All Chapters of ข้านี่แหละจอมมาร (yaoi): Chapter 1 - Chapter 10

12 Chapters

บทนำ ความตายที่ปรารถนา

รัชศกเสวียนหลี[1] ที่ 72 ปีเถาะธาตุไม้ความตาย…แท้จริงแล้วก็มีเพียงเท่านี้จ้าวเสี่ยวหมิงยืนมองร่างของตนเอง ที่นอนแน่นิ่งอยู่บนฟูกกลางเตียงสี่เสา ท่ามกลางเปลวไฟสีดำทะมึน ลามเลียแผดเผาทีละนิด อย่างเหนื่อยหน่ายด้วยเหตุที่ว่าตนเองนั้น จงใจปลิดชีพด้วยการถอดดวงจิตออกมา เพื่อเดินทางไปยังปรโลกเพียงลำพัง เพราะมันเป็นหนทางเดียว ที่จะให้ตัวตนของเขาที่อยู่เหนือวัฏสงสาร ได้ดับสูญไปอย่างไร้ข้อกังขาใดๆเขายืนมองร่างของตนที่นอนแน่นิ่งอย่างระอา ก่อนจะพึมพำออกมาอย่างอ่อนใจว่า “ยิ่งใหญ่แล้วอย่างไร เป็นที่หนึ่งในใต้หล้าแล้วอย่างไร สุดท้ายก็แทบไม่มีสิ่งใดหลงเหลือให้เชยชม”ด้วยความที่ตัวของเขานั้น คงอยู่บนผืนพิภพมาร่วมสามสิบเจ็ดหนาว มองเห็นการแก่งแย่งช่วงชิงความเป็นหนึ่งมาอย่างยาวนาน ทั้งๆ ที่เหล่าผู้บำเพ็ญทั้งหลาย เคยกล่าวอ้างว่าเป็นผู้ฝึกตน ต่างหลุดพ้นจากทุกสรรพสิ่งทว่ากลับหาได้มีผู้ใดปล่อยวางอย่างที่เคยเอื้อนเอ่ยประโยคออกมาแม้เพียงครึ่งคำ ไม่ว่าจะเป็นการแย่งชิงความเป็นใหญ่ในใต้หล้า รวมไปถึงการอยากครอบครองข้าทาสบริวาร ราวกับหมาล่าเนื้อ ไล่ตะครุบเหยื่ออย่างหิวกระหายจ้าวเสี่ยวหมิงยืนมองร่างของตนอีกเพี
last updateLast Updated : 2025-08-24
Read more

บทที่ 1 สกุลหลิว

ห้าเดือนต่อมา…รัชศกเสวียนหลีที่ 73 ปีมะโรงธาตุไฟฤดูจิงเจ๋อ[1] ยามไฮ่[2]“ข้าไม่ไหวแล้ว…ได้โปรดพี่รอง” บุรุษหนุ่มร่างกายซูบผอมเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแหบสั่น มือทั้งสองข้างเกาะขาชายร่างสูงมิยอมคลาย ใบหน้าเขียวช้ำขะมุกขะมอมเต็มไปด้วยคราบโคลนและเหงื่อไคล เรือนผมสีน้ำตาลเข้มยาวกระเซิงยุ่งเหยิงไม่ต่างจากวณิพกข้างถนนสักเท่าไรโลหิตสีแดงฉานไหลตามมุมปากแห้งเกรอะกรัง เขากำลังพยายามยื้อยุดฉุดขาข้างขวาของพี่ชายต่างมารดาเอาไว้ ราวกับเป็นที่พึ่งสุดท้าย แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน “ข้าขอร้องท่าน…ขอร้องท่าน...ให้ข้าพักสักครึ่งชั่วยามเถิด”“คนที่มิอาจฝึกฝนไร้ซึ่งพลังบำเพ็ญได้เช่นเจ้า จะเรียกร้องหาความยุติธรรมด้วยสิ่งใด” หลิวเยี่ยนเฟยเอ่ยเสียงเย็น พลางปรายมองด้วยหางตาภาพที่สะท้อนให้เห็นคือร่างของพี่น้องนอกไส้ที่บังอาจแอบอ้างใช้แซ่เดียวกันกับตน มีใบหน้าเขียวช้ำขะมุกขะมอม ชวนให้ผู้คนที่พบเห็นรู้สึกเวทนาแต่มีหรือคนอย่างคุณชายรองแห่งสกุลหลิวเช่นเขาจะเห็นใจ จึงสะบัดขาข้างที่ถูกยึดเหนี่ยวไว้ไปมาอย่างเดียดฉันท์ แล้วตวาดเสียงเข้มใส่ “อย่ามาเรียกข้าว่าพี่รอง คนเช่นเจ้าไม่สมควรมาใช้แซ่หลิวเสียด้วยซ้ำ” กล่าวจ
last updateLast Updated : 2025-08-24
Read more

