Accueil / โรแมนติก / ข้างห้องคือคนข้างใจ / บทที่ 9 แสงไฟยามค่ำ (1)

Partager

บทที่ 9 แสงไฟยามค่ำ (1)

last update Date de publication: 2025-11-07 10:07:52

          หลัง “ภารกิจจ่ายตลาด” เมื่อวาน ฉันใช้เวลาทั้งบ่ายลองทำพาสต้าแบบที่ภีมเขียนโพสต์อิทให้

          กระเทียมซอยกับพริกแห้งครึ่งเม็ดถูกทอดเบา ๆ ในน้ำมันมะกอกจนหอม จากนั้นก็คลุกเส้นกับน้ำเส้นนิดหน่อย ง่ายกว่าที่คิดและอร่อยกว่าที่คาด

          พอตกค่ำฉันก็เก็บล้างอย่างใจเย็น วางที่รองแก้วลายแมว–หมาที่เขาแอบซื้อให้ไว้บนโต๊ะโอ๊คใหม่เป็นของตกแต่งถาวร เห็นทีไรก็ยิ้มทุกที เหมือนมันบอกอยู่เงียบ ๆ ว่า “ชั้น 18 มีสองบ้าน แต่กำลังกลายเป็นบ้านเดียวกันทีละนิด”

          โมจินอนเหยียดยาวอยู่บนพนักโซฟา แผ่นท้องสีครีมขึ้นลงตามลมหายใจช้า ๆ ฉันหมุนขวดแก้วดอกยิปโซให้เงาดอกไม้รับกับแสงนอกหน้าต่าง

          ฉันกำลังจะอาบน้ำพอเอื้อมมือจะไปปิดไฟตรงครัว ทันใดนั้นเสียง “พรึ่บ” ดังพร้อมความมืดโถมทับทั้งห้องจนชะงัก

          “เฮ้ย!” เสียงของฉันหลุดออกมาเบากว่าที่คิด ความมืดสนิททำให้ห้องกว้างกลายเป็นกล่องใบเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็นมุม ม่านที่ปลิวเมื่อครู่หยุดนิ่ง โมจิสะดุ้งเฮือก ตาเป็นลูกแก้วเรืองแสงวาบในเงามืด “เหมียวว!” มันร้องยาวสั่น ๆ ก่อนพุ่งลงจากพนักโซฟาไปซ่อนใต้โต๊ะ ฉันมองไม่เห็นแม้แต่ปลายเท้าตัวเอง เอื้อมมือควานมือถือบนโต๊ะ

          เสียงใจเต้นแรง

          พอจับได้ก็เปิดไฟฉายจากหน้าจอทันที

          ท้องฟ้าด้านนอกระเบียงเป็นเส้นสีส้มเส้นยาว แต่ภายในห้องไม่มีแม้แสงกะพริบของเครื่องไฟฟ้าใด ๆ

          ฉันสูดหายใจเพื่อเรียกสติ ความมืดเงียบลงด้วยเสียงเคาะประตูสองครั้งเบา ๆ “คุณโอเคไหมครับ”

          หัวใจฉันผ่อนคลายลงแบบไม่ต้องเห็นหน้า ฉันเดินไปเปิดประตูแสงจากไฟฉายเล็กในมือเขาส่องวาบจนเห็นรอยยิ้มคุ้นเคยของภีมชัดเจนขึ้น โตโตะยืนข้างขาเขาอย่างนอบน้อม หางส่ายช้า ๆ เหมือนอ่านบรรยากาศว่าคืนนี้ต้องไม่ซนมาก

          “ไฟดับทั้งตึกหรือคะ” ฉันถาม

          “ครับ เพิ่งอ่านประกาศซ่อมบำรุงตรงล็อบบี้เมื่อกี้ เขาบอกอาจใช้เวลาสักพัก” เขายกถุงผ้าใบเล็กขึ้น “ผมเอาไฟฉาย เทียน และกาแฟดริปเย็นมาฝาก เผื่อคืนนี้ยาว”

          ฉันหัวเราะทั้งยังตื่นเต้น “ใครเขาเตรียมกาแฟตอนไฟดับกันคะ”

          “บาริสต้า และคนข้างห้องที่ไม่อยากให้คุณเบื่อครับ” เขาตอบหน้าตาเรียบเฉยแบบกวน ๆ จนฉันยิ้มกว้างขึ้น

