แม้จะมีความพึงพอใจเล็กๆ ที่ผู้เป็นนายปฏิบัติตนต่อบุรุษวัยกลางคนผู้นี้อย่างมิเกรงกลัวสิ่งใด ทว่าในใจของฉืออ้ายก็ยังมิอาจคลายความกังวลด้วยเหตุที่ว่าพ่อบ้านชูผู้นี้แม้จะมิใช่คนที่บุญหนักศักดิ์ใหญ่อะไร แต่ก็เป็นถึงญาติผู้พี่ของชูอี๋เหนียง อนุภรรยาที่มีอำนาจมากที่สุดในเรือนหลัง ย่อมมีอภิสิทธิ์เหนือกว่าผู้อื่นอยู่มากประมาณ หากคิดจะรังแกนายของตนคงง่ายดั่งพลิกฝ่ามือ
ในครานั้นฉืออ้ายจึงค่อยๆ ก้าวออกมาเพื่อส่งพ่อบ้านของสกุลหลิวด้วยท่าทีเก้ๆ กังๆ ก่อนเจ้าตัวจะเหลียวหลังหันไปมองผู้เป็นนายอีกหน
ภาพที่สะท้อนให้เห็นมีเพียงบุรุษหนุ่ม ร่างกายผอมบางยืนเอามือไขว้หลังอยู่เพียงลำพัง สวมใส่อาภรณ์สีเทาดำซีดๆ เนื้อบางเบา มีรอยปะชุนเป็นแห่งๆ ดูยังไงก็ไม่ต่างจากวนิพกข้างถนน ทว่าท่วงท่ากิริยาที่ปรากฏออกมานั้นกลับสง่างาม แผ่นหลังเหยียดตรงดุจบุรุษผู้สูงศักดิ์น่าเกรงขาม มิได้มีความหวาดกลัวใดเผยให้เห็นแม้แต่น้อย
ยามนั้นเองฉืออ้ายจึงสูดลมหายใจลึกเข้าไปในช่องอก เพื่อเพิ่มความหนักแน่นในใจตน แล้วเยื้องย่างเข้าหาบุรุษพ่อบ้านวัยกลางคนอย่างไว้ท่า ไม่มีความเกรงกลัวใดๆ
ทว่าในขณะที่ฉืออ้ายกำลังจะก้าวเข้าไปหา ชูเจียหงก็พลันตวาดเสียงดังลั่นอย่างมิใคร่พอใจ “ไม่ต้อง” ใบหน้ามีริ้วรอยตามวัยบึ้งตึงหม่นคล้ำลงหลายส่วน ด้วยเพลิงโทสะที่สั่งสมอยู่ภายในอย่างมิอาจปกปิด นัยน์ตาสีดำขลับปรากฏร่องรอยสว่างวาบเพียงวูบเดียว แล้วจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบราวกับจะแช่แข็งประโยคนั้นด้วยคำกล่าวของตน “ระวังตัวไว้เถอะคุณชายสาม ท่านทำกับข้าถึงเพียงนี้ ก็รังแต่จะทำให้ท่านจะไม่มีอะไรคุ้มกะลาหัวเอา” กล่าวจบเขาก็สะบัดชายแขนเสื้อจนเกิดเสียงดังแล้วจึงย่างเท้าจากไป
ยามนั้นฉืออ้ายจึงรีบวิ่งเข้าหาผู้เป็นนายด้วยท่าทางที่ตื่นกลัว นัยน์ตาสีเทาวูบไหวเต้นระริกอย่างมิอาจระงับ ก่อนเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้านว่า “คุณชายสามทำเยี่ยงนั้นต่อพ่อบ้านชูไป จะดีหรือขอรับ”
ครานั้นเองจ้าวเสี่ยวหมิงจึงยกยิ้มที่มุมปากขึ้นมาอย่างบางเบา แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ความหวาดกลัวอยู่ภายใน “แล้วข้าทำอย่างไรกับพ่อบ้านผู้นั้นเจ้าเห็นหรือฉืออ้าย” ก่อนเจ้าตัวจะเยื้องย่างออกมาที่เฉลียงอย่างเชื่องช้า ในยามที่ตนนั้นจัดการอาภรณ์ที่สวมใส่ให้เรียบร้อยพอประมาณ
