บริเวณลานฝึกยุทธ์แห่งที่สามของสกุลหลิว บรรยากาศโดยรอบคล้ายกลายเป็นเพียงสวนหิน เงียบสงบจนเข็มตกสักเล่มยังได้ยิน เหล่าบรรดาบุรุษและสตรีวัยแรกรุ่นราวสิบกว่าชีวิต แต่ละคนล้วนเป็นผู้ฝึกปราณขั้นหนึ่งด้วยกันทั้งสิ้นต่างยืนนิ่งไม่ไหวติ่งราวกับหุ่นไม้ไผ่ ลมหายใจติดขัดคล้ายกับจะมีไข้ มิมีผู้ใดกล้าเอ่ยวาจาใดออกมาหลังจากที่หลิวเยี่ยนเฟยโหมกระหน่ำเพลิงโทสะโดยการใช้ฝ่ามือฟาดลงบนผืนดิน จนลานฝึกซ้อมเป็นหลุมลึกด้วยแรงกระแทกเพียงหนเดียว
ในยามนี้หลิวเยี่ยนเฟยยืนนิ่งราวกับหินผา เขากวาดตามองไปยังผู้คนในละแวกใกล้
ภาพที่เห็นมีเพียงหนุ่มสาววัยแรกรุ่นที่กำลังก้มหน้างุดมิยอมสบตา ร่างกายสั่นเทิ้มอย่างหวาดหวั่น ชวนให้รู้สึกหงุดหงิดใจ หลิวเยี่ยนเฟยจึงตวาดเสียงเข้มออกไป “เหตุใดบุตรนังแพศยานั่นยังมิปรากฏกาย” ก่อนจะยกนิ้วชี้ของตนชี้ไปยังดรุณน้อยผู้หนึ่งที่ยืนก้มหน้าก้มตาอยู่ข้างลานฝึกด้วยเพลิงโทสะที่ลุกโชน “เจ้า…มานี่สิ”
“ขะ…ขอรับ” ดรุณตัวน้อยขานรับเสียงสั่น โดยเด็กหนุ่มผู้นี้มีอายุราวๆ สิบสามขวบปี ยามถูกเรียกตัวแบบทันท่วงทีก็สะดุ้งโหยงอย่างตกใจ ร่างกายสั่นเทิ้มมิอาจระงับไว้ ก่อนจะก้าวขาที่แข็งขืนเข้าไปยังลานฝึกด้วยท่วงท่าที่เก้ๆ กังๆ
แต่ไหนมาหลิวเยี่ยนเฟยก็ขึ้นชื่อเรื่องความโหดร้ายเป็นทุนเดิม ซ้ำยังฝึกฝนตบะฌานไปจนถึงระดับสาม ไหนเลยคนที่ฝึกฝนได้เพียงขั้นต้นที่เพิ่งผ่านระดับหนึ่งมาเพียงไม่นานอย่างเด็กหนุ่มจะต่อกร ดรุณน้อยผู้ที่กำลังก้าวเข้าไปในลานฝึกจึงไม่ต่างจากการเข้าไปให้คุณชายรองในสกุลหลิวทารุณตามอำเภอใจ
ทว่าในขณะที่อยู่ในสภาวะเคร่งตึง เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งก็วิ่งเข้ามา ก่อนเจ้าของเสียงฝีเท้าดังกล่าวจะมาหยุดยืนหอบหายใจอยู่ข้างลานฝึกด้วยสีหน้าประเดี๋ยวซีดประเดี๋ยวคล้ำ แล้วกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ว่า “คะ...คุณชายสามมาแล้วขอรับคุณชายรอง”
“เช่นนั้นรึ” หลิวเยี่ยนเฟยกล่าวเสียงเย็น ยามได้ยินถ้อยคำจากบ่าวรับใช้ที่เขาเพิ่งสั่งให้ไปตามคู่ซ้อมมือ ก่อนจะปรายหางตามองตามหนทางที่ทอดยาวออกไป เห็นน้องชายนอกไส้ที่แสนจะชิงชังกำลังเยื้องย่างมาที่ลานฝึกด้วยท่าทางเฉื่อยชา แล้วได้แต่แค่นหัวเราะในลำคอออกมาก่อนกล่าวด้วยวาจาห้วนสั้นว่า “ดี”
เพียงไม่นานหลังจากนั้น จ้าวเสี่ยวหมิงที่เพิ่งคลำหาทางจนมาถึงลานฝึกที่สามของสกุลได้ก็หยุดยืนอยู่กับที่ ก่อนจะยกมือขึ้นมาเท้าเอวเอาไว้แล้วกวาดสายตาไปมา
ภาพที่เห็นมีเพียงบุรุษและสตรีวัยแรกแย้มต่างก้มหน้าก้มตา ร่างกายสั่นเทิ้มอย่างหวาดกลัวมิยอมคลาย จ้าวเสี่ยวหมิงจึงได้แต่ยกยิ้มออกมาอย่างบางเบา
‘เห…แค่เจ้าหนูนั่นโมโหเพียงนิดถึงกับต้องหวาดกลัวถึงเพียงนี้เชียวรึ’
จ้าวเสี่ยวหมิงสบถในใจอย่างนึกขัน ก่อนทำท่าทางครุ่นคิดบางอย่างอยู่ภายใน ครานั้นเองหลิวเยี่ยนเฟยที่ปรายตามองมาอยู่ก่อนหน้าก็ทำสีหน้ามิใคร่พอใจ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มขึงออกไป “เหตุใดเจ้าถึงได้ชักช้านัก”
เป็นเหตุให้จ้าวเสี่ยวหมิงจำต้องหันไปตามเสียงดังกล่าว แล้วโค้งคารวะผู้เป็นพี่ชายของร่างนี้พอเป็นพิธี “ขออภัยพี่รอง ท่านพ่อเรียกข้าไปพบ ซ้ำยังเดินหลงทางไปลานฝึกหนึ่งจึงทำให้เสียเวลาไปครึ่งก้านธูปขอรับ”
“งั้นรึ” หลิวเยี่ยนเฟยกล่าวเสียงเย็น ยามได้ยินคำแก้ต่างของหลิวมู่เหยียนที่เอ่ยออกมาอย่างไม่ทุกข์ร้อนใดๆ ก่อนเจ้าตัวจะปรายหางตามองไปยังบุรุษร่างผอมบางอีกหน แล้วเอ่ยเสียงเข้มอย่างมิพอใจว่า “แต่นั่นหาใช่ข้ออ้างไม่ เจ้าอายุเท่าไรแล้ว ไยมิรู้จักรักษาเวลาถึงเพียงนี้”
ได้ยินเช่นนั้นจ้าวเสี่ยวหมิง ก็แค่นหัวเราะในลำคอออกมาอย่างนึกขันกับความเอาแต่ใจที่ไม่รู้เหนือรู้ใต้ของพี่ชายเจ้าของร่าง จากนั้นจึงเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบดั่งสายน้ำไหล ไม่มีเค้าของความหวาดกลัวต่อภยันตรายที่กำลังย่างกรายเข้ามา “ข้าต้องขออภัยด้วยขอรับ แต่ข้าก็มิอาจขัดคำสั่งท่านพ่อได้เช่นกัน” กล่าวเพียงแค่นั้นก็ปรายหางตามองไปทางหลิวเยี่ยนเฟยที่ยืนด้วยท่วงท่าทีหยิ่งยโส ก่อนจะยกยิ้มมุมปากอย่างบางเบา “หากเรื่องที่ข้าไปพบท่านพ่อทำให้ท่านมิพอใจ ข้าเองก็จนปัญญาเช่นกัน”
ในยามที่ได้ยินคำกล่าวโทษที่หาว่าเขามิมีความยำเกรงต่อบุพการีเช่นนั้น โทสะที่สั่งสมก็มิอาจกลั้น ใบหน้าหล่อเหลาหม่นคล้ำลงหลายส่วนด้วยแรงอารมณ์มิยอมคลาย จากนั้นจึงตวาดเสียงดังลั่นใส่ “เจ้าหาว่าข้าไม่เคารพบิดาเช่นนั้นรึ”
“เหวอ...ขะ...ข้าเปล่านะขอรับข้าเปล่า”
“ย่อมได้งั้นวันนี้ถ้าข้าไม่อัดเจ้าจนแหลกลาญ อย่าเรียกข้าว่าคุณชายรองของสกุลหลิวเลย”
กล่าวจบหลิวเยี่ยนเฟยก็ปรี่เข้าไปหาบุรุษร่างกายผอมบางอย่างไม่รั้งรอ ฝ่ามือข้างหนึ่งถูกยกขึ้นหมายจะซัดกระแทกเข้าไป
เป็นเหตุให้คนที่อยู่ในละแวกใกล้ต่างร่นถอยหลังหนีฝ่ามือดังกล่าวกันอย่างจ้าละหวั่น มีเพียงหลิวมู่เหยียนผู้เดียวที่ยังคงไม่ขยับกาย ใบหน้าซีดเซียวมิได้ปรากฏร่องรอยของความหวาดกลัวใดๆ ออกมาให้เห็น
‘ข้าขอดูความทนทานของร่างนี้สักหน่อยก็คงไม่เสียหายหรอกกระมัง’
จ้าวเสี่ยวหมิงนึกภายในใจ เขาปรายหางตามองบุรุษที่กำลังพุ่งเข้าใส่ ก่อนจะเบี่ยงกายหลบฝ่ามือที่อัดกระแทกเข้ามาได้อย่างเฉียดฉิวเพียงแค่ช่วงขนตา
ก่อนเจ้าตัวจะยกมือขึ้นมาแล้วลองรวบรวมลมปราณหนึ่งในสิบขึ้นมาบนฝ่ามือตน ริ้วปราณสีดำจึงปรากฏให้เห็นพันรอบฝ่ามือของตนอย่างบางเบา จ้าวเสี่ยวหมิงจึงรีบลดมือลงอย่างรวดเร็วก่อนที่ใครจะทันได้สังเกตเห็น
‘ปราณสีดำ...แม้แต่อยู่ในร่างนี้ปราณของข้าก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง หากยังฝืนใช้พลังภายในมากเกินไป ร่างนี้อาจแหลกเป็นเสี่ยงเสียก่อนกระมัง’