          “เชิญเข้ามาเลยค่ะ เดี๋ยวฉันหาที่วางเทียนก่อน” ฉันถอยให้เขาเข้ามา โตโตะก้าวตามช้า ๆ อย่างว่าง่าย

          ภีมวางไฟฉายอันหนึ่งให้ฉัน อีกอันเขาหันหัวไฟส่องเพดานเพื่อให้แสงสะท้อนกระจายทั่วห้องแบบนุ่ม ๆ จากนั้นหยิบชุดเทียนแท่งเล็ก ๆ กลิ่นมะลิออกมาสี่แท่ง เขาจัดลงในขวดแก้วและจานรองเซรามิกที่ฉันรีบหาให้

          “ใช้จานนี้ได้ค่ะ ระวังน้ำตาเทียนหยดนะ” ฉันพูดพร้อมขยับที่รองแก้วลายคอร์กี้ให้พ้นทาง ภีมชะงักมองแล้วยิ้ม “ได้ใช้จริงแล้ว”

          “ค่ะ ตั้งชื่อไว้ว่า ‘สำหรับแขกประจำ’” ฉันเผลอหลุดพูด ก่อนจะรู้สึกว่าหน้าตัวเองอุ่นขึ้นด้วยเทียนหรือด้วยคำพูดก็ไม่รู้

          ไฟจากเทียนสี่แท่งค่อย ๆ กัดกินความมืด เงาไหวบนผนังเต้นตามลมเบา ๆ จากระเบียง ผิวไม้โอ๊คบนโต๊ะขับลายเสี้ยนให้คมขึ้นในแสงส้มอุ่น บรรยากาศเงียบลงอย่างน่าประหลาด เหมือนห้องตั้งใจหายใจเบา ๆ ให้ฉันกับเขาได้ยินกันชัดขึ้น

          โมจิค่อย ๆ โผล่หัวจากใต้โต๊ะ กลิ่นมะลิทำให้มันเงยจมูกดมสั้น ๆ ก่อนจะเดินแบบนางพญาแล้วกระโดดขึ้นตักฉัน นอนขดเป็นวงกลม มือฉันลูบขนนุ่ม ๆ อย่างเผลอตัว “ไม่ต้องกลัวนะคุณนาย”

          ภีมวางขวดกาแฟดริปเย็นกับแก้วสองใบลงบนโต๊ะ เทกาแฟสีเข้มจนเกือบดำครึ่งแก้วให้ฉัน อีกครึ่งแก้วของเขามีน้ำแข็งสองก้อน เขายื่นแก้วมา “ลองหน่อยไหมครับ อาจขมนิดแต่ไม่ดุ”

          ฉันจิบเล็ก ๆ กลิ่นหอมแบบดอกไม้แฝงคาราเมลอ่อน ๆ ลื่นลงคอ ความเย็นทำให้ลมหายใจเรียบขึ้น “อืม…ขมนุ่มอย่างที่ว่าจริง ๆ” ฉันยิ้ม “ขอบคุณนะคะ สำหรับทั้งเทียนและกาแฟ”

          “ดีแล้วครับที่พอช่วยได้” เขาพูดเรียบง่าย แต่สายตาเหมือนถามว่า ตกใจมากไหม ฉันพยักหน้าสั้น ๆ ส่งสัญญาณว่า โอเคแล้ว เราสองคนนั่งคนละฝั่งโต๊ะ

          แสงเทียนคั่นกลางระหว่างกัน โมจิเปลี่ยนจากเสียงขู่แผ่ว ๆ เป็นเสียงคร่อกฟี้เบา ๆ จนฉันหัวเราะ “นี่ถ้าไม่บอกว่าไฟดับ ฉันคงคิดว่าคุณตั้งใจจัดฉากคาเฟ่เทียนหอมเวอร์ชันเคลื่อนที่”

          “ถ้าตั้งใจจริง ๆ คงมีเค้กมาด้วย” เขาตอบ ก่อนเงยหน้ามองไฟฉุกเฉินทางเดินที่ลอดใต้ประตูเข้ามา “แต่คืนนี้เราได้โบนัสเพิ่มคือสุนัขยาม” โตโตะได้ยินชื่อตัวเองก็ขยับหางปุ๊บปั๊บ เหมือนพูดว่า ผมพร้อมครับ

