홈 / โรแมนติก / ข้างห้องคือคนข้างใจ / บทที่ 8 ภารกิจจ่ายตลาด (1)

공유

บทที่ 8 ภารกิจจ่ายตลาด (1)

last update 게시일: 2025-11-06 16:32:16

          เช้าวันอาทิตย์มีแดดอุ่นแบบไม่ร้อนเกินไป ลมจากระเบียงพัดม่านบางให้ไหว ปลายผ้านิ่ม ๆ ลูบโต๊ะโอ๊คใหม่เบา ๆ ราวกับทักทาย ฉันตื่นช้ากว่าเมื่อวานเล็กน้อย แต่ความคึกคักในใจกลับมากกว่าเดิม ตั้งใจว่าจะออกไปซื้อของเข้าห้องเสียที หลังจากย้ายมาแล้วกินมาม่ากับผลไม้วนไปวนมามากเกินจำเป็น

          โมจิยืดตัวเป็นรูปตัวแอลบนโซฟา พอฉันลุกก็โบกหางหนึ่งทีเหมือนเซ็นอนุมัติการออกปฏิบัติการ “ภารกิจจ่ายตลาด” ฉันหยิบถุงผ้าหนา ๆ สองใบ ตรวจเงิน บัตรสมาชิกซูเปอร์ (ที่จริงจำไม่ได้ว่าเคยสมัครไหม) และขวดสเปรย์แอลกอฮอล์นิสัยที่ติดมาจากยุคต้องพกไว้ตลอดเวลา

          “เดี๋ยวกลับมานะ” ฉันบอกโมจิ มันหาวหวอด ไม่สนใจอะไรนอกจากการกลับไปนอนท่าขนมปังโรล

          คอมมูนิตี้มอลล์ข้างคอนโดอยู่ห่างไปไม่กี่ร้อยเมตร เดินสบาย ๆ ได้ เหนือทางเดินมีเงาใบไม้ทอดทับ ลมยกกลิ่นขนมปังจากร้านเบเกอรี่ขึ้นมาให้อยากเปลี่ยนใจไปกินอย่างอื่นก่อนจะถึงซูเปอร์ ฉันเตือนตัวเองว่า “ตั้งใจมาซื้อของนะมะปราง อย่าเพิ่งโดนขนมปังกวักมือเรียก”

          ถึงหน้าประตูซูเปอร์มาร์เก็ต ฉันเข็นรถเข็นใบเล็กออกจากแถว รปภ.ทักทายยิ้ม ๆ ฉันยิ้มตอบแบบคนพยายามเป็นลูกค้าดีเด่น แล้วกำลังจะก้าวเข้าไป ก็ได้ยินเสียงคุ้น ๆ พร้อมเงาเตี้ยขนฟูพุ่งเข้าด้านข้าง

          “บู้!” เสียงสั้น ๆ ของโกลเด้นรีทรีฟเวอร์

          “โตโตะ!” ฉันเผลอร้องชื่อออกมาด้วยความดีใจ ก่อนที่เจ้าตัวจะวิ่งขาตัน ๆ มาหยุดตรงหน้า แล้วโดยแรงปรารถนาอันแรงกล้าที่อยาก “ร่วมภารกิจ” มันกระโดดพรวดขึ้นพยายามจะปีนเข้ารถเข็นที่ฉันจับอยู่! ขาหลังปักพื้น ขาหน้าคล้องขอบรถเข็น ตัวโย้ไปโย้มาราวกับนักยิมนาสติกท่าพลิกตู้แช่

          “เฮ้ย ๆ ๆ ไม่ได้ ๆ” ฉันหัวเราะจนแทบจะเป็นเสียงหวีด รีบประคองขอบรถเข็นไว้ไม่ให้หงาย

          ตามหลังมาห่างนิดเดียวคือภีม ในเสื้อยืดสีเทากับกางเกงผ้าดิบพับปลาย เรียบง่ายเหมือนเคย เขาจับสายจูงยาวไว้ในมือแล้วพูดด้วยเสียงทุ้มใจเย็น “โตโตะ ลงครับ นั่นรถของคุณมะปราง ไม่ใช่รถบริการสัตว์เลี้ยง”

          รปภ.หน้าซูเปอร์หัวเราะพลางยกป้ายเล็ก ๆ ขึ้นให้ดู “สุนัขเข้าซูเปอร์ได้ถ้าอยู่ในเป้อุ้ม หรือในรถเข็นสัตว์เลี้ยงนะครับ” เขาชี้ไปมุมหนึ่ง มีรถเข็นแบบตะกร้าตาข่ายสำหรับสัตว์เลี้ยงจอดอยู่สองใบ