บทที่ 2 จัดการตน

เมื่อรู้หนทางที่จะต้องไปจากเด็กหนุ่มนามว่าไท่จู ในคราแรกจ้าวเสี่ยวหมิงคิดเพียงว่าตนเองจะต้องไปเยือนยังเรือนอาศัยเจ้าของร่างนี้ให้ได้เสียก่อน ทว่าเสียงครวญครางในกระเพาะกลับดังประท้วงไม่หยุดหย่อน ชวนให้เขาต้องเลือกที่จะหันเหไปทางโรงครัวเสียอย่างนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงในร่างของหลิวมู่เหยียนเยื้องย่างอยู่เพียงลำพัง แม้พยายามหลบเลี่ยงผู้คนด้วยการแอบอยู่ในเงาร่มไม้ใหญ่ ทว่าก็มิอาจพ้นสายตาหลายคู่ที่มองมาอย่างดูแคลนสองขายาวก้าวสลับกันด้วยท่วงท่าที่ผ่อนคลาย เขาเดินไปด้านหน้าด้วยจังหวะสบายๆ เพียงไม่นานก็มาถึงเรือนหลังเล็กสภาพกลางเก่ากลางใหม่ ตามคำบอกเล่าของเด็กชายผู้นั้นได้กล่าวมาเสียงมีดสับกระทบกับเขียงไม้สลับกับเสียงเคี่ยวน้ำแกงในหม้อดังก้องอยู่ภายใน บวกกับกลิ่นอบอวลฟุ้งกระจายลอยเข้ามาปะทะกับจมูก ความหอมหวนชวนน้ำลายไหลเรียกให้เขาจำต้องเดินตามกลิ่นเหล่านั้นไปอย่างคนสติเลื่อนลอย“อา…หอมจัง”จ้าวเสี่ยวหมิงพึมพำเสียงเบายามก้าวขาเข้ามาถึงหน้าโรงครัวที่เปิดโล่งไว้ กลิ่นหอมอบอวลเรียกร้องเสียงครวญครางในกระเพาะมากขึ้นเป็นทบทวี เขายืนเกาะขอบประตูทางเข้าแล้วโผล่ใบหน้าเข้าไปเพียงแค่ครึ่งซีกภาพที่เห็นคือสต
last updateLast Updated : 2025-08-25
Read more

