LOGINเช้าวันอาทิตย์มีแดดอุ่นแบบไม่ร้อนเกินไป ลมจากระเบียงพัดม่านบางให้ไหว ปลายผ้านิ่ม ๆ ลูบโต๊ะโอ๊คใหม่เบา ๆ ราวกับทักทาย ฉันตื่นช้ากว่าเมื่อวานเล็กน้อย แต่ความคึกคักในใจกลับมากกว่าเดิม ตั้งใจว่าจะออกไปซื้อของเข้าห้องเสียที หลังจากย้ายมาแล้วกินมาม่ากับผลไม้วนไปวนมามากเกินจำเป็น
โมจิยืดตัวเป็นรูปตัวแอลบนโซฟา พอฉันลุกก็โบกหางหนึ่งทีเหมือนเซ็นอนุมัติการออกปฏิบัติการ “ภารกิจจ่ายตลาด” ฉันหยิบถุงผ้าหนา ๆ สองใบ ตรวจเงิน บัตรสมาชิกซูเปอร์ (ที่จริงจำไม่ได้ว่าเคยสมัครไหม) และขวดสเปรย์แอลกอฮอล์นิสัยที่ติดมาจากยุคต้องพกไว้ตลอดเวลา
“เดี๋ยวกลับมานะ” ฉันบอกโมจิ มันหาวหวอด ไม่สนใจอะไรนอกจากการกลับไปนอนท่าขนมปังโรล
คอมมูนิตี้มอลล์ข้างคอนโดอยู่ห่างไปไม่กี่ร้อยเมตร เดินสบาย ๆ ได้ เหนือทางเดินมีเงาใบไม้ทอดทับ ลมยกกลิ่นขนมปังจากร้านเบเกอรี่ขึ้นมาให้อยากเปลี่ยนใจไปกินอย่างอื่นก่อนจะถึงซูเปอร์ ฉันเตือนตัวเองว่า “ตั้งใจมาซื้อของนะมะปราง อย่าเพิ่งโดนขนมปังกวักมือเรียก”
ถึงหน้าประตูซูเปอร์มาร์เก็ต ฉันเข็นรถเข็นใบเล็กออกจากแถว รปภ.ทักทายยิ้ม ๆ ฉันยิ้มตอบแบบคนพยายามเป็นลูกค้าดีเด่น แล้วกำลังจะก้าวเข้าไป ก็ได้ยินเสียงคุ้น ๆ พร้อมเงาเตี้ยขนฟูพุ่งเข้าด้านข้าง
“บู้!” เสียงสั้น ๆ ของโกลเด้นรีทรีฟเวอร์
“โตโตะ!” ฉันเผลอร้องชื่อออกมาด้วยความดีใจ ก่อนที่เจ้าตัวจะวิ่งขาตัน ๆ มาหยุดตรงหน้า แล้วโดยแรงปรารถนาอันแรงกล้าที่อยาก “ร่วมภารกิจ” มันกระโดดพรวดขึ้นพยายามจะปีนเข้ารถเข็นที่ฉันจับอยู่! ขาหลังปักพื้น ขาหน้าคล้องขอบรถเข็น ตัวโย้ไปโย้มาราวกับนักยิมนาสติกท่าพลิกตู้แช่
“เฮ้ย ๆ ๆ ไม่ได้ ๆ” ฉันหัวเราะจนแทบจะเป็นเสียงหวีด รีบประคองขอบรถเข็นไว้ไม่ให้หงาย
ตามหลังมาห่างนิดเดียวคือภีม ในเสื้อยืดสีเทากับกางเกงผ้าดิบพับปลาย เรียบง่ายเหมือนเคย เขาจับสายจูงยาวไว้ในมือแล้วพูดด้วยเสียงทุ้มใจเย็น “โตโตะ ลงครับ นั่นรถของคุณมะปราง ไม่ใช่รถบริการสัตว์เลี้ยง”
