FAZER LOGINเว่ยชางหลางหยิบเอกสารที่อ่านค้างไว้ขึ้นมาอีกครั้งแต่คราวนี้เขาไม่ได้อ่านมัน เขาใช้มันเคาะเบาๆ กับฝ่ามืออีกข้างราวกับกำลังนับจังหวะของแผนการที่กำลังดำเนินไป“จื่อเซียน เจ้าลองคิดดูให้ดีๆ สตรีที่ยังไม่ออกเรือนในแคว้นต้าเว่ยของเรา สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกนางคืออะไร? สิ่งที่สามารถชี้เป็นชี้ตายอนาคตของพวกนางได้”กู้จื่อเซียนนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างลังเล“ชื่อเสียงเกียรติยศ?”“ถูกต้อง” เว่ยชางหลางแค่นหัวเราะในลำคอ“ชื่อเสียงเกียรติยศ ความบริสุทธิ์ผุดผ่อง คือโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นซึ่งพันธนาการสตรีทุกคนในแคว้นนี้ไว้ ไม่ว่าจะสูงศักดิ์หรือต่ำต้อย และตอนนี้ โซ่ตรวนของซูอี้จินก็ได้ถูกผูกติดเข้ากับชื่อของข้าเรียบร้อยแล้ว”แววตาของกู้จื่อเซียนฉายแววสับสน ก่อนที่ความเข้าใจระลอกหนึ่งจะซัดเข้ามาในความคิด เขาอ้าปากค้างเล็กน้อย“อย่าบอกนะว่า แผนของเจ้าคือ...”“ต่อจากนี้ไป จะมีบุรุษหน้าไหนในเมืองหลวงที่จะกล้าเข้าใกล้นางอีก?”เว่ยชางหลางกล่าวต่อ
หอสุราเซียนเปยยามค่ำคืนคึกคักดุจสายน้ำที่ไม่เคยหลับใหลเสียงดนตรีจากพิณและขลุ่ย เสียงหัวเราะของเหล่าบัณฑิตและพ่อค้าผู้มั่งคั่ง ผสานกับเสียงพูดคุยจอแจจากชั้นล่างลอยขึ้นมาแผ่วเบาทว่ากลับไม่สามารถทะลวงผ่านประตูไม้ของห้องรับรองชั้นสูงสุดเข้ามาได้แม้แต่น้อย ภายในห้องมีเพียงความเงียบสงบที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของชาชั้นเลิศ ร่างสูงสง่าของเว่ยชางหลางนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้ สายตาคมกริบจดจ่ออยู่กับม้วนเอกสารในมืออย่างพินิจพิเคราะห์หลังจากเว่ยชางหลางพูดคุยและออกคำสั่งกับจินหลิงแล้ว เขาก็แยกตัวมายังที่แห่งนี้ สถานที่ซึ่งเป็นทั้งแหล่งบันเทิงชั้นสูงและศูนย์กลางของเครือข่ายข่าวกรองที่เขาสร้างขึ้นมากับมือ บรรยากาศหรูหรา โอ่อ่า และเป็นส่วนตัวเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการวางแผนบางอย่างเสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นนอกประตู ก่อนที่บานประตูจะถูกผลักเปิดออกโดยไม่มีการเคาะขออนุญาตแม้แต่ครั้งเดียว เป็นการกระทำที่บ่งบอกถึงความคุ้นเคยและฐานะที่ไม่ธรรมดาของผู้มาเยือน ร่างโปร่งในชุดบัณฑิตสีฟ้าอ่อนก้าวเข้ามาพร้อมกับพัดด้ามหยกในมือ ใบหน้าหล่อเหลาราวกับภาพวาดของเซีย
โม่เฉินไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงกลัวว่าจะเป็นการกระตุ้นโทสะของเว่ยอ๋องผู้นี้ให้ปะทุขึ้นมาเว่ยชางหลางลุกขึ้นจากเก้าอี้ช้าๆ เขาเดินไปที่หน้าต่าง กอดอกมองออกไปในความมืดยามค่ำคืนของเมืองหลวง แผ่นหลังกว้างตั้งตรงดูโดดเดี่ยวและน่าเกรงขาม“เหตุใด...” เขาพึมพำกับตัวเองเสียงเบา แต่ดังพอที่โม่เฉินจะได้ยิน“เหตุใดนางต้องทำเช่นนี้”คำถามนั้นเต็มไปด้วยความสับสน หงุดหงิด และความไม่พอใจอย่างรุนแรงที่ไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไป“นางไปสถานที่อันตรายเช่นนั้น เพียงเพื่อสืบเรื่องของบุรุษอีกคนหนึ่ง?” เขาหันขวับกลับมา เงามืดพาดผ่านใบหน้าทำให้ดวงตาของเขาวาวโรจน์คุกรุ่นไปด้วยเพลิงโทสะ“ทำไมต้องเป็นเฉินซิวหยวน! บัณฑิตจอมปลอมนั่น!”โม่เฉินรีบคุกเข่าลงข้างหนึ่งทันที “นายท่านโปรดระงับโทสะ บางทีอาจมีเหตุผลอื่นที่คุณหนูใหญ่ซู...”“เหตุผลอื่น?” เว่ยชางหลางเอ่ยเสียงเรียบ แต่สะท้อนความเกรี้ยวกราดที่เขาไม่ได้แสดงออกมาบ่อยนัก“เหตุผลอะไรที่สตรีสูงศักดิ์
