تسجيل الدخولมิ่นหมิ่นจิ้งจอกน้อยที่เกิดมาพร้อมพลังหยั่งรู้ ถูกกำหนดให้เป็นผู้ปกครองดินแดนจิ้งจอกคนต่อไป แต่ทุกสิ่งทุกอย่างกลับต้องเปลี่ยนไปเมื่อมิ่นหมิ่นพบกับหยงเจี้ยน องค์ชายที่ตกต่ำจนเหลือแค่ความว่างเปล่าและชีวิตกับลมหายใจที่กำลังจะหลุดลอย ความเจ็บปวดและความอ้างว้างของเขาสั่นคลอนหัวใจของมิ่นหมิ่นจนไม่อาจนิ่งนอนใจ ท่ามกลางความทุกข์ทรมานของหยงเจี้ยนที่อยู่ในสุสานบรรพชนใกล้ตาย มิ่นหมิ่นเลือกที่จะใช้พลังหยั่งรู้ของตัวเองเพื่อช่วยฟื้นฟูร่างกาย จิตใจและฐานะองค์ชายของเขา แต่สิ่งที่มิ่นหมิ่นไม่คาดคิดคือพอเขากำลังจะได้ทุกอย่างกลับคืนมา…เขากลับไม่เคยจดจำมิ่นหมิ่น สำหรับหยงเจี้ยน มิ่นหมิ่นเป็นคนเดียวที่ทำให้เขากลับมามีชีวิตอีกครั้ง หรือเป็นแค่ความฝันที่เลือนลางในจิตใจของเขา ฝันที่มีไว้ให้จดจำเท่านั้น ความรักเป็นเพียงแค่ความทรงจำที่ไม่อาจจับต้อง เพราะรักนั้นไม่เคยจางหาย แม้ไม่อาจครอบครองได้…. เพียงภาวนาให้เขาจดจำข้าได้… สักวันหนึ่ง…
عرض المزيدตำหนักบูรพายังคงเงียบสงบท่ามกลางแสงไฟที่ส่องกระจายออกจากโคมไฟสูงประดับในห้องใหญ่ เสียงหัวเราะของอี้จือก้องกังวานไปทั่วห้อง ด้วยความรู้สึกภูมิใจในที่สุดทุกอย่างก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง ตามที่คาดหวังและวางแผนไว้"ฮ่าาาา ในที่สุดก็มีวันนี้สินะ อี้จือ เจ้าก็เห็นไหม? สวรรค์มีตา!"ราชครูเฉินอี้หยูพูดพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง อี้จือหัวเราะเบาๆ ด้วยความยินดี ท่านราชครูเฉินหยุดยืนตรงหน้าอี้จือและกล่าวต่อไปด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ "ในที่สุดท่านสีก็ได้ตำแหน่งไท่จือแล้ว! และเจ้าก็ได้รับความเมตตาจากฝ่าบาทได้แต่งกับท่านสี่ด้วย นั่นหมายความว่าอะไรรู้ไหม?"อี้จือยิ้มบางๆ ด้วยท่าทางเงียบขรึม แต่ในใจกลับรู้สึกถึงความพึงพอใจที่เก็บซ่อนไว้ "ท่านพ่อโปรดพูดมา"พูดเบาๆ ก่อนที่จะหันไปมองใต้เท้าเฉินที่ยืนอยู่ข้างๆ "ท่านสี่ก็ยังคงเป็นท่านสี่อยู่ดีใช่ไหมเคยปรารถนาในตัวเจ้าอย่างไรก็ยังเป็นอย่างนั้น?""นั่นหมายความว่า..." อี้จือกล่าวด้วยเสียงที่แฝงไปด้วยความมั่นใจ "ท่านสี่มีอำนาจในมือแล้ว! แม้แต่ฝ่าบาทยังต้องเกรงใจท่านสี่ ฝ่าบาทรู้ดีว่าท่านสี่มีความหมายกับราชวงศ์อย่างไร ถึงได้แต่งเจ้าให้กับท่านสี่ นั่นไม่ใช