จ้าวเสี่ยวหมิงลอบมองริ้วสีดำที่ปรากฏบนฝ่ามือตนอีกหน แล้วได้แต่สบถภายในใจ ก่อนเจ้าตัวจะเบี่ยงกายหลบการโจมตีของพี่ชายต่างมารดาอย่างจ้าละหวั่น
ซึ่งการกระทำดังกล่าวสร้างความมิพอใจให้กับหลิวเยี่ยนเฟยเป็นทบทวี โทสะที่สั่งสมพลันพุ่งสูงจนมิอาจระงับไว้ ด้วยเหตุที่ว่าเขาใช้กระบวนเคล็ดวิชาประจำสกุลไปถึงสองกระบวนท่า ก็ยังมิอาจเฉียดผิวกายบุรุษตรงหน้าได้เลยแม้แต่น้อย
หลิวเยี่ยนเฟยจึงหยุดเคลื่อนไหวแล้วหรี่ตามองหลิวมู่เหยียนอย่างใช้ความคิด เพราะเขาสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนไปในหนนี้ได้ ด้วยเหตุที่ว่าก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่ชั่วยาม หลิวมู่เหยียนยังมิอาจหลบฝ่ามือของเขาได้สักหน แต่มาหนนี้กลับสามารถหลบกระบวนท่าที่ตนฝึกฝนมาอย่างยาวนาน
‘เหตุใดมันถึงหลบกระบวนท่าเหล่านี้ได้’
หลิวเยี่ยนเฟยสบถออกมาอย่างมิพอใจ เขาจ้องมองไปยังบุรุษร่างซูบผอมด้วยสายตาที่แสนจะชิงชัง ก่อนเริ่มเดินลมปราณ เพียงไม่นานสายปราณสีฟ้าเข้มสายหนึ่งก็พันรอบฝ่ามือตน จากนั้นจึงพุ่งเข้าไปหาร่างของพี่น้องต่างมารดาอย่างไม่รั้งรอ
ในยามนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงสบถออกมาเบาๆ ว่าแย่แล้วอยู่ครามครัน
แม้ในอดีตเขาจะบรรลุการฝึกฝนจนถึงขั้นกุ่ยเซียน[1] มาก็ตามที แต่ร่างนี้หาใช่ร่างที่ฝึกฝนมาอย่างยาวนานไม่
ด้วยความที่ร่างนี้ยังคงเป็นเพียงดรุณตัวน้อยที่ผ่านโลกมาได้ไม่นาน ซ้ำยังมิเคยฝึกฝนลมปราณใดๆ เลยสักหน แล้วเขาจะไปปะทะกับฝ่ามือของผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามที่เต็มไปด้วยจิตสังหารได้อย่างไร หากขืนออกแรงมากไปร่างนี้คงได้กระเด็นแหลกเหลวไม่เหลือชิ้นดี
จ้าวเสี่ยวหมิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงเลือกเอาแต่หลบกระบวนท่าที่พี่ชายต่างมารดาอัดกระแทกเข้าใส่ มิยอมออกแรงตอบโต้ให้เสียกำลังสักนิดเดียว
โดยไม่ได้รู้สักนิดเลยว่าการกระทำดังกล่าว ได้ตกอยู่ใต้สายตาของหยางซิวอวี่เจ้าสำนักหยางเจียนที่เดินมาเยี่ยมชมการประลองในครั้งนี้ด้วยความบังเอิญแบบไม่รู้ตัว
หยางซิวอวี่ผู้นี้สวมแพรพรรณสีขาวเนื้อดี อายุอานามก็ย่างเข้าวัยแปดสิบสี่ ใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยที่ร่วงโรยลงไป ทว่าท่วงท่าความแข็งแรงยังมิเสื่อมสลายไปทางใด เคราสีขาวยาวลงถึงกลางอก นัยน์ตาสีดำสนิทที่หรี่ลงมองดูการประลองในครั้งนี้ฉายแววพราวระยับอย่างนึกสนุกอยู่ภายใน เขาลูบเคราขึ้นลงแล้วหัวเราะร่วนอย่างชอบใจยามได้เห็นการกระทำที่บุรุษร่างกายซูบผอมเผยออกมา
“อาเหลียง เจ้าลองทายดูสิว่าใครฝีมือเหนือกว่ากัน”
เขาเอ่ยถามบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกล คนผู้นี้สวมใส่แพรพรรณเนื้อดีสีขาวเฉกเช่นเดียวกับชายชรา ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย นัยน์ตาสีดำสนิทดุจพญาเหยี่ยวน่าเกรงขามรับกับจมูกโด่งเป็นสันแลดูหยิ่งผยองและทะนงอยู่ภายใน ริมฝีปากบางเฉียบเข้ากับกรอบหน้าได้อย่างวิจิตรบรรจง องคาพยพทั้งห้าเมื่อหลอมรวมกันเป็นหนึ่งแล้วมิได้ด้อยไปกว่าผู้ใด
ยามได้ยินคำเอ่ยของชายชรา หยางหยุนเหลียงที่ยังมองทางลานฝึกของสกุลหลิวอยู่มิได้สายตาไปทางใด ก็เอ่ยออกมาด้วยวาจาสุขุมเบาๆ “คงจะเป็นคุณชายรองของสกุลหลิวกระมังที่ฝีมือเหนือกว่าน่ะท่านปู่”
“เจ้ายังฝึกไม่ถึงขั้นนะอาเหลียง”
ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นัยน์ตาสีดำสนิทยังคงจับจ้องมองไปยังเจ้าของร่างบอบบางที่กำลังหลบกระบวนท่าของบุตรชายคนรองแห่งสกุลหลิวไปมาด้วยท่วงท่าที่พลิ้วไหว ริมฝีปากบางก็พลันยกยิ้มขึ้นมาอย่างพึงใจ ก่อนเจ้าตัวจะใช้ปลายเท้าสะกิดก้อนหินก้อนเล็กๆ ลูกหนึ่งขึ้นมาจากผืนดินแล้วคว้าเอาไว้ในมือตน
นัยน์ตาสีดำสนิทเพ่งมองไปยังหลิวมู่เหยียนที่อยู่กลางลานฝึกยุทธ์ฉายแววพราวระยับอย่างนึกสนุก เขาเดาะหินก้อนเล็กในมือขึ้นลง ก่อนเจ้าตัวจะปรายหางตามองไปทางหยางหยุนเหลียงผู้เป็นหลานในไส้ที่ยืนอยู่เคียงข้างกัน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความขำขันอยู่ในที “เจ้าคิดว่าเขาจะหลบวิชาดัชนีวายุร่อนระบำที่ข้าใส่พลังปราณลงไปแปดในสิบส่วนได้หรือไม่”
“หลานคิดว่าคงหลบไม่พ้นกระมังขอรับท่านปู่” หยางหยุนเหลียงเอ่ยเสียงเรียบออกมา ก่อนจะจ้องมองไปยังเจ้าของร่างกายซูบผอมอย่างมิใคร่พอใจ ทั้งๆ ที่คนผู้นี้ดูๆ แล้วก็น่าจะมีวรยุทธ์อยู่บ้างพอประปราย ซ้ำยังเป็นบุรุษแท้ๆ กลับเอาแต่หลบไปมา มิยอมเผชิญหน้าอย่างห้าวหาญ ไร้ซึ่งความสามารถอย่างสิ้นเชิง “บุรุษเช่นนี้หาได้มีฝีมือไม่ มิสู้หลบใต้ชายกระโปรงของสตรีไปเลยเสียดีกว่า เพียงแค่หลบกระบวนท่าของคุณชายรองหลิวที่ซัดกระแทกใส่ตนก็แทบเต็มกลืนแล้วขอรับ คนเช่นนี้จะหลบวิชาดัชนีของท่านปู่ได้อย่างไรขอรับ”
“งั้นข้าจะทำให้เจ้าดูว่าคนผู้นี้หลบได้หรือไม่ได้”
กล่าวจบชายชราก็ดีดลูกหินด้วยวิชาดัชนีวายุร่อนระบำเคล็ดวิชาประจำสกุลที่อัดแน่นไปด้วยปราณแปดในสิบส่วนของตนอย่างรวดเร็ว และด้วยแรงส่งบวกกับพลังปราณที่สูงส่งเช่นนี้ เป็นเหตุให้ก้อนหินลูกดังกล่าวพุ่งทะยานไปยังเป้าหมายราวกับสายฟ้าฟาดลงมา
ในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงที่กำลังหลบกระบวนท่าที่เจ็ดของหลิวเยี่ยนเฟยอยู่นั้น พลันได้ยินเสียงบางอย่างแหวกอากาศเข้ามา นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มจึงหรี่ลงอย่างใช้ความคิด ก่อนจะปรายมองมายังเสียงดังกล่าวที่ดังอยู่ด้านข้างของตน ภาพที่สะท้อนให้เห็น คือก้อนหินลูกเล็กๆ ที่พุ่งเข้ามาใส่ล้อมรอบด้วยปราณสีขาวบางๆ ห่อหุ้มไว้
