ログイン‘ฟางเหม่ยฉี’ ยัยเด็กอ้วนที่ต้องจบชีวิตลงด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก จนได้มาเกิดใหม่ในอดีต โชคดีที่สวรรค์ยังให้ ‘ห้างสรรพสินค้า’ ติดตัวมาด้วย ชาตินี้เธอสัญญาว่าจะไม่เป็น ‘ยัยเด็กอ้วน’อีกเด็ดขาด
もっと見るท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวในช่วงกลางปี ภายในห้องพักนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดังไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับนักศึกษามากนัก นอกจากไม่มีเครื่องปรับอากาศที่ช่วยลดความร้อนระอุแล้วนั้น พัดลมตัวเล็กสภาพกลางเก่ากลางใหม่ยังมีให้เพียงแค่สองตัวต่อหนึ่งห้องเท่านั้น
ห้องสี่เหลี่ยมขนาดไม่ได้กว้างมากกลับอัดแน่นไปด้วยเตียงนอนถึงสามเตียง และโต๊ะเขียนหนังสือสามชุด ยังดีที่ถึงแม้จะเป็นห้องน้ำรวม ทว่ายังแบ่งแยกแต่ละชั้นอย่างดี ไม่ใช่ห้องน้ำขนาดใหญ่ที่ใช้ร่วมกันทั้งตึกอย่างเช่นหอพักเก่าที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกัน ซึ่งตึกนั้นทั้งเก่าและวังเวงสุด ๆ
ภายในห้องคับแคบที่เว้นพื้นที่สำหรับเดินไว้แค่เพียงเล็กน้อย นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่หนึ่งกำลังนั่งประจำยังโต๊ะหนังสือของตนเองเพื่ออ่านหนังสือเตรียมสอบครั้งสุดท้ายก่อนปิดภาคเรียน
บรรยากาศที่เกือบจะเงียบสงัด ยังคงมีเสียงของถุงขนมดังขึ้น ‘ก๊อบแก๊บ’ เป็นระยะ ก่อนจะเกิดเป็นเสียงเคี้ยวตามมาและปิดท้ายด้วยเสียงดูดนิ้ว
ผ่านไปราวสิบห้านาทีเสียงเหล่านี้คล้ายจะไม่ยอมหยุดลงง่าย ๆ จนกระทั่ง ฉินฟางเซียน ต้องผินหน้ามองอยู่หลายครั้ง ทว่าด้วยความเป็นคนพูดน้อยจึงเพียงแค่ส่ายหน้าอย่างเอือมระอาก็เท่านั้น
ซึ่งต่างจากนักศึกษาแพทย์ตัวเล็กที่สุดในห้องอย่าง เฉิงเฟยเมี่ยว ที่หันไปสบตาสหายพูดน้อยด้วยแววตาขอโทษขอโพยอยู่ในที ก่อนจะตวัดมองไปยังต้นกำเนิดเสียงที่กำลังมีความสุขกับซองขนมนับสิบซองที่เกลื่อนกราดอยู่บนโต๊ะหนังสือ ใบหน้าเพลิดเพลินเช่นนั้นดูก็รู้ว่า ‘ยัยเด็กอ้วน’ นี่ยังไม่รู้ตัวอย่างแน่นอน ว่าได้สร้างความรำคาญใจให้เพื่อนร่วมห้องขนาดไหน
“เหม่ยฉี! เธอกินเยอะไปแล้วนะ! หยุดขยับกรามแล้วอ่านหนังสือก่อนเถอะ ฉันขอร้องล่ะ”เสียงร้องท้วงดังขึ้นภายในห้องที่อากาศร้อนระอุ แม้จะเปิดหน้าต่างเพื่อรับลมก็ไม่ได้ทำให้อุณหภูมิเย็นลงได้เลย