บทที่ 3 สาบกลิ่นปีศาจ

แม้จะมีความพึงพอใจเล็กๆ ที่ผู้เป็นนายปฏิบัติตนต่อบุรุษวัยกลางคนผู้นี้อย่างมิเกรงกลัวสิ่งใด ทว่าในใจของฉืออ้ายก็ยังมิอาจคลายความกังวลด้วยเหตุที่ว่าพ่อบ้านชูผู้นี้แม้จะมิใช่คนที่บุญหนักศักดิ์ใหญ่อะไร แต่ก็เป็นถึงญาติผู้พี่ของชูอี๋เหนียง อนุภรรยาที่มีอำนาจมากที่สุดในเรือนหลัง ย่อมมีอภิสิทธิ์เหนือกว่าผู้อื่นอยู่มากประมาณ หากคิดจะรังแกนายของตนคงง่ายดั่งพลิกฝ่ามือในครานั้นฉืออ้ายจึงค่อยๆ ก้าวออกมาเพื่อส่งพ่อบ้านของสกุลหลิวด้วยท่าทีเก้ๆ กังๆ ก่อนเจ้าตัวจะเหลียวหลังหันไปมองผู้เป็นนายอีกหนภาพที่สะท้อนให้เห็นมีเพียงบุรุษหนุ่ม ร่างกายผอมบางยืนเอามือไขว้หลังอยู่เพียงลำพัง สวมใส่อาภรณ์สีเทาดำซีดๆ เนื้อบางเบา มีรอยปะชุนเป็นแห่งๆ ดูยังไงก็ไม่ต่างจากวนิพกข้างถนน ทว่าท่วงท่ากิริยาที่ปรากฏออกมานั้นกลับสง่างาม แผ่นหลังเหยียดตรงดุจบุรุษผู้สูงศักดิ์น่าเกรงขาม มิได้มีความหวาดกลัวใดเผยให้เห็นแม้แต่น้อยยามนั้นเองฉืออ้ายจึงสูดลมหายใจลึกเข้าไปในช่องอก เพื่อเพิ่มความหนักแน่นในใจตน แล้วเยื้องย่างเข้าหาบุรุษพ่อบ้านวัยกลางคนอย่างไว้ท่า ไม่มีความเกรงกลัวใดๆทว่าในขณะที่ฉืออ้ายกำลังจะก้าวเข้าไปหา ชูเจียหงก็พลันตว
last updateLast Updated : 2025-08-26
Read more

บทที่ 4 การพานพบที่ไม่สู้ดี

บริเวณลานฝึกยุทธ์แห่งที่สามของสกุลหลิว บรรยากาศโดยรอบคล้ายกลายเป็นเพียงสวนหิน เงียบสงบจนเข็มตกสักเล่มยังได้ยิน เหล่าบรรดาบุรุษและสตรีวัยแรกรุ่นราวสิบกว่าชีวิต แต่ละคนล้วนเป็นผู้ฝึกปราณขั้นหนึ่งด้วยกันทั้งสิ้นต่างยืนนิ่งไม่ไหวติ่งราวกับหุ่นไม้ไผ่ ลมหายใจติดขัดคล้ายกับจะมีไข้ มิมีผู้ใดกล้าเอ่ยวาจาใดออกมาหลังจากที่หลิวเยี่ยนเฟยโหมกระหน่ำเพลิงโทสะโดยการใช้ฝ่ามือฟาดลงบนผืนดิน จนลานฝึกซ้อมเป็นหลุมลึกด้วยแรงกระแทกเพียงหนเดียวในยามนี้หลิวเยี่ยนเฟยยืนนิ่งราวกับหินผา เขากวาดตามองไปยังผู้คนในละแวกใกล้ ภาพที่เห็นมีเพียงหนุ่มสาววัยแรกรุ่นที่กำลังก้มหน้างุดมิยอมสบตา ร่างกายสั่นเทิ้มอย่างหวาดหวั่น ชวนให้รู้สึกหงุดหงิดใจ หลิวเยี่ยนเฟยจึงตวาดเสียงเข้มออกไป “เหตุใดบุตรนังแพศยานั่นยังมิปรากฏกาย” ก่อนจะยกนิ้วชี้ของตนชี้ไปยังดรุณน้อยผู้หนึ่งที่ยืนก้มหน้าก้มตาอยู่ข้างลานฝึกด้วยเพลิงโทสะที่ลุกโชน “เจ้า…มานี่สิ”“ขะ…ขอรับ” ดรุณตัวน้อยขานรับเสียงสั่น โดยเด็กหนุ่มผู้นี้มีอายุราวๆ สิบสามขวบปี ยามถูกเรียกตัวแบบทันท่วงทีก็สะดุ้งโหยงอย่างตกใจ ร่างกายสั่นเทิ้มมิอาจระงับไว้ ก่อนจะก้าวขาที่แข็งขืนเข้าไปยังลานฝึกด้ว
last updateLast Updated : 2025-08-26
Read more