ยามได้เห็นเช่นนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงลอบกลืนน้ำลายฝืดๆ ลงในลำคออย่างลำบาก หากเขาเอาแต่ระวังกระบวนท่าของหลิวเยี่ยนเฟยที่อัดกระแทกเข้ามา ก็อาจทำให้ตนหลบหินลูกนี้มิพ้น ร่างกายคงได้แหลกเป็นผุยผงหากโดนเข้าไป
ในครานั้นเองจ้าวเสี่ยวหมิงจึงเลือกที่จะเบี่ยงกายหลบลูกหินก้อนเล็กๆ ที่พุ่งเข้ามาหมายจะเอาชีวิตตน ซึ่งมันก็ผ่านปลายจมูกเขาไปเพียงเสี้ยวธุลี แล้วพุ่งตรงไปกระทบกับเชิงผาที่ห่างไปไม่ไกลจนเกิดเสียงดังสนั่น
สายตาทุกคู่ที่อยู่ในละแวกใกล้ต่างหันไปจับจ้องที่มาของเสียงดังกล่าวอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะมีคนในสำนักวิ่งไปยังทางต้นเสียงราวสามสี่คน มีเพียงผู้ถูกกระทำเท่านั้นที่ปรายหางตามองหาที่มาของหินลูกนั้นอย่างมิพึงใจ
ภาพที่เห็นคือชายชราสวมแพรพรรณสีขาวเนื้อดี ยืนลูบเคราสีขาวยาวถึงกลางอกด้วยท่าทีที่ผ่อนคลายและกำลังหัวเราะร่วนอย่างชอบใจ ซึ่งข้างกายของชายชราผู้นั้นก็มีบุรุษหนุ่มอายุราวๆ สิบแปดปียืนอยู่ข้างกัน
นัยน์ตาสีดำสนิทของบุรุษหนุ่มผู้นั้นกำลังสบถด่าเจ้าของร่างที่จ้าวเสี่ยวหมิงเข้ามาสิงสู่ด้วยความมิชอบใจอย่างไม่ปิดบัง จนคนถูกกล่าวขวัญอ่านออกได้จากทางสายตา
ในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงได้แต่สบถเสียงเบาออกมา “ไอ้หยา… เกือบไปแล้วไหมล่ะ ดีนะที่ข้าหูดีมิเช่นนั้นตาเฒ่าเจ้าเล่ห์นั่นคงเล่นงานข้าเป็นแน่แท้” ก่อนจะยกมือขึ้นมาลูบปลายจมูกตนไปมา แล้วหันหน้ากลับไปเผชิญหน้ากับหลิวเยี่ยนเฟยตามเดิม
ทว่าเพราะมัวแต่มองหาคนที่ส่งลูกหินที่พุ่งเข้ามาทำร้ายจึงไม่ทันได้ระวังตัวดี ฝ่าเท้าของหลิวเยี่ยนเฟยก็พุ่งมาถึงตรงหน้าตนเสียแล้วจะหลบก็มิอาจหลบไปทางใดพ้น
จ้าวเสี่ยวหมิงจึงได้แต่ร้องเสียงหลงอย่างตกใจ “ไอ้หยา...หลบไม่ทันแล้ว” ก่อนฝ่าเท้าข้างนั้นที่เต็มไปด้วยพลังปราณราวแปดในสิบส่วนจะถีบเข้ามาตรงยอดอกของเขาเข้าอย่างจัง ด้วยแรงถีบส่งที่มากมายมหาศาล เป็นเหตุให้ร่างผอมบางถึงกับกระเด็น
ยามได้เห็นหลิวมู่เหยียนพลาดท่าเสียที หยางหยุนเหลียงก็เอ่ยออกมาว่า “เห็นไหมขอรับท่านปู่ถึงแม้เขาจะหลบลูกหินพิฆาตนั่นพ้น แต่คนเช่นเขาก็ถูกคุณชายรองหลิวเล่นงานอยู่ดี” นัยน์ตาสีดำสนิทจ้องมองภาพที่หลิวมู่เหยียนกำลังลอยละลิ่วด้วยแรงถีบส่งอย่างระอา เขาส่ายศีรษะไปมาอย่างนึกขันเอ่ยออกมาได้ไม่ผิดคำพูดเสียเมื่อไรกัน
ทว่ามีเพียงชายชราที่ยืนอยู่ข้างกันปรายหางตามองหลานในไส้ แล้วกระหยิ่มยิ้มย่องราวกับกำลังคิดบางอย่างอยู่ภายใน ก่อนจะกล่าวด้วยถ้อยคำเพียงสั้นๆ ว่า “เจอคนเดือดร้อนเหตุใดเจ้าจึงไม่รีบช่วยเขาเล่า” กล่าวจบหยางซิวอวี่ก็อัดกระแทกฝ่ามือด้วยปราณหนึ่งในสิบส่วนเข้าใส่ผู้เป็นหลานในไส้ของตน
แรงที่ส่งเป็นเหตุให้หยางหยุนเหลียงที่ไม่ทันได้ระวังตัวดีเซถลา จนต้องมาเผชิญหน้ากับร่างที่ลอยละลิ่วเข้ามาหาแบบพอดิบดี
จะหลบก็มิได้จะหนีก็ไม่พ้น ในใจพลันสาปส่งผู้เป็นปู่อย่างมิใคร่พอใจ ก่อนเจ้าตัวต้องอ้าแขนรับร่างผอมบางนั่นเอาไว้ด้วยความจำใจ แต่ด้วยแรงมหาศาลที่อัดกระแทกจากฝ่าเท้าของหลิวเยี่ยนเฟยเป็นเหตุให้หยางหยุนเหลียงต้องโอบร่างของหลิวมู่เหยียนให้กระชับขึ้นกว่าเดิมอีกเท่าตัว
หยางหยุนเหลียงร่นถอยหลังเพียงแค่ก้าวเดียวสามารถหยุดแรงส่งที่อัดกระแทกเข้ามา ก่อนเจ้าตัวจะก้มหน้ามองมายังร่างที่อยู่ในอ้อมแขนตน
เมื่อร่างกายถูกหยุดด้วยแผ่นอกของบุรุษผู้สวมแพรพรรณสีขาวเนื้อดี ในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงก็ได้สติคืนกลับมา เขาเงยหน้าสบมองใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังจ้องมาที่ตนอย่างระอา แล้วลอบสำรวจใบหน้านั้นอย่างระวัง
‘เจ้าหนูผู้นี้หน้าตาช่างคุ้นเคยยิ่งนัก...ข้าเคยพบเจอเขาที่ใดกัน’
จ้าวเสี่ยวหมิงนึกภายในใจ หลังจากได้สบมองใบหน้าของหยางหยุนเหลียงแบบเต็มสายตา ก่อนเจ้าตัวจะทำทีหัวเราะแหะๆ ขัดตาทัพออกมา แล้วค่อยๆ หยัดกายอย่างเชื่องช้า พร้อมกับกล่าวด้วยสีหน้าระรื่นว่า “ขออภัยขอรับข้ามิทันได้ระวังตัวเลยทำให้พี่ชายต้องเดือดร้อนเช่นนี้” กล่าวจบก็ทำทีเป็นโค้งคารวะบุรุษตรงหน้าพอเป็นพิธี
“ช่างเถอะ เจ้ามันก็อ่อนหัดดั่งคำร่ำลือจริงๆ” หยางหยุนเหลียงเอ่ยอย่างระอาก่อนจะสะบัดแขนเสื้อแล้วย่างเท้ากลับมาสมทบกับผู้เป็นปู่ของตนซึ่งกำลังหารือกับหลิวซูหยวนที่อยู่ไม่ไกล
ยามเมื่อมาถึงก็ได้ยินหยางซิวอวี่เอ่ยด้วยวาจาราบเรียบดั่งสายน้ำไหล “ในปีนี้เจ้ามิลองส่งบุตรชายคนเล็กของเจ้าเข้าพิธีด้วยเล่ารองเจ้าสำนักหลิว” ก่อนเจ้าตัวจะเหลียวมองไปยังเจ้าของร่างซูบผอมที่กำลังยืนขอโทษขอโพยคุณชายรองแห่งสกุลหลิวอยู่ที่เดิมมิไปไหน
“คงมิได้กระมังขอรับท่านเจ้าสำนักหยาง บุตรชายของข้าผู้นี้ร่างกายอ่อนแอและไม่เคยฝึกฝนลมปราณใดๆ ซ้ำยังรวบรวมตันเถียนในกายมิได้ จะเข้าร่วมพิธีเปิดญาณทิพย์ก้าวข้ามปราณขั้นต้นได้อย่างไรขอรับ”
“ไม่ลองก็ไม่รู้ บุรุษที่สามารถหลบวิชาดัชนีวายุร่อนระบำของข้าพ้นมีอยู่ไม่น้อยก็จริง” หยางซิวอวี่เอ่ยอย่างอารมณ์ดี เขายกมือลูบเคราสีขาวราวกับเส้นไหมขึ้นลงด้วยท่วงท่าที่ผ่อนคลาย นัยน์ตาสีดำสนิทหรี่มองคู่สนทนา
แม้จะเห็นไอพิษปีศาจผูกพันลอยวนเวียนอยู่รอบกาย แต่ก็มิอาจช่วยเหลือสิ่งใดได้ ด้วยเหตุที่ว่าหลิวซูหยวนถูกไอพิษเช่นนี้คงมิใช่เรื่องเล็กน้อยเสียเมื่อไร หากยื่นมือเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้า คนที่พ่นไอพิษชนิดนี้เข้าใส่อาจรู้ตัวได้เสียก่อน เขาจึงได้แต่มองแล้วเก็บเรื่องนี้ไปปรึกษาเจ้าสำนักหลิว หลิวหลี่เฉวียนอีกหนจะดีเสียกว่า ก่อนจะทำทีเป็นเอ่ยออกมา “แต่คนที่หลบได้นั้นส่วนใหญ่จะข้ามปราณขั้นต้นไปแล้วทั้งสิ้น”