รปภ.หน้าซูเปอร์หัวเราะพลางยกป้ายเล็ก ๆ ขึ้นให้ดู “สุนัขเข้าซูเปอร์ได้ถ้าอยู่ในเป้อุ้ม หรือในรถเข็นสัตว์เลี้ยงนะครับ” เขาชี้ไปมุมหนึ่ง มีรถเข็นแบบตะกร้าตาข่ายสำหรับสัตว์เลี้ยงจอดอยู่สองใบ
ภีมยิ้ม ยิ้มแบบ “ครับผม” แล้วหันมาถามฉัน “จะรอผมเอารถสัตว์เลี้ยงมาก่อนไหมครับ หรือคุณเข้าไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวผมตาม”
ฉันมองโตโตะที่ทำตาแวววาวเหมือนเด็กอยากไปสวนสนุก “ไม่รีบค่ะ รอด้วยกัน” ฉันตอบง่าย ๆ กว่าที่ตั้งใจ
ไม่นาน ภีมก็เข็นรถสัตว์เลี้ยงแบบมีฝาครอบตาข่ายมา โตโตะกระโดดเข้าไปเองอย่างภูมิใจ หางส่ายควงสว่าน “พร้อมครับ!” สีหน้าของมันบอกชัด
เราสองคนจึงเข็นรถเข้าสู่สนามรบ…เอ๊ย เขตสินค้าสด อากาศข้างในเย็นสบาย คนไม่พลุกพล่านมากเพราะยังสายอยู่เล็กน้อย แสงไฟเหนือผักผลไม้ทำให้ทุกอย่างดูสดใสขึ้นทันควัน ฉันหยิบตะกร้าแยกไว้ในรถเข็นของตัวเอง และเริ่มต้นด้วยโซนผัก ซึ่งตามปกติ ฉันจะหยิบอะไรก็ได้ที่ “ดูเป็นผักและไม่เหี่ยว” แค่นั้น
“จะทำเมนูอะไรดีครับ” ภีมถามเหมือนกัปตันทีมที่เริ่มวางแผน
“เอ่อ…ความจริงฉันยังไม่มีแผนเลยค่ะ” ฉันสารภาพตามตรง “ฉันถนัดเมนูไข่กับข้าวต้มสำเร็จรูปมากกว่า”
ภีมหัวเราะในลำคอ “งั้นเริ่มจากเมนูง่าย ๆ ก่อนดีไหมครับ อย่าง ‘ไข่คนหอมเนยกับผักโขม’ หรือ ‘ข้าวผัดกระเทียมเนย’ อะไรแบบนี้ วัตถุดิบน้อย แต่กินแล้วรู้สึกว่าชีวิตมีระดับขึ้นหนึ่งนิด”
“โอ้โห ฟังแล้วอยากเป็นคนมีระเบียบเลยค่ะ” ฉันยิ้ม “สอนด้วยนะคะ”
“ได้ครับ” เขาตอบเหมือนเรื่องเล็กกว่าหยิบแอปเปิลหนึ่งลูก
ระหว่างคุยกัน เขาเดินไปหยิบผักโขมสด ขยับใบดูใต้ท้องใบ แล้วสอน “ให้ดูว่าก้านยังกรอบ ใบไม่ช้ำ ไม่มีน้ำค้างค้างเยอะ ถ้ามีหยดน้ำก็ควรเป็นหยดเล็ก ๆ ไม่เหนียว” ฉันทำตาโต “รอบรู้เรื่องผักมาก” เขายักคิ้วน้อย ๆ “เป็นบาริสต้าแต่ก็ต้องกินข้าวครับ”
ฉันหยิบมะเขือเทศราชินีหนึ่งถุง เขาหยิบแตงกวาญี่ปุ่นยาวสองผล กระเทียมกลีบใหญ่หนึ่งหัว และหัวหอมสีทองใบเกลี้ยง ๆ ขณะที่ฉันเอื้อมไปหยิบเห็ดแชมปิญอง เขาส่งสัญญาณมือบอก “ใช่เลย” แล้วหยิบเพิ่มอีกถุงเล็ก “เผื่อทำซุปใสเร็ว ๆ ได้”
