Se connecterโบราณว่า “ยิ่งเกลียดยิ่งเจอ” ทำไมคนโบราณต้องพูดถูกด้วย! อย่างนี้ต้องหนี แต่เขาจะหนีไปที่ไหนได้ ในเมื่อเขาดันไปเตะตาต้องใจ "นายเอก" เข้าโดยไม่รู้ตัว (แนะนำให้ใส่แว่นกันแดดในการรับชม)
Voir plusวันที่เยี่ยอี้เฉินทราบเรื่องสมรสพระราชทาน หลังคนของราชสำนักออกจากบ้านสกุลเยี่ยไป ชายหนุ่มก็ตรงดิ่งไปยังบ้านใหญ่สกุลเฉินทันที และนั่นก็เป็นครั้งแรกที่เยี่ยอี้เฉินและเฉินจางหย่งมีปากเสียงกันสงครามระหว่างแคว้นไป๋และแคว้นฉียืดเยื้อยาวนานถึง 4 ปีก่อนจะจบลงที่แคว้นฉีขอทำสัญญาสงบศึกกับแคว้นไป๋หลังจากเสียดินแดนให้แคว้นทะเลทรายไปแล้วถึง 1 ใน 4หากเป็นยามที่แคว้นสมบูรณ์แข็งแรง แคว้นไป๋คงรบพุ่งต่อจนได้ทั้งฉีมาครอบครอง แต่เพราะเหนื่อยล้าเกินกว่าจะยกดาบ สัญญาสงบศึกครั้งนี้จึงไม่มีผู้ใดติดขัด และเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการสงบศึก จักรพรรดิฉีจึงยกดินแดนให้แคว้นไป๋เพิ่มจากที่เดิมเสียไปแล้ว 1 ใน 4 จึงกลายเป็น 1 ใน 3 ทำให้แคว้นไป๋กลายเป็นแคว้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในแปดแคว้น โดยทรงยกให้พร้อมกับพระธิดาเพียงหนึ่งเดียวที่มีองค์หญิงน้อยที่ในอนาคตคือพระมารดาของไป๋เหลียนฮวา และองค์จักรพรรดินีไป๋สี่ปีนั้นเยี่ยอี้เฉินจากเด็กหนุ่มในหอสมุดหลวงกลายเป็นชายหนุ่มในหน่วยแพทย์สนาม เติบโตจนอายุถึงยี่สิบปีบริบูรณ์ ยามกลับถึงบ้านจึงเข้าสู่วัยออกเรือนของชายหนุ่มตาม
ชาวไป๋โบราณ...ชาวต้าซิงเดิมมีคำกล่าวว่า “ทุกสิ่งล้วนเขียนไว้ในดวงดาว”ในแปดแคว้นมีเพียงสองที่มีความเชื่อเกี่ยวกับดวงดาว หนึ่งคือแคว้นไป๋และอีกหนึ่งคือแคว้นหวังที่ล่มสลายไปในสงครามสิบแคว้นชาวไป๋เชื่อว่าดวงดาราดาษดาบนฟากฟ้าแท้จริงคือข้อความมากมายที่ทวยเทพเขียนไว้รวมถึงคำสัญญา เชื่อว่าผืนทรายของแคว้นคือ เศษซากของสรวงสวรรค์ที่ล่มสลายเมื่อครั้งองค์มหาเทพให้กำเนิดโลกใบนี้ขึ้นมา และเชื่อว่าหยาดพระโลหิตแดงฉานก่อกำเนิดเป็นสายเลือดไป๋ ในขณะที่พระฉายามาบังเกิดเป็นคนตระกูลเฉินเมื่อครั้งสงครามระหว่างแคว้นฉีและแคว้นไป๋ ในรัชสมัยของพระราชบิดาของไป๋เหลียนฮวา บรรดานักบวชได้อ่านดวงดาวแล้วกราบทูลแก่องค์จักรพรรดิไป๋ว่า ในรัชกาลของพระองค์ดวงดาวจะเรียงตัวกันพร้อมหน้า เพื่อต้อนรับการมาเยือนขององค์มหาเทพ“ฤกษ์มหาบุรุษ” พวกเขาเรียกมันเช่นนั้น ก่อนจะทูลแก่พระองค์ว่า องค์มหาเทพจะมาจุติเป็นราชบุตร โดยจะประสูติจากครรภ์ของผู้มีดวงจันทร์เป็นสัญลักษณ์ และหลังทรงทราบคำทำนาย “ดวงจันทร์” ก็กลายเป
“…เยี่ยอี้เฉิน”แม่ทัพหนุ่มขานชื่อคนในดวงใจ จะว่าดังก็ดัง เพราะมิได้ได้ยินเพียงสอง แต่จะว่าเบาก็เบา เพราะทุ้มต่ำจนแหบพร่าเฉินจางหย่ง ว่ากันตามจริงมิได้เอ่ยชื่อของเยี่ยอี้เฉินมานานมาก อย่างน้อยก็นับตั้งแต่เขาย้ายมาประจำการที่หัวเมืองเหนือ จะดื่มสุราจนเมามายเพียงไรก็มิเคยหลุดชื่อนี้ออกมาแม้แต่ต้นพยางค์อักษร หนึ่งเพราะอีกคนมิได้อยู่ใกล้ ๆ ให้เรียกหา และอีกหนึ่งคือเพราะรู้ดีว่าเยี่ยอี้เฉินคือจุดอ่อนของตน เป็นเช่นนี้เขาจึงเลือกที่จะเก็บเรื่องราวของชายหนุ่มไว้ลึกสุดดวงใจให้มีเพียงตนเท่านั้นที่รู้อย่างเก่งก็เพียงเขียนชื่ออีกคนลงกระดาษจดหมายและหน้าซอง