          ภีมยิ้ม ยิ้มแบบ “ครับผม” แล้วหันมาถามฉัน “จะรอผมเอารถสัตว์เลี้ยงมาก่อนไหมครับ หรือคุณเข้าไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวผมตาม”

          ฉันมองโตโตะที่ทำตาแวววาวเหมือนเด็กอยากไปสวนสนุก “ไม่รีบค่ะ รอด้วยกัน” ฉันตอบง่าย ๆ กว่าที่ตั้งใจ

          ไม่นาน ภีมก็เข็นรถสัตว์เลี้ยงแบบมีฝาครอบตาข่ายมา โตโตะกระโดดเข้าไปเองอย่างภูมิใจ หางส่ายควงสว่าน “พร้อมครับ!” สีหน้าของมันบอกชัด

          เราสองคนจึงเข็นรถเข้าสู่สนามรบ…เอ๊ย เขตสินค้าสด อากาศข้างในเย็นสบาย คนไม่พลุกพล่านมากเพราะยังสายอยู่เล็กน้อย แสงไฟเหนือผักผลไม้ทำให้ทุกอย่างดูสดใสขึ้นทันควัน ฉันหยิบตะกร้าแยกไว้ในรถเข็นของตัวเอง และเริ่มต้นด้วยโซนผัก ซึ่งตามปกติ ฉันจะหยิบอะไรก็ได้ที่ “ดูเป็นผักและไม่เหี่ยว” แค่นั้น

          “จะทำเมนูอะไรดีครับ” ภีมถามเหมือนกัปตันทีมที่เริ่มวางแผน

          “เอ่อ…ความจริงฉันยังไม่มีแผนเลยค่ะ” ฉันสารภาพตามตรง “ฉันถนัดเมนูไข่กับข้าวต้มสำเร็จรูปมากกว่า”

          ภีมหัวเราะในลำคอ “งั้นเริ่มจากเมนูง่าย ๆ ก่อนดีไหมครับ อย่าง ‘ไข่คนหอมเนยกับผักโขม’ หรือ ‘ข้าวผัดกระเทียมเนย’ อะไรแบบนี้ วัตถุดิบน้อย แต่กินแล้วรู้สึกว่าชีวิตมีระดับขึ้นหนึ่งนิด”

          “โอ้โห ฟังแล้วอยากเป็นคนมีระเบียบเลยค่ะ” ฉันยิ้ม “สอนด้วยนะคะ”

          “ได้ครับ” เขาตอบเหมือนเรื่องเล็กกว่าหยิบแอปเปิลหนึ่งลูก

          ระหว่างคุยกัน เขาเดินไปหยิบผักโขมสด ขยับใบดูใต้ท้องใบ แล้วสอน “ให้ดูว่าก้านยังกรอบ ใบไม่ช้ำ ไม่มีน้ำค้างค้างเยอะ ถ้ามีหยดน้ำก็ควรเป็นหยดเล็ก ๆ ไม่เหนียว” ฉันทำตาโต “รอบรู้เรื่องผักมาก” เขายักคิ้วน้อย ๆ “เป็นบาริสต้าแต่ก็ต้องกินข้าวครับ”

          ฉันหยิบมะเขือเทศราชินีหนึ่งถุง เขาหยิบแตงกวาญี่ปุ่นยาวสองผล กระเทียมกลีบใหญ่หนึ่งหัว และหัวหอมสีทองใบเกลี้ยง ๆ ขณะที่ฉันเอื้อมไปหยิบเห็ดแชมปิญอง เขาส่งสัญญาณมือบอก “ใช่เลย” แล้วหยิบเพิ่มอีกถุงเล็ก “เผื่อทำซุปใสเร็ว ๆ ได้”

          โตโตะในรถตาข่ายเงยหน้าสังเกตการณ์ทุกการหยิบทิ้งของเรา สายตาระยิบระยับเหมือนผู้บริหารตรวจคลังสินค้า ฉันหยิบผักชีให้มันดมเล่น (ถึงไม่กิน) มันทำหน้าบึ้งนิด ๆ เหมือนจะบอกว่า “ไร้กลิ่นเนื้อสัตว์ ไม่อนุมัติ”