โตโตะในรถตาข่ายเงยหน้าสังเกตการณ์ทุกการหยิบทิ้งของเรา สายตาระยิบระยับเหมือนผู้บริหารตรวจคลังสินค้า ฉันหยิบผักชีให้มันดมเล่น (ถึงไม่กิน) มันทำหน้าบึ้งนิด ๆ เหมือนจะบอกว่า “ไร้กลิ่นเนื้อสัตว์ ไม่อนุมัติ”
ขยับไปโซนผลไม้ ฉันหยิบกล้วยหอมหนึ่งหวี แอปเปิลสองลูก ภีมหยิบส้มลูกเล็ก “เอาไว้ทำน้ำส้มสดตอนเช้า” เขาว่า แล้วสาธิตการเช็กความฉ่ำโดยการกดเบา ๆ ตรงก้นลูก ฉันพยักหน้ารัว ๆ เหมือนนักเรียนจำทฤษฎีใหม่ได้
ผ่านไปสักพัก เราขยับสู่โซนเนื้อสัตว์ ฉันมองถาดอกไก่สีชมพูอ่อน ๆ แล้วชั่งใจ ภีมชี้ “ถ้าอยากทำข้าวผัดง่าย ๆ หรือสลัด แนะนำอกไก่ชิ้นเล็ก ๆ เอาไปลวกแล้วฉีกได้ หรือถ้าใช้กระทะเดียว อกไก่หั่นเต๋าเล็ก ๆ จะสุกไว” ฉันหยิบตามคำแนะนำ แล้วหันไปเห็นมือเขาถืออกไก่อีกสองถาด “ของร้านครับ ทำแซนด์วิชไก่ย่างพรุ่งนี้เช้า” เขาบอกเรียบ ๆ
เราพากันเลี้ยวไปโซนเส้นพาสต้า ภีมหยิบสปาเก็ตตีเส้นเล็กหนึ่งห่อ หันมาบอก “วันไหนขี้เกียจ ลองทำ aglio e olio ได้ แค่กระเทียม พริกแห้ง น้ำมันมะกอก เกลือกับพาสลีย์ ถ้าไม่มีพาสลีย์ก็ไม่ต้อง” เขาหยิบพริกแห้งห่อเล็กตามมาวางในตะกร้า “บ้านคุณมีหม้อกับกระทะใบใหญ่ไหม”
“มีใบกลาง ๆ ค่ะ” ฉันทำหน้าสารภาพ “และไม้พายหนึ่งอันที่ไม่แน่ใจว่าต้องเปลี่ยนใหม่หรือยัง”
“โอเค ใบกลางก็ได้ แต่เวลาต้มเส้น อย่าลืมใส่เกลือในน้ำ ให้รสเข้าไปที่เส้นเลย” เสียงเขาเป็นครูสอนทำกับข้าวที่ใจเย็นมาก ฉันเผลอคิดว่าบางทีภีมน่าจะทำคลาส “อยู่บ้านอย่างไรให้อร่อย” ออนไลน์ได้เลย
เราถกเถียงอย่างขำ ๆ เรื่อง “เนยชนิดไหนดี” ฉันยืนมองตู้แช่เนยนานอยู่หน้าสามแบรนด์ เห็นแต่คำว่าออร์แกนิก เค็มจาง ๆ และยูโรเปียนสไตล์ ก่อนตัดสินใจเลือกตามรอยเขา “ตัวนี้ครับ กลิ่นหอมพอดี ราคาสบายใจ” นอกจากนี้เขายังหยิบนมสดหนึ่งกล่อง “นิดหน่อยสำหรับไข่คน ใส่แล้วเนื้อเนียนขึ้น” และชีสพาเมซานก้อนเล็ก “เผื่อโรยหน้าเวลาอยากหรู”
เราเดินคุยไปหัวเราะไป จังหวะหนึ่งขณะเลี้ยวเข้าโซนไอศกรีม พื้นตรงหน้าตู้แช่เปียกมีใครสักคนคงทำถังน้ำแข็งหก ฉันก้าวพรวดเกือบลื่น โชคดีที่มือข้างขวาของภีมคว้าแขนฉันทัน “ระวังครับ” เขาพูดเรียบ ๆ แต่แน่นพอจะส่งความมั่นคงมาให้หัวใจ ฉันยิ้มแบบหน้าร้อนขึ้นมาสององศา “ขอบคุณค่ะ พื้นซูเปอร์นี่เหมือนสนามแข่งสเก็ตได้เป็นบางวันนะ”
