอใส่อีโมจิหัวใจระรัว “เย็นนี้เชฟมะปรางเข้าสู่จักรวาลครัว!” ฉันตอบ “หวังว่าจะไม่ไหม้”
ช่วงบ่ายผ่านไปอย่างช้า ๆ ฉันล้างผัก แช่ไว้อย่างที่ภีมบอก ตากบนกระชอนให้สะเด็ดน้ำ เตรียมพาสต้าและกระเทียม พอเย็นหน่อย ฉันเปิดเพลงเบา ๆ จัดครัวให้เรียบร้อย เอาที่รองแก้ววางประจำตำแหน่งอย่างภูมิใจ จัดโต๊ะเล็ก ๆ สำหรับทดสอบเมนูแรกในชีวิตใหม่
ก่อนลงมือ ฉันชะโงกดูระเบียง แสงเอนของเย็นวันอาทิตย์พาดลงโต๊ะโอ๊คเป็นเส้นสีทอง ฉันนึกถึงตอนเดินข้างกันผ่านทางเท้ากลับคอนโดพร้อมถุงใส่ของ และเผลอคิดคำๆ หนึ่งขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ…แฟมิลี่เดย์
มันไม่ใช่แฟมิลี่แบบที่ต้องมีพิธีการ หรือบอกสถานะ เป็นแค่ความรู้สึกเล็ก ๆ ว่าวันนี้เราสองคนอยู่ในกิจกรรมเดียวกัน มีหมามาร่วมแจม มีแมวรอหน้าประตู และมีเสียงหัวเราะที่ทำให้ซูเปอร์มาร์เก็ตดูเป็นสนามเด็กเล่นมากกว่าสนามรบ ภาพนั้นติดอยู่ในหัวใจเหมือนสติ๊กเกอร์หมาที่ภีมแจกเด็ก ๆ เมื่อวาน เล็ก ๆ แต่ยิ้มได้ทุกครั้งที่นึกถึง
ฉันเปิดเตา เทน้ำมันมะกอกตามโพสต์อิทของเขา กลิ่นกระเทียมสับเจียวช้า ๆ ลอยขึ้น แล้วฉันก็หัวเราะกับตัวเองเบา ๆ “เชฟมือใหม่ รายงานตัวค่ะ” ใส่พริกแห้งครึ่งเม็ด ตักเส้นลงกระทะ เติมน้ำเส้นนิด หรี่ไฟ คลุก…รสและกลิ่นผสมกันเป็นความเรียบง่าย แบบที่อยู่ได้บนโต๊ะเล็ก ๆ ของใครสักคนที่กำลังเริ่มชีวิตใหม่
ฉันตักใส่จาน วางบนที่รองแก้วหน้าแมว ยกน้ำขึ้นวางบนที่รองแก้วหน้าหมา (ไว้ให้จินตนาการว่าอีกคนหนึ่งจะนั่งตรงนี้) แล้วส่งข้อความไปหาภีม ไม่ได้ยาว แค่สั้น ๆ ว่า
ฉัน: “ทดสอบสำเร็จค่ะ เชฟโพสต์อิท :) ขอบคุณสำหรับวันนี้ ทั้งซูเปอร์และที่รองแก้ว”ไม่ถึงนาที
ภีม: “ยินดีครับ คุณทำได้อยู่แล้ว เดี๋ยวครั้งหน้าลองเพิ่มเห็ดกับไก่ดู” ต่อด้วยอีกบรรทัด “พรุ่งนี้เช้า 7:50 ลองดริปเมล็ดที่ให้ไว้ไหมครับ ผมจะขึ้นไปดูที่ระเบียง 5 นาที”ฉันพิมพ์ตอบโดยไม่ต้องคิด
ฉัน: “ตกลงค่ะ ผู้ช่วยชิมประจำชั้น 18 พร้อม :)”ฉันเอนหลัง มองจานพาสต้าของตัวเองที่ยังคงร้อน ๆ อยู่บนโต๊ะ ข้าง ๆ มีโมจิม้วนตัวนอนพาดขอบ—เหมือนผู้ชมรายการอาหารที่พอใจ ฉันยิ้มบอกตัวเองเบา ๆ ว่า “ภารกิจจ่ายตลาดสำเร็จอย่างเป็นทางการ”
และใช่…มันอาจแค่เป็นการซื้อไข่ เนย ผักโขม พาสต้า และที่รองแก้ว แต่สำหรับฉัน มันคือการได้รู้ว่า การตื่นเช้าเริ่มมีเหตุผลใหม่…และวันหยุดก็เริ่มมีความหมายที่เรียบง่ายแต่เต็มอิ่ม มากขึ้นทุกที ด้วยคนที่เดินข้างกันโดยยังไม่เรียกชื่อความสัมพันธ์ แค่ช่วยกันเข็นรถ แบกถุงหนัก ๆ และซ่อนของน่ารัก ๆ ไว้ในถุง เพื่อให้ใครสักคนยิ้มตอนเปิดดู