          ขยับไปโซนผลไม้ ฉันหยิบกล้วยหอมหนึ่งหวี แอปเปิลสองลูก ภีมหยิบส้มลูกเล็ก “เอาไว้ทำน้ำส้มสดตอนเช้า” เขาว่า แล้วสาธิตการเช็กความฉ่ำโดยการกดเบา ๆ ตรงก้นลูก ฉันพยักหน้ารัว ๆ เหมือนนักเรียนจำทฤษฎีใหม่ได้

          ผ่านไปสักพัก เราขยับสู่โซนเนื้อสัตว์ ฉันมองถาดอกไก่สีชมพูอ่อน ๆ แล้วชั่งใจ ภีมชี้ “ถ้าอยากทำข้าวผัดง่าย ๆ หรือสลัด แนะนำอกไก่ชิ้นเล็ก ๆ เอาไปลวกแล้วฉีกได้ หรือถ้าใช้กระทะเดียว อกไก่หั่นเต๋าเล็ก ๆ จะสุกไว” ฉันหยิบตามคำแนะนำ แล้วหันไปเห็นมือเขาถืออกไก่อีกสองถาด “ของร้านครับ ทำแซนด์วิชไก่ย่างพรุ่งนี้เช้า” เขาบอกเรียบ ๆ

          เราพากันเลี้ยวไปโซนเส้นพาสต้า ภีมหยิบสปาเก็ตตีเส้นเล็กหนึ่งห่อ หันมาบอก “วันไหนขี้เกียจ ลองทำ aglio e olio ได้ แค่กระเทียม พริกแห้ง น้ำมันมะกอก เกลือกับพาสลีย์ ถ้าไม่มีพาสลีย์ก็ไม่ต้อง” เขาหยิบพริกแห้งห่อเล็กตามมาวางในตะกร้า “บ้านคุณมีหม้อกับกระทะใบใหญ่ไหม”

          “มีใบกลาง ๆ ค่ะ” ฉันทำหน้าสารภาพ “และไม้พายหนึ่งอันที่ไม่แน่ใจว่าต้องเปลี่ยนใหม่หรือยัง”

          “โอเค ใบกลางก็ได้ แต่เวลาต้มเส้น อย่าลืมใส่เกลือในน้ำ ให้รสเข้าไปที่เส้นเลย” เสียงเขาเป็นครูสอนทำกับข้าวที่ใจเย็นมาก ฉันเผลอคิดว่าบางทีภีมน่าจะทำคลาส “อยู่บ้านอย่างไรให้อร่อย” ออนไลน์ได้เลย

          เราถกเถียงอย่างขำ ๆ เรื่อง “เนยชนิดไหนดี” ฉันยืนมองตู้แช่เนยนานอยู่หน้าสามแบรนด์ เห็นแต่คำว่าออร์แกนิก เค็มจาง ๆ และยูโรเปียนสไตล์ ก่อนตัดสินใจเลือกตามรอยเขา “ตัวนี้ครับ กลิ่นหอมพอดี ราคาสบายใจ” นอกจากนี้เขายังหยิบนมสดหนึ่งกล่อง “นิดหน่อยสำหรับไข่คน ใส่แล้วเนื้อเนียนขึ้น” และชีสพาเมซานก้อนเล็ก “เผื่อโรยหน้าเวลาอยากหรู”

          เราเดินคุยไปหัวเราะไป จังหวะหนึ่งขณะเลี้ยวเข้าโซนไอศกรีม พื้นตรงหน้าตู้แช่เปียกมีใครสักคนคงทำถังน้ำแข็งหก ฉันก้าวพรวดเกือบลื่น โชคดีที่มือข้างขวาของภีมคว้าแขนฉันทัน          “ระวังครับ” เขาพูดเรียบ ๆ แต่แน่นพอจะส่งความมั่นคงมาให้หัวใจ ฉันยิ้มแบบหน้าร้อนขึ้นมาสององศา “ขอบคุณค่ะ พื้นซูเปอร์นี่เหมือนสนามแข่งสเก็ตได้เป็นบางวันนะ”

          “ครับ” เขาปรายตาไปเห็นพนักงานกำลังถือป้าย “พื้นเปียก” มา “เดี๋ยวเขาตั้งป้าย”