“หากท่านเจ้าสำนักหยางออกตัวเช่นนี้ข้าน้อยคงมิอาจขัดได้” หลิวซูหยวนเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะปรายหางตามองบุตรนอกไส้ของตนอย่างเย็นชา แล้วกล่าวออกมาว่า “เพียงแต่บุตรชายของข้าผู้นี้มิเคยฝึกปราณพื้นฐานเลยสักระดับ ตัวข้าที่เป็นกรรมการฝ่ายควบคุมพิธีคงมิอาจจะลงไปฝึกเขาเองได้ และถ้าจะให้ศิษย์ในสำนักหลิวฝั่งตะวันออกมาช่วยฝึกมันก็อาจจะมิทันการ เกรงว่าหากถึงเวลาเข้าพิธีเขาอาจจะเอาชีวิตไปทิ้งเสียมากกว่ากระมัง”
“ไม่เป็นไร ข้าจะให้หลานชายข้าที่ยังว่างอยู่ช่วยฝึกเขาอีกแรง”
ได้ยินเช่นนั้นหยางหยุนเหลียงที่ยืนฟังอยู่ถึงกับหางตากระตุกอย่างมิใคร่พอใจ ก่อนเจ้าตัวจะก้าวออกไปแล้วกล่าวว่า “ท่านปู่ข้ายังอ่อนด้อยประสบการณ์นัก ไหนเลยจะฝึกคุณชายสามหลิวได้เล่าขอรับ”
“ฮ่าๆ...มิเป็นไร…มิเป็นไร…คนที่ผ่านการฝึกปราณระดับสามเพื่อเตรียมตัวเข้าพิธีมาแล้วเช่นเจ้าถือว่าไม่ด้อยประสบการณ์หรอกนะอาเหลียง แถมการฝึกในครั้งนี้อาจช่วยให้เจ้าฝึกฝนตัวเองอีกด้วย” หยางซิวอวี่เอ่ยอย่างอารมณ์ดี เขาปรายหางตามองหลานในไส้ของตนด้วยแววตาพราวระยับอย่างนึกสนุก มือข้างหนึ่งลูบเคราสีขาวขึ้นลงอย่างช้าๆ ก่อนจะเดินเข้าไปหาผู้เป็นหลานชายที่ยืนทำสีหน้าหงุดหงิดราวกับแบกโลกนี้ไว้ทั้งใบ แล้วผินใบหน้าหันไปมองหลิวซูหยวนพลางกล่าวด้วยวาจาสุขุมแต่ผ่อนคลาย “ท่านคิดเห็นเป็นเช่นไรเล่า รองเจ้าสำนักหลิว”
“หากเรื่องนี้เป็นความต้องการของท่านเจ้าสำนักหยางแล้ว ข้าน้อยหลิวซูหยวนคงมิอาจขัดได้ขอรับ” หลิวซูหยวนเอ่ยเสียงเรียบออกมา ก่อนจะย่างเท้าเข้าไปหาหยางหยุนเหลียงด้วยท่วงท่าที่ผ่อนคลาย นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มทอประกายสว่างวาบเพียงวูบเดียวก็ยกยิ้มขึ้นมาอย่างบางเบายามได้เห็นท่าทีที่บุรุษหนุ่มสวมใส่แพรพรรณสีขาวเผยความมิพึงใจให้เห็นอย่างแจ่มชัด ในใจพึงตระหนักได้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้คงมิเห็นด้วยอย่างมิต้องคาดเดา “แต่ไม่ทราบว่าคุณชายสามหยางจะเห็นดีด้วยหรือไม่ อันนี้ต้องแล้วแต่เขานะขอรับ”
เป็นเหตุให้หยางหยุนเหลียงที่ถูกชายชรามัดมือชกพร้อมกับส่งสีหน้าอ้อนวอนกึ่งบังคับมาให้ ถึงมิอยากจะยินยอมตกลงเพียงไรก็ต้องจำใจตอบรับตามความต้องการของผู้ได้ชื่อว่าเป็นปู่ตนเองอยู่ดี เพราะเห็นว่าแม้ใจดีแบบนี้เวลาโดนขัดใจจนงอนขึ้นมา เขายังต้องหิ้วสุราอู่เหลียงเย่[2] ไปง้อเสียหลายไห ขืนครานี้ต้องมาง้ออีกครั้งคงต้องเหมาทั้งโรงกลั่นนั่นปะไร
หยางหยุนเหลียงจึงได้แต่ฝืนยกยิ้มอย่างจำใจ แล้วกล่าวด้วยประโยคด้วยวาจาราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความไม่เต็มใจออกมา “หากท่านปู่ว่าเช่นนั้นข้าหยางหยุนเหลียงคงมิอาจขัดใจได้ขอรับ” กล่าวจบก็ปรายหางตาหันไปมองหลิวมู่เหยียนที่กำลังหลบเลี่ยงกระบวนท่าที่หลิวเยี่ยนเฟยซัดกระแทกใส่อย่างระอาเต็มทน
“หากเป็นเช่นนั้นข้าคงต้องขอรบกวนท่านเจ้าสำนักหยางกับคุณชายสามหยางแล้ว”
หลิวชูหยวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความไม่พอใจเอาไว้ ก่อนจะย่างเท้าไปหาจูเล่ยบ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่ไม่ไกล แล้วกล่าวเสียงเบาออกไป “ช่วยไปตามเจ้าสามมาให้ข้าที”
“ขอรับนายท่าน”
จูเล่ยเอ่ยรับคำเพียงแค่นั้นก็โค้งคำนับพอเป็นพิธี ก่อนจะหมุนกายแล้วเร่งฝีเท้าเดินไปยังลานฝึกยุทธ์อย่างรวดเร็ว
เพียงไม่นานหลังจากนั้น หลิวมู่เหยียนก็เยื้องย่างมาถึงวงสนทนา นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกวาดมองไปมาเห็นว่ารอบกายผู้เป็นบิดาเจ้าของร่างนี้มีไอสีเขียวจางๆ พันวนอยู่โดยรอบก็ได้แต่ฝืนยิ้มออกมาอย่างระอา
โดนพิษของไอปีศาจผูกพันอีกครั้งจนได้สินะ
จ้าวเสี่ยวหมิงสบถในใจอย่างนึกขัน เขาเมียงมองไปยังบิดาเจ้าของร่างอย่างพินิจอีกเพียงครั้ง ก่อนจะหันหน้าไปสบมองชายชราที่ยืนมองเขาอยู่ไม่ไกล แล้วกล่าวด้วยถ้อยคำสุภาพว่า “ข้าน้อยหลิวมู่เหยียนขอคารวะท่านพ่อและผู้อาวุโสหยางขอรับ” ก่อนจะผินใบหน้าหันไปมอง หยางหยุนเหลียงที่ยืนอยู่อีกด้านอย่างสำรวมกิริยา “และพี่ชายหยางด้วยขอรับ”
“ไม่ต้องมากพิธี” หลิวซูหยวนกล่าวเสียงเรียบ แล้วยกมือขึ้นห้าม ก่อนจะหันหน้าไปสบมองหยางซิวอวี่ด้วยสายตาเรียบเฉยไร้อารมณ์เฉกเช่นทุกที พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าแฝงไปด้วยความกดดัน “อีกไม่นานจะมีพิธีเปิดญาณทิพย์เพื่อเลื่อนระดับขั้นปราณ ท่านเจ้าสำนักหยางอยากให้เจ้าเข้าร่วมพิธีนั้นกับพี่ชายรองของเจ้าด้วยเช่นกัน เจ้าจะขัดสนหรือไม่”
‘พิธีเปิดญาณทิพย์...พิธีนี้อีกแล้วใครเล่าอยากจะเข้าร่วมเป็นหนที่สองกัน’
จ้าวเสี่ยวหมิงสบถภายในใจ หลังจากได้ยินชื่อพิธีนั้นอีกครั้ง พิธีที่เขาเคยเข้าร่วมเมื่อครั้งยังเยาวว์วัย บุรุษหนุ่มจึงลอบปรายหางตามองไปยังหยางซิวอวี่ด้วยความพินิจก็เห็นรอยยิ้มพรายอย่างนึกสนุกของชายชรา เป็นเหตุให้เขาต้องถอนหายใจกับความขี้เล่นนี้อย่างระอา
เพราะเขาจำได้ว่าการเข้าพิธีนี้ หากใครยังมิสามารถฝึกจนถึงระดับสาม ก็มิอาจเข้าร่วมได้เช่นกัน พิธีที่เปลืองกำลังกายและต้องใช้ปราณไปไม่น้อย ขืนให้เข้าร่วมอีกหนเขาคงถูกจับแยกส่วนเป็นชิ้นๆ เสียก่อนจะได้ทำอันใด เพราะสีของปราณที่ไม่เหมือนใคร ปราณสีดำมืดที่มีเพียงพวกเผ่ามารและปีศาจบางตนเท่านั้นที่มีได้ ครั้งก่อนนั้นผ่านพิธีดังกล่าวมาได้เพราะสีปราณของตนในตอนนั้นยังเป็นสีเทามิได้มีสีเข้มจนดำมืดอย่างที่เห็น ซ้ำในครานั้นยังไม่รู้ด้วยว่าตนเองมีสายเลือดครึ่งหนึ่งเป็นมาร แล้วคราวนี้เหล่าใครจะช่วยเขาปกปิดกัน
ก่อนจะนึกได้ว่าเจ้าของร่างนี้ถูกทำลายตันเถียนจนมิอาจหลอมรวมลมปราณให้เป็นหนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงกล่าวเลี่ยงด้วยน้ำเสียงราบเรียบกลับว่า “คงไม่ดีกระมังขอรับท่านพ่อ ข้านั้นหามีพลังปราณที่ดีไม่ ซ้ำยังมิอาจรวบรวมตันเถียนภายในกายได้เพราะถูกทำร้ายร่างกายเมื่อครั้งในอดีต ไหนเลยจะเข้าร่วมพิธีอันสูงส่งเช่นนั้นได้เล่าขอรับ”
