INICIAR SESIÓNกิมหยงด่าต้นตระกูลตัวเองสารพัด สาปส่งทุกครั้งที่พูดถึง แค้นที่เป็นต้นเหตุทำให้ลูกหลานต้องลำบาก ถูกบ้านหลักจิกหัวใช้ทั้งชาติ ทว่าหลังจากจมน้ำตาย เมื่อฟื้นตื่นขึ้นมากลับพบว่า อ้าว! ข้าด่าตัวเองนี่หว่า ติ๊ง! [ยินดีกับผู้ใช้ นี่คือระบบร้านค้า ท่านต้องการผูกมัดและเปิดใช้งานตอนนี้หรือไม่] "ตกลง" เมื่อมีตัวช่วยที่ดีเช่นนี้แล้ว กิมหยงจึงคิดที่จะเปลี่ยนชะตาใหม่ สาบานเลยว่านับจากนี้ไป นางจะยกสามีผู้แสนดีไว้บนหิ้ง ยกเขาขึ้นเป็นที่หนึ่งในใจ ส่วนครอบครัวเดิมน่ะหรือ อย่าหวังว่าจะเอาเปรียบกันได้อีก ข้านี่แหละจะเอาคืนญาติเห็บหมาพวกนั้นให้สาสม
Ver másบทที่ 1
“ม้า เมื่อก่อนครอบครัวเราจนถึงขั้นไม่มีจะกินขนาดนั้นเลยเหรอ”
ในตอนที่ท่านเล่าถึงประวัติความเป็นมาของบรรพบุรุษรุ่นสู่รุ่น นั่นคือคำที่กิมหยงมักจะถามแม่เสมอ
“ใช่แล้ว เหล่าม่าเคยเล่าว่าสมัยก่อนครอบครัวถูกแบ่งแยกลูกชายลูกสาวไม่เท่ากัน ต้นตระกูลของเราเป็นลูกสาว เมื่อแต่งออกก็กลายเป็นคนอื่น ส่วนพี่น้องอีกสองคนเป็นชาย ถูกดูแลเป็นอย่างดี ได้ดิบได้ดีกันทุกคนเชียว แต่ละคนรับราชการมีหน้ามีตาทางสังคม อย่างเราเทียบเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ”
“ทั้งที่พี่น้องได้ดีกันขนาดนี้ แล้วทำไมต้นตระกูลเราไม่ขอความช่วยเหลือจากพี่น้องล่ะม้า ได้ดิบได้ดีกันแล้วไม่ใช่เหรอ ก็น่าจะช่วยพี่น้องตัวเองบ้างสิ”
“เห็นแก่ตัวกันจะตาย พอได้ดี ก็ไม่คิดจะนับญาติกันด้วยซ้ำ แต่โจวม่าเหมยกุ้ยต้นตระกูลเราท่านรักครอบครัวเดิมท่านมากนะ ยอมทุกอย่างไม่ว่าฝ่ายนั้นจะร้องขออะไร มีอะไรเป็นต้องขนให้หมด ไม่สนว่าลูกผัวจะมีกินหรือไม่ พูดไปแล้วก็น่าสงสารท่าน พยายามแทบตาย แม้แต่ช่วงชีวิตวัยสาวของตนก็ไม่เคยได้ใช้ชีวิตตามใจตน แต่กลับถูกมองว่าเป็นคนนอกถูกเอารัดเอาเปรียบ รู้ทั้งรู้ แต่ท่านก็ยังเต็มใจทำเพื่อคนพวกนั้น”
“แบบนั้นก็แย่สิ ท่านอะไร ๆ ก็มีแต่ทำเพื่อครอบครัวเดิม แต่กลับไม่สนใจละเลยลูกผัวตัวเอง ดีแค่ไหนแล้วที่ยังมีลูกหลานเก็บป้ายวิญญาณไว้ให้ อั๊วว่าโจวกงไม่น่าเก็บป้ายวิญญาณหรอก ควรหย่าขาดแล้วปล่อยให้ตายคนเดียวไปเสีย”