จากทั้งกองทัพคงมีแต่เจ้าพนักงานกองจดหมายกระมังที่รู้ความสำคัญที่คนชื่อเยี่ยอี้เฉินมีต่อเขาแต่เมื่อเจ้าของชื่อมาอยู่ตรงนี้แล้ว เขาย่อมหมดเหตุผลที่จะไม่ขานถึง ไม่ใช่ในยามที่นัยน์ตาเงินสุกสกาวมองมา ไม่ใช่ในยามที่เยี่ยอี้เฉินยืนอยู่ตรงหน้าพร้อมรอยยิ้มยินดีจนแก้มขึ้นสีชมพูระเรื่อกลางอากาศเย็นจัดของหัวเมืองเหนือเยี่ยอี้เฉินเฉินจางหย่งก้าวเข้าไปหาชายหนุ่ม เพลานั้นโลกทั้งใบเงียบสงัดได้ย
หลังเห็นว่ากองทหารและแพทย์สนามจัดแถวเสร็จแล้ว เฉินฝู่หมิงในเครื่องแบบทหารก็ก้าวขึ้นไปบนยกพื้นสำหรับสั่งการของจุดรวมพล นางหยิบจดหมายปึกหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ชูขึ้นฟ้าแล้วเอ่ยเสียงดังฟังชัดว่า “ที่แห่งนี้มีแพทย์สนามนามเยี่ยอี้เฉินอยู่หรือไม่”ทุกเสียงในลานกว้างเงียบไปชั่วครู่ก่อนตนผู้หนึ่งจะตะโกนตอบนางกลับมาว่า “มี มี เป็นข้า!”เฉินฝู่หมิงมองตามเสียง นางเห็นคนผู้หนึ่งเดินออกมาจากแถวของแพทย์สนาม เขาเอ่ยขอโทษขอทางคนรอบข้างก่อนจะเดินมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้านางที่หน้ายกพื้นด้วยท่าทางตกประหม่า เดี๋ยวกำเดี๋ยวแบมือนางกวาดตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า บุรุษผู้นี้สูงกว่านางไม่ถึงสองฝ่ามือ แต่เพราะมีรูปร่างโปร่งติดไปทางผอมจึงดูสูงกว่าความเป็นจริง เขาสวมเครื่องแบบสีขาวของแพทย์สนาม ใช้ผ้าพันคอผืนใหญ่ปิดบังใบหน้าส่วนล่างและเส้นผมไว้จนเหลือแต่ดวงตา“...เขาเป็นเด็กหนุ่ม...ชายหนุ่มผิวสีขาวหน้าแดงง่ายมีไฝเม็ดหนึ่งอยู่ที่ใต้ตาซ้าย นามเยี่ยอี้เฉิน...”หลี่ถงฮว่าบอกนางเช่นนั้น เฉินฝู่หมิงหรี่ตา ก่
มีเพียงผู้ที่สวรรค์ประทานนัยน์ตาทองคำให้เท่านั้นที่มีสายเลือดหยางมารดาไม่ค่อยเล่าเรื่องของบิดาให้นางฟังนัก บอกเพียงว่า นางมีใบหน้าคล้ายเขาอยู่มากโดยเฉพาะนัยน์ตาทองคำจริงอยู่ที่แปดแคว้นไม่มีกฎห้ามสตรีเป็นทหาร แต่เพราะดำเนินอยู่ในสังคมปิตาธิปไตย ทหารที่เป็นสตรีจึงมีน้อ
องค์จักรพรรดิอยากพบเขา?อันวาร์ยืนมองร่างของหยางซิงอีที่สะท้อนมาในกระจก แม้จะผ่านมาเดือนกว่าแล้ว เขาก็ยังไม่ชินกับการตื่นมาเห็นตัวเองร่างใหม่นัก อย่างว่าเขาอยู่กับร่างเดิมมายี่สิบหกปี อยู่ ๆ ตื่นมากลายเป็นเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ด มันก็ต้องมีปรับตัวใหม่กันบ้าง แต่เรื่องชินไม่ชินมันก็เรื่องหนึ่ง
เพราะร่างกายของชาวยุทธ์มีอุณหภูมิสูงกว่าคนปกติกระมัง ยามอากาศหนาวเย็นจนเกินทานทน พระองค์จึงมักขอมือนางไปจับไว้เพื่อคลายหนาวเมื่อครั้งพระชนมายุได้ 11 ชันษา หยางซิงอีเคยถูกพระสนมไป๋หวังเยี่ยนลักพาตัวไปนานราวเจ็ดวันทันทีที่ทราบผลการสืบสวนจากซูมู่ถง เฉินฝู่
เคยไปขอเนื้อคู่ แต่เหมือนเทพเจ้าเข้าใจสารที่ส่งไปผิดรึเปล่ารจนา คือ กรณีตัวอย่างของสถานการณ์นั้น แล้วหล่อนก็มั่นใจว่า ตัวเองน่าจะเป็นกรณีที่เลวร้ายที่สุดด้วย เลวร้ายมาก ๆ!รจนา มัลลเวศน์ (มัน-ละ-เวด) เป็นสาวไทยเชื้อสายจีนผู้ไปขอเนื้อคู่กับศาลเจ้าชื่อดังในฮ่องกง แต่ดันพลัดตกทะเล ขณะไปปาร์ตี้งานแต่ง
commentaires