“ไม่ต้องห่วง...เรื่องนั้นข้าจะให้อาหยางที่ยังว่างช่วยฝึกฝนเจ้าอีกแรง” หยางซิวอวี่ชิงเอ่ยขึ้นมาอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะผายมือไปยังหลานในไส้ที่ยืนตีหน้าตึงอย่างมิพึงใจอยู่ข้างตนแล้วหัวเราะร่วนออกมา “หากอาหยางฝึกเจ้าแล้วยังไม่ถึงขั้นที่สามารถร่วมพิธีได้ นั่นคงเป็นชะตาที่ฟ้ากำหนดให้ ยามนั้นเจ้าค่อยถอดใจ”
เป็นเหตุให้จ้าวเสี่ยวหมิงจำต้องหันหน้ามองตามมือของชายชราที่ชี้ทางไป ภาพที่เห็นคือนัยน์ตาสีดำสนิทของหยางหยุนเหลียงที่จ้องเขม็งมายังตนอย่างกดดันจนถึงกับสะดุ้งโหยงอย่างตกใจ แล้วอุทานออกมาดัง “อึ๋ย...” หางคิ้วทั้งสองข้างพลันกระตุกยิกสองสามครั้งอย่างตระหนก ยามได้เห็นสายตาที่มิใคร่พอใจส่งมาให้ เขาจึงได้แต่ลอบกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากลงคอไป แล้วเอ่ยเสียงเบาออกมา “มันจะมิเป็นการรบกวนพวกท่านหรือขอรับ”
“อย่าคิดเช่นนั้นสิอาเหยียน คนกันเองทั้งนั้น ฮ่าๆ” ชายชรากล่าวแล้วหัวเราะเสียงดัง มือข้างหนึ่งลูบเคราขึ้นลงอย่างช้าๆ นัยน์ตาสีดำสนิทปรายหางตาไปมองหลานในไส้พลันหรี่ลง “อีกอย่างข้าอยากให้อาเหลียงได้ดูแลเจ้าในฐานะน้องชายดูสักหน”
“หากเป็นความต้องการของท่านผู้อาวุโสหยางแล้วล่ะก็ ข้าน้อยหลิวมู่เหยียนคงมิอาจขัดได้”
“ดียิ่ง” หยางซิวอวี่เอ่ยออกมา “งั้นวันนี้ข้าจะล่วงหน้ากลับไปก่อน ข้าจะให้อาเหลียงค้างที่นี่หนึ่งวันเพื่อรอไปสำนักหยางพร้อมกับเจ้าในยามตะวันรุ่ง เตรียมตัวให้พร้อมข้าอนุญาตให้เอาบ่าวรับใช้ข้างกายไปได้สองคน ท่านรองสำนักหลิวเห็นชอบด้วยหรือไม่”
“หากท่านยืนกรานมาเช่นนี้ ข้าคงต้องขอรบกวนพวกท่านทั้งสองแล้ว” หลิวซูหยวนเอ่ยเสียงเบา ก่อนจะหันไปสบมองหลิวมู่เหยียนด้วยสายตาเรียบเฉยไร้อารมณ์ แล้วกล่าวด้วยถ้อยคำสุขุมเยือกเย็นออกไป
“อาเหยียนงั้นเจ้าก็ไปเตรียมตัวเสียเถอะอย่าให้เสียเวลา”
“ขอรับท่านพ่อ” จ้าวเสี่ยวหมิงฝืนใจตอบกลับไป นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มหลุบต่ำเพื่อซ่อนสีหน้ายากจะกล่าวของตนเอาไว้ ในใจพลันสาปส่งความขี้เล่นของหยางซิวอวี่อย่างมิพอใจ ก่อนจะพยายามใช้ความคิดเพื่อหาทางเอาตัวรอดในครั้งนี้ให้ได้ แต่ดูเหมือนจะยังไม่มีหนทางสว่างสักเท่าใด เขาจึงเงยหน้าขึ้นแล้วกวาดสายตาไปมาอย่างหนักใจ พลางเอ่ยออกไปว่า “หากมิมีอะไรแล้วข้าน้อยหลิวมู่เหยียนต้องขอตัวไปเตรียมตัวก่อนนะขอรับ...คารวะท่านทั้งสามที่เมตตา” กล่าวจบบุรุษหนุ่มร่างกายซูบผอมก็หมุนกายแล้วรีบย่างเท้าเดินออกไป
ยามเซิน[3]
“จริงหรือขอรับคุณชายสาม” เสียงของฉืออ้ายพล่ามออกมาอย่างดีใจ ยามได้ยินผู้เป็นนายเล่าเรื่องที่ตนเองจะได้ติดสอยห้อยตามไปสำนักหยางเจียน นัยน์ตาสีเทาทอประกายพราวระยับราวกับอยู่ในห้วงฝันอย่างไม่ปิดบัง แล้วกล่าวออกไปอีกครั้งคล้ายกับสิ่งที่ได้ยินมานั้นเป็นเพียงแค่ลมพัดผ่านไป “บ่าวมิได้หูฝาดไปใช่ไหมขอรับ”
“อือ…เจ้ามิได้หูฝาดไปหรอกฉืออ้าย”
จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหนื่อยๆ ราวกับคนคล้ายจะขาดใจ ก่อนเจ้าตัวจะนั่งลงบนตั่งไม้โทรมๆ แล้วเอาใบหน้าฟุบลงอย่างรู้สึกเกียจคร้านเต็มทน
เพราะตั้งแต่ที่ตัวเขานั้นได้ถอดดวงจิตออกจากร่าง กว่าจะได้เข้ามาในร่างนี้ก็กินเวลาไปถึงห้าเดือนเต็ม แต่พอได้เข้ามาสิงสู่ในร่างของหลิวมู่เหยียนเพียงไม่กี่ชั่วยามก็ดันมาเกิดเรื่องราวต่างๆ มากมายไม่หยุดหย่อน อีกทั้งยังต้องมาเปลืองกำลังกายไปกับการรับมือหลิวเยี่ยนเฟยเสียหลายกระบวนท่า โดนฝ่าเท้าที่มีพลังปราณแปดในสิบส่วนของผู้ฝึกปราณระดับสามซัดกระแทกเข้าใส่แบบไม่มีออมแรง ไหนเลยร่างกายซูบผอมนี้จะรับไหว เป็นเหตุให้หมดสภาพอย่างน่าอนาถ
“อยากแช่น้ำสมุนไพรทิพย์โอสถของตาเฒ่าหวงจัง”
จ้าวเสี่ยวหมิงสบถพึมพำเสียงเบาอย่างอ่อนแรง เขาโหยหาถึงสมุนไพรโอสถทิพย์ที่ในหมู่ผู้ฝึกตนมักใช้แช่เพื่อให้มีกำลังกายที่แข็งแรง สามารถรักษาบาดแผลทุกอย่างทั้งภายนอกและภายใน เป็นสมุนไพรเมื่อครั้งในอดีตที่ตัวของเขาเคยใช้แช่ตั้งแต่เยาว์วัย ซึ่งในบางครั้งยังเมินมันเสียด้วยซ้ำไป โดยให้เหตุผลออกไปว่าร่างกายของตนนั้นแข็งแกร่งดุจหินผาจะแช่ให้เสียเวลาไปทำไม
มาบัดนี้ตนเองนั้นกลับได้แต่หวนถวิลหายามเมื่อร่างกายได้รับความบอบช้ำภายใน ถึงจะกู่ก้องร้องตะโกนว่าอยากได้สักเพียงใดก็ไม่มีแม้เพียงเศษเสี้ยวของสมุนไพรมาให้ดอมดม
จ้าวเสี่ยวหมิงได้แต่ทอดถอนลมหายใจออกมาอย่างระอา บุรุษหนุ่มพลิกใบหน้าไปมาบนโต๊ะไม้เก่าๆ อย่างเหนื่อยใจ
ทว่าในคราที่หลิวมู่เหยียนพึมพำออกมาไม่ทันไร ฉืออ้ายที่ได้ยินคำพูดดังกล่าวเข้าพอดีก็คลานเข่าเข้าไปหาผู้เป็นนายแล้วเอ่ยออกมาว่า “สมุนไพรทิพย์โอสถสำหรับแช่เพื่อปรับสมดุลของร่างกายที่นี่ก็มีนะขอรับ”
“จริงเหรอ”
“จริงขอรับ” ฉืออ้ายอ้อมแอ้มตอบกลับไป นัยน์ตาสีเทาหม่นแสงหลุบต่ำลง ยามเมื่อพึงตระหนักได้ว่าเอ่ยไปก็เท่านั้น เพราะคนตรงหน้าไม่อาจหย่อนกายลงแช่ได้อย่างอำเภอใจ แต่กระนั้นความรู้สึกของฉืออ้ายราวกับมีลางสังหรณ์บางอย่างมันสั่งให้เอ่ยบอกออกไป “แต่ส่วนใหญ่นายท่านจะให้ใส่ไว้ในโรงอาบน้ำของสำนักเพื่อให้บรรดาศิษย์ทั้งหลายได้แช่กันน่ะขอรับ เพียงแต่ร่างกายของคุณชายสามไม่สู้ดี ยามได้ลงแช่คราใดก็มีผื่นแพ้ขึ้นตามร่างกาย นายท่านจึงห้ามมิให้ท่านลงน่ะขอรับ”
“เป็นเช่นนั้นเองรึ มิน่าเล่าร่างกายข้าถึงได้บอบบางไม่ต่างจากร่างของสตรี” จ้าวเสี่ยวหมิงพึมพำเสียงเบา เขายกแขนข้างหนึ่งขึ้นมาแล้วเลิกแขนเสื้อลงมา ภาพที่เห็นมีเพียงผิวหนังบอบบางขาวซีดอยู่ภายใน ก่อนจะทอดถอนลมหายใจออกมาอย่างระอาเต็มทน “แล้วเช่นนี้จะมีวิธีใดที่ข้าสามารถทำให้ร่างร่างนี้แข็งแกร่งได้เหมือนร่างก่อนของข้ากัน”
