เข้าสู่ระบบให้ตายเถอะ! ทะลุมิติมาทั้งทีได้มาเป็นสะใภ้ก็ถือว่ายากแล้ว แต่นี่ต้องมาเป็นสะใภ้อีสาน โอ้ยอยากตายแล้วเกิดใหม่จริงโว้ย นิยายเรื่องทะลุมิติไปเป็นสะใภ้ยุค 80 เป็นเรื่องราวของเขมิกาหรือเอมอรสาววัยสิบแปดปีที่พึ่งเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีหนึ่งทะลุมิติไปเป็นสะใภ้อีสานในปี 2525 มาติดตามกันว่าเธอจะไปใช้ชีวิตในยุคนั้นได้อย่างไร นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรต์เองนะคะ บทสนทนาส่วนใหญ่จะใช้เป็นภาษาอีสานค่ะ (มีวงเล็บแปลให้ค่ะ) ภาษาอาจจะไม่ถูกหลักไวยากรณ์เท่าไรไรต์ต้องขออภัยด้วยนะคะ
ดูเพิ่มเติมตั้งแต่จำความได้ครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สองที่เธอได้มาเยี่ยมบ้านปู่กับย่าที่จังหวัดหนึ่งทางภาคอีสาน เขมหรือเขมิกาเกิดและโตที่จังหวัดอยุธยา พ่อของเธอเป็นคนอีสานแต่เข้ามาทำงานที่อยุธยาจนได้พบรักกับแม่หลังจากทั้งคู่แต่งงานกันพ่อของเธอก็ย้ายเข้ามาอยู่กับแม่ที่อยุธยา นาน ๆ ครั้งพ่อจะกลับมาเยี่ยมบ้านสักทีด้วยภาระหน้าที่การงานไม่เอื้ออำนวย ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่บริษัทของพ่อกับแม่หยุดยาวในช่วงเทศกาลปีใหม่เธอเลยมีโอกาสได้มาเยี่ยมบ้านปู่กับย่าพอดี
เขมิกาเป็นลูกสาวคนเดียวของอรพินท์กับมนัส อายุตอนนี้ก็สิบแปดปีเรียนอยู่ปีหนึ่งมหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ วันนี้เธอรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดไกล ๆ เพราะปกติก็อยู่แต่ในชุมชนเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น เธอใฝ่ฝันอยากมีบ้านที่รายล้อมไปด้วยทุ่งนาเขียวขจี ภายในบริเวณบ้านปลูกผักและดอกไม้ล้อมรอบ มีสระบัวอยู่ไม่ไกลจากตัวบ้านนัก
พอมาถึงบ้านปู่กับย่าก็เกือบเก้าโมงเช้าแล้วปู่กับย่าตอนนี้ไปทำบุญที่วัดยังไม่กลับ ลุงดำจึงพาออกไปบ้านสวนก่อนแล้วค่อยมารับปู่กับย่าในภายหลัง ซึ่งลุงดำทำเกษตรผสมผสานและมีเถียงนาขนาดใหญ่ที่ดูทันสมัยเพื่อต้อนรับญาติพี่น้องซึ่งที่นาของลุงมีลำน้ำไหลผ่านเป็นสายยาว สามารถสูบน้ำขึ้นมาทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี
เขมิกาเดินลัดเลาะเข้าไปด้านในพื้นที่นาของลุงจนเห็นสระน้ำขนาดใหญ่ ในสระมีบัวแดงที่กำลังออกดอกบานสะพรั่ง และอีกต้นคือต้นอะไรเขมิกาไม่รู้จัก แต่น่าจะเป็นไม้น้ำเหมือนกันมีลักษณะขอบใบหยักเล็กน้อยใบคล้ายรูปพัดเรียงซ้อนกันแผ่ออกมาเป็นวงกลมลอยอยู่บนผิวน้ำ บางต้นมีดอกกำลังบานอยู่เหนือน้ำสีขาว ภายในสระน้ำมีเรือพายสำหรับนั่งเก็บสายบัว คิดแล้วก็อยากลงไปเก็บติดก็ตรงที่เธอพายเรือไม่เป็น
