เข้าสู่ระบบโบราณว่า “ยิ่งเกลียดยิ่งเจอ” ทำไมคนโบราณต้องพูดถูกด้วย! อย่างนี้ต้องหนี แต่เขาจะหนีไปที่ไหนได้ ในเมื่อเขาดันไปเตะตาต้องใจ "นายเอก" เข้าโดยไม่รู้ตัว (แนะนำให้ใส่แว่นกันแดดในการรับชม)
ดูเพิ่มเติม“แล้วข้าจะไปหาเจ้า” เฉินจางหย่งรับปากเยี่ยอี้เฉิน น้ำคำหนักแน่นราวคำสัญญาหลังแยกจากกันที่หน้าประตูใหญ่ของหอสมุดหลวงวันนั้น วันถัดมาเฉินจางหย่งก็เดินเข้ามาทักทายเยี่ยอี้เฉินถึงโต๊ะอ่านหนังสือตามที่รับปากไว้ ทางเยี่ยอี้เฉินได้ยินเสียงเขากระแอมกระไอเรียกก็เงยหน้าขึ้นจากตำรา และเพียงเห็นเฉินจางหย่งในสายตาจากใบหน้าคร่ำเคร่งก็แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม“เฉินจางหย่ง!” เด็กหนุ่มในเครื่องแบบแพทย์ฝึกหัดเอ่ยทัก แล้วเจ้าของชื่อก็ขานตอบ“…เยี่ยอี้เฉิน”เด็กหนุ่มชวนเขานั่งด้วยที่โต๊ะอย่างกระตือรือร้น และเมื่อคนชวนคือเยี่ยอี้เฉินก็มีหรือที่เฉินจางหย่งจะปฏิเสธพวกเขานั่งคุยสัพเพเหระกันครู่หนึ่ง ตั้งแต่เดินทางมาเช่นไรจนถึงกิจกรรมจิตอาสาที่ต้องไปกระทำ ก่อนจะเพียงนั่งด้วยกันเงียบ ๆเฉินจางหย่งเห็นเขากลับไปหน้านิ่วคิ้วขมวดกับตำรายาอีกครั้งก็ขอตัวเดินไปหาหนังสือมาอ่านบ้าง เยี่ยอี้เฉินได้ยินเขาก็พยักหน้ารับรู้ครั้งหนึ่งพร้อมบอกอย่างน่าเอ็นดูว่า “ท่านวางของไว้ที่โต๊ะได้เลยเดี๋ยวข้าจะเฝ้าไว้ให้เอง&
เกินจริง แต่เพราะลูกกวาด เฉินจางหย่งจึงมีโอกาสได้พูดคุยกับเยี่ยอี้เฉินเยี่ยอี้เฉินมักจะลอบนำลูกกวาดใส่กล่องไม้มาแบ่งกินกับเพื่อนในหอสมุดหลวง นานวันเข้าจากที่ถูกจับได้แล้วโทษทัณฑ์เป็นค่าปรับตามกฎระเบียบ บรรณารักษ์ของหอสมุดหลวงก็เปลี่ยนบทลงโทษของเขาเป็นอื่น จากเก็บเงินเป็นเวลา ลงโทษเขาด้วยกิจกรรมจิตอาสา โดยใช้จำนวนลูกกวาดในกล่องไม้มาคิดเป็นจำนวนครั้งที่เขาต้องมาทำจิตอาสาที่หอสมุดหลวงลูกกวาดหนึ่งเม็ดนับเป็นหนึ่งกิจกรรม และกิจกรรมหนึ่งก็ใช้เวลาราวครึ่งถึงหนึ่งชั่วยามเฉินจางหย่ง หลังทราบเรื่องนี้จากบรรดาบรรณารักษ์ได้ไม่นานก็ไปลงเป็นชื่ออาสาสมัครของหอสมุดหลวงอันที่จริงจะว่า “ไม่นาน” ก็ไม่ได้ เพราะวันนั้นหากไม่ติดว่ามีกฎห้ามวิ่งในหอสมุดหลวง