Share

บทที่ 2

ไป๋เสวี่ยใช้ชีวิตอยู่แต่ในห้องจนกระทั่งเริ่มรู้สึกเบื่อ “กินแล้วก็นอนเห็นทีว่าคงจะต้องเดินออกไปด้านนอกบ้างแล้ว”

“คุณหนูเจ้าคะ ท่านจะไปไหน” ทันทีเมื่อประตูห้องของตนเปิดออก ไป๋เสวี่ยก็ผงะด้วยความตกใจเพราะนางยังไม่เคยเจอบ่าวตัวน้อยในความทรงจำของร่างเดิมมาก่อน

“เจ้าคือเสี่ยวทู่”

“ใช่เจ้าค่ะ คุณหนูอย่าตีบ่าวเลยนะเจ้าคะ ที่ข้าน้อยต้องถามก็เพราะนายท่านผู้เฒ่าได้สั่งเอาไว้” เด็กหญิงร่างผอมตัวสั่นด้วยความกลัวแม้จะรู้สึกว่าวันนี้คุณหนูของตนดูผิดแผกไปจากเดิมราวกับว่าเป็นคนละคนก็ตาม

“ข้าไม่ตีเจ้าหรอกอีกทั้งยังต้องขอโทษด้วยที่เคยทำร้ายเจ้าอย่างไม่มีเหตุผลหลายต่อหลายหน” น้ำเสียงของผู้เป็นนายเอ่ยอย่างสำนึกเสียใจ ทำให้เสี่ยวทู่ตัวน้อยต้องรีบกล่าวห้ามด้วยความตื่นตะลึง

“คุณหนูอย่าได้ก้มหัวให้บ่าวเช่นนี้เจ้าค่ะ ข้าไม่เคยโกรธท่านเลยด้วยความสัตย์ เพราะหากในครานั้นไม่ใช่ท่านเป็นผู้อยากได้บ่าว ในตอนนี้ข้าน้อยเกรงว่าตัวเองคงได้เข้าไปอยู่ในหอโคมเขียวเป็นแน่”เด็กหญิงวัยสิบปีรีบคุกเข่าลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแห่งความตื้นตันจนคนฟังรู้สึกกระดากใจ

“เจ้ารีบลุกขึ้นก่อนและอย่าได้พูดเช่นนี้อีก แม้ว่าข้าจะให้ท่านพ่อช่วยซื้อตัวเจ้ามาแต่ข้าก็ทำไม่ดีกับเจ้าเช่นกัน ถ้าอย่างนั้นเอาแบบนี้ดีหรือไม่ นับตั้งแต่ตอนนี้พวกเรามาเริ่มใหม่กันนะ”

เสี่ยวทู่ตัวน้อยน้ำตาไหลพรากอาบใบหน้าอย่างดีใจ “คุณหนู ท่านช่างเป็นคนดีเสียจริง คนดีพระโพธิสัตว์ ย่อมคุ้มครอง” บ่าวตัวน้อยมองผู้เป็นนายด้วยสายตาแห่งความเทิดทูนจนไป๋เสวี่ยทำตัวไม่ถูก

ในขณะที่นางกำลังยืนละล้าละลังร่างเล็กของคนเป็นน้องชายในสภาพมอมแมมก็แผดเสียงออกมาอย่างไม่พอใจ

“พี่รองท่านรังแกพี่เสี่ยวทู่อีกแล้วเหรอ” คนตัวเล็กรีบเดินอาด ๆ เข้ามาหมายจะปกป้องผู้ที่ตนมองว่าเป็นพี่สาวมากกว่าเด็กหญิงอีกคนที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้างดงาม

“คุณชายรองเข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูหาได้รังแกบ่าวแต่อย่างใด นางกำลังเอ่ยขอโทษต่างหากล่ะเจ้าคะ”

ใบหน้าของไป๋เทียนคล้ายถูกผีหลอกเมื่อได้ยินคำพูดของเด็กรับใช้ข้างกายคนเป็นพี่

“พี่เสี่ยวทู่พูดจริงเหรอ” เด็กชายถามย้ำอย่างไม่เชื่อหู

เสี่ยวทู่ตัวน้อยผงกหัวราวลูกเจี๊ยบจิกข้าวสาร ไป๋เสวี่ยมองเด็กชายตัวน้อยผู้สูงกว่าตนไม่มากอย่างพินิจพิจารณา