และยิ่งหันมาพบกับเพื่อนร่วมห้องที่เอาแต่เคี้ยวขนมเสียงดัง ยิ่งทำให้เฉิงเฟยเมี่ยวอดจะค่อนแคะอีกฝ่ายไม่ได้เลย
เพื่อนรักคนนี้น้ำหนักจะร้อยกิโลกรัมอยู่แล้ว แต่กลับไม่ได้ตระหนักถึงสุขภาพของตนเองแต่อย่างใด ในทุกวันยัยเด็กอ้วนยังคงเสาะหาของกินอร่อยรอบรั้วมหาวิทยาลัย และหอบหิ้วเอาขนมไร้ประโยชน์พวกนี้กลับมากินที่ห้องเสมอ นี่ยังไม่นับรวมวันที่ขี้เกียจออกไปด้านนอกจนต้องสั่งซื้อออนไลน์มากินอีก
ฟางเหม่ยฉี เพียงเหลือบมองเพื่อนร่วมห้องทั้งสองคนที่นั่งอยู่ห่างออกไปเล็กน้อยด้วยแววตาเฉยชา ราวกับคำพูดพวกนี้เธอได้ยินมันจนชินเสียแล้ว
“ก็มันอร่อยนี่ คนตัวผอมแห้งอย่างเธอจะไปเข้าใจหัวอกเด็กอ้วนอย่างฉันได้อย่างไรกัน ชิ!” เมื่อกล่าวจบมืออวบยังคงล้วงเข้าไปในห่อขนมแสนอร่อย ก่อนจะหยิบเข้าปากพร้อมกันห้าชิ้นในคราวเดียว แล้วเคี้ยวเสียงดังอย่างเอร็ดอร่อย ราวกับคำพูดเมื่อครู่ของเพื่อนสนิทนั้นไม่ได้ลอยเข้าหูเธอแต่อย่างใด
“โอเค ๆ อย่างนั้นพรุ่งนี้เราไปตรวจสุขภาพประจำปีกัน ให้รู้ไปเลยว่าเธอกับฉันใครจะแข็งแรงกว่ากัน” เฉิงเฟยเมี่ยวกล่าวท้าทายออกมาในที่สุด
หญิงเจ้าเนื้อตรงหน้าหากเป็นคนอื่นมีหรือที่เธอจะสนใจ แต่นอกจากเราจะเป็นเพื่อนร่วมห้องแล้ว เธอและฟางเหม่ยฉีเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมต้น
ตลอดเวลาที่รู้จักกันมาไม่ใช่เพียงเธอที่พร่ำบ่นให้เหม่ยฉีกินให้น้อยลง และกินอาหารที่มีประโยชน์ให้มากหน่อย ทว่ายัยเด็กอ้วนเองยังหันมาตอบโต้โดยการบอกให้ตนเองกินข้าวให้มากขึ้นหน่อยจะได้โตเท่ากันสักที
แต่ใครจะไปอยากโตขนาดนั้นกัน เวลาจะลุกจะนั่งก็ลำบาก แค่คิดก็รู้สึกอยากถอนหายใจออกมายาว ๆ เสียแล้ว
ในใจเฉิงเฟยเมี่ยวรู้สึกไม่อยากจะยอมรับในเรื่องนี้สักเท่าไหร่นัก เธอบ่นเพราะเกรงว่าเพื่อนรักจะป่วย แต่เพื่อนรักกลับบังคับให้เธอกินข้าวเพิ่มเสียได้
“ได้ ถ้าผลออกมา ฉันสุขภาพดีเธอต้องเลิกบ่นเรื่องกินของฉัน”น้ำเสียงหนักแน่นกล่าวขึ้น พลางดูดนิ้วมือที่เลอะผงขนมจนเกิดเสียงดัง ‘จ๊วบ’