โม่โฉว่ยืนกอดอกมองไปยังหยงเจี้ยนที่นั่งอยู่หน้าพระแท่นในห้องทรงงาน ท่าทีของหยงเจี้ยนดูสงบเสงี่ยมแม้ภายในใจจะเต็มไปด้วยการวางแผน และทบทวนคำพูดที่ต้องใช้ในช่วงเวลานี้ แต่ใบหน้าของเขากลับไม่แสดงให้เห็นถึงความเครียดหรือความกังวลใดๆ มันเหมือนกับการร่างภาพในหน้ากระดาษที่ไร้อารมณ์ ส่วนโม่โฉวเองก็รู้ดีว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ การที่ไท่จือถูกปลดนั้น ย่อมหมายถึงการเปิดทางให้เขาก้าวขึ้นมาแทนที่ โม่โฉวยิ้มบางๆ นึกถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น"ท่านสี่ ตอนนี้ไท่จือถูกปลดแล้ว ต่อไปท่านจะดำเนินแผนการเช่นไร" โม่โฉวเอ่ยถามออกไป น้ำเสียงของเขาค่อนข้างเงียบสงบ แต่แฝงไปด้วยความคาดหวังบางอย่าง เขารู้ดีว่าฝ่าบาทจะต้องมอบตำแหน่งไท่จือให้กับหยงเจี้ยน เพราะสุดท้ายแล้วมันคือจุดมุ่งหมายของฝ่าบาทที่ต้องการยาอายุวัฒนะที่อยู่กับหยงเจี้ยนท่าทีของเขาไม่ได้เผยอารมณ์หรือความรู้สึกใดๆ เกี่ยวกับคำถามนั้น "นั่นไม่ใช่ข้าที่ต้องเดินตามแผน" หยงเจี้ยนพูดเสียงต่ำอย่างมีน้ำหนัก เขาเงยหน้าขึ้นจากกระดาษแล้วมองไปยังโม่โฉวอย่างไม่ลังเล ก่อนที่จะพูดต่อไป "แต่จะต้องเป็นฝ่าบาทที่จะต้องคิดว่าควรทำเช่นไรต่อจากนี้ ข้าส่งเจ้าออกวังหลวงเพื่
ที่ตำหนักบูรพาอี้จือสะอื้นอย่างหนัก ภายในห้องเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ยากจะระบายออกไปได้ เสียงสะอื้นก้องกังวาน อี้จือมองไปที่หยงซินที่ยืนอยู่ตรงหน้า ใบหน้าเย็นชาของเขาทำให้อี้จือรู้สึกเหมือนถูกทุบตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะพยายามปกปิดอารมณ์ไว้ แต่ก็ไม่สามารถซ่อนความหวาดกลัวในใจ"ไท่จือท่านจะทำกับข้าแบบนี้ไม่ได้นะ..." เสียงของอี้จือสั่นเครือ แม้จะพยายามกลั้นเสียงสะอื้น แต่มันก็หลุดออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ซ้วนซ้วนที่ยืนข้างๆ รีบเดินเข้าไปประคองอี้จือไว้อย่างอ่อนโยน"ไท่จือ ท่านจะทำอะไรกับนางก็ได้ แต่กรุณาอย่าทำให้นายหญิงเจ็บปวดเลยนะเจ้าคะ" เสียงของซ้วนซ้วนอ่อนลง แต่ก็ไม่สามารถปิดบังความวิตกกังวลในใจได้หยงซินที่ยืนมองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไม่อาจยอมรับได้ ก้าวเข้ามาใกล้และพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว"ข้าได้ยินว่าเจ้าไปที่ตำหนักเทียนฮวา หากไม่ทำอย่างนี้เจ้าก็ไปอีก ทางเดียวที่ข้าทำได้คือผูกเจ้าไว้ที่นี่!" เสียงดังกังวานในห้อง อี้จือสะอื้นหนักขึ้นจนตัวโยนไปมา"ไท่จือ ท่านทำกับข้าอย่างนี้ไม่ได้!" เสียงสะอื้นนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดหยงซินยังคงยืนนิ่ง สายตาจับจ้องไปที่อี้จืออย่างไม่ละสายตา เหมือนว