          เริ่มจากเรื่องเบา ๆ ฉันเล่าเรื่องพาสต้าเมื่อวาน โชว์รูปในมือถือให้เขาดู ภีมดูรูปแบบสนใจจริง ๆ ไม่ใช่ตามมารยาท “ดูดีมากครับ เส้นเงากำลังสวย น้ำเส้นจับดี ถ้าอยากให้หอมขึ้น ลองใส่เปลือกเลมอนขูดปลายนิดเดียว”

          “โอ้…มีขั้นสูงกว่าด้วย” ฉันหัวเราะ “ถ้าเกิดไหม้อย่าเพิ่งหนีนะคะ”

          “ผมจะเอาถังดับเพลิงขึ้นมา” เขาตอบแบบจริงจังเกินจำเป็นจนฉันขำหนักกว่าเดิม

          บทสนทนาไหลไปสู่เรื่องงาน ฉันเล่าถึงการประชุมเช้ากับลูกค้าที่อยากให้โทนอุ่นแต่ยังลังเลสีโลโก้ ภีมฟังแล้วสรุปสั้น ๆ ได้ใจความ “บางทีเขากลัวภาพใหม่ไม่ใช่ตัวเอง แต่ก็อยากเปลี่ยน” ฉันพยักหน้า “ใช่เลย คุณเคยทำครีเอทีฟไหมคะ”

          “ผมแค่ชงกาแฟแล้วฟังคนเล่าเรื่องทุกวันครับ เลยเดาได้บ้าง” เขายักไหล่เล็ก ๆ “ร้านกาแฟเป็นที่ที่คนพกความรู้สึกมาด้วยตลอดเวลา แค่เราจำเป็นต้องทำให้โต๊ะตรงหน้าเขานั่งสบายพอที่เขาจะวางมันลงได้สักพัก”

          “โต๊ะของคุณทำแบบนั้นได้” ฉันพูดโดยไม่ลังเล “รวมถึงโต๊ะในห้องฉันด้วยเพราะคุณประกอบให้” คำพูดนั้นทำให้เขาเงียบไปชั่วครู่ ตาเขาไหววาบเหมือนเปลวเทียน

          จากนั้นบทสนทนาก็ลึกขึ้นทีละน้อยอย่างไม่รู้ตัว เหมือนน้ำค่อย ๆ อุ่นขึ้นจนกลายเป็นร้อนอ่อน ๆ ที่ชวนให้บอกความจริงง่ายขึ้น

          “ฉันย้ายมาเริ่มใหม่จริง ๆ ค่ะ” ฉันเท้าคางกับหลังมือ มองเงาแสงเทียนที่เต้นบนผนัง “ก่อนหน้านี้เหมือนทำงานไปเรื่อย ๆ เพื่อพิสูจน์ว่าฉันอยู่ได้ แต่พอมาถึงจุดหนึ่ง…ฉันไม่แน่ใจว่ากำลังพิสูจน์ให้ใครดู พ่อแม่อยู่ต่างจังหวัด เขาก็อยากให้มีชีวิตมั่นคง ฉันเองก็อยาก แต่ลึก ๆ ก็กลัวว่าถ้าหยุดวิ่งเมื่อไหร่ จะได้ยินเสียงในหัวถามซ้ำ ๆ ว่า ‘แล้วแท้จริงเธออยากอยู่แบบไหนกันแน่’”

          ภีมฟังเงียบ ๆ ไม่ขัดจังหวะ ไม่รีบปลอบ เขาวางแก้วลงช้า ๆ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงที่เหมือนวางมือบนไหล่เราโดยไม่แตะต้อง

          “ผมคิดว่าคนเราไม่จำเป็นต้องตอบคำถามนั้นทีเดียวทั้งหมด ถ้าแค่วันนี้คุณอยากตื่นขึ้นมา มีแซนด์วิชไข่หนึ่งชิ้น กาแฟอุ่น ๆ หนึ่งแก้ว และมีใครสักคนนั่งอยู่ใกล้ ๆ เท่านี้ก็เป็นคำตอบหนึ่งได้แล้ว พรุ่งนี้ถ้าคำตอบเปลี่ยน ก็ไม่เป็นไร”