“ท่านเอ่ยว่ากระไรนะขอรับ ร่างก่อนคืออันใด”
“อย่าใส่ใจ…อย่าใส่ใจ พอดีช่วงนี้หัวข้ากระแทกบ่อยๆ เลยเลอะเลือนบ้างเป็นครั้งคราว” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยแก้ตัวไปแบบน้ำขุ่นๆ ยามเผลอกล่าวในสิ่งที่มิสมควรลงไป ก่อนจะผงกศีรษะขึ้นมาแล้วผินใบหน้าหันมาสบนัยน์ตาสีเทาของคนข้างกาย “ข้าก็แค่เพ้อเจ้อไปอย่างนั้น อย่าได้ใส่ใจเลย”
“เช่นนั้นหรือขอรับ”
ฉืออ้ายได้แต่อ้อมแอ้มตอบกลับเสียงเบา เขาพยายามลอบมองท่าทีของผู้เป็นนายอย่างฉงน ภาพที่เห็นมีเพียงแววตาขี้เล่นและซุกซน มิเหมือนคุณชายสามคนเก่าที่ชอบนั่งทำหน้าอมทุกข์แลดูสิ้นหวังตลอดเวลา แล้วพยายามเขียนหนังสือด้วยหยาดน้ำตาจนแผ่นหวงจือบวมพองเฉกเช่นทุกครั้ง แต่ถึงกระนั้นไม่ว่าคนผู้นี้จะเป็นเช่นไร เขาก็ยังคงเคารพมิเสื่อมคลายอยู่ดี
ยามเห็นแววตาไม่เข้าใจจากคนตรงหน้า จ้าวเสี่ยวหมิงจึงยกยิ้มขึ้นมาอย่างนึกขัน ปล่อยให้คนผู้นี้ไม่เข้าใจเช่นนั้นต่อไปเสียดีกว่า เพราะหากรับรู้ได้ว่าตัวตนของเขานั้นหาใช่ผู้เป็นนายคนก่อนของเขาไม่ อาจมีปัญหามากมายตามมา ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ เขาจึงรีบเอ่ยออกไป “จริงสิตาเฒ่าหยางบอกให้ข้าเอาคนรับใช้ไปได้สองคนนี่” เพื่อเปลี่ยนเรื่องราวในครั้งนี้ จะได้มิให้คนข้างกายต้องมาคลางแคลงสิ่งใด
ได้ยินเช่นนั้นฉืออ้ายจึงเอ่ยออกไป “แต่ในเรือนนี้ท่านมีแค่ข้าคนเดียวนะขอรับที่เป็นบ่าวรับใช้” แล้วกวาดสายตาไปมา เพื่อมองหาบ่าวรับใช้ในเรือนนี้ ทั้งๆ ที่ตนเองนั้นรู้ดีว่าในละแวกนี้มีเพียงแค่ตนเองเท่านั้นที่ได้อยู่รับใช้ผู้เป็นนาย แต่ก็อดไม่ได้ที่จะมองหาดู “แล้วท่านจะให้ใครไปด้วยอีกคน
“นั่นสิ” จ้าวเสี่ยวหมิงกล่าวออกมาเพียงแค่นั้น คิ้วเข้มพลันขมวดมุ่นเข้าหากันราวกับครุ่นคิดบางอย่างอยู่ภายใน เพียงครู่เดียวริมฝีปากบางก็ยกยิ้มขึ้นมาอย่างพอใจ ยามคิดถึงใบหน้าของดรุณตัวน้อยที่หิ้วถังมูลอยู่ด้านหลังเรือนใหญ่เพียงลำพัง “จริงสิเจ้าหนูไท่จูนั่นไง”
“ไท่จู...ไท่จูไหนขอรับ”
“ก็ไท่จูเด็กน้อยที่ทำหน้าที่เก็บมูลเอาไปทิ้งนั่นยังไง ข้าต้องการให้เขาไปกับข้า” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยอย่างอารมณ์ดี ก่อนเจ้าตัวจะหยัดกายลุกขึ้นยืนอย่างเกียจคร้าน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจสายน้ำไหลไร้ความกังวลใดๆ ปรากฏให้เห็น “เด็กเช่นเขามิสมควรทำงานอยู่เช่นนั้น”
“มันจะดีหรือขอรับ” ฉืออ้ายเอ่ยอย่างกังวล นัยน์ตาสีเทาฉายแววหมองหม่นอยู่ภายใน แม้จะดีใจที่ตนนั้นจะได้เพื่อนมาคอยรับใช้ แต่ทางพ่อบ้านของสกุลคงมิยินยอม “ข้าเกรงว่าหากท่านเอาเด็กน้อยผู้นั้นไปพ่อบ้านชูอาจมิพอใจเอานะขอรับ”
“ช่างเขาสิ” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยเสียงเรียบ เขาบิดกายไปมาอย่างเกียจคร้านจนกระดูกลั่นเสียงดัง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มพราวระยับทอประกายราวกับแก้วใส มิมีความเกรงกลัวสิ่งใดอยู่ภายในเผยให้เห็นแม้เพียงเสี้ยว ก่อนจะผินใบหน้าหันมาสบมองบ่าวรับใช้ในเรือนตนแล้วเอื้อนเอ่ยประโยคออกมา “เดี๋ยวเจ้าไปช่วยหาเด็กผู้นั้น แล้วบอกให้เขาอาบน้ำแต่งตัวเสียใหม่ ก่อนพาเขามาพบข้าที”
ยามได้เห็นทั้งสีหน้าและแววตาของผู้เป็นนายในครั้งนี้ ฉืออ้ายจึงตอบรับออกไปอย่างมิหวาดหวั่นสิ่งใด “ขอรับ” ก่อนเจ้าตัวจะหยัดกายลุกขึ้นยืน แล้วรีบย่างเท้าออกไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อฉืออ้ายเดินออกไปเพียงไม่นาน เมื่อจ้าวเสี่ยวหมิงได้อยู่เพียงลำพัง จิตใจจึงพลันระลึกถึงพิธีเปิดญาณทิพย์ที่ได้ยินมาจากหยางซิวอวี่นั่นอีกครั้ง ก็ชวนให้รู้สึกอึดอัดใจ เขาจึงพึมพำออกมาว่า “ลองถอดจิตดูดีกว่า หากถอดได้ข้าจะได้ไปให้พ้นๆ จากตรงนี้เสียที”
เพราะถ้าหากเขาถอดวิญญาณออกไปก็จะได้เป็นอิสระจากร่างๆ นี้ ในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงยอบกายนั่งลงบนพื้น ก่อนจะยืดหลังนั่งตัวตรง เขากำหนดลมหายใจเข้าออกเพื่อปรับลมปราณภายใน แต่ทว่ายามใช้ลมปราณไปเพียงสามในสิบส่วน ร่างกายก็สั่นสะท้านเสียอย่างนั้น ลมหายใจสะดุดราวกับมีบางอย่างมาอุดกลั้น ช่องท้องปั่นป่วนตีคุอยู่ภายใน ก่อนจะสำรอกโลหิตคำใหญ่ออกมา และสุดท้ายสมาธิทั้งหมดก็พลันสิ้นสุดลง
‘เหตุใดข้าถึงมิอาจถอดจิตได้’
จ้าวเสี่ยวหมิงสบถภายในใจ ก่อนจะรีบเช็ดคราบโลหิตที่สำลักออกมาอย่างรีบเร่ง แล้วลองทำดูอีกหน แต่ไม่ว่าจะพยายามทำสักเพียงใด ก็ไร้ผลเช่นเดิมอยู่ดีทว่าในขณะที่กำลังลองฝืนทำหนที่สามอยู่นั้น ก็มีเสียงของบุรุษที่คุ้นหูก็ดังแว่วเข้ามา
“หยุดเสียเถิด มันมิได้ผลหรอกจอมมารฝูหมิง แล้วถ้าเจ้ายังฝืนทำเช่นนั้นต่อไป ก็รังแต่จะให้ร่างนี้ของเจ้ามิสามารถใช้งานอย่างที่ใจต้องการได้” คำกล่าวนั้นเต็มไปด้วยความระอาอย่างมิอาจปกปิด ราวกับสิ่งที่จ้าวเสี่ยวหมิงกระทำนั้นเป็นเรื่องสูญเปล่าเสียเหลือเกิน “มันเป็นชะตากรรมที่เจ้าก่อจนต้องมาผูกติดกับร่างนี้อย่างไรเล่า”
“เพราะเหตุใดเฮาหนี่ ท่านบอกข้าเพียงแค่ว่ามีคนแย่งร่างข้าไปโดยมิชอบ ท่านก็ส่งข้ามาอยู่ในร่างดรุณตัวน้อยที่ไม่แม้จะเคยร่ำเรียนวิชา ด้วยเหตุนี้ข้าจะยอมอยู่เฉยให้ตนเองถูกฉีกเนื้อหนัง ถูกกักขังดวงวิญญาณไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดอย่างที่คนพวกนั้นทำกับบิดาข้าเช่นครั้งในอดีตได้อย่างไร หากถูกกระทำเช่นนั้นข้าก็มิอาจไปแก้ไขในสิ่งที่ต้องการได้”
“เจ้ายังมิรู้อีกหรืออย่างไรว่าปัญหาที่เจ้าได้ก่อใหญ่มากกว่าที่เจ้าได้คิดไว้”
“มันจะใหญ่โตสักเพียงใด ก็แค่มีคนแย่งร่างข้าไป” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยทวนคำอีกครั้ง หลังจากได้ยินสิ่งที่เฮาหนี่กล่าวออกมา บุรุษหนุ่มเงยหน้าขึ้นราวกับว่าทำเช่นนั้นแล้วจะได้พบเจอคู่สนทนา