เมื่อได้ยินคำกล่าวของผู้เป็นนาย ฉืออ้ายก็พยายามขบคิดตามคำกล่าวเหล่านั้นเพียงครู่เดียว ใจที่เคยเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่นอยู่เมื่อครู่พลันสงบลงหลายส่วน ก่อนจะเงยหน้าสบมองผู้เป็นนายอีกหน นัยน์ตาสีเทาทอประกายอย่างมีความหวัง “ขะ…ข้ามิเห็นอะไรเลยขอรับ” กล่าวจบริมฝีปากบางก็ยิ้มพลายอย่างบางเบา ยามคิดถึงคำพูดที่หลิวมู่เหยียนได้ว่าไว้ แล้วเอ่ยประโยคด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นจนมิอาจระงับ “สิ่งที่ข้าเห็นมีเพียงพ่อบ้านชู พูดเหนือตนข่มท่าน ใช้ถ้อยคำหยาบช้าเอ่ยกับคุณชายสามเพียงเท่านั้นขอรับ”
“เช่นนั้นรึ” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยอย่างอารมณ์ดี แล้วเยื้องย่างไปด้านนอกเรือนด้วยท่าทีที่ผ่อนคลาย นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มพราวระยับทอประกายอย่างนึกสนุก “ดียิ่ง หากเป็นเช่นนั้นเราไปหาท่านพ่อข้ากันเถอะ” กล่าวจบทั้งสองจึงพากันเดินออกจากเรือนไป
ยามได้ออกจากเรือนจ้าวเสี่ยวหมิงก็พบว่าช่วงเวลานี้เป็นยามอู่[1]แสงอาทิตย์สาดส่องแทรกผ่านร่มไม้ใหญ่ลงมากระทบตามพื้นดินให้เห็นเป็นย่อมๆ แม้แดดจะแรงไม่เท่าในช่วงของคิมหันตฤดู แต่ก็ยังทำให้หิมะที่โปรยปรายลงมาในยามเช้าเริ่มละลาย
จ้าวเสี่ยวหมิงเดินทอดน่องผ่านเรือนน้อยใหญ่อย่างเชื่องช้า เพราะเขาใช้ช่วงเวลาที่กำลังเดินทางอยู่นี้ สำรวจและรับฟังเรื่องราวต่างๆ ในสกุลจากคำบอกเล่าของคนรับใช้ข้างกาย
ในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงก็พึงตระหนักได้ว่า ตัวของเขานั้นมีนามว่าหลิวมู่เหยียน บิดามีนามว่าหลิวชูหยวนเป็นหัวหน้าสกุลหลิวสายรอง ผู้เป็นบุตรชายที่เหลือรอดเพียงคนเดียวของหลิวหลี่เฉวี่ยนผู้รั้งตำแหน่งเจ้าสำนักหลิวสุ่ยที่เชี่ยวชาญเรื่องเพลงกระบี่และเพลงพลอง มีหนึ่งฮูหยินและอนุภรรยาอีกสามคน แม้ปัจจุบันนี้จะเหลือเพียงแค่สามนางก็ตาม
มีบุตรธิดาร่วมกันด้วยฮูหยินกับอนุรวมทั้งสิ้นเจ็ดคน เป็นชายสามและเป็นหญิงอีกสี่คน ส่วนตัวเขานั้นเป็นบุตรชายลำดับที่สี่ของสกุล เกิดจากอนุภรรยาเหมยอี๋เหนียง ซึ่งในอดีตเคยเป็นบ่าวรับใช้ให้ชูอี๋เหนียงมาก่อน ก่อนจะเป็นที่ถูกตาต้องใจของหลิวชูหยวนในเวลาต่อมา ซึ่งปัจจุบันได้เสียชีวิตลงเพราะถูกตีจนตาย
ส่วนฮูหยินใหญ่ของสกุล มิได้เป็นที่รักใคร่ของหลิวชูหยวนเท่าใดนัก ซ้ำยังมีอาการป่วยกระเสาะกระแสะร่างกายอ่อนแอมายาวนานกว่าสิบปีด้วยโรคที่ไม่อาจสามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาทั่วไป แม้จะเชิญท่านหมอหวงเจียฉี เจ้าสำนักหวงอีเซิงที่เก่งกาจเรื่องการรักษาโรคมาดูอาการ ก็มิอาจรักษาให้หายขาดได้ดั่งใจปรารถนา ดังนั้นหน้าที่ต่างๆ ภายในสกุลหลิวจึงตกเป็นของชูอี๋เหนียงภรรยาที่เป็นที่รักยิ่งไปโดยปริยาย