          พอหายตกใจดีแล้ว เราก็เดินต่อไปยังโซนของใช้ในบ้าน

          แผนที่ฉันวางไว้ตั้งแต่ต้นว่าต้องแวะ “หนึ่ง…สอง…สาม…” ฉันนับเสียงเบาจากใจตั้งแต่เห็นชั้นวางกล่องแก้วและผ้าปูโต๊ะสีเอิร์ธโทน เบรกตัวเองไม่ให้หยิบทุกอย่างที่น่ารักแต่ไม่จำเป็น และแล้วสายตาก็หยุดที่…ที่รองแก้ว ไม้กลมลายหน้าหมา–แมว วางคู่กันในแพ็กเดียว แผ่นหนึ่งเป็นหมา อีกแผ่นเป็นแมวขนฟู ดวงตากล่องโตเหมือนกำลังบอกว่า “ซื้อเราไปสิ” ฉันยืนขำอยู่คนเดียวสักอึดใจแล้วหยิบขึ้นมาดู เนื้อไม้เรียบดี ไม่มีเสี้ยน ป้ายบอกราคาติดคำว่า “ลด 15%”

          “น่ารัก” เสียงภีมดังมาข้าง ๆ เขายืนดูด้วยเหมือนกัน สายตาไม่รีรอ “เหมาะกับระเบียงชั้น 18” ที่เขาพูดมีน้ำเสียงเรียบง่ายจนฉันต้องวางของลงแล้วแสร้งทำเป็นมองอย่างอื่น “เออ…น่ารัก แต่เดี๋ยวค่อยว่ากัน” (สาเหตุหนึ่งคือฉันเริ่มชั่งใจกับจำนวนของในรถเข็นตัวเอง)

          เราเข็นรถต่อไปโซนเบเกอรี่ มีพนักงานกำลังตัดขนมปังใหม่กลิ่นหอมฟุ้ง แจกชิมชิ้นเล็ก ๆ โตโตะในตะกร้าเริ่มส่งสัญญาณสายตา “ผมก็อยากชิมครับ” ฉันหัวเราะแล้วก้มบอก “ขอโทษนะคุณพนักงาน แต่ลูกค้าสี่ขาไม่ได้รับบริการชิม” ภีมยื่นขนมสุนัขเม็ดเล็กให้แทน “อันนี้ของคุณ”

          เราจัดการเรื่องเครื่องดื่มอีกเล็กน้อย ฉันหยิบชาดอกไม้หนึ่งกล่อง ภีมหยิบเมล็ดกาแฟแพ็กเล็กสองชนิด “อันนี้ของร้าน ส่วนอันนี้…ของคุณ ลองทำดริปแบบง่าย ๆ ดูไหม เดี๋ยวผมเขียนโน้ตให้” ฉันอ้าปากค้างนิด ๆ “จริงเหรอคะ” เขาพยักหน้า “ครับ ขี้เกียจลงร้านบ้าง ก็ชงเองได้”

          ระหว่างเดินเล่นผ่านโซนของกระจุกกระจิก ฉันแวะดูชั้นเทียนหอมสีอ่อน กลิ่นซิตรัสผสมดอกไม้ ฉันยกขึ้นดมแล้ววาง แล้วหยิบขึ้นมาอีก เอาวางอีกครั้ง เพราะคิดถึงงบประมาณเล็ก ๆ ของเดือนนี้ ภีมทำเป็นไม่ได้สังเกตหรืออาจแกล้งไม่สังเกต แต่ฉันรู้สึกว่าเขา “รับรู้” อยู่เงียบ ๆ

          “เธอออออ!” เสียงแหลมคุ้นมาแต่ไกล ฉันหันไป มิ้นท์ยืนอยู่ท้ายแถวรถเข็นอีกคัน ผมรวบสูง เสื้อยืดสีเขียวมิ้นท์สมชื่อ รถเข็นของเธอเต็มไปด้วยทิชชู่ยกแพ็ก ผักสลัด และน้ำดื่มสองลัง “โธ่โว้ยยยยย อะไรกันเนี่ย! วันอาทิตย์ของโลกนี้น่ารักไปหรือเปล่า คู่นี้มาเดินซูเปอร์พร้อมกัน!”

          ฉันหัวเราะอย่างช่วยไม่ได้ “บังเอิญจริง ๆ ย่ะ”

          ภีมยกมือไหว้อย่างสุภาพ “สวัสดีครับคุณมิ้นท์”

          มิ้นท์หรี่ตาแล้วหัวเราะ “สวัสดีค่ะคุณภีม…และคุณพนักงานโตโตะ” โตโตะเห่า “บู้” หนึ่งทีเหมือนรับคำทักทาย เธอก้มไปส่งยิ้ม ก่อนเงยหน้ามามองฉันอีก “เพื่อนบ้านหรือแฟนบ้านกันแน่คะวันนี้” เธอกระซิบดังจนทั้งแผงเครื่องถ้วยชามรู้หมด