“มีผู้ก่อความวุ่นวายวิญญาณคนตายถูกช่วงชิง เหตุเป็นเช่นนี้ล้วนต้องขอบใจเจ้า เพราะผู้ที่ช่วงชิงร่างของเจ้าไปใช้ร่างของเจ้าก่อกรรมเพื่อหมายจะบรรลุปราณขั้นสิบให้ได้เช่นเจ้า แต่วิญญาณภายในของเขามิใช่ลูกครึ่งมารอย่างเจ้า เขาเลยวางแผนนี้มานับสิบปี สั่งสมดวงวิญญาณของผู้คนบริสุทธิ์มาอย่างช้านาน และพอได้ร่างเจ้ามามันก็ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นอีกเท่าตัว ทั้งหมดเพียงเพื่อเอาชนะเจ้าและขึ้นเป็นใหญ่ในใต้หล้า” เฮาหนี่เอ่ยอธิบายอย่างใจเย็น แล้วกล่าวเสียงเข้มออกมา “ซึ่งนั่นมันก็คือความผิดของเจ้า”
“หา…เหตุใดมาโทษข้าเช่นนี้เล่าเฮาหนี่” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยตระหนก ในใจพลันขบคิดไม่ตกอยู่ภายใน เพราะในอดีตนั้นมีผู้แย่งชิงความเป็นใหญ่อยู่มากมายแล้วเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าใครกันที่แย่งร่างตนเองไป “ถ้าท่านจะโทษก็ต้องโทษคนที่มันคิดที่จะใช้ร่างข้าสิ”
“เพราะเจ้าทำตัวไม่สมกับสิ่งที่ได้รับมาอย่างไรเล่า คิดอยากจบชีวิตตนก็ถอดจิตเทียวไปเทียวมา มิรู้หรืออย่างไร ร่างของเจ้าแข็งแกร่งเพียงไหน ใช่ว่าจะถูกทำลายด้วยเพลิงโลกันตร์เพียงน้อยนิดนั่นไม่” เฮาหนี่ตวาดเสียงดังใส่ด้วยเพลิงโทสะที่เริ่มทบทวี “ทั้งหมดมันคือความผิดของเจ้าที่เจ้าต้องแก้ไขมันจอมมารฝูหมิงเอ๋ย หากเจ้าไม่ยอมรับความผิดที่ก่อขึ้นมาในครานี้ ข้าจะส่งเจ้าไปเกิดในท้องสุนัขเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป ดูสิเจ้าจะยังมีหน้ามาเถียงข้าได้อีกหรือไม่”
มาถึงตรงนี้เรียวคิ้วก็กระตุกยิกเสียหลายหน แต่ไหนมาเฮาหนี่ก็เป็นถึงผู้ช่วยเทพเจ้าผู้ควบคุมโลกวิญญาณ ความยิ่งใหญ่และสูงส่งจ้าวเสี่ยวหมิงย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ หากจะทำสิ่งที่เอ่ยมานั้นย่อมง่ายดังพลิกฝ่ามือ “หาาา...หากท่านทำถึงขั้นนั้นข้าคงรับไม่ได้” จ้าวเสี่ยวหมิงอ้อมแอ้มตอบออกไป ใบหน้าซีดเซียวหม่นหมองลงทุกที ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน “แล้วข้าควรทำเช่นไรเล่า ท่านได้โปรดช่วยชี้แนะข้าด้วยเถิด”
“สิ่งที่เจ้าต้องทำมีเพียงสิ่งเดียว ใช้ร่างของหลิวมู่เหยียนจัดการเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ถูกทำนองคลองธรรม” เฮาหนี่เอ่ยเสียงเรียบอย่างใจเย็น แต่ภายในกลับแฝงไปด้วยความระอาอย่างไม่ปิดบัง “ส่วนเรื่องที่เจ้าจะใช้ร่างนี้เช่นไรนั้นก็อยู่ที่เจ้าแล้วล่ะจอมมารฝูหมิง” กล่าวเพียงแค่นั้นน้ำเสียงของเฮาหนี่ก็ค่อยเลือนหายไป “เรื่องทางโลกข้าช่วยเจ้าได้เพียงเท่านี้ ที่เหลือก็แล้วแต่เจ้าจะกำหนดมัน”
“เดี๋ยวเฮาหนี่ เดี๋ยวก่อน” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยเรียกผู้ช่วยเทพเจ้าควบคุมโลกวิญญาณอีกหลายครั้ง แต่ก็ไร้เสียงตอบรับกลับมา บุรุษหนุ่มจึงยกมือขึ้นเท้าเอวหลวมๆ เอาไว้อย่างใช้ความคิด ส่วนมืออีกข้างก็เกาศีรษะแก้เก้อไปมา เขาทอดถอนลมหายใจอย่างระอา ก่อนจะพึมพำเสียงเบาว่า “หากเป็นเช่นนี้ ข้าก็คงต้องอยู่ในร่างนี้ไปก่อน จนกว่าจะเสร็จงานแล้วกระมัง”
[1]กุ่ยเซียน (鬼仙) คือคนที่มีพลังหยินมากเกินไป และหมดพลังชีวิต มีลักษณะคล้ายแวมไพร์หรือปีศาจจิ้งจอกเก้าหาง อาศัยอยู่ในภูมิของผี
[2]อู่เหลียงเย่เป็นสุราชนิดที่มีกลิ่นหอมแรง ผลิตจากโรงสุราอู่เหลียงเย่ อี๋ปิน ในมณฑลเสฉวน เล่ากันว่าเมืองอี๋ปินมีกิจการกลั่นเหล้าเกิดขึ้นตั้งแต่3,000 ปีที่แล้ว เหล้าชนิดนี้มีเอกลักษณ์ 4 ประการ คือ กลิ่นหอมแรง ใสไร้สี มีรสหวานปนเปรี้ยว และมีกลิ่นหอมติดปากนาน
[3]ยามเซิน (申时) คือเวลา 15.00 – 16.59 น.
ปัจจุบัน…รัชศกเสวียนหลีที่ 13 ปีมะโรงธาตุไฟ ฤดูชิงหมิง ณ ยอดเขาหัวซาน ที่ตั้งพำนักสำนักหยางเจียน ภายในห้องโล่งกว้างกลิ่นยาคละคลุ้ง ข้างผนังมีเตียงไม้หลังหนึ่งตั้งไว้ ปรากฏร่างของบุรุษร่างกายซูบผอมใบหน้าซีดเซียวนอนดิ้นทุรนทุรายอย่างทรมาน“ไม่…เฮือก”จ้าวเสี่ยวหมิงลืมตาตื่นในสภาพที่ตกใจ เขาหายใจถี่ๆ อย่างเหนื่อยหอบ ศีรษะปวดแปลบทันทีที่ขยับกายจนต้องยกมือทั้งสองข้างยกขึ้นกุมขมับตนเอาไว้ แล้วกวาดสายตาไปมา ภาพที่สะท้อนเข้ามาในคลองจักษุเป็นเพียงห้องโล่งกว้าง ก่อนสายตาจะไปสะดุดอยู่ที่ร่างของชายชราสวมแพรพรรณสีน้ำตาลเข้มผู้หนึ่งกำลังยืนหันหลังให้กับตนเสียงโลหะบางอย่างกระทบกันไปมา เรียกสติที่เลือนรางของตนให้กลับคืน ในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงเหลือบสายตามองมายังร่างกายของตน ก็พบเพียงร่างของหลิวมู่เหยียนที่ตนได้เพิ่งเข้ามาสิ่งสู่อยู่ไม่นาน พลันหยัดกายลุกขึ้นยืนอย่างพรวดพราด ทว่าแขนขากลับไม่เชื่อฟังจนต้องล้มหน้าทิ่มไปกับฟูกหนาอีกหน ก่อนจะพลิกตัวไปมาแล้วลุกขึ้นนั่งอย่างยากเย็นเสียงขลุกขลักบนฟูกนอนเรียกให้ชายชราหันมาเห็น มือข้างหนึ่งถือเข็มสามเล่มเอาไว้ แต่ละเล่มช่างยาวเสียนี่กระไร เขายกยิ้มออกมาอ
35 ปีก่อน…รัชศกเสวียนหลีที่ 38 ปีมะเส็งธาตุทองช่วงฤดูจิงเจ๋อ[1]สายฝนสาดกระหน่ำไปทั่วทั้งใต้หล้า สัตว์น้อยใหญ่เริ่มตื่นจากห้วงการจำศีลอย่างยาวนานในช่วงเหมันต์ฤดูออกมาหากินกันอย่างขวักไขว่ ผู้คนมากมายต่างพากันหลบลี้หนีหยาดน้ำที่รินไหลโหมเข้าใส่อย่างไม่หยุดหย่อนเข้าไปในเรือนตน ทางเดินในยามนี้จึงไร้ผู้คนสัญจรไปมา มีเพียงกระยาจกสองสามคนยืนหลบอิงตามชายคาเพิงพักเพื่อหลบฝนเพียงชั่วคราวเสียงเกือกม้าราวสามสิบตัวดังก้องไปทั่วหล้าขับเคี่ยวทะยาน ด้วยบุรุษมากหน้าหลายตาควบตะบึงฝ่าท่ามกลางพายุที่รุนแรง และมีเหล่าผู้บำเพ็ญตนอีกหลายคนที่ขี่กระบี่เหาะทะยานขึ้นไปยังเวหากำลังไล่ตามม้าดำพ่วงพีตัวหนึ่งที่ควบตะบึงท่ามกลางสายฝนห่างออกไปบนหลังม้าตัวใหญ่ที่ถูกไล่ล่านั้นมีหนึ่งบุรุษสวมอาภรณ์ปกปิดใบหน้าของตนด้วยแพรพรรณสีดำสนิท มือกุมบังเหียนม้าเอาไว้โดยมีโฉมสะคราญใบหน้าหวานซึ้งผู้สวมแพรพรรณสีเดียวกันนั่งซ้อนอยู่ด้านหลัง โอบอุ้มดรุณตัวน้อยอายุราวสองขวบปีอยู่ในอ้อมแขนตนม้าตัวใหญ่สีดำมะเมื่อมควบทะยานอย่างไม่หยุดหย่อนหลายวันหลายคืนจนแทบจะขาดใจตาย อาคมมากมายถูกสาดซัด ลูกเกาทัณฑ์หลายร้อยดอกพุ่งเข้าใส่ราวกับห่าฝนเ