วันอาทิตย์จบลงด้วยเสียงช้อนกระทบจานเบา ๆ และความเงียบที่ไม่ว่างเปล่า ความเงียบที่มีหมาหนึ่ง แมวหนึ่ง และโพสต์อิทสีเหลืองหนึ่งใบเป็นพยานว่า “ชั้น 18” กำลังกลายเป็นบ้านทีละนิดอย่างนุ่มนวล
โตโตะนั่งอยู่บนพรมหนานุ่มในมุมห้องที่อบอุ่นของภีม มันชอบที่นี่ที่ไม่เคยมีอะไรยุ่งยาก หรือวุ่นวาย แต่กลับเต็มไปด้วยความสงบและความสุขที่ไม่อาจอธิบายได้ มันรู้สึกว่าเวลาที่ได้อยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะยืน หรือนั่งอยู่ตรงไหน มันก็คือบ้านที่อบอุ่นที่สุด วันนี้ก็เหมือนทุกวัน ภีมกลับบ้านตอนเย็น เขาเดินเข้ามาด้วยท่าทางเหนื่อยล้าจากการทำงานเป็นเจ้าของร้านกาแฟที่ชื่อร้านผมฟังแล้วมันก็แปลก ภีมตั้งชื่อร้านว่า ร้านที่เดิม เหมือนจะรู้ว่ามะปรางรอเขาอยู่ ภีมมักจะทำกาแฟให้มะปรางทุกครั้งที่กลับมาจากทำงาน แม้เขาจะไม่ได้พูดออกมาโดยตรง แต่โตโตะเห็นในท่าทางของเขา ภีมอยากให้มะปรางรู้สึกดี รู้สึกผ่อนคลาย และอบอุ่น โตโตะกระดิกหางไปมา มองไปที่ภีมที่ทำกาแฟให้มะปรางที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะกาแฟ หญิงสาวที่ดูนุ่มนวลและใจดี เขามักจะเห็นภีมมองมะปรางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน แม้จะเงียบ ไม่พูดอะไรออกมา แต่โตโตะรู้ดีว่าแววตาของภีมเต็มไปด้วยความรักและห่วงใยในทุกการกระทำ ผมมักจะชอบอยู่ข้าง ๆ มะปรางในทุกวัน ตอนที่เธอนั่งอยู่ตรงโซฟา ก้มหน้าก้มตาทำอะไรไปบ้าง โตโตะแอบยิ้มให้ตัวเองท
ฉันคือโมจิ แมวที่หน้าตาดุร้ายที่สุดในร้านขายสัตว์เลี้ยง และเชื่อเถอะว่าเมื่อก่อนฉันไม่คิดเลยว่าจะมีชีวิตที่ดีแบบนี้ ย้อนกลับไปตอนนั้น...ตอนที่ยังไม่รู้จักมะปรางเลย ตอนนั้นแหละที่ฉันรู้สึกถึงความโหดร้ายที่สุดในชีวิต แม้ว่าฉันจะเป็นแมวที่มีขนฟูเหมือนกับแมวธรรมดาทั่วไป แต่ว่าฉันกลับมีหน้าตาแปลก ๆ ที่ทำให้ทุกคนในร้านไม่อยากจะรับฉันไปเลี้ยงสักคน บางทีฉันก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแมวที่ไม่มีใครรัก ฉันไม่เคยเข้าใจว่าทำไมเจ้าของร้านถึงไม่พยายามหาคนรับฉันไปเลี้ยงสักคน ฉันไม่ได้ดุขนาดนั้นนะ ฉันแค่มีหน้าตาโหดเกินไปนิดหน่อย ลองคิดดูสิ! แมวหน้าตาน่ากลัวกับคนทั่วไปมันจะน่ารักตรงไหน? ตอนนั้น ฉันจำได้ว่าเคยคิดในใจว่า “ทำไมฉันถึงต้องมาอยู่ที่นี่?” ทุกครั้งที่มีคนเดินเข้ามาในร้าน ฉันจะมองเขาอย่างหวังว่าเขาจะเห็นฉันและรับฉันไป แต่ไม่เคยมีใครหันมาสนใจฉันเลย ทุกวันฉันก็แค่ยืนอยู่ในกรง รอเวลาที่จะมีใครสักคนมองเห็นฉันที่ไม่ใช่แค่ในฐานะแมวที่หน้าตาดุ แต่เป็นสัตว์เลี้ยงที่สามารถมอบความรักให้กับใครสักคนได้ วันหนึ่ง มิ้นท์พามะปรางมาที่ร้านขายสัตว์เลี้ยง