ส่วนทางด้านบุตรธิดาของบ้านต่างถูกส่งไปสำนักต่างๆ เพื่อฝึกวิชาที่ตนถนัด เตรียมตัวสอบเข้าสำนักใหญ่ทั้งแปดที่มีชื่อ สิบวันจึงจะกลับมาที่สกุลเพียงครั้ง และพำนักอยู่นานสองวันจึงจะกลับไปใหม่ ที่นี่จึงเหลือเพียงแค่คุณหนูสี่หลิวเซียวหลินที่มีอายุเพียงแค่เจ็ดขวบปีและตัวเขาเท่านั้นที่ยังอยู่ในสกุลมิได้ไปไหนเฉกเช่นบุตรธิดาคนอื่นๆ ทั่วไป เพราะไม่สามารถรวบรวมตันเถียนในกายได้ เจ้าของร่างนี้จึงถูกดูหมิ่นดูแคลนอย่างที่เป็น
ยามได้รับฟังเรื่องราวต่างๆ จากปากของบ่าวรับใช้ ในใจของจ้าวเสี่ยวหมิงก็มิอาจระงับโทสะไว้ได้ มือทั้งสองกำแน่นสลับคลาย นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มทอประกายสว่างวาบเพียงครู่เดียว ก็แปรเปลี่ยนไปเป็นความเยียบเย็น บุรุษหนุ่มเยื้องย่างไปเพียงไม่ถึงครึ่งก้านธูปก็มาถึงเรือนรับรองที่หลิวชูหยวนเรียกให้มาพบ บานประตูถูกเปิดทิ้งไว้ราวกับรอให้เขาก้าวเท้าเข้าไป
ในครานั้นเองจ้าวเสี่ยวหมิงจึงกวาดตาไปมา ภาพที่เห็นตรงหน้าคือผู้คนยืนอยู่ราวๆ ห้าคนเห็นจะได้ หนึ่งในนั้นคือหญิงร่างกายอวบอ้วนผู้เป็นแม่ครัวที่เขาเพิ่งพบเจอเมื่อครู่ก่อน ส่วนอีกนางคือไป๋หลิวสาวใช้ที่เพิ่งโดนคุณชายใหญ่สั่งให้โบยตี กำลังนอนอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ไร้เสียงร้องโอดโอยออกมา แขนข้างที่หักถูกดามไว้เป็นอย่างดี นัยน์สีดำสนิทจ้องเขม็งมาที่เขาราวกับจะแล่เนื้อเถือหนังเสียให้ได้ เมื่อกวาดตาสำรวจจนพอใจแล้วจ้าวเสี่ยวหมิงจึงก้มศีรษะลง ก่อนจะทำท่าทางเคารพ แล้วเอ่ยออกมา “หลิวมู่เหยียนคารวะท่านพ่อ”
“ไม่ต้องมากพิธี เข้ามาเถิด” หลิวชูหยวนเอ่ยเสียงเบาอย่างระอา ยามได้เห็นอาภรณ์ที่สวมใส่บนร่างกายของบุตรชายตน นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มทั้งสองข้างมองมาที่หลิวมู่เหยียนตั้งแต่หัวจรดเท้า ก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนไปบางอย่างแต่ก็มิได้เอ่ยคำใด
จ้าวเสี่ยวหมิงจึงเอ่ยขึ้นมาเสียก่อนว่า “ขอบพระคุณท่านพ่อที่เมตตา” ก่อนจะเหลียวหันไปมองฉืออ้ายที่ยืนอยู่ข้างกาย แล้วกล่าวเสียงเบาว่า “เจ้ารอข้าอยู่ตรงนี้” กล่าวจบก็เดินเข้าไปภายในเรือนอย่างทันท่วงที
เมื่อจ้าวเสี่ยวหมิงย่างเท้าเข้ามาได้เพียงครึ่งก้าว กลิ่นสาบจาง ๆ บางอย่างก็ลอยปะทะกับปลายจมูก นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกวาดมองหาที่มาของกลิ่นไม่พึงประสงค์ กลิ่นสาบสางที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของปีศาจชั้นสูงที่สามารถกลายร่างและกลบกลิ่นได้จากจมูกของมนุษย์ทั่วไป