ยามเหมา[1]ดวงตะวันสาดแสงทอประกาย เคลื่อนขึ้นสู่ท้องนภาอย่างแช่มช้า สายลมพลิ้วไหวพัดพาล่องลอยไปอย่างเอื่อยเฉื่อย ในยามเช้าของวันใหม่ของช่วงฤดูชิงหมิง[2] ปุยเมฆหมอกล่องลอยปกคลุมยอดเขาอย่างบางเบา เพื่อก้าวเข้าสู่วสันตฤดูอย่างเต็มภาคภูมิ สรรพสัตว์น้อยใหญ่วิ่งพลุกพล่านขวักไขว่ ชวนให้ยอดเขาหัวซานที่ตั้งพำนักสำนักหยางเจียนของสกุลหยางแห่งฉางอานแลดูสงบร่มเย็นทว่าในยามนี้ผู้คนในสำนักต่างวิ่งวุ่นอย่างมิมีว่างเว้น เหล่าบรรดาศิษย์น้อยใหญ่ในสำนักต่างพากันออกไปจากที่พำนัก เพื่อสืบความจากคนเป็นแลคนตายรวมทั้งดวงวิญญาณทั้งหลายอย่างมิมีหยุดพัก ด้วยเหตุที่ว่ามีบางอย่างมิคาดฝันพลันบังเกิดขึ้นมา หลายสิบวันมาแล้วที่คุณชายสามคนสำคัญของทั้งสองสกุล ได้เดินทางออกจากสำนักหลิวสุ่ยและมุ่งหน้ามายังสำนักหยางเจียนแห่งนี้ ต่างพากันหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย มิหลงเหลือสิ่งใดให้สืบความ“เป็นเพราะข้าไม่ดีเอง” ฉืออ้ายเอ่ยประโยคด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและทุกข์ทน มือข้างหนึ่งกอดเสื้อผ้าผู้เป็นนายของตนเอาไว้ หยาดน้ำตามากมายรินไหล เขายกมือขึ้นมาข้างหนึ่งเพื่อปาดคราบน้ำที่เกาะพราวบนดวงตาอย่างมิใคร่สนใจ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอู้อ
หลังจากที่ทั้งสองเดินทางออกมาจากสกุลหลิวโดยการย่างเท้า ด้วยเหตุที่ว่าหลิวมู่เหยียนมิอาจขึ้นขี่บนกระบี่ไท่หยางได้ พวกเขาทั้งคู่จึงต้องกึ่งเดินกึ่งใช้วิชาตัวเบาสลับกันในการเดินทางเป็นเหตุให้เวลาล่วงเลยไปหลายชั่วยาม ทว่าก็ยังมิเห็นวี่แววของขบวนรถม้าที่เดินทางล่วงหน้ามาก่อนแม้เพียงครึ่งคัน แสงแดดอ่อนเริ่มคล้อยลาลับหลบเหลี่ยมมุมยอดเขา เหลือทิ้งไว้เพียงแสงสีแดงยามอาทิตย์อัสดงความเงียบโอบคลุมดินแดนแห่งนี้ไว้ ชวนให้รู้สึกถึงความเปล่าเปลี่ยวเคว้งคว้างเสียนี่กระไร เสียงสายลมอ่อนๆ ครวญครางหวีดหวิวพัดผ่านผิวกายเป็นระลอก ทว่ากลับไร้ซึ่งเสียงของสรรพสัตว์ใดแว่วให้ได้ยินแม้เพียงครึ่งคำ หรือแม้แต่เหล่าจักจั่นเรไรก็มิโผล่หน้ามาให้เชยชม“ช่างน่าประหลาดยิ่งนัก” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยพึมพำเสียงเบา หลังจากรับรู้ถึงความกดดันบางอย่างผ่านแทรกเข้ามา เขาพยายามเงี่ยหูสดับฟังเสียงนกร้องกลับรังยามอาทิตย์ลับเหลี่ยมขอบฟ้าทว่าก็ไม่อาจจับเสียงเหล่านั้นได้อย่างที่ใจปรารถนา นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกวาดมองไปมา ตระหนักได้ว่ากำลังถูกบางสิ่งที่ไม่ควรเข้าใกล้ครอบงำอย่างมิทันได้ระวังตัวในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงเร่งฝีเท้าขึ้นอีกเป
หลังจากวันที่จ้าวเสี่ยวหมิงเข้ามาสิงสู่อยู่ในร่างของหลิวมู่เหยียนนั้น ในวันนี้ก็ล่วงเลยเข้าสู่วันที่สี่ สภาพกายหยาบกับดวงวิญญาณในยามนี้จึงเริ่มเข้าที่เข้าทาง แม้จะไม่คล่องแคล่วเฉกเช่นเมื่อครั้งอดีตที่หอมหวานก็ตามแต่ส่วนต่างๆ ภายในร่างเริ่มตอบสนองความต้องการของตนได้มากขึ้นมาหลายส่วน การเดินเหินไปไหนมาไหนจึงสะดวกขึ้นมากกว่าเก่า อาการเจ็บปวดร้าวระบมเสียดแทงเข้าไปในกระดูกยามขยับกายก็ลดลงไปจนแทบจะไม่เหลือร่องรอยใดๆ ให้รำคาญใจแม้ว่าในยามนี้จะยังมิสามารถใช้ปราณได้อย่างที่ใจต้องการ แต่ถึงกระนั้นก็ยังถือว่าดีกว่าในวันแรกๆ ที่ตนได้เข้ามาสิงสู่ในร่างกายของคนผู้นี้ เขาจึงถือโอกาสและใช้ความคล่องแคล่วที่มีอยู่เพียงน้อยนิดของตน แอบลักลอบออกไปเล่นพนันที่บ่อนท้ายหมู่บ้านเพียงลำพังและในวันนี้ก็เป็นวันเดียวกับที่หลิวมู่เหยียนจำต้องเดินทางไปสำนักหยางเจียนหลินตามคำเชิญของเจ้าสำนักหยาง หยางซิวอวี่ ได้กล่าวว่าไว้ในคราวก่อนบรรยากาศภายในสำนักหลิวสุ่ยบังเกิดความสับสนวุ่นวาย บ่าวรับใช้และบรรดาศิษย์ในสำนักต่างเดินสวนกันไปมาอย่างขวักไขว่ ส่วนหนึ่งนั้นคงเป็นเพราะว่าบรรดาศิษย์น้อยใหญ่ที่ตรากตรำฝึกฝนบำเพ็ญเพียรจ
เวิ้งฟ้าคล้ายมืดครึ้ม ความมืดมิดแผ่ปกคลุมทุกหย่อมหญ้า แม้ยามนี้จะเป็นช่วงเช้าของวันใหม่ กลุ่มเมฆน้อยใหญ่ก็ยังคงลอยต่ำลงมาครอบคลุมยอดเขาหวงซานจนมองแทบไม่เห็นเส้นลายมืออาคารสีขาวหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางยอดเขา แม้ยังคงเหลือร่องรอยของการถูกเผาไหม้จากไฟบรรลัยกัลป์อยู่บ้างประปราย แต่ก็มิอาจลดความวิจิตรงดงามของเคหสถานแห่งนี้ลงไปได้บุรุษรูปร่างสมชายนั่งอยู่ภายในห้องโล่งกว้าง เขาสวมแพรพรรณสีดำสนิทเนื้อดี ใบหน้าหล่อเหลา ริมฝีปากบางเฉียบทว่าหยักลึกราวกับถูกลิ่มสลักเอาไว้ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มปรายหางตาสบมองดรุณน้อยนายหนึ่ง ที่กำลังยื่นถ้วยชามาให้ด้วยอาการตื่นกลัว มือทั้งสองข้างสั่นไหวอย่างมิอาจระงับ ไม่กล้าแม้จะสบตาโดยตรงพอได้เห็นท่าทีงกๆ เงิ่นๆ เช่นนี้ เขาจึงเอ่ยเสียงเข้มออกมาอย่างระอา ”เจ้าออกไปได้แล้ว ก่อนที่ข้าจะมิอาจระงับโทสะแล้วทำลายเจ้าเสียตรงนี้” ก่อนจะหันไปรับถ้วยชาขึ้นมาจิบเพียงอึกเดียวเพื่อระงับโทสะที่สั่งสมภายในใจได้ยินเช่นนั้นดรุณน้อยผู้นี้ก็ก้มศีรษะลงพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ว่า “ขะ…ขอรับ” ก่อนจะกระวีกระวาดคลานเข่าออกจากห้องที่ขมุกขมัวไปด้วยแรงกดดันนี้อย่างรวดเร็วแต่ท