          ฉันยิ้ม จู่ ๆ ก็อยากร้องไห้เล็ก ๆ แบบคนที่ถูกกอดด้วยประโยคธรรมดา ๆ “คุณจำรายละเอียดเล็ก ๆ เกี่ยวกับฉันได้เสมอเลยนะคะ แซนด์วิชไข่ ลาเต้อุ่น ที่รองแก้ว… และที่ฉันแพ้คาเฟอีนแรง”

          “ก็…” เขาหยุดนิดหนึ่ง เหมือนเลือกคำ “ผมตั้งใจฟัง”

          ความเงียบอุ่น ๆ แทรกอยู่ระหว่างเรา เทียนสี่แท่งยังไหม้ต่อไปอย่างใจเย็น

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • ข้างห้องคือคนข้างใจ   ตอนพิเศษ 4 ผมชื่อโตโตะ

    โตโตะนั่งอยู่บนพรมหนานุ่มในมุมห้องที่อบอุ่นของภีม มันชอบที่นี่ที่ไม่เคยมีอะไรยุ่งยาก หรือวุ่นวาย แต่กลับเต็มไปด้วยความสงบและความสุขที่ไม่อาจอธิบายได้ มันรู้สึกว่าเวลาที่ได้อยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะยืน หรือนั่งอยู่ตรงไหน มันก็คือบ้านที่อบอุ่นที่สุด วันนี้ก็เหมือนทุกวัน ภีมกลับบ้านตอนเย็น เขาเดินเข้ามาด้วยท่าทางเหนื่อยล้าจากการทำงานเป็นเจ้าของร้านกาแฟที่ชื่อร้านผมฟังแล้วมันก็แปลก ภีมตั้งชื่อร้านว่า ร้านที่เดิม เหมือนจะรู้ว่ามะปรางรอเขาอยู่ ภีมมักจะทำกาแฟให้มะปรางทุกครั้งที่กลับมาจากทำงาน แม้เขาจะไม่ได้พูดออกมาโดยตรง แต่โตโตะเห็นในท่าทางของเขา ภีมอยากให้มะปรางรู้สึกดี รู้สึกผ่อนคลาย และอบอุ่น โตโตะกระดิกหางไปมา มองไปที่ภีมที่ทำกาแฟให้มะปรางที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะกาแฟ หญิงสาวที่ดูนุ่มนวลและใจดี เขามักจะเห็นภีมมองมะปรางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน แม้จะเงียบ ไม่พูดอะไรออกมา แต่โตโตะรู้ดีว่าแววตาของภีมเต็มไปด้วยความรักและห่วงใยในทุกการกระทำ ผมมักจะชอบอยู่ข้าง ๆ มะปรางในทุกวัน ตอนที่เธอนั่งอยู่ตรงโซฟา ก้มหน้าก้มตาทำอะไรไปบ้าง โตโตะแอบยิ้มให้ตัวเองทุกครั้ง เม

  • ข้างห้องคือคนข้างใจ   ตอนพิเศษ 3 ฉันชื่อโมจิ

    ฉันคือโมจิ แมวที่หน้าตาดุร้ายที่สุดในร้านขายสัตว์เลี้ยง และเชื่อเถอะว่าเมื่อก่อนฉันไม่คิดเลยว่าจะมีชีวิตที่ดีแบบนี้ ย้อนกลับไปตอนนั้น...ตอนที่ยังไม่รู้จักมะปรางเลย ตอนนั้นแหละที่ฉันรู้สึกถึงความโหดร้ายที่สุดในชีวิต แม้ว่าฉันจะเป็นแมวที่มีขนฟูเหมือนกับแมวธรรมดาทั่วไป แต่ว่าฉันกลับมีหน้าตาแปลก ๆ ที่ทำให้ทุกคนในร้านไม่อยากจะรับฉันไปเลี้ยงสักคน บางทีฉันก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแมวที่ไม่มีใครรัก ฉันไม่เคยเข้าใจว่าทำไมเจ้าของร้านถึงไม่พยายามหาคนรับฉันไปเลี้ยงสักคน ฉันไม่ได้ดุขนาดนั้นนะ ฉันแค่มีหน้าตาโหดเกินไปนิดหน่อย ลองคิดดูสิ! แมวหน้าตาน่ากลัวกับคนทั่วไปมันจะน่ารักตรงไหน? ตอนนั้น ฉันจำได้ว่าเคยคิดในใจว่า “ทำไมฉันถึงต้องมาอยู่ที่นี่?” ทุกครั้งที่มีคนเดินเข้ามาในร้าน ฉันจะมองเขาอย่างหวังว่าเขาจะเห็นฉันและรับฉันไป แต่ไม่เคยมีใครหันมาสนใจฉันเลย ทุกวันฉันก็แค่ยืนอยู่ในกรง รอเวลาที่จะมีใครสักคนมองเห็นฉันที่ไม่ใช่แค่ในฐานะแมวที่หน้าตาดุ แต่เป็นสัตว์เลี้ยงที่สามารถมอบความรักให้กับใครสักคนได้ วันหนึ่ง มิ้นท์พามะปรางมาที่ร้านขายสัตว์เลี้ยง

  • ข้างห้องคือคนข้างใจ   ตอนพิเศษ 2 วันธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

    เช้าวันทำงานที่มะปรางคิดว่าจะเป็นวันธรรมดา กลับกลายเป็นวันที่วุ่นวายมากที่สุดในสัปดาห์ เพราะหลังจากที่มะปรางตัดสินใจบอกมิ้นท์เกี่ยวกับข่าวดีที่เธอและภีมได้ตัดสินใจคบกันเป็นแฟนแล้ว ก็เป็นวันที่ทุกคนแซวจนเธอแทบจะไม่รู้จะตอบยังไง เมื่อมิ้นท์เดินเข้ามาหามะปรางที่โต๊ะทำงานในช่วงพักเที่ยง มะปรางก็ไม่รอช้าที่จะบอกข่าวดี “มิ้นท์... ฉันมีเรื่องจะบอก” มะปรางพูดเสียงเบา ๆ แต่ก็รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย มิ้นท์มองมาที่เธออย่างสงสัย “อะไรเหรอ? ทำไมหน้าตาดูตื่นเต้นขนาดนั้น?” มะปรางยิ้มเขิน ๆ ก่อนจะตอบออกไป “ภีม... เราเป็นแฟนกันแล้วค่ะ” มิ้นท์ตาโตและอ้าปากค้าง “จริงเหรอ?! โอ้ยยย ในที่สุดก็ได้คบกันแล้วนะ! ฉันรู้แล้วล่ะว่าภีมต้องเป็นคนพิเศษของเธอแน่ ๆ!” มิ้นท์พูดเสียงดังจนคนในออฟฟิศหันมามอง มะปรางรีบก้มหน้าหลบสายตา ไม่รู้จะทำยังไงดี “มิ้นท์... ดังไปนะ ทุกคนได้ยินหมดแล้ว” เธอพูดเสียงต่ำ แต่ไม่สามารถปิดรอยยิ้มได้เลย มิ้นท์หัวเราะขำ ๆ “โอ๊ยยย ขอโทษนะ ขอโทษจริง ๆ แต่นี่มันข่าวดีนี่นา!” แล้วก็ยิ้มแหย ๆ “บอกมาเร็ว ๆ สิ ยั