จ้าวเสี่ยวหมิงเยื้องย่างเข้าไปอย่างช้าๆ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกวาดมองไปมาอย่างระวัง ฉับพลันสายตาก็ไปสะดุดอยู่ที่ดวงตาของโฉมสะคราญนางหนึ่งกำลังยืนอยู่ข้างกายหลิวชูหยวน ซึ่งแม่นางผู้นี้ก็กำลังมองมาที่เขาด้วยเช่นกัน แพรพรรณสีฟ้าอ่อนสดใสชายกระโปรงถูกปักด้วยดิ้นสีน้ำเงินเข้มเป็นลายผีเสื้อยามขยับกายไปมามันก็ขยับปีกโบยบินราวกับถูกเติมชีวิตลงไป ใบหน้ารูปไข่ที่รับกับเครื่องหน้า ไม่ว่าจะเป็นคิ้วดั่งคันศร ดวงตาสีน้ำตาลภายใต้กรอบตาเรียวสวยดั่งเมล็ดซิ่ง[2]อันงดงาม ริมฝีปากบางเฉียบสีแดงสดดูมีน้ำมีนวลน่าสัมผัส ทุกๆ อย่างล้วนดูลงตัวพอเหมาะอย่างวิจิตรบรรจง ส่งเสริมให้หญิงผู้นี้ดูสง่าน่าเกรงขาม
เป็นถึงรองเจ้าสำนักฝึกวิชาที่ยิ่งใหญ่ แต่กลับมิเคยรู้เลยว่าตนเองเลี้ยงปีศาจร้ายอยู่ข้างกาย นี่แหละหนามนุษย์แม้จะฝึกปรือเพียงใดจมูกก็ยังไม่ดี เพียงแค่ปีศาจตนนี้แปลงโฉมและกลบกลิ่นสาบสางจากจมูกมนุษย์ หลบซ่อนตัวตนมาสิงสู่ในสกุลนี้ก็มองมิออก
จ้าวเสี่ยวหมิงคิดในใจอย่างนึกขัน ยามที่ได้มาเห็นปีศาจตัวเป็นๆ ยืนอยู่กับผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ฝึกตน เพียงแค่ปีศาจกลบกลิ่นกายเพื่อหลบเลี่ยงสัมผัสของมนุษย์ก็มิอาจรับรู้ได้
แต่เพราะวิญญาณของของเขานั้นในอดีตเป็นถึงครึ่งมารครึ่งเซียน จึงไวต่อการสัมผัสพวกเดียวกัน และอาจเป็นเพราะปีศาจตนนี้มิได้รับรู้ว่าดวงวิญญาณที่เข้ามาสิ่งสู่ในร่างนี้หาใช่หลิวมู่เหยียนคนเดิมไม่ แต่เป็นมารร้ายที่มีฉายาว่าจอมมารฝูหมิงที่ขึ้นชื่อว่าชั่วช้าสามานย์ กลิ่นสาบสางที่มีเพียงพวกเดียวกันเท่านั้นที่รับรู้ได้จึงกำจายออกมาอย่างมิทันได้ระวังตัว
ในยามนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงกวาดสายตามองดูอีกหน ก็สัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง แม้จะบางเบาแต่ก็ยังคงชัดในความรู้สึกได้เป็นอย่างดี กลิ่นอายของปีศาจนั้นมิได้มีแค่เพียงสตรีนางนั้นเพียงผู้เดียว แต่ยังรวมไปถึงสตรีที่นอนอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ ทั้งยังมีพ่อบ้านชูที่เข้ามาเรียกเขาให้มาพบเมื่อครู่นี้อีกหนึ่งคน
เห…เหตุใดข้าถึงไม่ได้กลิ่นของคนพวกนี้ตั้งแต่แรก
จ้าวเสี่ยวหมิงได้แต่คบคิดไม่ตกอยู่ในใจอยู่หลายตลบ เพราะยามที่ได้พบกันคราแรกนั้นเขามิสามารถสัมผัสกลิ่นอายพวกนี้ได้เลยแม้แต่น้อย ความแปลกใจพลันบังเกิดขึ้นมาจนมิอาจระงับ ในยามนั้นบุรุษหนุ่มร่างกายซูบผอมจึงกวาดสายตาไปมา ก่อนสายตาจะไปสะดุดอยู่ที่ยันต์แปดทิศติดตรงเหนือประตูทางเข้า ครานั้นจึงเข้าใจเหตุที่เกิดขึ้นดังกล่าวอย่างถ่องแท้