“ปากไม่ดีอีกแล้วนะเรา โจวม่าท่านน่ะมีสามีที่ดีมากนะ สามีท่านเก่งและหัวไว สมัยก่อนเรียกอะไรนะ ซิ่วไฉละมั้ง แต่ได้ยินว่าพี่ชายของภรรยาท่านต้องการ พี่ชายโจวม่าจึงใช้วิธีสวมรอยใช้สิทธินั้นแทน ถ้าไม่เพราะเหตุการณ์นั้น ไม่แน่นะ โจวกงอาจจะได้เป็นถึงจอหงวนก็ได้”
“หา! ของแบบนี้มันสวมสิทธิกันได้เหรอม้า เหลือจะเชื่อเลย”
“สมัยนั้นหากใครมีเงิน มีเส้นสายก็คงไม่ยาก หลังจากนั้นไม่กี่ปีโจวกงท่านก็เสียเพราะทำงานหนักเกินไป แต่ก่อนตายท่านก็สั่งเสียลูกหลานไว้นะ อย่าได้ทิ้งภรรยาท่าน แม้ตายแล้วก็อยากให้เก็บป้ายวิญญาณเอาไว้คู่กัน เดิมก็มีป้ายวิญญาณคู่ แต่ตอนสงครามโลก อาม่าบอกว่าคว้ามาได้แต่ป้ายวิญญาณโจวหม่าเหมยกุ้ย”
“ชิ! คนโง่ไม่มีสมองแบบนั้นก็ยังปกป้อง รักปานจะกลืนกินอะไรขนาดนั้น เป็นอั๊วคงไม่อยู่ด้วยให้เสียเวลาชีวิตหรอก หนีไปทำตามความฝันดีกว่า หาเมียใหม่ใช้ชีวิตดี ๆ ไปแล้ว”
เพียะ!
“โอ๊ยม้า...ตีอั๊วทำไม” กิมหยงลูบแขนตัวเองป้อย ๆ เมื่อถูกฝ่ามือของแม่ตีเข้าอย่างจัง มิหนำซ้ำยังถูกดีดปากซ้ำอีกรอบ
“ปากไม่ดีสมควรโดน ถ้าท่านไม่ทำแบบนั้น แล้วจะมีแกมานั่งต่อปากต่อคำม้าแบบนี้หรือไง”
“ก็มันจริงนี่นา มีแล้วลำบากกันแบบนี้ ก็ไม่ต้องมีก็ได้ปะ”
นั่นคือบทสนทนาของกิมหยงและแม่ในตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านมักจะบอกเสมอให้สำนึกบุญคุณ หากไม่มีต้นตระกูลก็คงไม่มีพวกเราในวันนี้
แต่ในความคิดของกิมหยง มันคือความเห็นแก่ตัวของต้นตระกูล ลูกหลานรุ่นก่อน ๆ เป็นอะไรกัน เทิดทูนไว้เหนือหัวกันทุกคนเลย หากเป็นเธอนะ บอกได้เลยว่าแม่จะด่าสามวันสามคืนไม่ซ้ำคำเลย
ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นเหลือเกิน ความเห็นแก่ตัวของต้นตระกูลตั้งแต่ชาติไหนก็ไม่รู้ มันลามมาจนถึงชาตินี้ ชีวิตก็เป็นของเธอ แล้วทำไมไอ้พวกญาติเห็บหมานั่น ยังตามรังควานไม่จบสิ้น นั่นก็เพราะสายเลือดนี้มันอ่อนแอมาตั้งแต่แรกยังไงล่ะ เกิดมาเพื่อเป็นทาสผู้อื่นอย่างแท้จริง
พอรู้ว่าเธอเหลือตัวคนเดียว ก็พากันเสนอตัวเข้ามาช่วยดูแล แท้จริงแล้วหวังฮุบมรดกที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ ฝันไปเถอะ ไม่มีทางเสียหรอก ต่อให้เธอตายคนพวกนั้นก็จะไม่ได้เงินไปแม้แต่หยวนเดียว