  • ข้างห้องคือคนข้างใจ   ตอนพิเศษ 1 วันแรกที่พวกเขาเริ่มต้นใหม่

    เช้าวันใหม่ในช่วงต้นฤดูหนาว ภายในคอนโดของมะปราง ทุกอย่างเงียบสงบและอบอุ่น ราวกับว่าโลกภายนอกนั้นไม่มีความวุ่นวายที่สามารถเข้ามากวนใจได้ วันนี้มะปรางตื่นขึ้นมาช้ากว่าปกติเล็กน้อย แต่ความรู้สึกของเธอไม่เคยเบาหรือสับสนเหมือนเมื่อก่อน ทุกอย่างในชีวิตตอนนี้มันชัดเจนขึ้น และในความเงียบของเช้านี้ เธอได้เห็นภาพชีวิตที่เต็มไปด้วยความหวังและการเริ่มต้นใหม่ มะปรางลุกจากเตียงและเดินไปที่ระเบียงห้อง ก้มมองไปยังท้องฟ้าที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสีเป็นสีส้มอบอุ่นจากแสงแรกของวัน เธอได้ยินเสียงในใจที่บอกว่า ทุกอย่างมันจะดีขึ้น นับจากวันนี้เป็นต้นไป วันนี้ไม่เหมือนทุกวันก่อนหน้านี้ มันเป็นวันที่มะปรางและภีมจะเริ่มต้นชีวิตร่วมกันอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ในแง่ของความรู้สึกหรือการที่ทั้งสองอยู่ในสถานะที่ดีขึ้น แต่เป็นการที่พวกเขาจะเริ่มทำกิจวัตรประจำวันร่วมกัน เหมือนคู่รักที่ได้เริ่มต้นชีวิตคู่ “ภีมคะ” มะปรางพูดเบา ๆ ขณะเปิดประตูระเบียงให้ลมเย็นจากนอกบ้านพัดเข้ามา ภีมที่กำลังยืนรอดื่มกาแฟอยู่ตรงมุมห้องหันมามองเธอแล้วยิ้มให้ “อรุณสวัสดิ์ครับ วันนี้มีแผนอะไรหรือเปล่า?”

  • ข้างห้องคือคนข้างใจ   บทที่ 39 ความรักของสองเรา

    หลังจากวันทำขนมกับคุณแม่ภีม วันนี้มะปรางตื่นขึ้นมาและรู้สึกถึงความอบอุ่นในใจ แม้จะเป็นแค่การทำขนมธรรมดา ๆ แต่การได้ใช้เวลากับคุณแม่ของภีมทำให้เธอรู้สึกถึงการยอมรับและความใกล้ชิดที่มากขึ้น วันนี้ภีมมาที่ห้องมะปรางพร้อมกาแฟและขนมที่ทำเอง ทั้งสองเริ่มทำกิจกรรมร่วมกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภีมที่เคยทำตัวห่างเหินเริ่มเปิดเผยความรู้สึกมากขึ้นผ่านการกระทำ และมะปรางก็เริ่มรู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขามากขึ้น “ภีมวันนี้ทำขนมมาให้หรอ?” มะปรางถามยิ้ม ๆ ขณะภีมยืนอยู่หน้าประตูห้อง พร้อมกับถุงขนมที่เขาทำเอง ภีมยิ้มอย่างเขิน ๆ แล้วตอบว่า “ก็แค่ขนมง่าย ๆ น่ะครับ อยากให้ลองชิมดู” เขายื่นถุงขนมให้มะปรางอย่างระมัดระวัง มะปรางรับขนมจากเขาและเปิดถุงขึ้น ดูเหมือนจะเป็นขนมที่เขาทำด้วยใจจริง ๆ แม้จะเป็นแค่ขนมง่าย ๆ แต่การที่ภีมทำมันให้เธอแบบนี้ก็ทำให้เธอรู้สึกพิเศษมาก “ดูแล้วก็น่ากินนะคะ ขอบคุณค่ะภีม” มะปรางยิ้มให้ภีม ขนมนี้อาจจะเรียบง่าย แต่มันทำให้เธอรู้สึกถึงความใส่ใจที่ภีมมอบให้ โมจิที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็เริ่มสนใจขนมทันที มันเดินไป

  • ข้างห้องคือคนข้างใจ   บทที่ 38 นึกว่าจะได้อาหารของภีม

    เช้าวันหนึ่ง บรรยากาศที่แสนจะอบอุ่นและคุ้นเคยกลับทำให้มะปรางรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเขินเล็กน้อย เพราะเมื่อคืนนี้เธอได้บ่นกับภีมว่า ถ้าเขามีโอกาสก็อยากจะลองทำอาหารมื้อเช้าให้เธอบ้าง มะปรางนึกถึงช่วงเวลาที่อยู่ในคอนโดนี้ในตอนแรกๆ ภีมมักจะทำอาหารเช้าหรือขนมปังมาให้เธอทานบ่อยๆ ทุกเช้า โดยเฉพาะในวันที่เธอรู้สึกเหนื่อยจากการทำงาน แต่ตอนนี้ภีมต้องรีบไปเปิดร้านทำให้หยุดส่งอาหารเช้าหรือขนมปังให้เธอมาหลายวันแล้ว มะปรางรู้สึกดีใจที่วันนี้จะได้กลับไปเป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นแบบนั้นอีกครั้ง เพราะทุกครั้งที่ภีมทำอาหารให้เธอ เธอจะรู้สึกถึงความอบอุ่นในใจทุกครั้ง มะปรางนั่งที่เตียงแล้วหันไปมองหน้าต่างที่ยังคงมีแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ส่องเข้ามา สายลมเย็นพัดผ่านจากระเบียงห้อง ทำให้เธอรู้สึกสดชื่นขึ้นอีกนิด "วันนี้ภีมจะทำอาหารให้แน่ ๆ!" มะปรางคิดในใจขณะเดินไปที่ระเบียงเพื่อรอเขาเหมือนทุกเช้า มันเป็นเช้าวันหยุดที่ทุกอย่างควรจะเป็นไปตามปกติ แต่ในวันนี้มีบางอย่างที่ทำให้เธอตื่นเต้นเป็นพิเศษ เมื่อมาถึงระเบียง ภีมยืนอยู่ที่เดิมและยิ้มให