ด้วยพลังหยินหยางที่ถูกควบคุมไว้ภายใต้ยันต์แปดทิศแผ่นนี้ เป็นเหตุให้ปิศาจทั้งสามตนต้องควบคุมพลังภายในอยู่หลายส่วนเพื่อให้ตนเองนั้นสามารถเข้ามาอยู่ในที่แห่งนี้ได้อย่างไม่ต้องเจ็บปวดร่างกาย แม้จะตบตามนุษย์ได้ แต่ก็ยากลำบากเกินจะกล่าว สูญเสียกำลังภายในไปหลายส่วน จึงมิสามารถกลบกลิ่นจากพวกเดียวกันได้อีกตามที่ต้องการ
เหตุเป็นเช่นนี้หรอกหรือ สามารถควบคุมพลังภายในเข้ามาอยู่ในเขตอาคมได้เช่นนี้ พลังภายในพวกเขาต้องแข็งแกร่งถึงเพียงใดกัน
จ้าวเสี่ยวหมิงคิดในใจอย่างนึกหวั่น ทว่าก็ทำทีเป็นไม่ใส่ใจกับสิ่งที่สัมผัสได้เสียอย่างนั้น เพราะเขาคิดเพียงว่าหากปีศาจสามตนผู้นี้มิได้คิดรุกรานตนไปมากกว่าที่เป็น เขาก็เลือกที่จะเมินเฉยไม่เอ่ยคำใด
นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มสบมองเข้าไปในดวงตาคู่สวยดั่งเมล็ดซิ่งของชูหลินเฝ่ยเพียงวูบเดียว ก็ผินใบหน้าหันไปมองผู้เป็นบิดาบังเกิดเกล้าเจ้าของร่างนี้อย่างคนอารมณ์ดี
และพอได้มองดูบิดาเจ้าของร่างนี้แบบชิดใกล้ ก็เห็นถึงบางอย่างที่บางเบาปกคลุมอยู่บนร่างกายของหลิวซูหยวน ในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงตระหนักได้อีกครั้งว่า ‘คนผู้นี้คงไม่แคล้วถูกไอปีศาจผูกพันจากปีศาจทั้งสามตนพ่นเข้าใส่ สติสัมปชัญญะต่างๆ จึงถูกครอบงำไว้ แม้จะเห็นว่าทำสิ่งใดแต่จิตใจกลับมิมั่นคง’
เมื่อเห็นเช่นนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงลักลอบร่ายอาคมบนฝ่ามือตน ก่อนจะสะบัดใส่ผู้เป็นบิดาเจ้าของร่างอย่างตั้งใจ หมายจะลดทอนอำนาจของพิษร้ายที่ห่มกายนั้นเอาไว้ แล้วทำทีเป็นเอ่ยด้วยน้ำเสียงร่าเริงว่า “ท่านพ่อเรียกข้ามาพบมีเหตุอันใดหรือ” จากนั้นจึงกวาดสายตาไปมาอย่างสำรวมกิริยา พลางเอ่ยซ้ำอีกครั้งว่า “เกี่ยวข้องกับคนพวกนี้ด้วยหรือขอรับ”
“ย่อมใช่” หลิวชูหยวนเอ่ยเสียงเรียบออกมาอย่างใจเย็น ก่อนเจ้าตัวจะหันไปมองยังสตรีที่ยืนอยู่ข้างกาย แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงแลดูนุ่มนวลอ่อนโยน “ไหนเจ้าลองว่ามาสิเฝ่ยเอ๋อ”
ในครานั้นชูหลินเฝ่ยจึงค่อยๆ เหลียวมาสบมองบุรุษข้างกาย แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพว่า “เจ้าค่ะ” ก่อนเจ้าตัวจะเยื้องย่างมายังสตรีที่นอนอยู่บนแคร่ไม้ไผ่อย่างสำรวมกิริยา ทุกก้าวย่างทุกท่วงท่าดูน่าเกรงขามและสง่างาม แพรพรรณสีฟ้าอ่อนขยับพลิ้วไปมาจนผีเสื้อที่ปักไว้บนชายกระโปรงเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิตได้จริง