เขาก็คงวิ่งไปที่จุดลงชื่อแล้วแต่เพราะเป็นชาวยุทธ์งานที่ทางหอสมุดหลวงจัดสรรมาให้เขาจึงเป็นงานรักษาความปลอดภัย และงานที่ต้องใช้แรงกาย งานที่ดูอย่างไรก็ไม่น่าใช่งานประเภทที่หอสมุดหลวงจะจัดให้เยี่ยอี้เฉินหัวใจขุ่นหมองขึ้นมานิดหนึ่ง แต่เพียงได้ยินคำบอกเล่าเกี่ยวกับเยี่ยอี้เฉินยามอีกคนต้องโทษเป็นจิตอ
กลุ่มของเยี่ยอี้เฉินมักจะนั่งอยู่ด้วยกันที่โต๊ะไม้ที่โถงกว้างชั้นหนึ่งของหอสมุดหลวง ที่เก่าเวลาเดิม และเฉินจางหย่งเองก็ลอบมองเขาจากชั้นสองของหอสมุดหลวงทุกวี่วัน เวลาเดิม คนเดิม ๆรอยยิ้มของเยี่ยอี้เฉิน และหนังสือนิยายน้ำเน่าในมือแกร่งหยาบกระด้างของเฉินจางหย่ง นิ้วยาวคั่นหน้าที่อ่านค้างไว้ ตามองแพทย์ฝึกหัดที่ชั้นหนึ่ง และแค่หนึ่งยิ้มจากที่ไกลยังทำให้ชาวยุทธ์ลืมสิ้นซึ่งเนื้อหาที่พระเอกเกี้ยวพาราสีนางเอกในนิยายรักไม่กล้าคิดว่าจะเสียอาการเพียงไรยามอีกคนส่งยิ้มมาให้ตนบ้างไม่ใช่เรื่องแปลกที่ราชนิกุลและลูกหลานขุนนางจะสนิทสนมกัน แต่เฉินจางหย่งก็อดประหลาดใจไม่ได้ที่เยี่ยอี้เฉิน หลี่ถงฮว่า และไป๋หวังเยี่ยน สองปุถุชนและหนึ่งราชนิกุลกลุ่มนี้ไม่เคยแยกจากกันเลยสักครั้งหากไม่มีเหตุจำเป็นคล้ายเมื่อเขาตระหนักถึงการมีอยู่ของเยี่ยอี้เฉินแล้ว เขาก็เห็นเยี่ยอี้เฉินขึ้นมา และเมื่อเขาเห็นเด็กหนุ่ม เขาก็เห็นเพื่อนสนิทอีกสองคนของเด็กหนุ่มไปด้วย เฉินจางหย่งเคยเจอพวกเขาในตลาดใหญ่ของแคว้นไป๋อยู่สองสามครั้ง พวกเขาสนิทกันเสียจนกระทั่งสีสันการแต่งกายยังไปในทิศทางเดียวกัน คาดว่าคงนัดกันมาก่อนว่าจะแต่งตัวเช่นไร แล
WARNING-เรียนนักอ่านทุกท่าน โปรดเตรียมตัวรับการย้อนอดีตหนึ่งวันก่อนงานฉลองวันคล้ายวันประสูติขององค์จักรพรรดิหยางลู่จื้อ คณะทูตจากแคว้นไป๋เดินทางมาถึงแคว้นหยาง เฉินจางหย่งจัดเวรยามเฝ้าของขวัญ และหลังจัดการธุระการงานของตนเสร็จก็ไปปรากฏกายที่ตำหนักรับรองของเฉินอวี้เหมือนที่มีอยู่ทุกแคว้น หูตาของเขามีไม่น้อยในแคว้นหยาง และแม้จะเป็นแคว้นใกล้ชิดที่มีสัมพันธ์อันดีต่อแคว้นไป๋มานานปี แต่อย่างไรก็เป็นหนึ่งในแปดแคว้น อย่างไรก็ต้องจับตาดู ฉะนั้น