เช้าวันทำงานที่มะปรางคิดว่าจะเป็นวันธรรมดา กลับกลายเป็นวันที่วุ่นวายมากที่สุดในสัปดาห์ เพราะหลังจากที่มะปรางตัดสินใจบอกมิ้นท์เกี่ยวกับข่าวดีที่เธอและภีมได้ตัดสินใจคบกันเป็นแฟนแล้ว ก็เป็นวันที่ทุกคนแซวจนเธอแทบจะไม่รู้จะตอบยังไง เมื่อมิ้นท์เดินเข้ามาหามะปรางที่โต๊ะทำงานในช่วงพักเที่ยง มะปรางก็ไม่รอช้าที่จะบอกข่าวดี “มิ้นท์... ฉันมีเรื่องจะบอก” มะปรางพูดเสียงเบา ๆ แต่ก็รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย มิ้นท์มองมาที่เธออย่างสงสัย “อะไรเหรอ? ทำไมหน้าตาดูตื่นเต้นขนาดนั้น?” มะปรางยิ้มเขิน ๆ ก่อนจะตอบออกไป “ภีม... เราเป็นแฟนกันแล้วค่ะ” มิ้นท์ตาโตและอ้าปากค้าง “จริงเหรอ?! โอ้ยยย ในที่สุดก็ได้คบกันแล้วนะ! ฉันรู้แล้วล่ะว่าภีมต้องเป็นคนพิเศษของเธอแน่ ๆ!” มิ้นท์พูดเสียงดังจนคนในออฟฟิศหันมามอง มะปรางรีบก้มหน้าหลบสายตา ไม่รู้จะทำยังไงดี “มิ้นท์... ดังไปนะ ทุกคนได้ยินหมดแล้ว” เธอพูดเสียงต่ำ แต่ไม่สามารถปิดรอยยิ้มได้เลย มิ้นท์หัวเราะขำ ๆ “โอ๊ยยย ขอโทษนะ ขอโทษจริง ๆ แต่นี่มันข่าวดีนี่นา!” แล้วก็ยิ้มแหย ๆ “บอกมาเร็ว ๆ สิ ยั
เช้าวันใหม่ในช่วงต้นฤดูหนาว ภายในคอนโดของมะปราง ทุกอย่างเงียบสงบและอบอุ่น ราวกับว่าโลกภายนอกนั้นไม่มีความวุ่นวายที่สามารถเข้ามากวนใจได้ วันนี้มะปรางตื่นขึ้นมาช้ากว่าปกติเล็กน้อย แต่ความรู้สึกของเธอไม่เคยเบาหรือสับสนเหมือนเมื่อก่อน ทุกอย่างในชีวิตตอนนี้มันชัดเจนขึ้น และในความเงียบของเช้านี้ เธอได้เห็นภาพชีวิตที่เต็มไปด้วยความหวังและการเริ่มต้นใหม่ มะปรางลุกจากเตียงและเดินไปที่ระเบียงห้อง ก้มมองไปยังท้องฟ้าที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสีเป็นสีส้มอบอุ่นจากแสงแรกของวัน เธอได้ยินเสียงในใจที่บอกว่า ทุกอย่างมันจะดีขึ้น นับจากวันนี้เป็นต้นไป วันนี้ไม่เหมือนทุกวันก่อนหน้านี้ มันเป็นวันที่มะปรางและภีมจะเริ่มต้นชีวิตร่วมกันอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ในแง่ของความรู้สึกหรือการที่ทั้งสองอยู่ในสถานะที่ดีขึ้น แต่เป็นการที่พวกเขาจะเริ่มทำกิจวัตรประจำวันร่วมกัน เหมือนคู่รักที่ได้เริ่มต้นชีวิตคู่ “ภีมคะ” มะปรางพูดเบา ๆ ขณะเปิดประตูระเบียงให้ลมเย็นจากนอกบ้านพัดเข้ามา ภีมที่กำลังยืนรอดื่มกาแฟอยู่ตรงมุมห้องหันมามองเธอแล้วยิ้มให้ “อรุณสวัสดิ์ครับ วันนี้มีแผนอะไรหรือเปล่า?”