ฝีเท้ามั่นคงและเงียบกริบของโม่เฉินก้าวข้ามธรณีประตูห้องหนังสือในจวนเว่ยอ๋อง เขาสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านอยู่ทั่วบริเวณในทันที และต้นตอของมันก็มาจากบุรุษเพียงคนเดียวที่นั่งอยู่กลางห้องเว่ยชางหลางอยู่ในชุดลำลองสีดำสนิท นั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะหนังสือไม้จื่อถานเนื้อดี เขากำลังพิจารณาแผนที่การทหารที่กางแผ่อยู่บนโต๊ะ นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนตำแหน่งของด่านไป๋หลางเป็นจังหวะเนิบนาบ แต่กลับแฝงไว้ด้วยแรงกดดันมหาศาล“มีเรื่องใด” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นโดยที่เจ้าของเสียงยังไม่ละสายตาจากแผ่นที่กระดาษเก่าโม่เฉินค้อมศีรษะลงเล็กน้อย ก้าวไปข้างหน้า ก่อนรายงาน“ข้อมูลความเคลื่อนไหวล่าสุดของขุนนางฝ่ายฮองเฮาที่ท่านอ๋องต้องการขอรับ” เขาวางม้วนกระดาษเล็กๆ ที่ผูกด้วยด้ายสีดำลงบนมุมโต๊ะอย่างแผ่วเบาไร้เสียงเว่ยชางหลางปรายตามองมันเพียงนิดเดียวก่อนจะเลื่อนสายตากลับไปยังแผนที่“พวกหนูโสโครกยังคงรวมหัวกันอยู่ในเงามืดสินะ”“ขอรับ พวกมันกำลังพยายามผลักดันให้หลานชายของเสนาบดีกรมพิธีการเข
“ข้าต้องการรายงานแรกภายในสามวัน” ซูอี้จินกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด“และหลังจากนั้นให้ส่งรายงานทุกๆ สองวัน ไม่ต้องรอให้มีเรื่องสำคัญ”“ตกลง” จินหลิงรวบตั๋วเงินปึกนั้นมาไว้ตรงหน้าอย่างง่ายดาย“ท่านต้องการให้เราส่งข่าวสารผ่านช่องทางใด”“นกพิราบสื่อสารของหอข่าวอู๋เซิง ส่งไปที่ลานร้างหลังวัดกวนอิมทางทิศใต้ จะมีคนของข้าไปรอรับเองในยามซวีของทุกวันที่กำหนด”“รอบคอบดีนี่” จินหลิงชมเชยด้วยความจริงใจ“เช่นนั้นก็ถือว่าการซื้อขายเป็นอันตกลง ข้าจะเริ่มดำเนินการให้ทันที”ซูอี้จินพยักหน้ารับ นางลุกขึ้นยืนและหมุนตัวเตรียมจากไปโดยไม่พูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว ทิ้งให้จินหลิงมองตามแผ่นหลังที่ตั้งตรงนั้นด้วยความรู้สึกประหลาดใจระคนสงสัย บุรุษหนุ่มที่มีภาพลักษณ์ดีงามเป็นที่ชื่นชมไปทั่วเมืองหลวงเช่นเฉินซิวหยวน ไปสร้างความแค้นลึกล้ำอะไรกับใครเข้า ถึงได้มีคนยอมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อขุดหลุมฝังเขาทั้งเป็นเช่นนี้เมื่อร่างของซูอี้จินหายลับไปจากทางเดินแล้ว จินหลิงจึงรวบตั๋วเงินทั้งหมดขึ้นมา นิ้วเรียวของ
หลงจู๊สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ความเป็นมิตรแบบฉาบฉวยและรังสีสังหารเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น ถูกแทนที่ด้วยความนอบน้อมและจริงจังในระดับที่แตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง เขาตระหนักได้ทันทีว่าสตรีเบื้องหน้าไม่ใช่เพียงลูกค้ากระเป๋าหนัก แต่เป็นผู้ที่กุมไพ่เหนือกว่าและรู้ซึ้งถึงรากเหง้าขององค์กรหลงจู๊เหลือบมองซ้ายขวาอย่างรวดเร็วราวกับเป็นสัญชาตญาณ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครให้ความสนใจบทสนทนาที่โต๊ะคิดเงิน เขาก็ก้มศีรษะลงเล็กน้อย ซ่อนแววตาตื่นตัวไว้ภายใต้ท่าทีที่สงบ“แขกผู้มีเกียรติ... เชิญทางนี้ขอรับ”เขาผายมือไปยังประตูด้านหลังโต๊ะคิดเงิน ที่ดูเหมือนจะนำไปสู่ห้องเก็บของธรรมดาๆ ซูอี้จินพยักหน้าให้จื่อเซี่ยรออยู่ด้านนอก ท่ามกลางความวุ่นวายของหอสุราชั้นเลิศ ก่อนจะเดินตามหลงจู๊เข้าไปโดยไม่ลังเลเบื้องหลังประตูนั้นไม่ใช่ห้องเก็บเหล้าหรือวัตถุดิบอย่างที่ควรจะเป็น หากแต่เป็นบันไดไม้แคบชันที่ซ่อนตัวอยู่อย่างแนบเนียน ทอดยาวขึ้นไปสู่ชั้นบนสุดของหอสุรา กลิ่นหอมของกำยานชั้นดีลอยมาปะทะจมูกแทนที่กลิ่นสุราหมักทันทีที่ก้าวผ่านธรณีประตู ความจอแจจากโลกภายนอกถูกตัดขาดไปอย่างสิ้นเชิง หลงจู๊นำทางนางก้าวขึ้นบันไดไปสู่ด้านบน