“เหตุใดตัวเจ้าถึงได้ดูไม่ได้เช่นนี้เล่า”

ไป๋เทียนมองค้อนคนถามก่อนจะสาธยายออกมายาวเหยียด “พี่รองท่านลืมหรือแสร้งปิดหูปิดตากันแน่ บ้านของเรายากจนมากขนาดไหนพี่ไม่รู้หรือ ข้ากับพี่ใหญ่วัน ๆ หาได้อยู่เฉยอย่างท่านไม่ พวกเราตั้งแต่ลืมตาตื่น ข้าคนนี้ก็จะต้องไปหาฟืนบนเขา ส่วนพี่ใหญ่กับท่านแม่ก็ต้องไปช่วยกันหาบน้ำมาใส่โอ่งดินเผาข้างเรือน แม้แต่พี่เสี่ยวทู่เองก็ยังต้องไปรับจ้างซักผ้าทั้ง ๆ ที่ตัวเองเป็นลูกจ้าง มีแต่พี่คนเดียวเท่านั้นแหละที่ไม่ต้องทำอะไร วัน ๆ เอาแต่เรียกร้องจะเอาเสื้อผ้าบ้างล่ะ เอาของกินดี ๆ บ้าง ไหนจะเครื่องประดับอีก ” น้ำตาของเด็กชายไหลอาบใบหน้าเอ่ยอย่างคับแค้นใจ

“ข้าขอโทษ” สามคำนี้ทำให้น้ำตาของเด็กชายหยุดไหล ลงอย่างงงงันก่อนเงยหน้ามองคนเป็นพี่เพื่อให้แน่ใจว่าคนตรงหน้ายังเป็นพี่สาวผู้เจ้าอารมณ์เอาแต่ใจของตนหรือเป็นคนอื่นปลอมตัวมา

บ้าไปแล้วใครจะอยากมาปลอมตัวเป็นคุณหนูนายอำเภอยากจนกัน เขาคิดพลางสะบัดหน้าไปมาไล่ความคิด “ต่อไปนี้ข้าให้สัญญาว่าจะกลับตัวเป็นคนใหม่ เจ้าอาจไม่เชื่อแต่ข้าจะพิสูจน์ให้เห็นเอง” คนเป็นพี่วางมือขาวราวหยกลงบนศีรษะเล็กของคนเป็นน้องอย่างอ่อนโยน

“ท่านทำให้จริงอย่างที่พูดเถอะ เอามือออกไปซะข้าจะไปทำงานต่อ” เด็กชายตัวเล็กไม่กล้าเอามือสกปรกของตนปัดมือของเด็กหญิงออกจึงได้ทำเป็นขืนตัวและพูดจาห้วน ๆ ออกมา

“ได้สิ ว่าแต่เจ้ายังต้องไปเก็บฟืนอีกหรือเปล่าให้ข้าไปด้วยได้ไหม” ไป๋เทียนผู้รออยู่นานก็ไม่เห็นว่าคนเป็นพี่จะอาละวาดด่าทอแต่ทว่านางกลับทำในเรื่องตรงกันข้ามเสียอย่างนั้น อีกทั้งยังไร้ซึ่งท่าทางโกรธเคืองแต่เก่าก่อนเขาจึงตกใจอีกคำรบ

“ท่านต้องเสียสติไปแล้วแน่ ๆ” เมื่อผู้พูดเห็นท่าทางอันเศร้าสลดของคนเป็นพี่เจ้าตัวก็อดจะใจอ่อนไม่ได้จึงได้พูดแบบขอไปที

“จะไปก็ไปแต่ท่านห้ามบ่นว่าร้อนหรือเหนื่อยแล้วขอกลับกลางคันนะ ข้าไม่ได้ว่างลงจากเขามาส่งท่านหรอก” ท่าทางเอามือไพล่หลังราวผู้ใหญ่ตัวน้อยได้เรียกรอยยิ้มอย่างเอ็นดูจากผู้ใหญ่ในร่างเด็กของไป๋เสวี่ย

“ท่านยิ้มอะไร จะไปก็ตามมา” คนตัวเล็กทำแก้มป่องสะบัดเสียงให้นางก่อนจะเดินนำหน้าออกจากเรือน