หลังจากวันทำขนมกับคุณแม่ภีม วันนี้มะปรางตื่นขึ้นมาและรู้สึกถึงความอบอุ่นในใจ แม้จะเป็นแค่การทำขนมธรรมดา ๆ แต่การได้ใช้เวลากับคุณแม่ของภีมทำให้เธอรู้สึกถึงการยอมรับและความใกล้ชิดที่มากขึ้น วันนี้ภีมมาที่ห้องมะปรางพร้อมกาแฟและขนมที่ทำเอง ทั้งสองเริ่มทำกิจกรรมร่วมกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภีมที่เคยทำตัวห่างเหินเริ่มเปิดเผยความรู้สึกมากขึ้นผ่านการกระทำ และมะปรางก็เริ่มรู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขามากขึ้น “ภีมวันนี้ทำขนมมาให้หรอ?” มะปรางถามยิ้ม ๆ ขณะภีมยืนอยู่หน้าประตูห้อง พร้อมกับถุงขนมที่เขาทำเอง ภีมยิ้มอย่างเขิน ๆ แล้วตอบว่า “ก็แค่ขนมง่าย ๆ น่ะครับ อยากให้ลองชิมดู” เขายื่นถุงขนมให้มะปรางอย่างระมัดระวัง มะปรางรับขนมจากเขาและเปิดถุงขึ้น ดูเหมือนจะเป็นขนมที่เขาทำด้วยใจจริง ๆ แม้จะเป็นแค่ขนมง่าย ๆ แต่การที่ภีมทำมันให้เธอแบบนี้ก็ทำให้เธอรู้สึกพิเศษมาก “ดูแล้วก็น่ากินนะคะ ขอบคุณค่ะภีม” มะปรางยิ้มให้ภีม ขนมนี้อาจจะเรียบง่าย แต่มันทำให้เธอรู้สึกถึงความใส่ใจที่ภีมมอบให้ โมจิที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็เริ่มสนใจขนมทันที มันเดินไป
เช้าวันหนึ่ง บรรยากาศที่แสนจะอบอุ่นและคุ้นเคยกลับทำให้มะปรางรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเขินเล็กน้อย เพราะเมื่อคืนนี้เธอได้บ่นกับภีมว่า ถ้าเขามีโอกาสก็อยากจะลองทำอาหารมื้อเช้าให้เธอบ้าง มะปรางนึกถึงช่วงเวลาที่อยู่ในคอนโดนี้ในตอนแรกๆ ภีมมักจะทำอาหารเช้าหรือขนมปังมาให้เธอทานบ่อยๆ ทุกเช้า โดยเฉพาะในวันที่เธอรู้สึกเหนื่อยจากการทำงาน แต่ตอนนี้ภีมต้องรีบไปเปิดร้านทำให้หยุดส่งอาหารเช้าหรือขนมปังให้เธอมาหลายวันแล้ว มะปรางรู้สึกดีใจที่วันนี้จะได้กลับไปเป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นแบบนั้นอีกครั้ง เพราะทุกครั้งที่ภีมทำอาหารให้เธอ เธอจะรู้สึกถึงความอบอุ่นในใจทุกครั้ง มะปรางนั่งที่เตียงแล้วหันไปมองหน้าต่างที่ยังคงมีแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ส่องเข้ามา สายลมเย็นพัดผ่านจากระเบียงห้อง ทำให้เธอรู้สึกสดชื่นขึ้นอีกนิด "วันนี้ภีมจะทำอาหารให้แน่ ๆ!" มะปรางคิดในใจขณะเดินไปที่ระเบียงเพื่อรอเขาเหมือนทุกเช้า มันเป็นเช้าวันหยุดที่ทุกอย่างควรจะเป็นไปตามปกติ แต่ในวันนี้มีบางอย่างที่ทำให้เธอตื่นเต้นเป็นพิเศษ เมื่อมาถึงระเบียง ภีมยืนอยู่ที่เดิมและยิ้มให