          “มิ้นท์!” ฉันถองศอกใส่เพื่อนเบา ๆ ภีมทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้เก่งมาก เหมือนมีโล่ใสป้องกันคำแซว

          “โอเค ๆ ไม่กวนละ ฉันไปหยิบโยเกิร์ตก่อน เดี๋ยวไว้เจอกันตรงแคชเชียร์นะจ๊ะ” เธอทำท่าเดินแบบนางเอกคอมเมดี้ไปอีกทาง ปล่อยให้ฉันยืนอมยิ้ม

          เดินต่ออีกหน่อย เราแวะโซนเครื่องครัว ฉันมองกระทะเคลือบใหม่ ๆ แล้วลูบคางอย่างคนคิดจริงจัง ภีมถาม “ที่ห้องมีกระทะดีไหมครับ”

          “มีอันนึงค่ะ แต่เริ่มลอกแล้ว” ฉันตอบ

          เขาหัวเราะเบา ๆ “งั้นเลือกใบที่ไม่หนักเกินกับมือคุณ จับดูให้ถนัด ถ้าอยากทอดไข่ไม่ติด เลือกเคลือบดีหน่อย” เขาหยิบใบหนึ่งส่งมาให้ “ลองถือดู” น้ำหนักกำลังดี ฉันลองง้างไม้พายลม ๆ เล่น “โอเคเลย”

이 작품을 무료로 읽으실 수 있습니다
QR 코드를 스캔하여 앱을 다운로드하세요

최신 챕터

  • ข้างห้องคือคนข้างใจ   ตอนพิเศษ 4 ผมชื่อโตโตะ

    โตโตะนั่งอยู่บนพรมหนานุ่มในมุมห้องที่อบอุ่นของภีม มันชอบที่นี่ที่ไม่เคยมีอะไรยุ่งยาก หรือวุ่นวาย แต่กลับเต็มไปด้วยความสงบและความสุขที่ไม่อาจอธิบายได้ มันรู้สึกว่าเวลาที่ได้อยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะยืน หรือนั่งอยู่ตรงไหน มันก็คือบ้านที่อบอุ่นที่สุด วันนี้ก็เหมือนทุกวัน ภีมกลับบ้านตอนเย็น เขาเดินเข้ามาด้วยท่าทางเหนื่อยล้าจากการทำงานเป็นเจ้าของร้านกาแฟที่ชื่อร้านผมฟังแล้วมันก็แปลก ภีมตั้งชื่อร้านว่า ร้านที่เดิม เหมือนจะรู้ว่ามะปรางรอเขาอยู่ ภีมมักจะทำกาแฟให้มะปรางทุกครั้งที่กลับมาจากทำงาน แม้เขาจะไม่ได้พูดออกมาโดยตรง แต่โตโตะเห็นในท่าทางของเขา ภีมอยากให้มะปรางรู้สึกดี รู้สึกผ่อนคลาย และอบอุ่น โตโตะกระดิกหางไปมา มองไปที่ภีมที่ทำกาแฟให้มะปรางที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะกาแฟ หญิงสาวที่ดูนุ่มนวลและใจดี เขามักจะเห็นภีมมองมะปรางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน แม้จะเงียบ ไม่พูดอะไรออกมา แต่โตโตะรู้ดีว่าแววตาของภีมเต็มไปด้วยความรักและห่วงใยในทุกการกระทำ ผมมักจะชอบอยู่ข้าง ๆ มะปรางในทุกวัน ตอนที่เธอนั่งอยู่ตรงโซฟา ก้มหน้าก้มตาทำอะไรไปบ้าง โตโตะแอบยิ้มให้ตัวเองทุกครั้ง เม