บทที่ 5 เก็บดวงวิญญาณ

ยามซวี[1]ดวงตะวันคล้อยลาลับ แสงแดดสีแดงอมส้มทอประกายในยามเย็น โลมเลียท้องนภาให้กลายเป็นสีแดงเพลิง ลมหนาวทิ้งทวนช่วงปลายเหมันต์เพื่อย่างเข้าสู่ต้นวสันต์โบกพัดอย่างเอื่อยเฉื่อยพร้อมกับหิมะโปรยปรายลงมาอย่างบางเบา เสียงผู้คนทั้งนายบ่าวในสกุลหลิวต่างพากันทำหน้าที่ของตนอย่างรีบเร่ง ไม่มีใครสนใจใคร เป็นเหตุให้มิมีผู้ใดล่วงรู้ว่ายังมีบุคคลสามคนกำลังหารือกันอย่างลับๆ ภายในเรือนหลินเฝ่ย“เหตุใดเจ้าถึงได้นิ่งเฉยเช่นนั้น” ชูเจียหงเอ่ยเสียงเข้มอย่างมิใคร่พอใจ ขณะที่เจ้าตัวนั้นกำลังยืนอยู่ภายในเรือนของชูหลินเฝ่ยในยามนี้ หูทั้งสองก็มิลืมที่จะจับคลื่นเสียงแปลกปลอมที่แอบลักลอบอย่างระวัง ใบหน้าร่วงโรยบิดเบี้ยวตามแรงโทสะมิยอมคลาย เขาปรายหางตามองสตรีที่นอนอยู่บนแคร่ด้วยสายตาเรียบเฉยไร้อารมณ์ แต่ในใจกลับลุกโชนไปด้วยเพลิงร้อนที่สั่งสมราวกับจะระเบิดออกมา “น้องสามเจ็บตัวเช่นนี้ไยเจ้ามิรีบจัดการ”“หากข้าทำได้ ข้าคงทำไปแล้วพี่ใหญ่” ชูหลินเฝ่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ใบหน้าสวยหวานพลันหม่นคล้ำลงหลายส่วน นัยน์ตาสีน้ำตาลปรายตามองไปยังบุรุษวัยกลางคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพี่น้องร่วมสาบานตนอย่างเฉยชา “ท่านเองก็เห็นมิใช่
last updateLast Updated : 2025-08-27
Read more

บทที่ 6 จิตวิญญาณ

เวิ้งฟ้าคล้ายมืดครึ้ม ความมืดมิดแผ่ปกคลุมทุกหย่อมหญ้า แม้ยามนี้จะเป็นช่วงเช้าของวันใหม่ กลุ่มเมฆน้อยใหญ่ก็ยังคงลอยต่ำลงมาครอบคลุมยอดเขาหวงซานจนมองแทบไม่เห็นเส้นลายมืออาคารสีขาวหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางยอดเขา แม้ยังคงเหลือร่องรอยของการถูกเผาไหม้จากไฟบรรลัยกัลป์อยู่บ้างประปราย แต่ก็มิอาจลดความวิจิตรงดงามของเคหสถานแห่งนี้ลงไปได้บุรุษรูปร่างสมชายนั่งอยู่ภายในห้องโล่งกว้าง เขาสวมแพรพรรณสีดำสนิทเนื้อดี ใบหน้าหล่อเหลา ริมฝีปากบางเฉียบทว่าหยักลึกราวกับถูกลิ่มสลักเอาไว้ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มปรายหางตาสบมองดรุณน้อยนายหนึ่ง ที่กำลังยื่นถ้วยชามาให้ด้วยอาการตื่นกลัว มือทั้งสองข้างสั่นไหวอย่างมิอาจระงับ ไม่กล้าแม้จะสบตาโดยตรงพอได้เห็นท่าทีงกๆ เงิ่นๆ เช่นนี้ เขาจึงเอ่ยเสียงเข้มออกมาอย่างระอา ”เจ้าออกไปได้แล้ว ก่อนที่ข้าจะมิอาจระงับโทสะแล้วทำลายเจ้าเสียตรงนี้” ก่อนจะหันไปรับถ้วยชาขึ้นมาจิบเพียงอึกเดียวเพื่อระงับโทสะที่สั่งสมภายในใจได้ยินเช่นนั้นดรุณน้อยผู้นี้ก็ก้มศีรษะลงพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ว่า “ขะ…ขอรับ” ก่อนจะกระวีกระวาดคลานเข่าออกจากห้องที่ขมุกขมัวไปด้วยแรงกดดันนี้อย่างรวดเร็วแต่ท
last updateLast Updated : 2025-08-27
Read more