คำกล่าวโอ้อวดถูกพ่นออกมาอย่างภาคภูมิใจ โดยไม่สนว่าคนฟังอย่างญาติผู้น้องจะกำลังเบะปากให้กับสิ่งที่เขากำลังพูดอยู่แต่อย่างใดเหอเหม่ยฉียิ้มเจื่อนให้กับท่าทางโอ้อวดของญาติผู้พี่ ก่อนจะกล่าวกลั้วหัวเราะออกมา “นี่พี่หลงตัวเองเกินไปแล้วนะ”เธอยอมรับว่าญาติผู้พี่หน้าตาดีมาก ทั้งยังเป็นลูกชายผู้นำหมู่บ้านอีก ในอนาคตอย่างไรเขาก็จะต้องสืบทอดตำแหน่งนี้จากลุงใหญ่ แต่ทว่าจะมีหญิงสาวมากมายขนาดนั้นเชียวหรือที่หมายตาเขาในเมื่อหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันก็คงแต่งงานมีครอบครัวไปหมดแล้ว ส่วนหญิงสาวอายุน้อยลงมาหน่อยก็ไม่ใช่จะมองคนรุ่นเดียวกันหรอกหรือ พี่ใหญ่ของเธออาจจะแก่เกินไปสำหรับหญิงสาวพวกนั้นก็ได้“ฮ๊ายย! เด็กอย่างเธอจะไปรู้อะไร”คำพูดของเหอหลิวหยางทำเอาคนฟังรู้สึกไม่ชอบใจขึ้นมา พลันหันมาถกเถียงอย่างไม่ยินยอม “ปีนี้ฉันอายุสิบเก้าแล้วนะ”สีหน้าและแววตาของเหอหลิวหยางทำราวกับพึ่งนึกสิ่งใดออก ก่อนจะหันมาจดจ้องใบหน้าของเด็กอายุน้อยกว่า “อ้อ! อย่างนั้นเหรอ…”เขาพยักหน้าเพียงเล็กน้อยคล้ายกับรับรู้แล้ว ท
เมื่อเห็นแล้วว่าเอกสารของหลานสาวเรียบร้อยดี ต่อจากนี้คงไม่มีสิ่งใดให้กังวลอีก เจียงหนิงฮวาและลูกสะใภ้จึงเข้าครัวไปทำมื้อใหญ่สำหรับเย็นวันนี้เพื่อฉลองให้กับหลานสาว ส่วนเหอคุนแยกตัวออกไปอาบน้ำให้เรียบร้อย เหลือเพียงเหอเหม่ยฉีที่กำลังนั่งอ่านตัวอักษรบนกระดาษซ้ำไปซ้ำมาด้วยความรู้สึกสุขใจ“เหม่ยฉีหรือ?”เสียงแหบต่ำที่ดังขึ้นบริเวณประตูบ้านทำเอาคนที่กำลังซาบซึ้งถึงกับรีบยกมือขึ้นปาดน้ำตา ก่อนจะเพ่งมองไปยังผู้มาใหม่ เวลาเช่นนี้น่าจะไม่มีใครเข้าบ้านมาอีกแล้วนอกจากพี่ใหญ่ที่ไปทำงานในแปลงนามาตลอดทั้งวันแม้จะไม่ได้พบหน้ากันมาหลายปี แต่พี่ใหญ่มีหน้าตาละม้ายกับลุงใหญ่ไม่น้อย นั่นจึงไม่ยากนักที่จะคาดเดาว่าผู้ชายคนนี้เป็นใครกันแน่“พี่ใหญ่หลิวหยางเหรอคะ ฉันเหม่ยฉีเอง”เหอเหม่ยฉีกล่าวเสียงขึ้นจมูก เพราะร้องไห้อยู่นานหลายนาทีแล้ว เสียงเธอจึงได้ฟังดูอู้อี้ไม่น้อยเหอหลิวหยาง ได้ยินเช่นนั้นจึงวิ่งเข้ามาหาน้องสาวอย่างรวดเร็ว เขาเคยเจอน้องสาวเมื่อนานมาแล้ว แม้จะพอจดจำเค้าโครงหน้าได้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่แม่นยำนัก ครั้งสุดท้ายที่เจอกั