เด็กทั้งสามคนเดินมุ่งหน้าขึ้นภูเขาไปตามเส้นทางคดเคี้ยวด้านหลังเรือน ซึ่งเส้นทางนี้ไป๋เสวี่ยคาดว่าเด็กชายน่าจะใช้สัญจรอยู่เป็นนิจทั้งนี้เป็นเพราะเส้นทางค่อนข้างเตียนโล่ง

แม้ปากของไป๋เทียนจะพูดว่าไม่สนใจคนเป็นพี่ที่เดินตามหลัง กระนั้นเด็กชายก็ผ่อนฝีเท้าให้ช้าลงเป็นระยะ ๆ

ไป๋เสวี่ยมองรอบด้านอย่างให้ความสนใจโดยไม่รู้ว่าท่าทางชมนกชมไม้ของเจ้าตัวเริ่มทำให้คนเป็นน้องหงุดหงิด

“ท่านเดินให้เร็วกว่านี้ไม่ได้เหรอ”

เสี่ยวทู่เกรงว่าสองพี่น้องจะโต้เถียงกันขึ้นมาอีกดังนั้นด้วยความหวังดีเด็กหญิงจึงได้เอ่ยเข้าข้างผู้เป็นนาย

“คุณชายรอง ให้บ่าวขึ้นไปเก็บฟืนเองดีหรือไม่ คุณหนูเพิ่งจะหาย ท่านอย่าได้ว่านางเลย”

“พี่ก็เป็นแบบนี้เสมอนั่นแหละ ไม่ว่าพี่รองจะทำอะไรผิดพี่ก็มักจะออกหน้ารับแทน” คนตัวเล็กกว่ากระทืบเท้าเดินลิ่ว ๆ โดยไม่รอคนทั้งคู่

“น้องเล็กเจ้าช้าลงหน่อยเถอะ หากเดินสะดุดแล้วเกิดบาดเจ็บขึ้นมาจะลำบาก” ไป๋เสวี่ยยกมือปาดหน้าผากตะโกนไล่หลังด้วยความเป็นห่วง

“ไม่มีทางหรอกคนอย่างข้าเดินภูเขาลูกนี้มาตั้งแต่จำความ....อ๊าก” ยังไม่ทันสิ้นเสียงของคนพูดเจ้าตัวก็ร้องดังลั่นด้วยความเจ็บปวด “เกิดอะไรขึ้น เจ้าเป็นอะไร” คนเป็นพี่เอ่ยอย่างร้อนใจ เช่นเดียวกับเสี่ยวทู่

และเมื่อพวกเขากึ่งเดินกึ่งวิ่งมาเห็นสภาพของเด็กชายตัวเล็ก “คุณชายรอง!!” “น้องเล็ก!”

“ต้องเป็นเพราะท่านนั่นแหละถึงทำให้ข้าเจ็บตัวเช่นนี้” ในเมื่อระบายความโกรธให้ใครไม่ได้สุดท้ายจึงได้ลงกับพี่สาวผู้นั่งยองมองสำรวจเท้าของตน

“ได้ ๆ ข้าผิดเองแต่ไม่ใช่ว่าพี่ตะโกนเตือนเจ้าแล้วหรอกหรือ” ไป๋เสวี่ยไม่พูดเปล่านางยังได้จับข้อเท้าของคนเป็นน้องขึ้นมาสำรวจด้วยความระมัดระวัง

“โอ๊ย! ท่านทำอะไร อีกอย่างชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกัน” คนเป็นน้องพยายามกระถดตัวหนีพลางเอ่ยตำหนิด้วยใบหน้าแดงก่ำไม่รู้ว่าเจ้าตัวโกรธหรืออาย

“เจ้าอายุเท่าไหร่ ข้าอายุเท่าไหร่ อีกอย่างเราสองคนเป็นพี่น้องกันแม้จะไม่ได้ร่วมมารดาแต่แม่ของเจ้าก็เป็นน้าแท้ ๆ ของข้า อีกอย่างเราก็บิดาเดียวกันเจ้าอย่าคิดมากจะได้ไหม”

เด็กน้อยจนใจเถียงไม่ออก จึงยอมนั่งนิ่งแต่โดยดีเพื่อให้คนอายุมากกว่าสองปีถอดรองเท้าของตน

“เจ็บไหม” คนเป็นพี่ถามเสียงอ่อนสีหน้าของนางเต็มไปด้วยความกังวลเพราะข้อเท้าของน้องชายค่อนข้างบวม