ยามบุตรชายคนโตของเขาอย่างเฉินอวี้เข้าไปเกี่ยวพันกับเหตุลักพาตัวองค์หญิงหวังต้าเหยียนแห่งแคว้นหยางเมื่อเดือนก่อน จนร้อนถึงองค์จักรพรรดินีไป๋ต้องมีรับสั่งจัดตั้งคณะทูตเฉพาะกิจขึ้นมา เขาจึงสั่งการให้หูตาบางคู่ของตนเปลี่ยนมาจับตามองบุตรชายแทนซึ่งเฉินอวี้ก็จับได้บ้างไม่ได้บ้างเท่าที่สายข่าวบอกมา ช่วงนี้บุตรชายของเขาก็ดูจะสนิทสนมกับใครคนหนึ่งเป็นพิเศษ หากเป็นผู้อื่นเขาคงไม่ร้อนใจนัก แต่เมื่อคนผู้นั้นเผอิญเป็นองค์ชายวิปลาสแห่งแคว้นหยาง หยางซิงอี สถานการณ์ก็เปลี่ยนเฉินอวี้ เขาไม่รู้ว่าลูกคนนี้ท
โบราณว่า “ยิ่งเกลียดยิ่งเจอ” “กระหม่อมแซ่เฉิน นามอวี้ เฉินอวี้ เป็นบุตรของเฉินจางหย่ง หัวหน้าราชองครักษ์แห่งแคว้นไป๋พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” “จะ...เจ้าว่าอย่างไรนะ”“กระหม่อมมีนามว่าเฉินอวี้พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” เฉินอวี้...เฉินอวี้...เฉินอวี้ เชี่ย! นี่มันพระเอกนี่หว่า!ลมแทบจับ เข่าแทบทรุด อันที่จริงถ้าไม
เมื่อยามเย็นใกล้เข้ามา อันวาร์จึงเห็นว่าสมควรหยุดการเก็บเกี่ยวได้เสียที เขาเรียกรวมกลุ่มชาวสวนจำเป็นของตนบนทางเดินหิน จุดที่กองเมล็ดดอกตะวันจิ๋วไว้ อันวาร์และซานหลินช่วยกันโกยเมล็ดตะวันจิ๋วลงเสื้อนอกสีไข่แดงเค็ม ด้วยทักษะการมัดเชือกของซานหลินเสื้อนอกตัวนั้นก็กลายเป็นถุงใส่เมล็ดพืชอย่างดีความสามัคคี
เมื่อซานหลินกลับมาอยู่ข้างกายอันวาร์ เฉินฝู่หมิงและซูมู่ถงก็ขอตัวกลับไปที่ตำหนักองค์ชายเจ็ดอันวาร์พอหมดธุระกับหวังต้าเหยียนแล้ว เป้าหมายต่อไปก็คือรจนา แต่พอสอบถามกับขันทีผู้ทำหน้าที่ดูแลนัดหมายขององค์จักรพรรดิแล้วทราบว่า หญิงสาวในร่างชายหนุ่มออกไปทำธุระนอกวัง และจะกลับมาในช่วงเย็น เขาก็ชว
ตอนที่รู้ผลการสืบสวน อันวาร์รู้สึกเหมือนตนถูกลอตเตอรี่รางวัล 300 ล้านบาท...เป็นโชคดีของเขาที่หยางซิงอีไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีลักพาตัวหวังต้าเหยียน แต่ในความยินดี เวลาหลายวันที่ผ่านมาก็ทำให้ชายหนุ่มได้ขบคิดบางสิ่งบางอย่างและไม่ช้าก็เร็ว เขาก็คาดว่าตนและรจนาคงมีเรื่องต้องคุยกันสักหน่อย






ความคิดเห็น