  • ข้างห้องคือคนข้างใจ   ตอนพิเศษ 3 ฉันชื่อโมจิ

    ฉันคือโมจิ แมวที่หน้าตาดุร้ายที่สุดในร้านขายสัตว์เลี้ยง และเชื่อเถอะว่าเมื่อก่อนฉันไม่คิดเลยว่าจะมีชีวิตที่ดีแบบนี้ ย้อนกลับไปตอนนั้น...ตอนที่ยังไม่รู้จักมะปรางเลย ตอนนั้นแหละที่ฉันรู้สึกถึงความโหดร้ายที่สุดในชีวิต แม้ว่าฉันจะเป็นแมวที่มีขนฟูเหมือนกับแมวธรรมดาทั่วไป แต่ว่าฉันกลับมีหน้าตาแปลก ๆ ที่ทำให้ทุกคนในร้านไม่อยากจะรับฉันไปเลี้ยงสักคน บางทีฉันก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแมวที่ไม่มีใครรัก ฉันไม่เคยเข้าใจว่าทำไมเจ้าของร้านถึงไม่พยายามหาคนรับฉันไปเลี้ยงสักคน ฉันไม่ได้ดุขนาดนั้นนะ ฉันแค่มีหน้าตาโหดเกินไปนิดหน่อย ลองคิดดูสิ! แมวหน้าตาน่ากลัวกับคนทั่วไปมันจะน่ารักตรงไหน? ตอนนั้น ฉันจำได้ว่าเคยคิดในใจว่า “ทำไมฉันถึงต้องมาอยู่ที่นี่?” ทุกครั้งที่มีคนเดินเข้ามาในร้าน ฉันจะมองเขาอย่างหวังว่าเขาจะเห็นฉันและรับฉันไป แต่ไม่เคยมีใครหันมาสนใจฉันเลย ทุกวันฉันก็แค่ยืนอยู่ในกรง รอเวลาที่จะมีใครสักคนมองเห็นฉันที่ไม่ใช่แค่ในฐานะแมวที่หน้าตาดุ แต่เป็นสัตว์เลี้ยงที่สามารถมอบความรักให้กับใครสักคนได้ วันหนึ่ง มิ้นท์พามะปรางมาที่ร้านขายสัตว์เลี้ยง

  • ข้างห้องคือคนข้างใจ   ตอนพิเศษ 2 วันธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

    เช้าวันทำงานที่มะปรางคิดว่าจะเป็นวันธรรมดา กลับกลายเป็นวันที่วุ่นวายมากที่สุดในสัปดาห์ เพราะหลังจากที่มะปรางตัดสินใจบอกมิ้นท์เกี่ยวกับข่าวดีที่เธอและภีมได้ตัดสินใจคบกันเป็นแฟนแล้ว ก็เป็นวันที่ทุกคนแซวจนเธอแทบจะไม่รู้จะตอบยังไง เมื่อมิ้นท์เดินเข้ามาหามะปรางที่โต๊ะทำงานในช่วงพักเที่ยง มะปรางก็ไม่รอช้าที่จะบอกข่าวดี “มิ้นท์... ฉันมีเรื่องจะบอก” มะปรางพูดเสียงเบา ๆ แต่ก็รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย มิ้นท์มองมาที่เธออย่างสงสัย “อะไรเหรอ? ทำไมหน้าตาดูตื่นเต้นขนาดนั้น?” มะปรางยิ้มเขิน ๆ ก่อนจะตอบออกไป “ภีม... เราเป็นแฟนกันแล้วค่ะ” มิ้นท์ตาโตและอ้าปากค้าง “จริงเหรอ?! โอ้ยยย ในที่สุดก็ได้คบกันแล้วนะ! ฉันรู้แล้วล่ะว่าภีมต้องเป็นคนพิเศษของเธอแน่ ๆ!” มิ้นท์พูดเสียงดังจนคนในออฟฟิศหันมามอง มะปรางรีบก้มหน้าหลบสายตา ไม่รู้จะทำยังไงดี “มิ้นท์... ดังไปนะ ทุกคนได้ยินหมดแล้ว” เธอพูดเสียงต่ำ แต่ไม่สามารถปิดรอยยิ้มได้เลย มิ้นท์หัวเราะขำ ๆ “โอ๊ยยย ขอโทษนะ ขอโทษจริง ๆ แต่นี่มันข่าวดีนี่นา!” แล้วก็ยิ้มแหย ๆ “บอกมาเร็ว ๆ สิ ยั