“ไม่” เขากัดฟันแน่น ให้ตายข้าก็จะไม่บอกเจ้าหรอกว่าเจ็บ เขาคิดอย่างอดทน

“เจ้าไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งไปซะทุกเรื่องก็ได้ เจ้าไม่เคยได้ยินหรือว่าเด็กไม่ร้องไห้มักจะไม่มีขนมกิน หากแต่ก่อนเมื่อข้ารังแกเจ้าแล้วเจ้าไม่อดทน ข้าก็คงไม่กำเริบเสิบสานรังแกเจ้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจนทำให้ตัวเองลำพองใจ เจ้าคิดว่าตนเองมีส่วนผิดหรือไม่” คนเป็นพี่พูดไปก็ฉีกชายเสื้อของตนเพื่อนำมาพันเท้าให้คนเป็นน้อง ไป๋เทียนฟังพี่สาวพูดอย่างเหม่อลอยจนกระทั่งฝ่ามือเย็นของนางกำลังพันเท้าให้ตน

“ท่านทำอะไร! ข้าจำได้ว่าเสื้อตัวนี้ท่านร้องไห้อยู่เป็นนานกว่าท่านพ่อจะยอมซื้อให้ ละ..แล้วตอนนี้” เด็กชายไม่อาจหาถ้อยคำใดเอ่ยออกมาได้เมื่อคนเป็นพี่มองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับว่าเรื่องที่เขาพูดนั้นไม่สลักสำคัญ

“ท่านคงเป็นบ้าไปแล้วจริง ๆ” คนตัวเล็กพึมพำ

“คุณหนูข้าเจอสมุนไพรชนิดนี้เจ้าค่ะ ท่านผู้เฒ่าเคยบอกว่ามันสามารถลดอาการบวมช้ำได้” เสี่ยวทู่นำสมุนไพรลำต้นอวบมาส่งให้คนเป็นนาย

ดวงตาของไป๋เสวี่ยเบิกกว้าง “พี่เสี่ยวทู่ท่านเจอของดีเข้าแล้ว” นางพูดขึ้นเสียงดังด้วยความลืมตัว

ทั้งน้องชายและบ่าวตัวน้อยพากันเอียงคอมองคนพูดด้วยสีหน้าฉงน

“ท่านรู้จัก?” คนเป็นน้องถามด้วยท่าทางโอหังไม่อยากเชื่อว่าคนที่ไม่สนใจเล่าเรียนเอาแต่แต่งตัวจะรู้จักชื่อและสรรพคุณของสมุนไพร

“สิ่งนี้เรียกว่าโสมซานซีหรือโสมเลือด สรรพคุณของมันใช้ห้ามเลือดแก้ฟกช้ำได้เป็นอย่างดี”

คนทั้งคู่ที่ได้ยินพากันตกตะลึง “ท่านพูดจริง!” ไป๋เทียนแทบจะลืมอาการบาดเจ็บของตนไปในบัดดล

“อืม เจ้านั่งนิ่ง ๆ สิเดี๋ยวอาการบาดเจ็บก็ยิ่งแย่ลงหรอกเอาไว้เมื่อกลับถึงบ้านข้าจะนำโสมไปต้มบำรุงให้เจ้ากิน”

“ไม่ได้!!” ไป๋เทียนตะโกนห้ามเสียงหลง

“ทำไม?” คนเป็นพี่ทำสีหน้าไม่เข้าใจ

“คุณหนูเจ้าคะ หากว่าเป็นเวลาปกติท่านคงจะรีบนำโสมต้นนี้ไปขายเพื่อนำเงินมาซื้อเสื้อผ้าเครื่องประดับแล้วล่ะเจ้าค่ะ ไม่มีทางที่ท่านจะนำมาต้มหรอก” ถ้อยคำแสนซื่อจริงใจทำให้ไป๋เสวี่ยรู้สึกสะอึก

“เอาเถอะข้าไม่เชื่อหรอกว่าภูเขาลูกใหญ่ขนาดนี้จะมีโสมแค่ต้นเดียวพวกเจ้าไม่ต้องเสียดายไป”

“ท่านยังคิดจะนำมาต้มให้ข้ากินอีกเหรอหากว่านำมันไปขายข้าว่าคงได้เงินไม่น้อย ท่านไม่เสียดายจริงหรือ?” คนเป็นน้องถามย้ำอย่างกังขา