กิมหยง ซึ่งมีชื่อจริงว่า นางสาวเหมยกุ้ย แซ่ซ่ง กำโฉนดบ้าน เอกสารสำคัญเกี่ยวกับหุ่นของบริษัทเล็ก ๆ ที่เธอเป็นเจ้าของ และสมุดบัญชีเงินฝากไว้แน่น สิ่งที่เธอและครอบครัวหามาด้วยน้ำพักน้ำแรง แลกมาด้วยชีวิตพ่อกับแม่ พวกกาฝากไม่มีสิทธิ์ได้มันไป
ชื่อจริงนี่ก็เหมือนกัน พ่อคิดยังไงถึงได้ตั้งชื่อลูกสาวคนนี้ให้เหมือนกับต้นตระกูล อัปมงคลสิ้นดี ก่อนกลับเมืองไทยเหมยกุ้ยตั้งมั่น จะไปเปลี่ยนชื่อใหม่ ตัดขาดวงจรชีวิตบัดซบนี้ให้สิ้นซากไปเสีย
เมื่อใกล้ถึงเวลาต้องกลับประเทศไทย บ้านเกิดของแม่ หญิงสาวจึงเอาทรัพย์สินของตัวเองไปขายเป็นเงินให้หมด เธออายุยี่สิบห้าแล้ว มีสิทธิ์จะทำอะไรในทรัพย์สินตัวเองก็ได้ แต่ญาติกาฝากพวกนั้นกลับอ้างว่าเธอยังเด็กเกินไป ดูแลอสังหาริมทรัพย์ที่ปล่อยให้เช่าเพียงลำพังยังไม่ได้ อยากจะเข้ามาช่วยดูแล
ดูแลกับผีน่ะสิ คิดจะฮุบสมบัติคนอื่นล่ะสิไม่ว่า
ในเมื่อไม่มีพ่อแม่อยู่ที่เมืองจีนแล้ว เธอก็จะขายให้หมด แล้วหอบเงินหนีกลับประเทศไทย กลับไปอยู่บ้านเกิดของแม่ยังดีเสียกว่าต้องอยู่ที่เฮงซวยแบบนี้ และเพื่อป้องกันเหล่าญาติกาฝากมารุมทึ้งในอนาคต หากว่าตนเป็นอะไรไป กิมหยงจึงเขียนพินัยกรรมไว้ว่า ทรัพย์สินทั้งหมดของเธอ ขอยกให้ญาติฝ่ายแม่ที่อยู่เมืองไทยทั้งหมด
แต่ชีวิตนี้มันก็แสนสั้นจริง ๆ นั่นแหละ หลังจากที่จัดแจงภาระทางนี้เสร็จ อีกไม่กี่วันก็จะเดินทางไปประเทศไทยแล้ว กลับต้องประสบอุบัติเหตุ จมน้ำตายอย่างน่าอนาถ เพราะไอ้เด็กเปรตหลานชายของป้า วิ่งไม่ดูตาม้าตาเรือตกลงไปในสระน้ำ
เธอหรือก็หวังดีอุตส่าห์กระโดดลงไปช่วย แต่พอช่วยได้กลับไม่มีใครสนใจจะช่วยดึงตัวเธอขึ้นจากสระน้ำเลยสักคน อุ้มหลานชายวัยห้าขวบไปได้ ก็หายหัวไปกันหมด อากาศก็หนาว น้ำในสระก็เย็น สุดท้ายขาเป็นตะคริว ตะเกียกตะกายอยู่สักพัก ร่างของเธอก็จมดิ่งลงก้นสระอย่างไม่มีใครเหลียวแล
แต่ก่อนตายกิมหยงกลับยิ้มอย่างสะใจ คนพวกนั้นคิดว่า พอเธอตายไปแล้วจะฮุบสมบัติได้หรือ ไม่มีทางเสียหรอก
หากเวรกรรมมีจริง กิมหยงคนนี้ขอเอาคืนบ้าง...
