Share

บทที่ 8

อากาศบนภูเขาเริ่มเย็นลงทุกขณะไป๋ตงเริ่มกระวนกระวายด้วยน้องน้อยยังไม่กลับมา

“นี่!!” คนภายในหลุมส่งเสียงเรียก

“เจ้ามีอะไร”

“ข้ายอมบอกเรื่องของตนแล้ว เจ้าช่วยดึงข้าขึ้นไปก่อนได้หรือไม่ อยู่ในนี้ข้าอึดอัดยิ่งนัก”

ไป๋ตงทำสีหน้าลังเลทั้งนี้ไม่ใช่เพราะว่าเจ้าตัวเชื่อใจคนป่า แต่ทว่าใจเขาเป็นห่วงน้องสาวเสียมากกว่า

แต่ถ้าหากปล่อยให้คนผู้นี้อยู่ในหลุมต่อไปก็เกรงว่าเขาอาจจะเกิดอันตราย เฮ้อ! ข้าควรทำยังไงดี

“พี่ใหญ่! ข้ากลับมาแล้ว” เสียงตะโกนก่อนตัวของผู้ที่ตนกำลังรอคอยดังขึ้นก่อนจะปรากฏกายออกมา ทำให้ไป๋ตงผู้กำลังคิดมากรีบหันหน้าไปทางเสียงที่ได้ยิน

“น้องรอง นะ..นั่นทำไมมันมากถึงเพียงนั้น” ใบหน้าของไป๋ตงเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

“แค่นี้นับว่าเล็กน้อยนะเจ้าคะ ผีซิวล่าได้เยอะมากกว่านี้อีก แต่ว่าข้าได้แบ่งให้พี่สาวที่เจอกับครอบครัวของนางส่วนหนึ่ง

พี่ใหญ่รู้ไหมพวกเขาอยู่กันอย่างลำบากมาก” ไป๋เสวี่ยส่งเสียงเจื้อยแจ้วเล่าเรื่องที่ตัวเองประสบมาโดยเจตนาให้คนที่อยู่ในหลุมดักสัตว์ได้ยิน

“เจ้าไปที่แห่งนั้นมาได้ยังไง” น้ำเสียงของเขาแสดงความร้อนใจในตอนนี้เจ้าตัวเริ่มอยู่ไม่นิ่งเสียแล้ว

“เจ้ารู้จักคนพวกนั้น” ไป๋ตงถามด้วยความสงสัย

“มะ..” “ข้าให้เจ้าทบทวนดูใหม่ว่าควรตอบเช่นไร” ไป๋เสวี่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงแฝงแววข่มขู่

“ก็ได้ข้ายอมรับ คนเหล่านั้นมีแม่และพี่สะใภ้ของข้ารวมถึงหลาน ๆ ด้วย ส่วนที่เหลือก็เป็นบ่าวที่ติดตามกันมา” เมื่อเขาได้พูดออกไปคล้ายว่าความอึดอัดก็พลันเบาบางลงไปด้วย

“ก็แค่นั้น พี่ใหญ่ท่านช่วยดึงเขาขึ้นมาเถอะเจ้าค่ะ”

“เรื่องของเจ้าเป็นมายังไงกันแน่” ไป๋ตงอยากรู้ใจแทบขาดจึงได้ถามขึ้นทันทีเมื่อช่วยเหลือเด็กหนุ่มคนนี้ขึ้นมาจนถึงปากหลุม

“ข้ากับครอบครัวอพยพมาจากแคว้นอื่น พวกเรารอนแรมหนีสงครามกันมาจนกระทั่งถึงภูเขาลูกนี้ ให้ข้ากินก่อนไม่ได้เหรอข้าหิวจนตาลายไปหมดแล้วแม้น้ำสักหยดก็ยังไม่มีตกถึงท้อง” คนพูดกลืนน้ำลายเมื่อได้กลิ่นไก่ย่างที่ไป๋เสวี่ยกำลังพลิกไปมา

“น้องสาวเจ้าก่อไฟเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่”

คนป่ามองหน้าของไป๋ตงด้วยดวงตาที่ถูกผมปรกลงมา “มันใช่ประเด็นไหมแค่จุดไฟเอง หากนางทำไม่ได้ก็นับว่าไม่สมควรเกิดเป็นหญิงแล้วละ หลานสาวของข้ายังก่อเป็นตั้งแต่อายุสี่ขวบ” คำพูดของเขาในช่วงท้ายราวกับโอ้อวด

