LOGINให้ตายเถอะ! ทะลุมิติมาทั้งทีได้มาเป็นสะใภ้ก็ถือว่ายากแล้ว แต่นี่ต้องมาเป็นสะใภ้อีสาน โอ้ยอยากตายแล้วเกิดใหม่จริงโว้ย นิยายเรื่องทะลุมิติไปเป็นสะใภ้ยุค 80 เป็นเรื่องราวของเขมิกาหรือเอมอรสาววัยสิบแปดปีที่พึ่งเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีหนึ่งทะลุมิติไปเป็นสะใภ้อีสานในปี 2525 มาติดตามกันว่าเธอจะไปใช้ชีวิตในยุคนั้นได้อย่างไร นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรต์เองนะคะ บทสนทนาส่วนใหญ่จะใช้เป็นภาษาอีสานค่ะ (มีวงเล็บแปลให้ค่ะ) ภาษาอาจจะไม่ถูกหลักไวยากรณ์เท่าไรไรต์ต้องขออภัยด้วยนะคะ
View Moreสองวันต่อมาเขมิกาตื่นแต่เช้าก็พบว่าพ่อกับแม่เพิ่งกลับจากไปจ่ายตลาด เธอแปลกใจที่วันนี้พ่อกับแม่ซื้อของมากันเยอะแยะ “เขมไปแต่งตัวให้สวย ๆ สิลูก วันนี้จะมีแขกคนสำคัญมาบ้านเรา” “ใครอะแม่ หนูรู้จักไหมคะ” “ไม่น่าจะรู้นะ เพราะพ่อกับแม่ก็ไม่เคยเจอพวกเขาเหมือนกัน” ‘อิหยังวะ? ไม่รู้จักแล้วจะมาทำไมก๊อน’ “แล้วเอาสวยแค่ไหนล่ะแม่” “แล้วแต่เขมเลย เอาสวยสุดเท่าที่เขมจะสวยได้นั่นแหละ” อรพินท์บอกกับลูกสาว แล้วสามีภรรยาก็แอบอมยิ้มกันสองคน เกือบสิบเอ็ดโมงรถชนกันต์เลี้ยวเข้ามาในบ้านตามด้วยรถมินิแวนสีดำอีกคัน เธอถึงได้รู้ความจริงว่าเขาให้พ่อกับแม่มาสู่ขอเธอไว้ก่อน หลังเธอเรียนจบแล้วค่อยแต่งงานกัน ตอนที่พ่อกับแม่ว่าที่คู่หมั้นยังไม่กลับเธอก็ปั้นหน้ายิ้มจนแก้มจะฉีกและดูเหมือนว่าทั้งสองฝ่ายจะเห็นดีเห็นงามไปด้วยกันทั้งหมด เรื่องสินสอดทองหมั้นนั้นก็เวอร์วังอลังการราวกับว่ารู้จักนิสัยใจคอเธอมาเป็นสิบ ๆ ปี ‘เหมือนตอนที่จะไปเป็นลูกสะใภ้อีสานเด๊ะ นี่จะเอาไปทำงานเหมือนทาสอีกมั้ยวะเนี่ย’ เม
ขึ้นรถมาได้เขมิกาก็แว้ดใส่ชนกันต์ทันที “พี่กันต์จะมาทำไมไม่บอกล่วงหน้าคะ รู้ไหมเขมหัวใจจะวาย” “ก็บอกแล้วไง แต่เขมไม่ตอบพี่นี่นา” “อันนั้นเขาไม่ได้เรียกว่าบอกค่ะ เขาเรียกว่าถามตกวิชาภาษาไทยป๊ะเนี่ย” “ฮ่า ๆ มันก็เหมือนกันแหละ” “ไม่เหมือน” ทั้งสองตอบโต้กันไปมาคนพี่พูดไปก็ยิ้มไปด้วยตลอดทางอย่างอารมณ์ดี ส่วนคนน้องก็เอาแต่นั่งเถียงฉอด ๆ แล้วก็ทำหน้าหงิกหน้างอ พอมาถึงสวนของเขาซึ่งมีพื้นที่ราว ๆ เกือบร้อยไร่ ไหนจะสวนที่อยู่จังหวัดอื่นอีกชนกันต์ขับรถยนต์เข้าไปจอดด้านในซึ่งมีพืชพันธุ์ต่าง ๆและดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ มองไปจนสุดลูกหูลูกตา ตอนนี้ดอกไม้หลายชนิดกำลังออกดอกสวยงาม “โอ้โฮ! สวยมากเลยค่ะ” เมื่อได้เห็นดอกไม้สวย ๆ จากที่งอนเขาอยู่ก็หายเป็นปลิดทิ้ง “ชอบไหม” “ชอบค่ะ” “ชอบแค่ไหน?” “ชอบม้าก” เขมิกาลากเสียงสูง เพราะเธอเองก็สนใจด้านเกษตรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอได้มาเจอแบบนี้ก็ยิ่งทำให้ตื่นตาตื่นใจเข้าไปใหญ่ “ถ้าชอบมากก็มาเป็นแฟนกันเลยได้ไหม” ชนก
ภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่ชนกันต์นัดเขมิกาออกเดท “เขม เลิกเรียกพี่ว่าคุณซะทีได้ปะ” ชนกันต์บอกเขมิกาเมื่อทั้งสองคนคุยกันมานานหลายเดือนจนชนกันต์เรียนจบ คำถามของเขาทำให้เธอหวนคิดถึงสามีที่เธอจากมา ‘ก็รอให้ถามคำนี้แหละ ใจก็อยากจะเรียกพี่มาตั้งนานละแต่ก็รอว่าเมื่อไหร่จะบอกซะที’ “ค่ะพี่กันต์” เขมิกายิ้มจนตาหยีให้ชายหนุ่ม “ปิดเทอมนี้พี่ขอไปเที่ยวบ้านเขมได้มั้ยอะ” ไม่พูดเปล่าแขนแข็งแรงพาดลงมาที่บ่าของเธอเอามือกุมหัวไหล่แล้วรั้งร่างเล็กเข้ามาให้เดินใกล้กับเขา ขณะที่กำลังเลือกซื้อของในห้างสรรพสินค้าที่เขาสองคนเคยมาซื้อกำไลข้อมือด้ายแดงในวันนั้น “ยังไม่ได้เป็นอะไรกันจะไปทำมะ” เขมิกาหยุดเดินแล้วเอียงคอถามชายหนุ่ม ที่ตัวสูงกว่าเธอจนต้องแหงนหน้ามอง ทุกอย่างที่เขาทำไม่ว่าจะเป็นท่าทางหรือการพูดการจา ถอดแบบมาจากสามีของเธอเมื่อครั้งในอดีตเป๊ะ ‘สิ่งที่อยากได้ยินคือเมื่อไหร่จะขอตูเป็นแฟนซะทีว้า’ ระหว่างที่รอลุ้นหัวใจก็เต้นตึกตักๆ จนแทบจะทะลุออกมานอกอก “ก็ในฐานะรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยงะ ไม่ได้
กลับมาถึงบ้านก็เกือบจะสองทุ่มเขมิการีบอาบน้ำเปลี่ยนชุด ได้บะหมี่ร้อนๆหนึ่งถ้วยก็รีบเข้าห้องตัวเองทันที ก๊อก ก๊อก ก๊อก อรพินท์เปิดประตูเข้ามาหาลูกสาว เธอยังเป็นห่วงที่ลูกสาวจมน้ำแล้วต้องนั่งรถกลับมาอยุธยาอีก “กินแค่นี้เหรอเขม” “ค่ะแม่ เขมเพลียน่ะค่ะจะรีบพักผ่อน” ได้ยินลูกสาวพูดแบบนั้นก็เดินเข้าไปจุมพิตหน้าผากแล้วลูบผมเธอเบาๆ “งั้นพักผ่อนเถอะแม่ไม่กวนละ” แต่พอแม่ออกไปเสียงข้อความจากไลน์ก็เตือนขึ้นอีก Chanakan: ถึงบ้านรึยังครับ ‘อื้ม เป็นผู้ชายสายรุกเหมือนกันนะเนี่ย เดี๋ยวก่อนๆเดี๋ยวเจอเขมิกาแล้วจะหนาว’ เขมิกายิ้มก่อนจะพิมพ์ตอบเขาไป Khemm: ถึงนานแล้ว กำลังจะนอนค่ะ หลังจากประโยคนั้นจบลงก็คุยกันต่ออีกยืดยาวจนปาเข้าไปเกือบตีหนึ่ง ไม่ไหวก็ยังจะฝืน ตื่นเช้ามาจึงรู้ว่าตัวเองหลับคาโทรศัพท์ที่ยังค้างหน้าจอที่แชทคุยกับเขาอยู่ จึงทำให้เธอนึกถึงตอนที่เขามาจีบเธอครั้งแรกในยุค 80 ตอนนั้นก็คุยเพลินจนลืมเวลา ครั้งนี้ถ้าไม่เพลียจากการเดินทางก็น่าจะเกือบสว่าง “แล้วไมไม่โทรค
เวลาล่วงเลยไปเกือบเดือนเอมอรเริ่มปรับตัวให้เข้ากับสภาพความเป็นอยู่ทุกอย่างได้มากขึ้น และเริ่มสนิทและกล้าที่จะเปิดใจคุยกับกันมากขึ้นกว่าเดิม แต่สิ่งที่เธอไม่เคยพูดถึงเลยก็คือเรื่องเกี่ยวกับชาติกำเนิดที่แท้จริงของเธอ เช้าวันนี้พ่ออาคมกับน้องชายและญาติๆของเธอช่วยกันทำลานนวดข้าว โดยการถาก
ในคืนวันหนึ่งหลังจากกินข้าวเย็นเสร็จกันหาทางที่จะมาคุยกับแดงต้อยเรื่องที่เขากำลังจะแต่งงานกับเอมอร แต่ความจริงเขาก็รู้กันไปทั้งหมู่บ้าน “อ้ายกันสิแต่งงานกับอีเอมอรติ” (พี่กันจะแต่งงานกับอีเอมอรเหรอ) แดงต้อยเอ่ยถามขึ้นก่อนเมื่อเจอหน้าคนรัก หลายวันแล้วที่เขาไม่ได้มาหาเธอ
“นี่เขาเรียกต้นอะไรอะวา” เขมิกาชี้ไปที่ไม้น้ำที่แผ่กระจายไปทั่วตามที่เธอเห็นในคราแรก “อ๋อ กระจับเขาควายค่ะ พี่เขมลองเก็บขึ้นมาดูสิ เดี๋ยววาจะต้มให้กิน” กระจับเขาควายพืชน้ำที่เธอเคยเห็นเขาขายกันตามข้างถนน ลักษณะผลของมันก็เหมือนเขาควายจริง ๆ เธอเคยเอามาแทะกินอยู่ครั้งหนึ่ง ปอกเปลือกไม่เป็นก็ใช้ปากกั
ตั้งแต่จำความได้ครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สองที่เธอได้มาเยี่ยมบ้านปู่กับย่าที่จังหวัดหนึ่งทางภาคอีสาน เขมหรือเขมิกาเกิดและโตที่จังหวัดอยุธยา พ่อของเธอเป็นคนอีสานแต่เข้ามาทำงานที่อยุธยาจนได้พบรักกับแม่หลังจากทั้งคู่แต่งงานกันพ่อของเธอก็ย้ายเข้ามาอยู่กับแม่ที่อยุธยา นาน ๆ ครั้งพ่อจะกลับมาเยี่ยมบ้านสักทีด





