Share

บทที่ 9

เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยามคนตระกูลไป๋ก็พากันทำจมูกฟุดฟิด พวกเขาพากันสูดเอากลิ่นหอมจากเรือนครัวด้วยความอยากกินโดยเฉพาะเจ้าตัวเล็กไป๋เทียนที่ตอนนี้กำลังช่วยพี่สาวเฝ้าอยู่หน้าเตาดินไม่ยอมห่าง

ส่วนไป๋เสวี่ยนางก็กำลังจัดแจงทำอาหารอีกอย่างนอกจากกระต่ายตุ๋นที่มีเครื่องปรุงภายในครัวเหลืออยู่แค่หยิบมือถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็ยังสามารถปรุงอาหารชนิดนี้ออกมามีกลิ่นหอมจนได้

“พี่รอง ท่านกำลังทำอันใดหรือขอรับ” คนเป็นน้องมีท่าทางอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเขาเข้าใจได้ว่าในบัดนี้พี่สาวต่างแม่ได้เปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ

“ทำผักป่านึ่งไข่ เจ้าอยากกินหรือไม่ ไข่ไก่นุ่ม ๆ ผสมเข้ากับผักป่าสีเหลืองตัดสีเขียว เจ้าไม่คิดว่ามันดูน่ากินหรอกหรือ” ไป๋เสวี่ยพูดไปพลางตีไข่ที่อยู่ในชามดินเผาไป

อึก!! ไป๋เทียนกลืนน้ำลายลงคอ “เหตุใดข้าจะไม่อยากกินกันเล่า เพียงแต่มันจะไม่เป็นการสิ้นเปลืองเกินไปหรือขอรับ”

“ไม่ เจ้าเชื่อข้าเถอะ นับจากวันนี้ข้าจะทำให้ครอบครัวของเราท้องอิ่มนอนอุ่น” เสียงของเธอนั้นไม่ดังไม่เบา

ทว่าสำหรับบ้านดินหลังนี้ไม่ได้เก็บเสียงได้ดีนักดังนั้นคนในครอบครัวจึงได้ยินคำพูดของนางอย่างชัดเจน

“ท่านพี่ ลูกสาวของท่านโตแล้ว อีกทั้งนางยังรู้ความมากด้วยข้าดีใจเหลือเกิน” เหมยกุ้ยยกชายเสื้อซับน้ำตารำพึงรำพันถึงพี่สาวผู้อาภัพที่จากไปเร็วด้วยโรคภัยรุมเร้าเมื่อหลายปีก่อน

“น้องหญิงเจ้าร้องไห้เพราะเหตุใด” ไป๋ซวนถามขึ้นเมื่อเจ้าตัวหันมาเห็นภรรยาดวงตาแดงเรื่อ

“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ ข้าเพียงดีใจ” นางปฏิเสธเสียงอ่อน

“ดีใจก็ต้องหัวเราะสิ น้องหญิงข้าผิดต่อเจ้าเหลือเกินหากตอนนั้นเจ้าไม่แต่งให้ข้าบางทีชีวิตของเจ้าอาจจะดีกว่านี้” ผู้พูดจ้องหน้าของหญิงสาวด้วยสายตาแห่งความรู้สึกผิด

“ท่านพี่ การตัดสินใจแต่งกับท่านเป็นข้าเลือกเอง อีกอย่างข้าไม่วางใจ หากว่าตอนนั้นท่านเลือกคนอื่นทั้งนี้เป็นเพราะข้ากลัวว่าเด็ก ๆ จะได้แม่เลี้ยงที่ไม่ดี หากเป็นข้าจะดีจะร้ายอย่างไรก็ยังเป็นน้าของพวกเขา”

“น้องหญิงข้ารู้ว่าจิตใจของเจ้านั้นประเสริฐ ทว่าหลังจากเจ้าแต่งกับข้าได้ไม่ทันไรพวกเราก็ต้องมาอยู่สถานที่แห่งนี้ อีกทั้งตอนนั้นเป่าเปาเองก็ทำกิริยาร้ายกาจต่อเจ้าหลายครั้งหลายครา

ทว่าเจ้าเองกลับไม่เคยโกรธนาง รวมถึงยังเข้าข้างนางเสียอีกจึงทำให้นางยิ่งได้ใจ เรื่องนี้ก็ทำให้พี่รู้สึกผิดต่อเจ้ามากยิ่งนัก” ไป๋ซวนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถึงความหลัง

“ท่านพี่ อย่าได้โทษตัวเองเจ้าค่ะ อีกอย่างตอนนี้เป่าเปาเองก็มีเหตุผลมากขึ้นแล้ว ข้าว่าพวกเราอย่าพูดถึงเรื่องเก่าอีกเลยนะเจ้าคะ ข้าเชื่อว่าต่อจากนี้บ้านของเราย่อมจะมีแต่เรื่องดี ๆ เข้ามาอย่างแน่นอน”