  • ข้างห้องคือคนข้างใจ   บทที่ 6 แซนด์วิชไข่ยามเช้า (1)

    เสียงปลุกดังครั้งแรกตอนเจ็ดโมงยี่สิบพร้อมสั่นจนโทรศัพท์สลัดตัวเองจากขอบหมอนกลิ้งลงไปกับพื้น ฉันคว้าแบบครึ่งหลับครึ่งตื่นแล้วกดปิด ตามด้วยเสียงที่สองจากนาฬิกาตั้งโต๊ะใบเล็กที่ฉันเพิ่งซื้อมาวางบนโต๊ะใหม่เมื่อวาน (โต๊ะนั้นแหละ ฝีมือฮีโร่เล็ก ๆ ชั้น 18) วันนี้ต่างจากทุกวัน ฉันตื่นง่ายอย่างแปลกประหลาด ท

  • ข้างห้องคือคนข้างใจ   บทที่ 5 ฮีโร่เล็ก ๆ (1)

    บ่ายวันเสาร์เป็นบ่ายแบบที่แสงอาทิตย์สีเหลืองนวลไล้ขอบผ้าม่านจนดูเหมือนใครเอาพู่กันมาปัดแสงไว้บาง ๆ ฉันกำลังล้างแก้วที่ซิงก์ อยู่ดี ๆ โทรศัพท์ก็ดัง “ตึ๊ง” ข้อความจากบริษัทขนส่งขึ้นมาอย่างกับเสียงกลองชัยในสนามรบ“พัสดุของคุณมะปรางจัดส่งถึงแล้ว กรุณารับของที่ล็อบบี้ค่ะ”“มาแล้ว!” ฉันเผลออุทานกับอากาศ

  • ข้างห้องคือคนข้างใจ   บทที่ 4 เพื่อนรักสายแซว (1)

    เสียงกริ่งประตู “ติ๊งต่อง” ดังขึ้นตอนทุ่มครึ่งพอดี ฉันกำลังจัดตะกร้าเครื่องครัวเล็ก ๆ ที่เพิ่งซื้อมาจากซูเปอร์ ทัพพีกับที่คีบสแตนเลสวางสลับกันอย่างภูมิใจ ก็สะดุ้งเฮือกเพราะลืมไปว่าเรานัดใครมาไว้ตอนค่ำ“ใครเอ่ย” ฉันถาม ทั้งที่จริง ๆ ก็พอนึกออก“เปิดสิยะ คุณผู้หญิงชั้น 18 ฉันถือความรัก เอ๊ย! ขนม มาให

  • ข้างห้องคือคนข้างใจ   บทที่ 3 เข้าใจผิดรอบสอง (1)

    หลัง “การประชุมชั้น 18” เช้านั้น วันทำงานวันที่สองของฉันผ่านไปเร็วกว่าที่คิด แปลกดีที่พอหัวใจเบา งานก็เบาตาม ทั้งที่จริง ๆ เนื้อหาที่ต้องร่างก็ไม่ได้ง่ายอะไร ฉันยังคงจำคำของภีมที่พูดไว้ “เริ่มใหม่มันสนุก” แล้วก็อดยิ้มไม่ได้ระหว่างนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ ช่วงบ่ายฉันร่างสตอรี่บอร์ดไว้สามโพสต์ “เช้าใหม่ เ

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status