“เหอะ! ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็หิ้วท้องไปให้หลานสาวของเจ้าก่อไฟแล้วย่างไก่ให้กินดีไหม” ไป๋เสวี่ยตอบโต้ทันควัน

เด็กหนุ่มมองไก่ตาละห้อย พร้อมกันนั้นเขาก็คิดว่าเด็กคนนี้ช่างอารมณ์ร้อนเสียจริง “เจ้าก็อย่าใจร้ายกับข้านักเลย กว่าข้าจะเดินกลับถึงที่พักเห็นทีว่าคงจะเป็นลมและหลังจากนั้นอาจจะโดนหมาป่าคาบไปกินเป็นอาหารร่างกายคงเหลือแต่ซาก”

เด็กหญิงเพียงปรายตามองเขาก่อนทำเป็นหูทวนลม “รอก่อนยังไม่ได้ที่” เด็กหญิงพูดเสียงแข็ง

“อืม” เด็กหนุ่มแหวกผมของตนที่ปิดหน้าปิดตาตอบตกลงอย่างดีใจ ส่วนไป๋ตงรู้สึกทนไม่ได้ที่เห็นคนผู้นี้ในสภาพราวยาจก

“ข้าว่าเจ้าเกล้าผมให้เรียบร้อยสักหน่อยดีไหม”

“จะให้ดีข้าว่าเจ้าไปอาบน้ำล้างตัวตรงลำธารเลยจะดีกว่า” ไป๋เสวี่ยกล่าวอย่างเห็นพ้องกับความคิดของพี่ชาย

“ข้ายังไม่ได้บ้าถึงเพียงนั้นนะ น้ำในลำธารเย็นจะตายให้ข้าลงไปอาบมีหวังได้แข็งตายเป็นแน่” เขาแย้งขึ้นทันที

“เฮ้อ! เจ้าอยู่ในป่าแห่งนี้มานานแค่ไหนแล้ว ข้าถามจริงเจ้าเคยสำรวจมันบ้างหรือไม่” ไป๋เสวี่ยพูดพลางถอนใจ

“นานแล้วแต่จำไม่ได้ว่านานเท่าไหร่ ว่าแต่เจ้าถามถึงเรื่องสำรวจป่าทำไม สัตว์ร้ายในป่ามีเยอะแยะ อีกทั้งครอบครัวข้าก็พากันสูญหาย ไหนเลยข้ายังจะกล้าออกท่องป่า” คำตอบนี้ของเขาค่อนข้างสมเหตุสมผล

“เดินลึกขึ้นไปทางเหนือมีตาน้ำพุร้อนแต่ตรงนั้นยังไม่สามารถอาบได้เพราะมันร้อนจนเกินไปอาจทำให้ร่างกายของเจ้าเปื่อยยุ่ยซึ่งข้าคิดว่าคงไม่น่าดู แต่ถัดลงมาสักสองลี้จะมีบ่อแห่งหนึ่ง น้ำในนั้นสามารถแช่ตัวได้อย่างสบายทีเดียวดังนั้นเจ้าควรจะไปชำระกายที่นั่น”

ไป๋ตงใบหน้าเริ่มซีดขาวหลังจากฟังสิ่งที่น้องสาวพูดออกมา “เป่าเปาเหตุใดเจ้าถึงกล้าเข้าป่าลึก”

“พี่ใหญ่เจ้าคะ ข้าหาได้ไปคนเดียวเสียเมื่อไหร่ มีผีซิวไปด้วยใครจะกล้ามารังแกข้าได้ หากไม่เชื่อพี่ก็ลองดูสัตว์ที่จับมาได้เอาเถอะ” ไป๋เสวี่ยพูดขึ้นพลางพยักเพยิดหน้าไปยังซากไก่ซากปลา และกระต่ายหลายตัว อีกทั้งยังมีลูกหมูป่าที่ขนาดกำลังพอดีอีกหนึ่งตัวซึ่งมันน่าจะพลัดหลงจากฝูง

“ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็เถอะทว่าคราวหลังเจ้าอย่าได้เสี่ยงอันตรายเช่นนี้อีก” ไป๋ตงยังอยากจะพูดอีกหลายคำ