“อืม ข้าเองก็หวังเช่นนั้น แล้วยิ่งมาเห็นกับตาว่าบุตรสาวของเราทำอาหารได้ข้ายิ่งตื้นตันยิ่ง” ชายฉกรรจ์อกสามศอกพูดไปก็อดที่จะน้ำตารื้นขึ้นมาไม่ได้

“พี่ใหญ่ แต่ก่อนข้านิสัยแย่มากเลยเหรอ ท่านพ่อถึงได้มีอาการเช่นนี้” ไป๋เสวี่ยอดกระซิบถามพี่ชายของตนไม่ได้แม้ว่านางจะเห็นจากความทรงจำของร่างเดิมแล้วก็ตาม

“สำหรับพี่แม้ว่าเจ้าจะร้ายกาจเพียงใดเจ้าก็ยังเป็นน้องสาวที่น่ารักของข้าอยู่ดี ดังนั้นข้าจึงตอบไม่ได้ว่าเจ้าแย่มากแค่ไหน” คำตอบพาซื่อเช่นนี้ทำให้ไป๋เสวี่ยมองพี่ชายด้วยสายตาแห่งความขอบคุณ

แต่แล้วเจ้าตัวก็ถูกความจริงจากปากของน้องชายตีความสุขของตนเสียกระเจิง

“ข้าจะบอกท่านเอง แต่ก่อนนั้นท่านเป็นคนนิสัยร้ายกาจมาก ทั้งเอาแต่ใจเจ้าอารมณ์แย่งขนมของน้อง ฟ้องร้องคนแก่ ชวนเด็กวัยเดียวกันตบตีและ...” “พอก่อน!!” ไป๋เสวี่ยรีบยกมือกล่าวห้ามน้องชายออกมาเสียงดัง

“เพราะเหตุใด” เจ้าตัวยังคงถามอย่างใสซื่อ

“ข้าในตอนนี้เป็นเช่นไร” ไป๋เสวี่ยไม่ตอบทว่ากลับย้อนถามออกมาแทน ไป๋เทียนเม้มปากของตนแน่นแม้ในใจจะยอมรับมากกว่าครึ่งถึงความเปลี่ยนแปลงของคนเป็นพี่ แต่อีกเสี้ยวเจ้าตัวก็ยังคงค้าน

“ดีมากแต่ว่าในอนาคตท่านจะกลับมาเป็นคนเดิมหรือไม่”

“ไม่อย่างแน่นอน ในเมื่อตอนนี้ข้าเป็นคนใหม่ที่ดีแล้ว ดังนั้นเหตุใดข้าจะต้องกลับไปเป็นคนเดิมที่นิสัยแย่เช่นนั้นด้วยเล่า” คนเป็นน้องสบดวงตาใสกระจ่างของคนเป็นพี่ฉีกยิ้มกว้างอย่างดีใจ

“หากท่านกล้ากลับไปเป็นคนเดิม ข้าขอให้ท่านเป็นลูกสุนัข”

“แค่ก ๆ เสี่ยวซาน พ่อไม่ได้เป็นบิดาของสุนัขนะเจ้า” ไป๋ซวนผู้ได้ยินคำพูดนี้ของบุตรชายคนเล็กกระแอมเอ่ยแย้งทันควัน

ส่วนเจ้าตัวเล็กที่เมื่อครู่ได้หลุดปากออกมาก็คลับคล้ายจะรู้สึกตัว “ข้าขอให้ท่านกินข้าวไม่ได้ก็แล้วกัน” เขารีบกลับคำด้วยคิดว่าหากท่านพ่อเป็นสุนัขถ้าอย่างนั้นตัวเขาก็ต้องเป็นด้วยนะสิ

ไป๋เสวี่ยอมยิ้มให้กับความซื่อบริสุทธิ์ของน้องชาย “ได้ ๆ หากข้าผิดคำพูดขอให้ข้ากินข้าวไม่ได้”

อาหารบนโต๊ะของครอบครัวไป๋วันนี้ทำให้แต่ละคนคิดว่ามันคือความฝัน เนื้อกระต่ายตุ๋นส่งกลิ่นหอมกำจาย เนื้อที่อยู่ในนั้นก็ดูเหมือนจะกำลังกิน ส่วนผักป่าไข่นึ่งก็ดูน่ากินมากเช่นกัน สีเหลืองของไข่ตัดกับผักป่าสีเขียว

“กินสิเจ้าคะ เสี่ยวทู่เองก็นั่งลงกินด้วยกันเถอะ” คำชวนของไป๋เสวี่ยได้ทำให้ตะเกียบในมือของทุกคนหลุดร่วง