บทที่ 7 ออกเดินทาง

หลังจากวันที่จ้าวเสี่ยวหมิงเข้ามาสิงสู่อยู่ในร่างของหลิวมู่เหยียนนั้น ในวันนี้ก็ล่วงเลยเข้าสู่วันที่สี่ สภาพกายหยาบกับดวงวิญญาณในยามนี้จึงเริ่มเข้าที่เข้าทาง แม้จะไม่คล่องแคล่วเฉกเช่นเมื่อครั้งอดีตที่หอมหวานก็ตามแต่ส่วนต่างๆ ภายในร่างเริ่มตอบสนองความต้องการของตนได้มากขึ้นมาหลายส่วน การเดินเหินไปไหนมาไหนจึงสะดวกขึ้นมากกว่าเก่า อาการเจ็บปวดร้าวระบมเสียดแทงเข้าไปในกระดูกยามขยับกายก็ลดลงไปจนแทบจะไม่เหลือร่องรอยใดๆ ให้รำคาญใจแม้ว่าในยามนี้จะยังมิสามารถใช้ปราณได้อย่างที่ใจต้องการ แต่ถึงกระนั้นก็ยังถือว่าดีกว่าในวันแรกๆ ที่ตนได้เข้ามาสิงสู่ในร่างกายของคนผู้นี้ เขาจึงถือโอกาสและใช้ความคล่องแคล่วที่มีอยู่เพียงน้อยนิดของตน แอบลักลอบออกไปเล่นพนันที่บ่อนท้ายหมู่บ้านเพียงลำพังและในวันนี้ก็เป็นวันเดียวกับที่หลิวมู่เหยียนจำต้องเดินทางไปสำนักหยางเจียนหลินตามคำเชิญของเจ้าสำนักหยาง หยางซิวอวี่ ได้กล่าวว่าไว้ในคราวก่อนบรรยากาศภายในสำนักหลิวสุ่ยบังเกิดความสับสนวุ่นวาย บ่าวรับใช้และบรรดาศิษย์ในสำนักต่างเดินสวนกันไปมาอย่างขวักไขว่ ส่วนหนึ่งนั้นคงเป็นเพราะว่าบรรดาศิษย์น้อยใหญ่ที่ตรากตรำฝึกฝนบำเพ็ญเพียรจ
last updateLast Updated : 2025-08-28
Read more