เพียงแต่ในตอนนี้ปากของเขาได้ถูกน่องไก่จากฝีมือคนเป็นน้องฉีกอุดเอาไว้เสียสิ้น

“พี่ใหญ่รีบกินเถอะเนื้อของมันนุ่มมากเลย เชื่อข้า” คนตัวเล็กกว่าฉีกยิ้มอย่างไม่รู้สึกผิด

ส่วนเด็กหนุ่มคนป่านั้นไม่ต้องพูดถึงเพราะเจ้าตัวได้ฉีกกินเนื้อไก่ไปมากกว่าครึ่งตัวแล้วด้วยความหิวโหย

“เจ้าค่อย ๆ กินก็ได้หากติดคอขึ้นมาจะลำบากแล้วนี่ก็กระบอกน้ำ” ไป๋ตงพูดหลังจากกลืนเนื้อไก่ลงคอ

“อืม” เด็กคนนี้อยากจะตอบรับทว่าก็จนใจทั้งนี้เป็นเพราะเจ้าตัวกำลังเคี้ยวเนื้อไก่อยู่เต็มปาก

“เจ้าบอกว่ามีบ่าวรับใช้ตามมาด้วยแสดงว่าเจ้าย่อมเป็นคุณชายมาจากไหนสักตระกูลนะสิ จุ๊ ๆ ทว่าดูท่าทางการกินของเจ้าแล้วดูยังไงก็ห่างไกลนัก” ไป๋เสวี่ยไม่วายเอ่ยตำหนิเขาอย่างไม่ไว้หน้า

“ข้าไม่สนคำตำหนิของเด็กอย่างเจ้าหรอก ข้าหิวก็ต้องกินนะสิ แล้วไม่รู้ว่าอีกกี่วันถึงจะได้กินอย่างนี้อีก” เนื้อไก่ในมือเริ่มฝืดคอ

“เจ้าไม่ต้องทำหน้าเศร้าได้ไหม ข้าก็เพียงกล่าวหยอกเล่นเท่านั้นเอง ส่วนเรื่องที่เจ้ากังวลนั้นข้าจะพยายามหาทางช่วย”

แววตาของเด็กหนุ่มเริ่มมีความหวังเมื่อได้ยินประโยคนี้ของเด็กหญิงผู้มีอายุน้อยกว่า

“น้องรองเจ้าจะทำอันใด”

“ข้าตั้งใจจะช่วยพวกเขาเจ้าค่ะ พวกเขาจะได้ไม่ต้องเป็นคนป่าแบบนี้”

“เจ้าจะช่วยอย่างไรในเมื่อบ้านเราเองก็มีฐานะลำบากไม่ต่างจากพวกเขา อีกอย่างการที่จะรับรองฐานะให้คนป่าจำต้องให้พวกเขาลงนามเป็นทาสกับครอบครัวเรา ไม่อย่างนั้นพวกเขาก็จะถูกทางการจับไปขายให้เป็นทาสแก่ผู้อื่นอยู่ดี” ไป๋เสวี่ยฟังสิ่งที่พี่ชายกล่าวออกมาด้วยใบหน้าฉงน

“ทำไมล่ะเจ้าคะ ให้พวกเขาเป็นคนในหมู่บ้านไม่ต้องเป็นทาสใครไม่ได้หรือ” ใบหน้าของคนถามเต็มไปด้วยความสนเท่ห์

“ไม่ได้หรอกทั้งนี้เป็นเพราะพวกเขาเป็นคนต่างแคว้น ยิ่งตอนนี้สงครามเพิ่งจะสิ้นสุดทางการอาจจะมองว่าพวกเขาเป็นสายลับ”

“ถ้าอย่างนั้นข้าจะช่วยเขาได้ยังไง” สมองเล็ก ๆ ของไป๋เสวี่ยพยายามหาทางออก

“เรื่องนี้พี่ว่าเจ้าลองนำไปปรึกษาท่านปู่กับท่านพ่อดีหรือไม่” ไป๋ตงเองก็อดเห็นใจชะตากรรมของคนเหล่านี้ไม่ได้เสนอ

ดังนั้นหลังจากสองพี่น้องส่งสหายคนป่าที่ยังไม่รู้จักชื่อแซ่กลับเข้าป่าด้านในคนทั้งคู่กับสัตว์เทพจึงได้พากันเดินลงจากภูเขาโดยที่กระบุงของแต่ละคนบรรจุทั้งเนื้อและผักป่าเอาไว้