“มีอันใดหรือเจ้าคะ”

“ลูกรัก ปกติเจ้าไม่เคยให้เสี่ยวทู่นั่งร่วมโต๊ะ ทั้งนี้เจ้าเคยบอกว่านายกับบ่าวไม่ควรตีเสมอกันจำไม่ได้หรือ”

ไป๋เสวี่ยส่ายศีรษะไปมา “ถ้าอย่างนั้นต่อจากนี้ให้เสี่ยวทู่นั่งร่วมโต๊ะได้หรือไม่เจ้าคะ เพราะยังไงนางก็นับได้ว่าเป็นครอบครัวเดียวกันกับเรา” จบประโยคนี้ของเด็กหญิง

เสี่ยวทู่ตัวน้อยก็นั่งคุกเข่านำมือมากอดขาของไป๋เสวี่ยเอาไว้แน่นพลางเอ่ยออกมาทั้งน้ำหูน้ำตา “คุณหนูของบ่าว”

“..” ข้าไม่ได้พูดอะไรผิดไปใช่ไหม นางคิด

หลังจากมื้ออาหารที่ไม่หลงเหลือแม้แต่น้ำแกงจบลง ไป๋เทียนตัวน้อยก็ลูบพุงป่อง ๆ ก่อนที่เจ้าตัวจะจ้องใบหน้าของพี่สาวอย่างไม่วางตา

“หน้าของข้ามีอันใดติดอยู่อย่างนั้นเหรอ” ไป๋เสวี่ยถามพลางเอามือจับตามกรอบหน้าของตน

“ไม่มีขอรับ เพียงแต่ท่านลืมเรื่องอะไรไปหรือไม่”

ไป๋เสวี่ยทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็ส่ายหัวไปมา “ไม่นี่”

คนเป็นน้องพองแก้มอย่างไม่สบอารมณ์ “ท่านลืมเรื่องที่พูดเอาไว้ก่อนหน้าขอรับ” เจ้าตัวยังคงไม่เฉลย

“เรื่องอันใดกัน” คนเป็นพี่ก็ยังคงนึกไม่ออกจนกระทั่งผีซิวได้ใช้เท้าหน้าสะกิดหน้าแข้งของนางเป็นการเตือน

เรื่องถงหวี จากนั้นสัตว์เทพก็นั่งหมอบเพื่อรอฟังเช่นกัน

“อ๋อ.....” ไป่เสวี่ยลากเสียงยาว

“พวกเจ้ากำลังทำสิ่งใดกัน” ผู้เฒ่าของบ้านเอ่ยถามหลังจากเขาไปเดินย่อยมากับบุตรชายรวมถึงไป๋ตงเองก็เดินเข้ามารวมตัวกับน้องน้อยทั้งคู่ด้วย

“ท่านพี่กำลังจะเล่าเรื่องของถงหวีให้ฟังขอรับ”

“เยี่ยงนั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นปู่ขอฟังด้วยก็แล้วกัน” ชายชราหย่อนก้นลงนั่งโดยมีเหล่าสมาชิกคนอื่นที่ทยอยมารวมตัวก็หาที่นั่งเพื่อหมายจะฟังเรื่องที่บุตรีของตนจะเล่าด้วย

“นามถงหวีนั้นนับว่าเป็นเทพเจ้าค่ะ ตามตำนานกล่าวเอาไว้ว่านางเป็นชายาของหวางตี้ยุคแรก ในครานั้นเมื่อมนุษย์ได้สัตว์มาพวกเขาก็จะกินกันดิบ ๆ จึงทำให้พวกเขาเกิดความเจ็บป่วยเพราะอาหารไม่สะอาด เมื่อถงหวีรู้จักใช้หินคมต่างมีด นางจึงหั่นเนื้อให้ชิ้นเล็กลง จากนั้นนางก็ก่อไฟนำเนื้อไปย่างหรือปิ้งทำให้อาหารมีความอร่อยขึ้น และไม่มีใครท้องเสียจากการกินเนื้อปรุงสุก อีกทั้งนางยังคิดค้นวิธีเหลาไม้ไผ่มาทำเป็นตะเกียบ ช่วยให้หยิบอาหารเข้าปากสะดวกขึ้น ดังนั้นนางจึงนับได้ว่าเป็นเทพแห่งการทำครัว"[1]

“จบแล้วหรือขอรับ ข้ายังอยากจะฟังต่ออยู่เลย” ไป๋เทียน ถามขึ้นด้วยสีหน้าแสดงความเสียดาย

“พี่ยังมีเรื่องเล่าอีกมากมายเอาไว้จะทยอยเล่าให้เจ้าฟังดีหรือไม่ ทว่าตอนนี้เจ้าสมควรกินยาได้แล้วน้องรัก”