ปู่/ตาเทียด - โจวกง
ย่า/ยายเทียด - โจวม่า
บทที่ 15ชุนหว่านยังคงจำได้ดี เมื่อห้าปีก่อนหลังจากกินขนมที่เหมยกุ้ยให้มาโดยไม่คิดอะไร จากนั้นทุกอย่างก็ดับวูบ ตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนกับตู้เย่นอนอยู่ด้วยกันที่กระท่อมปลายนาเสียแล้วไม่นานก็มีชาวบ้านหลายคนแห่กันมาเห็นพวกตนได้พอดิบพอดี มารู้ภายหลังว่าเป็นเหมยกุ้ยที่เอาเรื่องของตนไปป่าวประกาศ ชื่อเสียงป่นปี้ ถูกครอบครัวรังเกียจซึ่งเรื่องราวความขัดแย้งก็ไม่ได้มีเพียงเท่านั้น เดิมทีตนกับตู้เย่ก็ยังไม่ได้ชอบพอกัน แต่มารักกันภายหลังต่างหาก หรือจะเรียกให้ถูกก็คือก่อนจะตัดสินใจหนีตามกัน มันเกิดเรื่องไม่งามผิดศีลธรรม ทำให้ครอบครัวขายหน้าเป็นขี้ปากชาวบ้าน“ชุนหว่านเจ้าฟังข้านะ ข้าสาบานได้ ไม่เคยคิดวางแผนทำลายชื่อเสียงของเจ้าแม้แต่นิดเดียว”“ทำไมจะไม่ใช่เจ้า เจ้าก็รู้ว่าตอนนั้นข้าชอบพี่อวิ๋นเซียว เจ้าก็เช่นกัน ก็เลยวางแผนกำจัดคู่แข่งหัวใจใช่ไหมเล่า” ชุนหว่านตาแดงก่ำ ถึงตอนนั้นจะชอบบุรุษคนเดียวกัน แต่ตนก็ไม่ใช่คนที่ไม่ยอมรับความจริง หากสู้กันซึ่ง ๆ หน้า ไม่ทำกันลับหลังเช่นนี้ ความเป็นเพื่อนคงไม่ลงเอยด้วยการเป็นศัตรู“เราเป็นสหายกันมาตั้งแต่จำความได้นะ ข้าเป็นคนเช่นนี้หรือ ลองตรองดูให้ดี ก่อนหน้าที่เ
บทที่ 15ทว่าคำขอของซ่งอวิ๋นเซียวก็คงจะไม่สมหวังเสียทีเดียว เพราะชุนหว่านกับตู้เย่ ได้มาเยือนถึงที่ ทันทีที่มาถึงตู้เย่ก็รีบขอโทษขอโพยเสียยกใหญ่ ทั้งสองบ้านต่างรู้กันดีว่าภรรยาไม่ถูกกัน“ขอโทษที่มารบกวนนะ พอดีชุนหว่านรบเร้าให้พามาน่ะ”“ไม่เป็นไร เราก็คนกันเองทั้งนั้น” ซ่งอวิ๋นเซียวกล่าวอย่างเนิบนาบ หากเขาไม่ได้พูดคุยกับภรรยามาก่อนหน้า ก็คงจะมีอาการกระอักกระอ่วนไม่ต่างกับตู้เย่ ชุนหว่านที่หลบอยู่หลังสามี รวบรวมความกล้าก้าวออกมาด้านหน้า ก่อนจะชี้ไปที่อดีตสหายรัก เชิดหน้ามองอีกฝ่ายอย่างไว้ตัว นางสะกิดสามีให้วางกระบุงที่สะพายมาลง“เห็ดพวกนี้ ยังรับอยู่ใช่ไหม”“รับสิ” เหมยกุ้ยตอบกลับอย่างรวดเร็ว มองเห็ดที่อัดแน่นเต็มกระบุงตาวาว ประเมินด้วยสายตาก็น่าจะได้สักประมาณเกือบสิบกิโลได้กระมัง ดีจริง อยู่ ๆ ก็มีเงินวิ่งเข้ามาหาถึงบ้าน“แต่ว่า... ข้าจะขอรับเงินไปก่อนได้หรือไม่” ชุนหว่านถามไม่เต็มเสียงนัก เข้าใจดีว่าเหมยกุ้ยต้องสำรองจ่ายไปก่อน แต่ว่านางมีความจำเป็นต้องใช้เงินจริง ๆ ตอนนี้เจ้าของที่นามาทวงเงินที่ค้างถึงบ้าน หากไม่มีจ่ายวันนี้ ปีหน้าก็คงไม่มีข้าวเก็บไว้กินแน่“ไม่มีปัญหา”“เจ้าพูดจริงใ