เมื่อเดินมาถึงสตรีที่นอนอยู่บนแคร่ นางจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานชวนฟัง “แม่รองได้ยินมาว่าอาเหยียนไปทำร้ายไป๋หลิวเสียจนแขนหักนั่นจริงหรือ” กล่าวจบนัยน์ตาสีน้ำตาลก็สบมองคนรับใช้ข้างกายตนเพียงวูบเดียว แล้วค่อยบรรจงช้อนแขนข้างที่หักขึ้นมาอย่างเบามือ “แม่รองรู้นะว่าเจ้ามิชอบนาง แต่ไยต้องทำร้ายนางถึงเพียงนี้”
ได้ยินดังนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงพึงตระหนักได้ว่า ภายนอกแม้จะดูอ่อนหวานเพียงใด แต่สตรีผู้นี้กลับใช้คำพูดกล่าวหาตนอย่างมิอาจปกปิด ในครานั้นบุรุษร่างกายซูบผอมจึงหันไปสบดวงตาสีน้ำตาลอย่างใช้ความคิดอยู่ภายใน
คิดจะเล่นงานข้าอย่างนั้นรึ ย่อมได้
จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยสบถอยู่ในใจ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มทอประกายพราวระยับอย่างนึกสนุกเพียงวูบเดียวก็ยกยิ้มที่มุมขึ้นมาอย่างบางเบา
จากนั้นจึงทำทีเป็นหันใบหน้าไปสบมองผู้เป็นบิดาเจ้าของร่างด้วยแววตาสั่นระริกอย่างตื่นตระหนก แล้วจึงรีบคุกเข่าลงบนพื้น พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบสั่นว่า “มิใช่ข้านะขอรับที่ทำร้ายนาง” กล่าวจบก็ปรายหางตามองไปยังสตรีทั้งสองนางด้วยแววตาทอประกายวาบผ่าน ก่อนจะทำทีเป็นสั่นเทิ้มอย่างหวาดกลัวยามที่ตนได้สบตากับไป๋หลิวแบบตรงๆ “ตะ...ตัวข้านั้นไร้ซึ่งวรยุทธ์ เรี่ยวแรงอะไรก็หามีไม่ ไหนเลยจะหักกระดูกของแม่นางที่มีวรยุทธ์สูงส่งเช่นนั้นได้เล่าขอรับ”
“บังอาจนักนี่เจ้าหาว่าข้าโกหกเช่นนั้นหรือ” ชูหลินเฝ่ยตวาดเสียงดังใส่อย่างลืมตัว หลังจากที่ได้เห็นท่าทางของหลิวมู่เหยียนกระทำออกมา นางจึงหยัดกายยืนหลังตรง ใบหน้าสวยหวานพลันหม่นคล้ำลงหลายส่วน ก่อนจะทำทีเป็นสำรวมกิริยา เมื่อเห็นแววตาไม่พึงใจของหลิวซูหยวนมองมาที่ตน ในครานั้นนางจึงระลึกขึ้นมาได้ว่าตนเองมิได้อยู่ที่แห่งนี้เพียงลำพัง
จากนั้นจึงทำทีมาวนรอบกายของหลิวมู่เหยียนที่นั่งอยู่บนพื้นอย่างเชื่องช้า ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฟัง ทว่าถ้อยคำที่กล่าวออกมานั้นล้วนกล่าวหาเขาอย่างมิต้องขบคิดใดๆ “หลักฐานคาตาเช่นนี้ เหตุใดเจ้ายังมิยอมรับว่าเป็นคนทำเล่าอาเหยียน โทษหนักจะได้กลายเป็นเบา”
ในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงทำทีเป็นเอ่ยด้วยน้ำเสียงตัดพ้อต่อออกมาว่า “แม่รองขอรับ ข้าเข้าใจนะขอรับว่าท่านอยากหาคนรับผิดชอบเรื่องแขนของแม่นางผู้นี้” แล้วหันไปสบมองที่ร่างของไป๋หลิวอย่างช้าๆ ก่อนจะหันไปมองยังหญิงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยาคนที่สองของบิดา แล้วยกยิ้มที่มุมปากออกมา “แต่ตอนที่นางแขนหักนั้นท่านเห็นหรือขอรับว่าข้าทำ ไยต้องใส่ความข้าเช่นนี้เล่า”