“ครับ” เขาปรายตาไปเห็นพนักงานกำลังถือป้าย “พื้นเปียก” มา “เดี๋ยวเขาตั้งป้าย”
พอหายตกใจดีแล้ว เราก็เดินต่อไปยังโซนของใช้ในบ้าน
แผนที่ฉันวางไว้ตั้งแต่ต้นว่าต้องแวะ “หนึ่ง…สอง…สาม…” ฉันนับเสียงเบาจากใจตั้งแต่เห็นชั้นวางกล่องแก้วและผ้าปูโต๊ะสีเอิร์ธโทน เบรกตัวเองไม่ให้หยิบทุกอย่างที่น่ารักแต่ไม่จำเป็น และแล้วสายตาก็หยุดที่…ที่รองแก้ว ไม้กลมลายหน้าหมา–แมว วางคู่กันในแพ็กเดียว แผ่นหนึ่งเป็นหมา อีกแผ่นเป็นแมวขนฟู ดวงตากล่องโตเหมือนกำลังบอกว่า “ซื้อเราไปสิ” ฉันยืนขำอยู่คนเดียวสักอึดใจแล้วหยิบขึ้นมาดู เนื้อไม้เรียบดี ไม่มีเสี้ยน ป้ายบอกราคาติดคำว่า “ลด 15%”
“น่ารัก” เสียงภีมดังมาข้าง ๆ เขายืนดูด้วยเหมือนกัน สายตาไม่รีรอ “เหมาะกับระเบียงชั้น 18” ที่เขาพูดมีน้ำเสียงเรียบง่ายจนฉันต้องวางของลงแล้วแสร้งทำเป็นมองอย่างอื่น “เออ…น่ารัก แต่เดี๋ยวค่อยว่ากัน” (สาเหตุหนึ่งคือฉันเริ่มชั่งใจกับจำนวนของในรถเข็นตัวเอง)
เราเข็นรถต่อไปโซนเบเกอรี่ มีพนักงานกำลังตัดขนมปังใหม่กลิ่นหอมฟุ้ง แจกชิมชิ้นเล็ก ๆ โตโตะในตะกร้าเริ่มส่งสัญญาณสายตา “ผมก็อยากชิมครับ” ฉันหัวเราะแล้วก้มบอก “ขอโทษนะคุณพนักงาน แต่ลูกค้าสี่ขาไม่ได้รับบริการชิม” ภีมยื่นขนมสุนัขเม็ดเล็กให้แทน “อันนี้ของคุณ”
เราจัดการเรื่องเครื่องดื่มอีกเล็กน้อย ฉันหยิบชาดอกไม้หนึ่งกล่อง ภีมหยิบเมล็ดกาแฟแพ็กเล็กสองชนิด “อันนี้ของร้าน ส่วนอันนี้…ของคุณ ลองทำดริปแบบง่าย ๆ ดูไหม เดี๋ยวผมเขียนโน้ตให้” ฉันอ้าปากค้างนิด ๆ “จริงเหรอคะ” เขาพยักหน้า “ครับ ขี้เกียจลงร้านบ้าง ก็ชงเองได้”
ระหว่างเดินเล่นผ่านโซนของกระจุกกระจิก ฉันแวะดูชั้นเทียนหอมสีอ่อน กลิ่นซิตรัสผสมดอกไม้ ฉันยกขึ้นดมแล้ววาง แล้วหยิบขึ้นมาอีก เอาวางอีกครั้ง เพราะคิดถึงงบประมาณเล็ก ๆ ของเดือนนี้ ภีมทำเป็นไม่ได้สังเกตหรืออาจแกล้งไม่สังเกต แต่ฉันรู้สึกว่าเขา “รับรู้” อยู่เงียบ ๆ