เขมิกาทนดูความสวยของดอกบัวแดงไม่ได้จนต้องหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋าขึ้นมาถ่ายรูปเก็บไว้ ขอบสระลุงดำปลูกกล้วยน้ำว้า ชะอม ข่า ตะไคร้ แมงลัก ไว้ทั้งสี่ด้าน พื้นที่ด้านข้างเป็นที่นาของคนในหมู่บ้านเดียวกันซึ่งเป็นพื้นที่ติดต่อกันไม่ได้ล้อมรั้วเป็นเขตแดน ที่นาด้านข้างมีข้าวที่กำลังสุกสีเหลืองทองอร่าม เขมิกาอดไม่ได้ที่จะถ่ายรูปเก็บไว้อีก เธอชอบบรรยากาศแบบนี้ที่สุด โทรศัพท์แพลนกล้องไปหยุดอยู่ที่ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่บนขอบสระของที่นาด้านข้าง เหมือนกับตอนนี้เธอได้ยินเสียงเหมือนเครื่องสูบน้ำดังกึกก้องมาแต่ไกล
ลุงกับป้าเธอที่อยุธยาก็ทำนาเหมือนกันแต่ส่วนมากใช้เครื่องจักรทุ่นแรง มีรถเกี่ยวข้าวไม่ต้องใช้แรงคนในการเก็บเกี่ยว
เขมิกาซูมกล้องเข้าไปใกล้ ๆ เธอเห็นใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มของชายหนุ่ม ผิวสีน้ำผึ้งเนียนราวกับผิวผู้หญิงตอนนี้เขากำลังหันหน้ามาทางเธอพอดี เขมิกากดปุ่มถ่ายรูปเขาไว้ได้ทันก่อนจะมีเสียงเรียกเธอจากทางด้านหลัง
“พี่เขม มายืนอยู่ตรงนี้นี่เองวาตามหาตั้งนาน”
วาหรือวรดาเป็นลูกสาวคนเดียวของลุงดำเป็นรุ่นน้องของเขมิกาสองปีตอนนี้เธอเรียนอยู่ชั้นมอห้าในตัวอำเภอเมือง ท่าทางเธอเป็นคนทะมัดทะแมง ดูคล่องแคล่วไม่เชื่องช้าเหมือนกับคนพี่
“วาเขากำลังทำอะไรกันเหรอ” เขมิกาหมายถึงเสียงเครื่องยนต์รถเกษตรที่กำลังสูบน้ำลงไร่นา เสียงดังสนั่นไปทั่วทุ่งนา
“อ๋อ เขาสูบน้ำหาปลาจ้ะ ช่วงเทศกาลคนอีสานเขาชอบทำกัน รวมญาติมาหาปลาแล้วก็ทำกินกันค่ะ พ่อวากับคุณอาทั้งสองก็อยู่ค่ะ ลุงแขกแกมาชวนไปหาปลาด้วยกัน” วรดาคงหมายถึงเจ้าของที่นาแปลงนั้นมาชวนพ่อกับแม่และลุงของเธอไปร่วมหาปลาด้วย
“วาพี่อยากลงไปเก็บสายบัวน่ะ เอาไว้แกงใส่ปลาพี่ชอบกิน วาพายเรือเป็นไหม” เขมิกาถามสาวรุ่นน้องด้วยสายตาที่มีความหวัง
“โอ้ย สบายมากเลยค่ะ เกิดมาก็พายเป็นละ กะอีแค่พายเรือไม่เห็นจะยากตรงไหน”
‘นี่ชมตัวเองหรือด่าพี่มันกันแน่เนี่ย อย่าว่าแต่พายเรือเลย ว่ายน้ำก็ยังไม่เป็นจะมีอะไรแย่ไปกว่านี้อีก’
“งั้นดีเลย เราลงไปเก็บกันเถอะ” สองสาวเดินลงไปท่าน้ำ เขมิกาก้าวขาลงเรือไปก่อนแล้ววรดาก็ตามไป