“อ่าห์ ข้าไม่อยากกินยาขม ๆ เลย” เจ้าตัวน้อยของบ้านตะโกนโวยวายราวหมูถูกเชือดก็ไม่ปาน

เสียงหัวเราะที่ห่างหายไปนานในครอบครัวไป๋ได้กลับคืนมาอีกครั้งจึงทำให้บ้านน้อยหลังนี้เต็มไปด้วยความสดใส

[1] เรื่องนี้มาจากตำนาน60เทพของวิถีเต๋านะคะ หากผิดพลาดประการใดผู้แต่งต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 163

    “ท่านแม่ขอรับ ข้าเจ็บ” เด็กชายผู้มีรูปร่างอ้วนท้วนผิวขาวฟ้องนางหลังจากโดนบิดาเคี่ยวกรำให้ฝึกยุทธแม้นางจะรู้สึกสงสารทว่าก็เข้าใจในความปรารถนาดีของผู้เป็นสามีที่มีต่อบุตรได้เช่นกัน ดังนั้นนางจึงได้แต่ต้องหลับตาข้างลืมตาข้างเบือนหน้าหนีไปทางอื่นยามที่บุตรชายได้รับการฝึกจากบิดาตน“ท่านแม่! ท่านกำลังคิด

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 162

    เด็กชายหญิงคู่หนึ่งผู้มีใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดูกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นพรมหนาหน้าปลายเท้าของหญิงชราผมเกล้าเป็นมวยอย่างเรียบร้อยเส้นผมของนางแม้จะเป็นสีขาวโพลนกระนั้นก็ยังคงเงางาม ดวงหน้าของนางเองก็ผ่องใสแม้จะมีริ้วรอยตามวัย“ท่านย่าเจ้าคะ/ขอรับ” สองพี่น้องเรียกนางพร้อมกันพลางแหงนหน้ามองหญิงสูงวัยอย

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 161

    หิมะสีขาวของทางเหนือกำลังโปรยปรายลงมาอย่างหนักจนบางแห่งเริ่มเห็นน้ำแข็งค้างตามกิ่งไม้หรือตามชายคาไป๋เสวี่ยได้แต่งเข้ามาอยู่สำนักยุทธชิงหลงได้นานกว่าหนึ่งปีแล้วนับตั้งแต่กลับมาจากการเดินทางในท้องทะเลคราวนั้น“เจ้านี่นะออกมาด้านนอกก็ไม่เอาเสื้อคลุมออกมาด้วย” โอวหยางเฉินพูดขึ้นพร้อมกับนำเสื้อคลุมสีขาว

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 160

    “ข้าว่าคนผู้นั้นน่าจะตาฝาด สัตว์ประหลาดอะไรจะมาโผล่กลางท้องทะเล”“ข้าเองก็ไม่รู้แต่หลังจากที่ข้าช่วยเขาขึ้นมาจากท้องน้ำ ชายคนนั้นก็เอาแต่เพ้อว่าช่วยข้าด้วย! อย่ากินข้าเลย”“อย่างนี้ก็ไม่รู้สิว่าสัตว์ประหลาดที่ว่าหน้าตาเป็นเช่นไร” ผู้พูดรู้สึกกังขา“ข้าลองถามดู เขาบอกว่าสัตว์ตัวนั้นมีหนวดยาวมากอีกทั้

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 159

    “น้องเล็ก! เจ้ากล้าดีเยี่ยงไรถึงขึ้นไปยืนบนหัวเสาเรือเช่นนั้น เจ้าไม่กลัวจะพลัดตกลงทะเลหรอกหรือ” ไป๋เสวี่ยอดไม่ได้ที่จะตำหนิน้องชายเมื่อเห็นเขากล้ายืนท้าความตายบนหัวเสากระโดงเรือ“พี่รอง! ท่านกังวลเกินไปแล้วขอรับ” ไป๋เทียนไม่พูดเปล่าเจ้าตัวยังพุ่งตัวลงมาทำให้คนเป็นพี่รู้สึกหวาดหวั่นต่อการกระทำของเขา

  • ข้านี่แหละคุณหนูผู้ร้ายกาจ   บทที่ 158

    เรื่องกวีของไป๋ตงก็เป็นอันถูกยกเลิกไปด้วยเมื่อดวงจันทร์ที่กำลังสุกสกาวได้หายลาลับเข้ากลีบเมฆเช้าวันต่อมา ภายในลานฝึกก็ยังคงเต็มไปด้วยความฮึกเหิมเหมือนเคย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือเมื่อพวกเขาเห็นไป๋เสวี่ยแต่ละคนก็ทำความเคารพนางพร้อมกับเรียกนายหญิงน้อย“นี่มันไม่เร็วเกินไปหน่อยหรือเจ้าคะ” ไป๋เสวี่ยถาม

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status