“เธอออออ!” เสียงแหลมคุ้นมาแต่ไกล ฉันหันไป มิ้นท์ยืนอยู่ท้ายแถวรถเข็นอีกคัน ผมรวบสูง เสื้อยืดสีเขียวมิ้นท์สมชื่อ รถเข็นของเธอเต็มไปด้วยทิชชู่ยกแพ็ก ผักสลัด และน้ำดื่มสองลัง “โธ่โว้ยยยยย อะไรกันเนี่ย! วันอาทิตย์ของโลกนี้น่ารักไปหรือเปล่า คู่นี้มาเดินซูเปอร์พร้อมกัน!”
ฉันหัวเราะอย่างช่วยไม่ได้ “บังเอิญจริง ๆ ย่ะ”
ภีมยกมือไหว้อย่างสุภาพ “สวัสดีครับคุณมิ้นท์”
มิ้นท์หรี่ตาแล้วหัวเราะ “สวัสดีค่ะคุณภีม…และคุณพนักงานโตโตะ” โตโตะเห่า “บู้” หนึ่งทีเหมือนรับคำทักทาย เธอก้มไปส่งยิ้ม ก่อนเงยหน้ามามองฉันอีก “เพื่อนบ้านหรือแฟนบ้านกันแน่คะวันนี้” เธอกระซิบดังจนทั้งแผงเครื่องถ้วยชามรู้หมด
“มิ้นท์!” ฉันถองศอกใส่เพื่อนเบา ๆ ภีมทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้เก่งมาก เหมือนมีโล่ใสป้องกันคำแซว
“โอเค ๆ ไม่กวนละ ฉันไปหยิบโยเกิร์ตก่อน เดี๋ยวไว้เจอกันตรงแคชเชียร์นะจ๊ะ” เธอทำท่าเดินแบบนางเอกคอมเมดี้ไปอีกทาง ปล่อยให้ฉันยืนอมยิ้ม
เดินต่ออีกหน่อย เราแวะโซนเครื่องครัว ฉันมองกระทะเคลือบใหม่ ๆ แล้วลูบคางอย่างคนคิดจริงจัง ภีมถาม “ที่ห้องมีกระทะดีไหมครับ”
“มีอันนึงค่ะ แต่เริ่มลอกแล้ว” ฉันตอบ
เขาหัวเราะเบา ๆ “งั้นเลือกใบที่ไม่หนักเกินกับมือคุณ จับดูให้ถนัด ถ้าอยากทอดไข่ไม่ติด เลือกเคลือบดีหน่อย” เขาหยิบใบหนึ่งส่งมาให้ “ลองถือดู” น้ำหนักกำลังดี ฉันลองง้างไม้พายลม ๆ เล่น “โอเคเลย”
โตโตะนั่งอยู่บนพรมหนานุ่มในมุมห้องที่อบอุ่นของภีม มันชอบที่นี่ที่ไม่เคยมีอะไรยุ่งยาก หรือวุ่นวาย แต่กลับเต็มไปด้วยความสงบและความสุขที่ไม่อาจอธิบายได้ มันรู้สึกว่าเวลาที่ได้อยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะยืน หรือนั่งอยู่ตรงไหน มันก็คือบ้านที่อบอุ่นที่สุด วันนี้ก็เหมือนทุกวัน ภีมกลับบ้านตอนเย็น เขาเดินเข้ามาด้วยท่าทางเหนื่อยล้าจากการทำงานเป็นเจ้าของร้านกาแฟที่ชื่อร้านผมฟังแล้วมันก็แปลก ภีมตั้งชื่อร้านว่า ร้านที่เดิม เหมือนจะรู้ว่ามะปรางรอเขาอยู่ ภีมมักจะทำกาแฟให้มะปรางทุกครั้งที่กลับมาจากทำงาน แม้เขาจะไม่ได้พูดออกมาโดยตรง