เมื่อถึงเนินเขาสายตาทั้งสามคู่ก็มองเห็นคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังรวมตัวกันมีคบไฟในมือที่ยังไม่ได้จุดอยู่หลายอัน

“พวกเจ้ากลับมาแล้ว เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือไม่ทำไมถึงได้กลับมากันเอาป่านนี้” ไป๋ซวนสาวเท้าเดินเข้าไปหาบุตรชายหญิงถามพลางสำรวจร่างกายของลูกตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

“ท่านพ่อ พวกเราปลอดภัยดีขอรับ เพียงแต่ข้ากับน้องรองช่วยกันเก็บฟืนกับผักป่านานไปหน่อยก็เลยกลับลงมาช้า” ไป๋ตงไม่ได้ตอบคำถามตามตรงเนื่องจากในตอนนี้มีคนนอกอยู่จำนวนมากแม้ว่าคนพวกนี้จะเป็นทหารในหน่วยของบิดาก็ตาม

“คราวหน้าคราวหลังเจ้าอย่าได้เป็นเช่นนี้อีก”

“ขอรับ/เจ้าค่ะ”

เมื่อคนที่ต้องการตามหากลับมาแล้วไป๋ซวนจึงได้เอ่ยขอบคุณกับคนในที่ว่าการของตน

“ขอบคุณพี่น้องทั้งหลายเอาไว้วันหน้าข้าจะเลี้ยงตอบแทน”

“ท่านนายอำเภอเกรงใจเกินไปแล้วขอรับ ถ้าอย่างนั้นพวกเราพี่น้องขอตัวก่อน” นายทหารผู้เป็นหัวหน้าของคนเหล่านี้ประสานมือคารวะเขาก่อนจะสั่งให้ทุกคนแยกย้าย

แม้ว่าไป๋ซวนจะเป็นนายอำเภอของเมืองนี้ก็ตาม ทว่าอำนาจส่วนใหญ่รวมถึงคนที่ทำงานนั้นล้วนเป็นของเจ้าเมืองแทบทั้งสิ้นดังนั้นเขาจึงค่อนข้างทำอะไรลำบาก

ไม่ใช่ว่าเจ้าตัวไม่เคยคิดลาออกเพียงแต่หากลาออกแล้วเขากับครอบครัวจะไปอยู่ที่ไหน เป็นเพราะเรื่องนี้เขาจึงจำต้องอยู่อย่างอดทนและหวังว่าสักวันจะหลุดพ้นจากความอึดอัดนี้

“ท่านพ่อ” น้ำเสียงหวานใสของลูกสาวปลุกให้เขาตื่นจากภวังค์

“ทำไมหรือลูก” เขาถามเสียงอ่อนใบหน้าอันอ่อนล้าพลันคลายลงเมื่อได้เห็นรอยยิ้มของคนเป็นลูก

“กลับเรือนกันเถอะเจ้าค่ะ” มือเล็กสอดรับกับมือใหญ่ของบิดาทำให้คนเป็นพ่อเริ่มมีกำลังใจมากขึ้น

“อืม”

ภายในบ้านดินขนาดห้าห้องในยามนี้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างมองไก่กับกระต่ายที่มีอยู่หลายตัวด้วยสายตาตื่นตะลึง

“พี่รอง นี่เป็นฝีมือของผีซิวจริงเหรอ” พ้นคำถามนี้สัตว์เทพผู้สง่างามก็ส่งเสียงคำรามใส่หน้าของเขาจนทำให้เจ้าตัวยืนแทบไม่อยู่ด้วยความตกใจ

“ขะ..ข้าขอโทษเพียงแต่ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะเก่งกาจเยี่ยงนี้ทั้งที่ดู ๆ ไปเจ้าตัวเล็กกว่าลูกหมูตัวนั้นด้วยซ้ำ” ไป๋เทียนพูดเสียงสั่น

สัตว์เทพสะบัดหน้าหนีก่อนที่จะนั่งหมอบลงเชิดศีรษะของตนขึ้น ซึ่งการกระทำเช่นนี้แปลได้ว่าเจ้าตัวค่อนข้างพอใจกับคำพูดของเด็กชายตัวเหม็น

“คราวหลังเจ้าก็ระวังคำพูดหน่อยก็แล้วกัน มาเถอะเดี๋ยวข้าจะตุ๋นกระต่ายปลอบใจ”