บทที่ 15ทันทีที่มาถึงบ้าน เหมยกุ้ยกับซือฮั่นต่างพากันปล่อยเสียงหัวเราะเต็มที่ พลางนึกถึงภาพของหย่าถิงที่เอาแต่ดีดดิ้นราวกับไส้เดือนโดนแดด ทั้งสองก็เอาแต่หัวเราะท้องคัดท้องแข็งเสียงของพวกเขาดังไปจนถึงคนที่อุดอู้อยู่แต่ในบ้านมาหลายวัน ถึงกับต้องใช้ไม้ค้ำยันฝืนร่างกายออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงทำให้หัวเราะกันเสียงดังได้ขนาดนี้ ซ่งอวิ๋นเซียวยืนเกาะขอบประตูด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างจับไม้ค้ำยันไว้มั่น มองคนทั้งสองด้วยความสงสัยใคร่รู้“มีเรื่องอะไรน่าสนุกนักหรือ ถึงได้หัวเราะกันเสียงดังเชียว”“ท่านพี่ ลุกยืนได้แล้วหรือเจ้าคะ” เหมยกุ้ยรีบวางข้าวของไว้ข้างแคร่กลางลานบ้าน ก่อนจะทำท่าทางวี้ดว้ายไม่เก็บกิริยา ปรี่เข้าหาสามีไม่ได้อยากจะจับแขนล่ำ ๆ กล้ามเป็นมัดหรอกนะ ที่ทำไปก็เพราะห่วงว่าเขาจะล้มต่างหาก “อืม... ลุกขึ้นมาขยับตัวบ้าง จะได้หายเร็วขึ้น วันนี้ได้อะไรกลับมาบ้างเล่า”“ได้มาเยอะเชียวเจ้าค่ะ ท่านพี่เดินระวังนะเจ้าคะ”ซ่งอวิ๋นเซียวพยักหน้าทำทีเป็นไม่รู้สึกอะไร ทว่าใบหูกลับแดงระเรื่อ เมื่อคนข้างกายเข้ามาโอบต้นแขนตนเอาไว้แน่น เหมยกุ้ยรู้สึกถึงอาการสั่นเล็กน้อย นางจึงเข้าใจไปว่าสามีร่างกายยัง
บทที่ 14ด้านเหมยกุ้ยหลังจากเดินแยกตัวออกมา นางได้เดินหาเห็ดอยู่ครึ่งค่อนวัน จึงตัดสินใจชวนบุตรชายกลับบ้าน วันนี้ครึ่งวันนางสามารถหาเงินได้ถึงสิบหกตำลึงกับอีกหกร้อยอีแปะ โชคดีที่หลังแยกจากชุนหว่าน ก็มาเจอกับเห็ดชนิดอื่น จึงได้เงินเพิ่มมาถึงห้าตำลึง เมื่อรวมกับของเดิมก็ได้สิบหกตำลึง หกร้อยอีแปะทว่าถึงจะหาเงินสิบหกตำลึงหกร้อยอีแปะมาได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้นางรู้สึกพอใจเลยสักนิดไหนเล่าเห็ดหลินจือที่วาดฝัน เดินจนปวดน่อง ไม่เห็นเจอสักดอก คิดถึงตรงนี้จากที่เดินไหล่ตรงมาตั้งแต่เช้า กลับห่อเหี่ยวลงด้วยความผิดหวัง ความจริงกับนิยายมันก็แค่เรื่องเพ้อฝันสินะ ทว่าในตอนที่เดินมาถึงครึ่งทาง ก็มีเด็กสาวนางหนึ่งโผล่มาดักหน้า พลางตีหน้าเศร้ากล่าวทักทาย“พี่ซือฮั่นเพิ่งกลับจากหาของป่าหรือเจ้าคะ”“อืม”เสียงใสกังวานที่ดังตามหลัง ทำเอาเหมยกุ้ยหันขวับ นางไม่เก็บอาการเลยสักนิด มองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าที่ยากจะบรรยาย ที่แท้สตรีที่ปรากฏอยู่ในสายตาของเหมยกุ้ยก็คือ หย่าถิง หลานสาวของเอ้อเหนียงจากหมู่บ้านข้าง ๆ นี่เองยังดีที่ซือฮั่นแม้จะดูซื่อ ๆ แต่ก็ไม่ได้หลงไปกับมารยาสตรี เด็กหนุ่มแสดงท่าทีเคร่งขรึมไม่เล่นด้วย แม้อ