“นั่งดี ๆ เด้อ ตกลงไปหนูบ่อซอยเด้” วรดาพูดติดตลกเป็นภาษาอีสานเขมิกาหัวเราะชอบใจเธอพอฟังออกบ้างและสามารถพูดได้เป็นบางคำเพราะพ่อเคยพูดให้ได้ยินบ่อย ๆ ตอนอยู่บ้านที่อยุธยา เขมิกาหยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูปอีกหลายครั้งก่อนจะเก็บไว้ในกระเป๋าสะพายข้างขนาดเล็ก
ทุกๆวันช่วงเช้ามืดถึงอากาศจะหนาวเย็นแค่ไหนเธอก็ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ แรกๆก็ยากหน่อยแต่พอปรับตัวได้ร่างกายเอมอรก็เริ่มรู้สึกตัวตื่นเองโดยอัตโนมัติเมื่อถึงเวลาแม่เริ่มสอนให้เธอทำงานบ้านงานเรือนเกือบทุกอย่าง ปัญหาก็คือการทำกับข้าวต้องก่อไฟเองแล้วก็ต้องใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง กว่าจะทำได้ในวันแรกใช้เวลาก่อไฟอยู่เกือบสามสิบนาทีตะวันจะขึ้นอยู่แล้วข้าวยังไม่ได้นึ่ง แต่เธอเกลียดกลิ่นควันไฟเป็นที่สุดมันชอบลอยเข้ามาฝั่งที่มีคนนั่งอยู่ มันเหม็นมากและทำให้น้ำหูน้ำตาเธอไหลไม่หยุด แม่ของเธอบอกว่าเมื่อไปเป็นสะใภ้บ้านโน้นแล้วต้องทำเองทุกอย่าง มันหนักกว่านี้อีกเป็นสิบเท่า เพราะพ่อใหญ่ศิลามีลูกหลายคนแถมยังมีไร่นาเป็นร้อยไร่ ‘โอ้..ร้องไห้รอเลยได้มั้ย? พ่อจ๋าแม่จ๋าหนูอยากกลับบ้าน!’ “ทิดกันพาน้องไปหาบน้ำมากินแหน่” (ทิดกันพาน้องไปหาบน้ำมากินหน่อย) แม่อวนตะโกนบอกว่าที่ลูกเขยขณะที่เขายังเกี่ยวข้าวอยู่กับเอมอร ‘เรียกทิดกันแสดงว่าเขาบวชแล้วสินะ!’ “ปะอร แม่บอกให้ไปหาบน้ำ” “น้ำอะไร?” “น้ำกิน” ‘หือ? คือ? ทำไมต้องไปหาบแล้วทุกวันนี้เธ
ตื่นเช้าขึ้นมาเอมอรปวดร้าวไปหมดทั้งตัวโดยเฉพาะฝ่ามือกำแทบไม่ได้ ยิ่งอากาศหนาวด้วยแล้วมือไม้ก็แข็งไปหมด ตามแขนขาทั้งสองข้างเต็มไปด้วยรอยแผลที่เกิดจากใบข้าวใบหญ้าบาด โดนน้ำทีแสบไปหมดทั้งหนาวทั้งแสบโคตรแห่งความทรมาน ‘เกิดมาไม่เคยทำงานหนักขนาดเน้!’ ยายกับแม่ของเธอบอกว่าให้ทำทุกวันเดี๋ยวอาการปวดเมื่อยก็จะหายไปเอง‘สงสัยต้องอาศัยโยคะเข้าช่วย แต่ว่าตีสี่ก็ต้องตื่นมาทำงานบ้านอีกจะเอาเวลาไหนไปโยคะ ยากไปมั้ยชีวิต อยากกลับไปเรียนเหมือนเดิมยังจะดีกว่า’สองวันต่อมาหลังกลับจากเกี่ยวข้าว วันนี้แม่กับยายและป้าแจ้งพี่สาวของแม่แล้วก็ญาติๆอีกหลายคนช่วยกันทำอาหารหลายอย่าง เธอไม่รู้ว่าจะมีงานใหญ่อะไร มีผู้ใหญ่หลายคนเดินทางเข้ามาสมทบที่บ้านของเธอ เอมอรมารู้ภายหลังว่าทางบ้านพ่อใหญ่ศิลาซึ่งเป็นพ่อของกันจะมาสู่ขอเธอไปเป็นลูกสะใภ้ ‘ให้ตายเถอะ! ทะลุมิติมาทั้งทีได้มาเป็นสะใภ้ก็ถือว่ายากแล้ว แต่นี่ต้องมาเป็นสะใภ้อีสาน โอ้ยอยากตายแล้วเกิดใหม่จริงโว้ย!’ ‘บ้าไปแล้ว ฉันต้องมาแต่งงานตั้งแต่อายุสิบแปดเลยเหรอเนี่ย!’ เมื่อผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งสองฝ่ายมาพร้อมกันหมด มาอยู่ที่นี่เ
ชาวบ้านที่มาถึงนาก่อนมุ่งหน้าเกี่ยวข้าวไปก่อนแล้ว ถ้านับไม่ผิดน่าจะเกือบสามสิบคนเป็นอย่างต่ำ ก้มๆเงยๆอยู่ข้างรวงข้าว ‘คนมาช่วยเยอะขนาดนี้เราก็คิดว่าจะเสร็จเร็วแต่เปล่าเลยเสร็จจากนาเราก็ต้องไปช่วยเขาต่อ เหมือนกับที่คนอื่นๆมาช่วยเรา ถ้าเป็นที่บ้านลุงดำของเธอใช้รถเกี่ยวข้าววันสองวันก็เสร็จแต่นี่กว่าจะแล้วเสร็จก็เข้าสู่เดือนกุมภามีนานู่นแหละ’ยายยื่นบางอย่างที่เรียกว่าเคียวให้เธอ มันมีลักษณะโค้งงอและปลายแหลมสมชื่อ ‘งือๆ เกิดมายังไม่เคยจับเคียวสักหนจะให้ไปเกี่ยวข้าว ตายๆไม่ตายวันนี้จะตายวันไหน’ ยายหยิบผ้าขาวม้าและหมวกไว้สำหรับคลุมหน้าให้เธอแล้วทำเป็นตัวอย่าง ส่วนถุงมือยายเอาเศษผ้ามาพันมือให้แทน แดดเริ่มร้อนขึ้นลมก็พัดแรงขึ้นเรื่อยๆ หมวกก็โดนลมพัดแล้วพัดอีก สรุปคือเอาผ้าคลุมหน้าไว้เฉยๆ เอมอรอยากจะหาครีมกันแดดมาใช้แต่แม่อวนบอกเธอว่าบ้านอยู่ไกลจากตลาดเกือบยี่สิบกิโลเมตร ต้องนั่งเรือยนต์หรือไม่ก็ต้องเดินไป ‘ถามหน่อยใครจะเดิ๊น?’ แม่อวนเดินเข้ามาหลังจากผูกควายไว้ให้กินหญ้าอีกที่หนึ่งซึ่งเกี่ยวข้าวออกไปแล้ว แม่อวนเริ่มสอนให้เอมอรใช้เคีย
แม่อวนไปบ้านพ่อใหญ่ศิลาเพื่อคุยกันเรื่องที่ลูกชายของพ่อใหญ่ศิลาช่วยชีวิตลูกสาวของตนไว้ แม่อวนเกรงว่าชาวบ้านจะเอาไปนินทาจึงจะให้รีบไปสู่ขอโดยเร็ว ซึ่งทั้งสองครอบครัวเคยตกลงกันไว้แล้วว่าจะให้ลูกทั้งสองคนแต่งงานกัน แต่ติดที่ลูกชายของพ่อใหญ่ศิลาที่ไม่ยอมแต่งด้วย เพราะเขามีคนรักอยู่แล้วแต่พ่อกับแม่ไม่เห็นด้วยจึงไม่ไปสู่ขอให้ อีกทั้งกันไม่ชอบเอมอรที่เป็นคนไม่เอาไหน กิริยามารยาทก็เหมือนผู้ชาย งานบ้านงานเรือนก็ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง กันเองมีพี่น้องทั้งหมดหกคนเขาเป็นพี่ชายคนโตตอนนี้อายุย่างเข้ายี่สิบสามปี พ่อกับแม่อยากให้ออกเรือน และเห็นว่าเอมอรมีฐานะดีมีไร่นาหลายสิบไร่พ่อกับแม่จึงได้จับจองไว้เป็นลูกสะใภ้ใหญ่ของบ้าน “จั่งได๋ข่อยกะบ่อแต่ง” (ยังไงผมก็ไม่แต่ง) กันยืนกรานกับพ่อแม่ของตัวเองขณะที่แม่ของฝ่ายหญิงกลับไปแล้ว “จั่งได๋มึงกะต้องแต่ง มึงไปอุ้มลูกสาวเพิ่นแล้ว ลูกเพิ่นเสียหาย” (ยังไงมึงก็ต้องแต่ง มึงไปอุ้มลูกเขาแล้ว ลูกเขาเสียหาย) ศิลาดุลูกชายเสียงแข็ง เขาไม่เคยยอมให้ใครมาต่อว่าถึงเรือนฟรีๆ อีกอย่างพ่อกับแม่ของเขาก็ชอบเอมอรยังไงก็ไม่ยอมเปลี่ยนใ