“ดี ดี ปู่จะรอชิมฝีมือหลาน ส่วนไก่กับเนื้อหมูพวกนี้เห็นทีว่าพวกเราคงจะต้องจัดการทำความสะอาด หาไม่เห็นทีว่าพรุ่งนี้คงจะมีกลิ่นจากของเสียที่อยู่ด้านใน” ไม่มีใครค้านคำพูดของชายชรา

“ท่านปู่เก็บเครื่องในของมันเอาไว้นะเจ้าคะ ทั้งหมูทั้งไก่เลย”

“ทำไมเหรอ” เหมยกุ้ยถามอย่างสงสัย

“มันกินได้เจ้าค่ะ เชื่อข้าเถอะ”

“ได้ แม่จะเก็บไว้ให้เจ้าเอง แต่จะต้องทำอย่างไรนั้นคงต้องรบกวนเจ้าให้มาบอกเสียแล้ว”

“ได้เลยเจ้าค่ะ”

“พี่รองว่าแต่ท่านทำอาหารเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่กันหรือว่าที่แห่งนั้นสอนท่านมาด้วยอย่างนั้นเหรอ” ไป๋เทียนเริ่มเป็นเจ้าหนูจามัยเอ่ยอย่างใคร่รู้

“ข้าเป็นทายาทของเทพถงหวีมาเกิดเจ้าไม่รู้หรือ” คนตอบพูดไปส่งเสียงหัวเราะเสียงดังอย่างอารมณ์ดีเมื่อเห็นใบหน้าของคนเป็นน้อง

ไป๋เทียนยกมือเกาศีรษะด้วยความไม่เข้าใจและเจ้าตัวก็ยิ่งทวีความอยากรู้

“พี่รองเทพถงหวีคือผู้ใด” คนตัวเล็กพยุงไม้เท้าเดินตามคนเป็นพี่ไปทางโรงครัวราวกับเป็นหางเล็ก ๆ ของนางก็ไม่ปาน

“เอาไว้ข้าจะเล่าให้ฟังในภายหลัง”
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 163

    “ท่านแม่ขอรับ ข้าเจ็บ” เด็กชายผู้มีรูปร่างอ้วนท้วนผิวขาวฟ้องนางหลังจากโดนบิดาเคี่ยวกรำให้ฝึกยุทธแม้นางจะรู้สึกสงสารทว่าก็เข้าใจในความปรารถนาดีของผู้เป็นสามีที่มีต่อบุตรได้เช่นกัน ดังนั้นนางจึงได้แต่ต้องหลับตาข้างลืมตาข้างเบือนหน้าหนีไปทางอื่นยามที่บุตรชายได้รับการฝึกจากบิดาตน“ท่านแม่! ท่านกำลังคิด

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 162

    เด็กชายหญิงคู่หนึ่งผู้มีใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดูกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นพรมหนาหน้าปลายเท้าของหญิงชราผมเกล้าเป็นมวยอย่างเรียบร้อยเส้นผมของนางแม้จะเป็นสีขาวโพลนกระนั้นก็ยังคงเงางาม ดวงหน้าของนางเองก็ผ่องใสแม้จะมีริ้วรอยตามวัย“ท่านย่าเจ้าคะ/ขอรับ” สองพี่น้องเรียกนางพร้อมกันพลางแหงนหน้ามองหญิงสูงวัยอย

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 161

    หิมะสีขาวของทางเหนือกำลังโปรยปรายลงมาอย่างหนักจนบางแห่งเริ่มเห็นน้ำแข็งค้างตามกิ่งไม้หรือตามชายคาไป๋เสวี่ยได้แต่งเข้ามาอยู่สำนักยุทธชิงหลงได้นานกว่าหนึ่งปีแล้วนับตั้งแต่กลับมาจากการเดินทางในท้องทะเลคราวนั้น“เจ้านี่นะออกมาด้านนอกก็ไม่เอาเสื้อคลุมออกมาด้วย” โอวหยางเฉินพูดขึ้นพร้อมกับนำเสื้อคลุมสีขาว

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 160

    “ข้าว่าคนผู้นั้นน่าจะตาฝาด สัตว์ประหลาดอะไรจะมาโผล่กลางท้องทะเล”“ข้าเองก็ไม่รู้แต่หลังจากที่ข้าช่วยเขาขึ้นมาจากท้องน้ำ ชายคนนั้นก็เอาแต่เพ้อว่าช่วยข้าด้วย! อย่ากินข้าเลย”“อย่างนี้ก็ไม่รู้สิว่าสัตว์ประหลาดที่ว่าหน้าตาเป็นเช่นไร” ผู้พูดรู้สึกกังขา“ข้าลองถามดู เขาบอกว่าสัตว์ตัวนั้นมีหนวดยาวมากอีกทั้