“ไม่เสียดาย เจ้าอย่ามัวพูดมากอยู่เลยข้าอยากรู้เหลือเกินว่าเจ้าสะดุดสิ่งใดจึงทำให้ตัวเองล้มคว่ำไม่เป็นท่ามากกว่า” เมื่อคนเป็นพี่กล่าวออกมาเช่นนี้แม้ว่าในใจของไป๋เทียนจะรู้สึกซาบซึ้งขึ้นมาบ้างแต่หลังจากได้ยินประโยคหลังเขาก็ทำหน้าบึ้งด้วยความไม่พอใจ

“ท่านไม่ใช่พูดเกินไปเหรอ ข้าล้มคว่ำเมื่อไหร่กันเพียงแค่สะดุดเล็กน้อยเท่านั้นเอง” เขาแก้ตัว

ไป๋เสวี่ยคร้านจะโต้แย้งกับคนเป็นน้องนางจึงยอมอ่อนข้อให้แต่โดยดีก่อนที่เจ้าตัวจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

“คุณหนู พวกเราจะลงจากภูเขากันเลยดีไหมเจ้าคะ” เสี่ยวทู่ตัวน้อยถามหลังเห็นนายน้อยของเรือนได้รับบาดเจ็บ

“อืมกลับเลยก็ดี แต่ว่าข้าขอดูต้นเหตุที่ทำให้น้องชายบาดเจ็บสักหน่อยเถอะ” คำพูดของนางทำให้ทั้งไป๋เทียนและ เสี่ยวทู่ตกตะลึงอีกคำรบ

“ท่านยอมรับข้าว่าเป็นน้องชายแล้วหรือ” แม้ว่านางจะยอมเรียกเขาว่าน้องเล็กแต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่คนเป็นพี่จะบอกว่าตนเป็นน้องชาย

ไป๋เสวี่ยมองเขาพร้อมกับคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยนทั้งปากและตา “ข้าบอกเจ้าแล้วว่าต่อไปนี้ข้าคือคนใหม่” แสงของอาทิตย์ยามใกล้อัสดงอาบไล้แนวเขาลามเลียมาถึงตัวของคนพูดจึงทำให้หล่อนดูราวกับเทพธิดาตัวน้อยก็ไม่ปาน
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 163

    “ท่านแม่ขอรับ ข้าเจ็บ” เด็กชายผู้มีรูปร่างอ้วนท้วนผิวขาวฟ้องนางหลังจากโดนบิดาเคี่ยวกรำให้ฝึกยุทธแม้นางจะรู้สึกสงสารทว่าก็เข้าใจในความปรารถนาดีของผู้เป็นสามีที่มีต่อบุตรได้เช่นกัน ดังนั้นนางจึงได้แต่ต้องหลับตาข้างลืมตาข้างเบือนหน้าหนีไปทางอื่นยามที่บุตรชายได้รับการฝึกจากบิดาตน“ท่านแม่! ท่านกำลังคิด

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 162

    เด็กชายหญิงคู่หนึ่งผู้มีใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดูกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นพรมหนาหน้าปลายเท้าของหญิงชราผมเกล้าเป็นมวยอย่างเรียบร้อยเส้นผมของนางแม้จะเป็นสีขาวโพลนกระนั้นก็ยังคงเงางาม ดวงหน้าของนางเองก็ผ่องใสแม้จะมีริ้วรอยตามวัย“ท่านย่าเจ้าคะ/ขอรับ” สองพี่น้องเรียกนางพร้อมกันพลางแหงนหน้ามองหญิงสูงวัยอย

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 161

    หิมะสีขาวของทางเหนือกำลังโปรยปรายลงมาอย่างหนักจนบางแห่งเริ่มเห็นน้ำแข็งค้างตามกิ่งไม้หรือตามชายคาไป๋เสวี่ยได้แต่งเข้ามาอยู่สำนักยุทธชิงหลงได้นานกว่าหนึ่งปีแล้วนับตั้งแต่กลับมาจากการเดินทางในท้องทะเลคราวนั้น“เจ้านี่นะออกมาด้านนอกก็ไม่เอาเสื้อคลุมออกมาด้วย” โอวหยางเฉินพูดขึ้นพร้อมกับนำเสื้อคลุมสีขาว