ยามได้ยินคำเอ่ยที่พรั่งพรูจากริมฝีปากของบุรุษร่างกายผ่ายผอม ไป๋หลิวที่นอนอยู่บนแคร่ก็มิอาจระงับโทสะในใจตนได้อีก นางจึงตวาดเสียงดังใส่ “เจ้าลูกนอกคอก ไยเจ้าเป็นคนปลิ้นปล้อนเช่นนี้” ก่อนจะพยายามหยัดกายลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก จนชูหลินเฝ่ยต้องรีบถลันเข้าไปประคองอีกฝ่ายอย่างเบามือ เมื่อถูกพี่สาวร่วมสาบานค่อยๆ ประคองท่อนแขนของตนขึ้นมา ไป๋หลิวจึงเอ่ยเสียงด้วยน้ำเสียงเข้มๆ ออกไปว่า “เห็นๆ กันอยู่ว่าเจ้าหักแขนข้า ซ้ำยังไปอ้อนคุณชายใหญ่ให้ลงโทษข้า เจ้ามันมารร้ายยิ่งนัก”
‘ก็รู้ดีนี่ว่าข้ามันมารร้าย’
จ้าวเสี่ยวหมิงเย้ยหยันภายในใจ ยามได้ยินคำกล่าวหาออกมาจากปากของสาวใช้ผู้นี้ ก่อนจะปรายหางตามองไปยังสตรีที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนแคร่อย่างระอา แล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นคง “คำก็ลูกนอกคอกสองคำก็ลูกนอกคอก ข้าขอถามท่านสักคำเถอะ ตอนมารดาข้าเสพสังวาสกับบุรุษที่ท่านหาว่าเป็นชายชู้ท่านเห็นหรือขอรับ” ก่อนเจ้าตัวจะค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นยืนอย่างเกียจคร้าน แล้วบิดร่างกายไปมา “ท่านนี่ช่างไม่มีมารยาทเอาเสียเลย”
“เจ้าว่าข้ารึ”
ไม่รอให้ไป๋หลิวให้ได้เอ่ยคำใดต่อ จ้าวเสี่ยวหมิงก็ชิงเอ่ยประโยคขึ้นเสียก่อนว่า “หรือท่านคิดว่า แค่เพียงมารดาของข้าจับมือถือแขนกับบุรุษผู้นั้น มารดาของข้าก็ตั้งครรภ์ได้แล้วหรือขอรับ” กล่าวเพียงแค่นั้นบุรุษหนุ่มจึงค่อยๆ เยื้องย่างเข้าไปหาไป๋หลิวด้วยท่าทีที่ผ่อนคลาย แล้วเอ่ยเสียงเรียบทว่ากลับแฝงไปด้วยความเยียบเย็นอยู่ภายใน “ว่าเช่นไรเล่าขอรับ ตอนที่มารดาข้าตั้งครรภ์ ท่านเห็นมารดาข้าเสพสังวาสกับชายอื่นหรือขอรับ”
“นี่เจ้า”
ทว่ายังมิทันได้ทำสิ่งใดต่อ หลิวซูหยวนที่นั่งฟังอยู่ก็ตบโต๊ะเสียงดัง 'ปึง!' แล้วเอ่ยอย่างระอา “พอ” หลังจากได้เห็นกิริยาของสาวใช้ในกระทำออกมา จากนั้นจึงผินใบหน้าหันไปสบมองบุตรชายคนที่สามของตนด้วยสายตามิอาจคาดเดา
เพราะเมื่อครู่นี้ยามได้ยินสิ่งที่หลิวมู่เหยียนกล่าวออกมานั้น ใจที่เคยเกลียดชังพลันคลายลงหลายส่วน ราวกับว่าบางอย่างที่ดูคล้ายเคยผูกมัดปิดกั้นความคิดของตนเอาไว้เริ่มมลายหายลงไป จิตใจที่เคยฟุ้งซ่านคอยแต่จะรังเกียจบุตรชายคนที่สามของตนเริ่มแปรเปลี่ยนไป แต่กระนั้นเขาก็มิอาจกระทำออกมาได้อย่างเปิดเผยดั่งใจคิด