  • ข้างห้องคือคนข้างใจ   ตอนพิเศษ 1 วันแรกที่พวกเขาเริ่มต้นใหม่

    เช้าวันใหม่ในช่วงต้นฤดูหนาว ภายในคอนโดของมะปราง ทุกอย่างเงียบสงบและอบอุ่น ราวกับว่าโลกภายนอกนั้นไม่มีความวุ่นวายที่สามารถเข้ามากวนใจได้ วันนี้มะปรางตื่นขึ้นมาช้ากว่าปกติเล็กน้อย แต่ความรู้สึกของเธอไม่เคยเบาหรือสับสนเหมือนเมื่อก่อน ทุกอย่างในชีวิตตอนนี้มันชัดเจนขึ้น และในความเงียบของเช้านี้ เธอได้เห็นภาพชีวิตที่เต็มไปด้วยความหวังและการเริ่มต้นใหม่ มะปรางลุกจากเตียงและเดินไปที่ระเบียงห้อง ก้มมองไปยังท้องฟ้าที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสีเป็นสีส้มอบอุ่นจากแสงแรกของวัน เธอได้ยินเสียงในใจที่บอกว่า ทุกอย่างมันจะดีขึ้น นับจากวันนี้เป็นต้นไป วันนี้ไม่เหมือนทุกวันก่อนหน้านี้ มันเป็นวันที่มะปรางและภีมจะเริ่มต้นชีวิตร่วมกันอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ในแง่ของความรู้สึกหรือการที่ทั้งสองอยู่ในสถานะที่ดีขึ้น แต่เป็นการที่พวกเขาจะเริ่มทำกิจวัตรประจำวันร่วมกัน เหมือนคู่รักที่ได้เริ่มต้นชีวิตคู่ “ภีมคะ” มะปรางพูดเบา ๆ ขณะเปิดประตูระเบียงให้ลมเย็นจากนอกบ้านพัดเข้ามา ภีมที่กำลังยืนรอดื่มกาแฟอยู่ตรงมุมห้องหันมามองเธอแล้วยิ้มให้ “อรุณสวัสดิ์ครับ วันนี้มีแผนอะไรหรือเปล่า?”

  • ข้างห้องคือคนข้างใจ   บทที่ 39 ความรักของสองเรา

    หลังจากวันทำขนมกับคุณแม่ภีม วันนี้มะปรางตื่นขึ้นมาและรู้สึกถึงความอบอุ่นในใจ แม้จะเป็นแค่การทำขนมธรรมดา ๆ แต่การได้ใช้เวลากับคุณแม่ของภีมทำให้เธอรู้สึกถึงการยอมรับและความใกล้ชิดที่มากขึ้น วันนี้ภีมมาที่ห้องมะปรางพร้อมกาแฟและขนมที่ทำเอง ทั้งสองเริ่มทำกิจกรรมร่วมกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภีมที่เคยทำตัวห่างเหินเริ่มเปิดเผยความรู้สึกมากขึ้นผ่านการกระทำ และมะปรางก็เริ่มรู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขามากขึ้น “ภีมวันนี้ทำขนมมาให้หรอ?” มะปรางถามยิ้ม ๆ ขณะภีมยืนอยู่หน้าประตูห้อง พร้อมกับถุงขนมที่เขาทำเอง ภีมยิ้มอย่างเขิน ๆ แล้วตอบว่า “ก็แค่ขนมง่าย ๆ น่ะครับ อยากให้ลองชิมดู” เขายื่นถุงขนมให้มะปรางอย่างระมัดระวัง มะปรางรับขนมจากเขาและเปิดถุงขึ้น ดูเหมือนจะเป็นขนมที่เขาทำด้วยใจจริง ๆ แม้จะเป็นแค่ขนมง่าย ๆ แต่การที่ภีมทำมันให้เธอแบบนี้ก็ทำให้เธอรู้สึกพิเศษมาก “ดูแล้วก็น่ากินนะคะ ขอบคุณค่ะภีม” มะปรางยิ้มให้ภีม ขนมนี้อาจจะเรียบง่าย แต่มันทำให้เธอรู้สึกถึงความใส่ใจที่ภีมมอบให้ โมจิที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็เริ่มสนใจขนมทันที มันเดินไป