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 160

    “ข้าว่าคนผู้นั้นน่าจะตาฝาด สัตว์ประหลาดอะไรจะมาโผล่กลางท้องทะเล”“ข้าเองก็ไม่รู้แต่หลังจากที่ข้าช่วยเขาขึ้นมาจากท้องน้ำ ชายคนนั้นก็เอาแต่เพ้อว่าช่วยข้าด้วย! อย่ากินข้าเลย”“อย่างนี้ก็ไม่รู้สิว่าสัตว์ประหลาดที่ว่าหน้าตาเป็นเช่นไร” ผู้พูดรู้สึกกังขา“ข้าลองถามดู เขาบอกว่าสัตว์ตัวนั้นมีหนวดยาวมากอีกทั้

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 159

    “น้องเล็ก! เจ้ากล้าดีเยี่ยงไรถึงขึ้นไปยืนบนหัวเสาเรือเช่นนั้น เจ้าไม่กลัวจะพลัดตกลงทะเลหรอกหรือ” ไป๋เสวี่ยอดไม่ได้ที่จะตำหนิน้องชายเมื่อเห็นเขากล้ายืนท้าความตายบนหัวเสากระโดงเรือ“พี่รอง! ท่านกังวลเกินไปแล้วขอรับ” ไป๋เทียนไม่พูดเปล่าเจ้าตัวยังพุ่งตัวลงมาทำให้คนเป็นพี่รู้สึกหวาดหวั่นต่อการกระทำของเขา

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 158

    เรื่องกวีของไป๋ตงก็เป็นอันถูกยกเลิกไปด้วยเมื่อดวงจันทร์ที่กำลังสุกสกาวได้หายลาลับเข้ากลีบเมฆเช้าวันต่อมา ภายในลานฝึกก็ยังคงเต็มไปด้วยความฮึกเหิมเหมือนเคย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือเมื่อพวกเขาเห็นไป๋เสวี่ยแต่ละคนก็ทำความเคารพนางพร้อมกับเรียกนายหญิงน้อย“นี่มันไม่เร็วเกินไปหน่อยหรือเจ้าคะ” ไป๋เสวี่ยถาม

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 114

    “เจ้าค่ะท่านปู่” เด็กหญิงวัยสิบเอ็ดปีซึ่งแต่งกายเป็นเด็กชายตอบรับหลังจากที่นางได้ทำความเคารพสองพ่อลูกแซ่หวง ท่าทางของเด็กหญิงคล่องแคล่วเป็นอย่างมากนางเริ่มจากการตรวจดูในดวงตา สังเกตลิ้น ก่อนจะสังเกตลมหายใจของผู้ป่วย จนมาถึงการตรวจชีพจร หลังเสร็จสิ้นขั้นตอนดังกล่าวนางจึงได้ซักถามอาการของเ

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 104

    เป่าเปา เจ้ารู้สึกอะไรหรือไม่ คำถามของสหายเทพทำให้ไป๋เสวี่ยเริ่มระมัดระวังตัว “พี่ใหญ่ ทุกคนระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ” “เกิดอะไรขึ้นหรือน้องรอง” ไป๋ตงถามขึ้นทันทีทั้ง ๆ ที่พวกเขายังไม่พ้นจากชายป่า “ข้ายังตอบไม่ได้เพียงแต่ข้าสัมผัสได้ถึงความแค้นชิงชันระคนโศกเศร้า ข้าคิด

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 103

    “โอ้ย!” เสียงร้องแห่งความเจ็บปวดทำให้ผู้ติดตามของสาวน้อยคนนั้นกระฉับอาวุธในมือแน่นพลางเหลียวซ้ายแลขวา “ต้องเป็นพวกมันแน่ที่กล้าลอบทำร้ายข้า” ใบหน้าของคนพูดแสดงท่าทางโกรธเกรี้ยวและกำลังจะนำมือดึงผมของเด็กที่มีอายุน้อยกว่า ต่อมานางก็โดนลูกหินดีดเข้าใส่มืออีกข้าง เสียงกรีดร้องแห

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 102

    กาลเวลาเคลื่อนคล้อยทุกสรรพสิ่งหมุนเวียนมีเกิดมีดับอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ในตอนนี้บ้านไร่ของหมู่ตึกเมฆขาวและอาณาเขตบริเวณกลับเต็มไปด้วยความเจริญรุ่งเรือง ท้องทุ่งสีทองสุกปลั่งพร้อมใกล้จะเก็บเกี่ยวทำให้ผู้คนที่ได้อาศัยอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิต “คุณหนู ข้ามีข่าว

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status