แต่โตโตะเห็นในท่าทางของเขา ภีมอยากให้มะปรางรู้สึกดี รู้สึกผ่อนคลาย และอบอุ่น โตโตะกระดิกหางไปมา มองไปที่ภีมที่ทำกาแฟให้มะปรางที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะกาแฟ หญิงสาวที่ดูนุ่มนวลและใจดี เขามักจะเห็นภีมมองมะปรางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน แม้จะเงียบ ไม่พูดอะไรออกมา แต่โตโตะรู้ดีว่าแววตาของภีมเต็มไปด้วยความรักและห่วงใยในทุกการกระทำ ผมมักจะชอบอยู่ข้าง ๆ มะปรางในทุกวัน ตอนที่เธอนั่งอยู่ตรงโซฟา ก้มหน้าก้มตาทำอะไรไปบ้าง โตโตะแอบยิ้มให้ตัวเองท
ฉันคือโมจิ แมวที่หน้าตาดุร้ายที่สุดในร้านขายสัตว์เลี้ยง และเชื่อเถอะว่าเมื่อก่อนฉันไม่คิดเลยว่าจะมีชีวิตที่ดีแบบนี้ ย้อนกลับไปตอนนั้น...ตอนที่ยังไม่รู้จักมะปรางเลย ตอนนั้นแหละที่ฉันรู้สึกถึงความโหดร้ายที่สุดในชีวิต แม้ว่าฉันจะเป็นแมวที่มีขนฟูเหมือนกับแมวธรรมดาทั่วไป แต่ว่าฉันกลับมีหน้าตาแปลก ๆ ที่ทำให้ทุกคนในร้านไม่อยากจะรับฉันไปเลี้ยงสักคน บางทีฉันก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแมวที่ไม่มีใครรัก ฉันไม่เคยเข้าใจว่าทำไมเจ้าของร้านถึงไม่พยายามหาคนรับฉันไปเลี้ยงสักคน ฉันไม่ได้ดุขนาดนั้นนะ ฉันแค่มีหน้าตาโหดเกินไปนิดหน่อย ลองคิดดูสิ! แมวหน้าตาน่ากลัวกับคนทั่วไปมันจะน่ารักตรงไหน? ตอนนั้น ฉันจำได้ว่าเคยคิดในใจว่า “ทำไมฉันถึงต้องมาอยู่ที่นี่?” ทุกครั้งที่มีคนเดินเข้ามาในร้าน ฉันจะมองเขาอย่างหวังว่าเขาจะเห็นฉันและรับฉันไป แต่ไม่เคยมีใครหันมาสนใจฉันเลย ทุกวันฉันก็แค่ยืนอยู่ในกรง รอเวลาที่จะมีใครสักคนมองเห็นฉันที่ไม่ใช่แค่ในฐานะแมวที่หน้าตาดุ แต่เป็นสัตว์เลี้ยงที่สามารถมอบความรักให้กับใครสักคนได้ วันหนึ่ง มิ้นท์พามะปรางมาที่ร้านขายสัตว์เลี้ยง