  • ข้างห้องคือคนข้างใจ   บทที่ 38 นึกว่าจะได้อาหารของภีม

    เช้าวันหนึ่ง บรรยากาศที่แสนจะอบอุ่นและคุ้นเคยกลับทำให้มะปรางรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเขินเล็กน้อย เพราะเมื่อคืนนี้เธอได้บ่นกับภีมว่า ถ้าเขามีโอกาสก็อยากจะลองทำอาหารมื้อเช้าให้เธอบ้าง มะปรางนึกถึงช่วงเวลาที่อยู่ในคอนโดนี้ในตอนแรกๆ ภีมมักจะทำอาหารเช้าหรือขนมปังมาให้เธอทานบ่อยๆ ทุกเช้า โดยเฉพาะในวันที่เธอรู้สึกเหนื่อยจากการทำงาน แต่ตอนนี้ภีมต้องรีบไปเปิดร้านทำให้หยุดส่งอาหารเช้าหรือขนมปังให้เธอมาหลายวันแล้ว มะปรางรู้สึกดีใจที่วันนี้จะได้กลับไปเป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นแบบนั้นอีกครั้ง เพราะทุกครั้งที่ภีมทำอาหารให้เธอ เธอจะรู้สึกถึงความอบอุ่นในใจทุกครั้ง มะปรางนั่งที่เตียงแล้วหันไปมองหน้าต่างที่ยังคงมีแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ส่องเข้ามา สายลมเย็นพัดผ่านจากระเบียงห้อง ทำให้เธอรู้สึกสดชื่นขึ้นอีกนิด "วันนี้ภีมจะทำอาหารให้แน่ ๆ!" มะปรางคิดในใจขณะเดินไปที่ระเบียงเพื่อรอเขาเหมือนทุกเช้า มันเป็นเช้าวันหยุดที่ทุกอย่างควรจะเป็นไปตามปกติ แต่ในวันนี้มีบางอย่างที่ทำให้เธอตื่นเต้นเป็นพิเศษ เมื่อมาถึงระเบียง ภีมยืนอยู่ที่เดิมและยิ้มให

  • ข้างห้องคือคนข้างใจ   บทที่ 14 ทำงานด้วยกัน (1)

    เช้าวันถัดจากทริปเล็ก ๆ ฉันตื่นก่อนนาฬิกาอีกครั้ง เหมือนร่างกายจำสัญญาเงียบ ๆ ระหว่างฉันกับเช้าว่าเราจะเริ่มวันด้วยความอุ่น ไม่ใช่ความรีบ ฉันชงดริปด้วยเมล็ด “ทุ่งหญ้ารุ่นพิเศษ ทริปเล็ก ๆ” ที่ภีมยื่นให้เมื่อคืนก่อน กลิ่นดอกไม้จาง ๆ ลอยขึ้น ปลายรสหวานเหมือนเสียงหัวเราะที่ยังค้างอย

  • ข้างห้องคือคนข้างใจ   บทที่ 12 บทสนทนาบนดาดฟ้า (1)

    คืนนั้นฉันเลิกงานช้ากว่าปกติ แสงไฟในออฟฟิศเหลือเพียงดวงจากโต๊ะเวรยามกับสัญญาณไฟเร้าเตอร์ที่กะพริบ ถ้าปกติฉันคงแวะ “ที่เดิม” ซื้อชาเย็นหรือดริปเย็นติดมือขึ้นห้อง แต่วันนี้ไม่อยากพบใครหน้าไหนเลย แม้แต่รอยยิ้มทักทายแบบไม่ต้องใช้คำพูดของภีมก็ยังไม่กล้ามองตรง ๆ กลัวว่าพอเขายิ้ม ฉันจะ

  • ข้างห้องคือคนข้างใจ   บทที่ 11 เข้าใจผิดที่เจ็บกว่าเดิม (1)

    เหนื่อย นี้เป็นคำคำเดียวที่ฉันจะนึกออกตอนนี้ ฉันพยายามแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จ ฉันเจอนทีบ่อยขึ้นเนื่องจากเรื่องงานที่ต้องนำเสนอและเขาก็เหมือนจะพยายามเข้าหาฉันโดยใช้ข้ออ้างเรื่องการแก้งานอยู่ตลอด จนฉันไม่มีเวลาที่จะปรับอารมณ์ให้คงที่ วันนี้ฉันกลับถึงชั้น 18 ดึกกว่าป

  • ข้างห้องคือคนข้างใจ   บทที่ 10 เสียงจากอดีต (2)

    ตอนเขาเลี้ยวรถเข็นออกไป ฉันอยากจะเรียก แต่คำก็เหมือนติดอยู่ตรงคอ ฉันส่งข้อความไปแทน “ขอบคุณมากสำหรับวันนี้” ตามด้วย “เย็นนี้ฉันล้างแก้วให้ส่งลงไปเลยไหม” เขาตอบ “ไม่เป็นไรครับ พรุ่งนี้เช้าก็ได้” แล้วเว้นหนึ่งบรรทัด “คุณโอเคนะ” แค่สี่คำ ทำให้ฉันกัดริมฝีปากเบา

더보기
좋은 소설을 무료로 찾아 읽어보세요
GoodNovel 앱에서 수많은 인기 소설을 무료로 즐기세요! 마음에 드는 작품을 다운로드하고, 언제 어디서나 편하게 읽을 수 있습니다
앱에서 작품을 무료로 읽어보세요
앱에서 읽으려면 QR 코드를 스캔하세요.
DMCA.com Protection Status