โม่โฉว่ที่ทองตามแผ่นหลังของหลินหยูไปจนลับสายตาหยงเจี้ยนขยับกายก้าวเดิน โม่โฉว่เอ่ยปากถามในทันที“องค์ชายท่านจะไปไหน”หยงเจี้ยนถอนหายใจแล้วพูดเบาๆ“ข้าจะไปดูว่า ม่านม่านคนนั้นนางร้องไห้จนตาบวมอย่างที่นักพรตจอมลวงโลกคนนั้นพูดจริงหรือไม่”ฮ่องเต้หยงตบโต๊ะดังลั่น เสียงดังสนั่นไปทั้งห้อง ดวงตาคู่คมแสดงความโกรธแค้นที่กำลังปะทุขึ้นในตัวเขา"ป่านนี้ยังไม่มีเบาะแส บ้านตระกูลเหรินซีไม่มีเบาะแสใดเลยหรือ" เสียงของเขาดังลั่น เครียดและขุ่นมัวจนทำให้บรรยากาศในห้องยิ่งหนักอึ้งไปด้วยความตึงเครียดบุรุษในอาภรณ์ชุดดำประสานมือก้มหน้าอย่างเคารพ แล้วรายงานด้วยน้ำเสียงหนักแน่น"ค้นทุกซอกทุกมุมล้วนไม่มีเบาะแสใดเลย ข้าพบเพียงบางเรื่องที่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้อง แต่ยังไม่มีความชัดเจน ฝ่าบาท ความจริงแล้วเรื่องราวต่อจากนี้ อาจต้องสืบเสาะจากองค์ชายสี่จะดีกว่า""ปัง!" เสียงของฮ่องเต้หยงดังขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้แรงจนแทบจะทำให้โต๊ะไม้เก่าๆ แทบพัง ดวงตาของเขาลุกโชนไปด้วยไฟโกรธ"เจ้าสี่กลับมาครั้งนี้ ราวกับมีใครเสี้ยมสอนการวางตัวที่แปลกออกไป และยังระวังตัวมากยิ่งขึ้น! ข้าตั้งใจจะเก็บเขาไว้ก่อน จึงไม่ควรแหวกหญ้าให้งูตื่น!"
หลินหยูชูกระบี่ชูขึ้นเหนือศีรษะ อีกครั้งปลายกระบี่เปล่งแสงสีฟ้าอ่อนราวกับแสงดาว ลำแสงนั้นแตกกระจายออกเป็นวงกลมกว้าง ล้อมรอบทุกผู้คนไว้ภายในทั้งฮ่องเต้หยงฉี ม่านม่าน หยงเจี้ยน อี้จือ ไท่จือหยงซิน เหล่าองค์ชายและเหล่าสนม นางในและขันทีทุกคนต่างตกตะลึงชั่วขณะเมื่อเห็นม่านแสงสีฟ้าเคลื่อนตัวราวม่านหมอกใส
หลินหยูถอนหายใจเบาๆ ก่อนที่จะยิ้มบางๆ มองไปที่หยงฉีและตอบเสียงเรียบ "เผ่าสวรรค์ของพวกเราใช้เวลาเดินทางไปกลับครึ่งปี ข้าน้อยทั้งสามเดินทางออกจากเผ่ามานับปี จึงตั้งใจจะจัดการเรื่องราวที่แคว้นเหว่ยให้เรียบร้อยเสียก่อน จึงจะเดินทางกลับ"ไม่มีท่าทางลังเลแต่น้อยแม้ว่าเหตุผลของพวกเขาจะคล้ายกับเหตุผลของม่
ม่านม่านถอยออกจากห้องไปปิดประตูอย่างเบามือทิ้งให้หยงฉีอยู่ภายในห้องกับพี่ทั้งสาม“เชิญฝ่าบาทประทับที่บัลลังก์ทองจนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย” หลินหหยูพูดขึ้นด้วยน้ำเสรียงนอบน้อม หยงฉียอมทำตามโดยดี หลินหยูยืนอยู่กลางห้อง ท่ามกลางความเงียบสงบของพิธี ที่มือของเขากำกระบี่ไว้มั่น สายตาจับจ้องกระบี่คมวาวด้
จิ้งจอกน้อยมิ่นหมิ่นสั่น ดิ้นพรวดหนีสุดแรง แต่ก็ไม่พ้นอ้อมแขนแข็งแรงที่รวบเอาไว้แน่น หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุอกออกมาดิ้นตามมิ่นหมิ่น“กรี๊ดดดดด!! ไม่นะ! ข้ายังเป็นสาวพรหมจรรย์อยู่นะ! ข้าเป็นสาวน้อยบริสุทธิ์อยู่เลย!” ร่ำร้องในใจ“เจ้าหมาน้อย เจ้าจิ้งจอกตัวนี้นี่นะ สะบัดสะบิ้งราวกับเป็นหญิงงามไปได้ ข้าแ












المراجعات