บทที่ 8 หมู่บ้านกลืนวิญญาณ

หลังจากที่ทั้งสองเดินทางออกมาจากสกุลหลิวโดยการย่างเท้า ด้วยเหตุที่ว่าหลิวมู่เหยียนมิอาจขึ้นขี่บนกระบี่ไท่หยางได้ พวกเขาทั้งคู่จึงต้องกึ่งเดินกึ่งใช้วิชาตัวเบาสลับกันในการเดินทางเป็นเหตุให้เวลาล่วงเลยไปหลายชั่วยาม ทว่าก็ยังมิเห็นวี่แววของขบวนรถม้าที่เดินทางล่วงหน้ามาก่อนแม้เพียงครึ่งคัน แสงแดดอ่อนเริ่มคล้อยลาลับหลบเหลี่ยมมุมยอดเขา เหลือทิ้งไว้เพียงแสงสีแดงยามอาทิตย์อัสดงความเงียบโอบคลุมดินแดนแห่งนี้ไว้ ชวนให้รู้สึกถึงความเปล่าเปลี่ยวเคว้งคว้างเสียนี่กระไร เสียงสายลมอ่อนๆ ครวญครางหวีดหวิวพัดผ่านผิวกายเป็นระลอก ทว่ากลับไร้ซึ่งเสียงของสรรพสัตว์ใดแว่วให้ได้ยินแม้เพียงครึ่งคำ หรือแม้แต่เหล่าจักจั่นเรไรก็มิโผล่หน้ามาให้เชยชม“ช่างน่าประหลาดยิ่งนัก” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยพึมพำเสียงเบา หลังจากรับรู้ถึงความกดดันบางอย่างผ่านแทรกเข้ามา เขาพยายามเงี่ยหูสดับฟังเสียงนกร้องกลับรังยามอาทิตย์ลับเหลี่ยมขอบฟ้าทว่าก็ไม่อาจจับเสียงเหล่านั้นได้อย่างที่ใจปรารถนา นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกวาดมองไปมา ตระหนักได้ว่ากำลังถูกบางสิ่งที่ไม่ควรเข้าใกล้ครอบงำอย่างมิทันได้ระวังตัวในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงเร่งฝีเท้าขึ้นอีกเป
last updateLast Updated : 2025-08-28
Read more

บทที่ 9 เถาปีศาจ

ยามเหมา[1]ดวงตะวันสาดแสงทอประกาย เคลื่อนขึ้นสู่ท้องนภาอย่างแช่มช้า สายลมพลิ้วไหวพัดพาล่องลอยไปอย่างเอื่อยเฉื่อย ในยามเช้าของวันใหม่ของช่วงฤดูชิงหมิง[2] ปุยเมฆหมอกล่องลอยปกคลุมยอดเขาอย่างบางเบา เพื่อก้าวเข้าสู่วสันตฤดูอย่างเต็มภาคภูมิ สรรพสัตว์น้อยใหญ่วิ่งพลุกพล่านขวักไขว่ ชวนให้ยอดเขาหัวซานที่ตั้งพำนักสำนักหยางเจียนของสกุลหยางแห่งฉางอานแลดูสงบร่มเย็นทว่าในยามนี้ผู้คนในสำนักต่างวิ่งวุ่นอย่างมิมีว่างเว้น เหล่าบรรดาศิษย์น้อยใหญ่ในสำนักต่างพากันออกไปจากที่พำนัก เพื่อสืบความจากคนเป็นแลคนตายรวมทั้งดวงวิญญาณทั้งหลายอย่างมิมีหยุดพัก ด้วยเหตุที่ว่ามีบางอย่างมิคาดฝันพลันบังเกิดขึ้นมา หลายสิบวันมาแล้วที่คุณชายสามคนสำคัญของทั้งสองสกุล ได้เดินทางออกจากสำนักหลิวสุ่ยและมุ่งหน้ามายังสำนักหยางเจียนแห่งนี้ ต่างพากันหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย มิหลงเหลือสิ่งใดให้สืบความ“เป็นเพราะข้าไม่ดีเอง” ฉืออ้ายเอ่ยประโยคด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและทุกข์ทน มือข้างหนึ่งกอดเสื้อผ้าผู้เป็นนายของตนเอาไว้ หยาดน้ำตามากมายรินไหล เขายกมือขึ้นมาข้างหนึ่งเพื่อปาดคราบน้ำที่เกาะพราวบนดวงตาอย่างมิใคร่สนใจ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอู้อ
last updateLast Updated : 2025-08-28
Read more
PREV
12
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status