เช้าวันทำงานที่มะปรางคิดว่าจะเป็นวันธรรมดา กลับกลายเป็นวันที่วุ่นวายมากที่สุดในสัปดาห์ เพราะหลังจากที่มะปรางตัดสินใจบอกมิ้นท์เกี่ยวกับข่าวดีที่เธอและภีมได้ตัดสินใจคบกันเป็นแฟนแล้ว ก็เป็นวันที่ทุกคนแซวจนเธอแทบจะไม่รู้จะตอบยังไง เมื่อมิ้นท์เดินเข้ามาหามะปรางที่โต๊ะทำงานในช่วงพักเที่ยง มะปรางก็ไม่รอช้าที่จะบอกข่าวดี “มิ้นท์... ฉันมีเรื่องจะบอก” มะปรางพูดเสียงเบา ๆ แต่ก็รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย มิ้นท์มองมาที่เธออย่างสงสัย “อะไรเหรอ? ทำไมหน้าตาดูตื่นเต้นขนาดนั้น?” มะปรางยิ้มเขิน ๆ ก่อนจะตอบออกไป “ภีม... เราเป็นแฟนกันแล้วค่ะ” มิ้นท์ตาโตและอ้าปากค้าง “จริงเหรอ?! โอ้ยยย ในที่สุดก็ได้คบกันแล้วนะ! ฉันรู้แล้วล่ะว่าภีมต้องเป็นคนพิเศษของเธอแน่ ๆ!” มิ้นท์พูดเสียงดังจนคนในออฟฟิศหันมามอง มะปรางรีบก้มหน้าหลบสายตา ไม่รู้จะทำยังไงดี “มิ้นท์... ดังไปนะ ทุกคนได้ยินหมดแล้ว” เธอพูดเสียงต่ำ แต่ไม่สามารถปิดรอยยิ้มได้เลย มิ้นท์หัวเราะขำ ๆ “โอ๊ยยย ขอโทษนะ ขอโทษจริง ๆ แต่นี่มันข่าวดีนี่นา!” แล้วก็ยิ้มแหย ๆ “บอกมาเร็ว ๆ สิ ยั
เช้าวันใหม่ในช่วงต้นฤดูหนาว ภายในคอนโดของมะปราง ทุกอย่างเงียบสงบและอบอุ่น ราวกับว่าโลกภายนอกนั้นไม่มีความวุ่นวายที่สามารถเข้ามากวนใจได้ วันนี้มะปรางตื่นขึ้นมาช้ากว่าปกติเล็กน้อย แต่ความรู้สึกของเธอไม่เคยเบาหรือสับสนเหมือนเมื่อก่อน ทุกอย่างในชีวิตตอนนี้มันชัดเจนขึ้น และในความเงียบของเช้านี้ เธอได้เห็นภาพชีวิตที่เต็มไปด้วยความหวังและการเริ่มต้นใหม่ มะปรางลุกจากเตียงและเดินไปที่ระเบียงห้อง ก้มมองไปยังท้องฟ้าที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสีเป็นสีส้มอบอุ่นจากแสงแรกของวัน เธอได้ยินเสียงในใจที่บอกว่า ทุกอย่างมันจะดีขึ้น นับจากวันนี้เป็นต้นไป วันนี้ไม่เหมือนทุกวันก่อนหน้านี้ มันเป็นวันที่มะปรางและภีมจะเริ่มต้นชีวิตร่วมกันอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ในแง่ของความรู้สึกหรือการที่ทั้งสองอยู่ในสถานะที่ดีขึ้น แต่เป็นการที่พวกเขาจะเริ่มทำกิจวัตรประจำวันร่วมกัน เหมือนคู่รักที่ได้เริ่มต้นชีวิตคู่ “ภีมคะ” มะปรางพูดเบา ๆ ขณะเปิดประตูระเบียงให้ลมเย็นจากนอกบ้านพัดเข้ามา ภีมที่กำลังยืนรอดื่มกาแฟอยู่ตรงมุมห้องหันมามองเธอแล้วยิ้มให้ “อรุณสวัสดิ์ครับ วันนี้มีแผนอะไรหรือเปล่า?”