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 159

    “น้องเล็ก! เจ้ากล้าดีเยี่ยงไรถึงขึ้นไปยืนบนหัวเสาเรือเช่นนั้น เจ้าไม่กลัวจะพลัดตกลงทะเลหรอกหรือ” ไป๋เสวี่ยอดไม่ได้ที่จะตำหนิน้องชายเมื่อเห็นเขากล้ายืนท้าความตายบนหัวเสากระโดงเรือ“พี่รอง! ท่านกังวลเกินไปแล้วขอรับ” ไป๋เทียนไม่พูดเปล่าเจ้าตัวยังพุ่งตัวลงมาทำให้คนเป็นพี่รู้สึกหวาดหวั่นต่อการกระทำของเขา

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 158

    เรื่องกวีของไป๋ตงก็เป็นอันถูกยกเลิกไปด้วยเมื่อดวงจันทร์ที่กำลังสุกสกาวได้หายลาลับเข้ากลีบเมฆเช้าวันต่อมา ภายในลานฝึกก็ยังคงเต็มไปด้วยความฮึกเหิมเหมือนเคย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือเมื่อพวกเขาเห็นไป๋เสวี่ยแต่ละคนก็ทำความเคารพนางพร้อมกับเรียกนายหญิงน้อย“นี่มันไม่เร็วเกินไปหน่อยหรือเจ้าคะ” ไป๋เสวี่ยถาม

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 124

    “แยกย้ายกันค้นหา ข้าไม่เชื่อหรอกว่าพวกมันจะหนีไปได้” รังโจรเกิดความโกลาหลขึ้นทันทีโดยที่การกระทำของพวกมันได้ตกอยู่ภายใต้สายตาของไท่ไจ่วัยกลางคน “ยาโถว ข้าจะเข้าไปจับหัวหน้าของมันก่อนนะ ส่วนเจ้าก็เตรียมยาอยู่ทางนี้ก่อน หลังจากข้าส่งสัญญาณเจ้าก็ลงมือได้เลย” “รับคำสั่งท่านลุงเจ้

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 113

    เมื่อไป๋ซวนรับตำแหน่งและเข้าทำงานได้ไม่กี่วันทางเมืองหลวงก็มีม้าเร็วให้คนมาส่งสารถึงเขาว่าต้องการกระดาษจำนวนมากเพราะการมีอยู่ของสิ่งนี้ทำให้สะดวกในหลายอย่าง “ใต้เท้าเกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ” หยูไห่ผู้ทำหน้าที่เป็นรองเจ้าเมืองถามขึ้นเมื่อเขาเห็นสีหน้าของพี่ชายบุญธรรมผู้พ่วงด้วยตำแหน่งผู้บังค

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 112

    ในยุคนี้เรื่องการคัดเลือกขุนนางนั้นเกิดจากการแนะนำจากเหล่าขุนนางด้วยกันเอง ยังไม่ได้เปิดโอกาสให้คนทั่วไปในการสอบหรือถึงแม้จะเปิดโอกาส ทว่าด้วยผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ตัวอักษรยังไงตำแหน่งทั้งหลายก็คงไม่ถึงมือพวกเขาอยู่ดีดังนั้นไป๋เสวี่ยจึงคิดว่าหากบิดาของตนต้องการเป็นเจ้าเมืองนั้นก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่อง

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 111

    “ข้าอยู่กับเขาร่วมทุกข์แต่ไม่ทันได้ร่วมสุขหลังจากเขาได้รับตำแหน่งกอปรกับมีใบหน้าอันหล่อเหลารูปลักษณ์ราวบัณฑิตอันสุภาพ ทว่าหลังจากเขาจากข้าไปเกือบปีเขาคนนี้ก็เดินทางกลับมาหาข้าพร้อมข่าวร้าย” ผีสาวกล่าวเจือเสียงสะอื้น “ข้าไม่ได้อยากทำร้ายเจ้า ทั้งหมดเกิดจากเจ้าไม่ยินยอมเอง การที่บุรุษจะมีส

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status