วั่นเลี่ยงซูกล่าวด้วยรอยยิ้ม ขณะที่มือก็ตักข้าวให้กับแม่สามีจนพูนถ้วย ก่อนจะตักให้กับหลานสาว และถ้วยของตนเองเป็นลำดับสุดท้าย“ค่ะ”ฟางเหม่ยฉีเพียงตอบรับสั้น ๆอาหารของบ้านเหอถือว่าดีกว่าบ้านฟางเล็กน้อย แต่ที่ดีกว่าอย่างชัดเจนคือ เธอสามารถนั่งร่วมโต๊ะกับทุกคนและกินอาหารที่วางอยู่ได้ทุกจาน ไม่ใช่รอเพียงเศษอาหารที่กินเหลือเหมือนตอนอยู่ที่นั่นเจียงหนิงฮวาเห็นหลานสาวเอาแต่กวาดตามองอาหารจานนั้นทีจานนี้ทีแต่ไม่ยอมคีบเข้าปากสักคำ จึงได้ถามขึ้นบ้าง“บ้านเรามีเนื้อไม่มาก หลานพอกินได้ใช่ไหม?”แม้ลูกชายจะเป็นผู้นำหมู่บ้าน มีเงินเดือนจากทางการ หลานชายเป็นกำลังหลักในการดูแลแปลงนาของครอบครัว แต่บ้านเหอก็หาได้ฟุ้งเฟ้อแต่อย่างใดเราเป็นครอบครัวชาวนาที่พอจะมีเงินอยู่บ้าง การกินข้าวสามมื้อก็ถือว่าดีกว่าบ้านอื่นมากแล้ว วันหนึ่งมีเนื้อกินเพียงเล็กน้อยเท่านั้นไม่นับว่าลำบาก“ได้ค่ะ นี่ก็ดีมากแล้ว ขอบคุณนะคะยาย ป้าสะใภ้ด้วย”ใบหน้าซูบผอมเผยรอยยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว ที่เธอพูดมานั้นไม่ได้หวังจะประจบเอาใจยายกับป้าสะใภ้แต่อย่างใด เธออย
ระยะทางระหว่างบ้านตระกูลฟางมาถึงบ้านเดิมของมารดาไม่ได้ไกลกันมาก ใช้เวลาเดินเท้าเพียงสิบกว่านาทีก็ถึงแล้ว ทว่าเมื่อเดินมาได้ครึ่งทางฟางเหม่ยฉีพลันรู้สึกคล้ายจะเป็นลมขึ้นมา“อีกไม่ไกลก็ถึงบ้านเราแล้ว เหม่ยฉีไหวหรือไม่?”วั่นเลี่ยงซูถามหลานสาวด้วยใบหน้าเป็นกังวล เธอรู้ดีว่าบาดแผลจากการตกรถนั้นไม่ได้หนักหนา ทว่าสีหน้าซีดเซียวของหลานสาวก็ดูไม่ค่อยปกตินักจึงได้ถามขึ้นร่างผอมบางหันไปหาป้าสะใภ้พลันระบายยิ้มจางออกมา ขณะตามกรอบหน้าและแผ่นหลังเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อผุดพราย เพราะตื่นเต้นกับแผนการมากไปหน่อย เช้านี้จึงไม่กินอะไรรองท้องก่อน พอเกิดเรื่องราวยุ่งเหยิงขึ้นจนตอนนี้เวลาล่วงเลยเที่ยงไปสักพักใหญ่แล้ว แม้แต่น้ำสักหยดยังไม่ตกถึงท้อง จึงทำให้เธอรู้สึกหูอื้อตาลายอยู่บ้างเมื่อต้องเดินทางกลางอากาศร้อนอบอ้าว“ไหวค่ะไหว หนูแค่ยังไม่ได้กินข้าวเช้าน่ะค่ะ”พูดยังไม่ทันขาดคำเสียงกระเพาะก็ร้องประท้วงจนเธอรู้สึกอับอายร่างผอมบางทำได้แค่ยิ้มเจื่อนให้กับป้าสะใภ้แล้วเดินต่อไปตามทาง โดยมียายและป้าสะใภ้ประคองไว้ทั้งสองข้าง ส่วนลุงใหญ่ไปติดต่อเรื่องเปลี่ยนแซ่แล