หลังจากวันทำขนมกับคุณแม่ภีม วันนี้มะปรางตื่นขึ้นมาและรู้สึกถึงความอบอุ่นในใจ แม้จะเป็นแค่การทำขนมธรรมดา ๆ แต่การได้ใช้เวลากับคุณแม่ของภีมทำให้เธอรู้สึกถึงการยอมรับและความใกล้ชิดที่มากขึ้น วันนี้ภีมมาที่ห้องมะปรางพร้อมกาแฟและขนมที่ทำเอง ทั้งสองเริ่มทำกิจกรรมร่วมกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภีมที่เคยทำตัวห่างเหินเริ่มเปิดเผยความรู้สึกมากขึ้นผ่านการกระทำ และมะปรางก็เริ่มรู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขามากขึ้น “ภีมวันนี้ทำขนมมาให้หรอ?” มะปรางถามยิ้ม ๆ ขณะภีมยืนอยู่หน้าประตูห้อง พร้อมกับถุงขนมที่เขาทำเอง ภีมยิ้มอย่างเขิน ๆ แล้วตอบว่า “ก็แค่ขนมง่าย ๆ น่ะครับ อยากให้ลองชิมดู” เขายื่นถุงขนมให้มะปรางอย่างระมัดระวัง มะปรางรับขนมจากเขาและเปิดถุงขึ้น ดูเหมือนจะเป็นขนมที่เขาทำด้วยใจจริง ๆ แม้จะเป็นแค่ขนมง่าย ๆ แต่การที่ภีมทำมันให้เธอแบบนี้ก็ทำให้เธอรู้สึกพิเศษมาก “ดูแล้วก็น่ากินนะคะ ขอบคุณค่ะภีม” มะปรางยิ้มให้ภีม ขนมนี้อาจจะเรียบง่าย แต่มันทำให้เธอรู้สึกถึงความใส่ใจที่ภีมมอบให้ โมจิที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็เริ่มสนใจขนมทันที มันเดินไป
เช้าวันหนึ่ง บรรยากาศที่แสนจะอบอุ่นและคุ้นเคยกลับทำให้มะปรางรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเขินเล็กน้อย เพราะเมื่อคืนนี้เธอได้บ่นกับภีมว่า ถ้าเขามีโอกาสก็อยากจะลองทำอาหารมื้อเช้าให้เธอบ้าง มะปรางนึกถึงช่วงเวลาที่อยู่ในคอนโดนี้ในตอนแรกๆ ภีมมักจะทำอาหารเช้าหรือขนมปังมาให้เธอทานบ่อยๆ ทุกเช้า โดยเฉพาะในวันที่เธอรู้สึกเหนื่อยจากการทำงาน แต่ตอนนี้ภีมต้องรีบไปเปิดร้านทำให้หยุดส่งอาหารเช้าหรือขนมปังให้เธอมาหลายวันแล้ว มะปรางรู้สึกดีใจที่วันนี้จะได้กลับไปเป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นแบบนั้นอีกครั้ง เพราะทุกครั้งที่ภีมทำอาหารให้เธอ เธอจะรู้สึกถึงความอบอุ่นในใจทุกครั้ง มะปรางนั่งที่เตียงแล้วหันไปมองหน้าต่างที่ยังคงมีแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ส่องเข้ามา สายลมเย็นพัดผ่านจากระเบียงห้อง ทำให้เธอรู้สึกสดชื่นขึ้นอีกนิด "วันนี้ภีมจะทำอาหารให้แน่ ๆ!" มะปรางคิดในใจขณะเดินไปที่ระเบียงเพื่อรอเขาเหมือนทุกเช้า มันเป็นเช้าวันหยุดที่ทุกอย่างควรจะเป็นไปตามปกติ แต่ในวันนี้มีบางอย่างที่ทำให้เธอตื่นเต้นเป็นพิเศษ เมื่อมาถึงระเบียง ภีมยืนอยู่ที่เดิมและยิ้มให