ด้วยความที่ว่า แม้ตนเองจะดูคล้ายกับต้องมนตร์สะกดแต่กลับรับรู้ทุกอย่างได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ดูคล้ายกับคนอารมณ์ไม่นิ่งเสียอย่างนั้น ประเดี๋ยวคุ้มดีประเดี๋ยวคุ้มร้ายจนมิอาจควบคุมจิตใจของตนได้
บุรุษวัยกลางคนจึงกล่าวเสียงเข้มกลบเกลื่อนความรู้สึกของตนไป “ข้าให้พวกเจ้ามาที่นี่ มิได้ให้มาเอ่ยเรื่องเหลวไหล ไหนเจ้าเอาหลักฐานที่ว่าเจ้าสามหักแขนเจ้ามาว่ามีพยานรู้เห็นหรือไม่ ถ้าหาไม่ได้ก็ไม่ต้องมา แต่ไหนแต่ไรเจ้าสามก็ไร้วรยุทธ์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พวกเจ้ายังหาเรื่องรังแกเขาอีกหรืออย่างไร”
“นายท่าน เหตุใดท่านมิเชื่อข้า” ชูหลินเฝ่ยเอ่ยออกมาเพียงแค่นั้น ก่อนสายตาจะสำรวจเรือนกายของผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามี ก็เห็นบางอย่างที่ตนเคยพ่นใส่เอาไว้เริ่มมลายหายไป นางจึงตระหนักได้ว่าหากปล่อยไว้คงมิใช่เรื่องดี
และก่อนที่นางจะได้ทำสิ่งใดต่อหลิวชูหยวนก็เอ่ยเสียงเบาออกมาเสียก่อนว่า “ข้ามิได้มิเชื่อเจ้าเฝ่ยเอ๋อ” ก่อนจะผินใบหน้าหันไปมองบ่าวรับใช้ข้างกายภรรยารองของตน “แต่ข้ามิเชื่อคำพูดของนางผู้นั้น”
ในครานั้นเองชูหลินเฝ่ยก็ตระหนักได้ว่า พิษไอปีศาจผูกพันที่ตนพ่นไว้ จู่ๆ ก็เริ่มมลาย นางจึงค่อยๆ ย่างเท้าเข้าไปหาบุรุษที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีตน แล้วเป่าไอปีศาจผูกพันเข้าใส่อีกหน
ทว่าในยามนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงพึงตระหนักและรู้ตัวได้ทันเสียก่อน ว่าสตรีผู้นี้ต้องการจะทำสิ่งใด เขาจึงทำทีเป็นสั่นกลัวแล้ววิ่งพล่านเข้าไปหาชูหลินเฝ่ยที่กำลังยืนอยู่ข้างกายผู้เป็นบิดาเจ้าของร่าง แล้วแสร้งทำเป็นโหวกเหวกโวยวายเสียงดังลั่นออกไปว่า “เหตุใดท่านถึงมิเชื่อข้าขอรับแม่รอง” ก่อนจะแกล้งเป็นสะดุดขาตัวเองล้มไปใส่สตรีนางนั้นเสียก่อนที่จะทันได้ทำอันใด
“ไอ้หยา...แย่แล้ว”
เป็นเหตุให้ชูหลินเฝ่ยที่กำลังจะพ่นไอปีศาจผูกพันออกไป พลันสะดุ้งตกใจ จนละสายตาจากหลิวชูหยวนหันมาทางหลิวมู่เหยียนเสีย ก่อนจะกล่าวออกมาว่า “เจ้าทำอันใดข้า” จากนั้นจึงก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว เพื่อหลบบุรุษที่กำลังพุ่งเข้าใส่ แต่ก็มิอาจหลบพ้นได้ แขนทั้งสองข้างจำต้องยกขึ้นมารับร่างผอมบางของบุรุษตรงหน้าเสียอย่างนั้น
ในยามนั้นเองจ้าวเสี่ยวหมิงจึงเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มแหะๆ ออกมา ก่อนจะกระซิบเสียงเบาให้ได้ยินเพียงแค่สองคนว่า “ข้าเห็นนะขอรับว่าท่านกำลังทำการอันใด อย่าดีกว่าน่า” กล่าวจบเขาก็แสร้งทำตัวสั่น พลันตะโกนเสียงดังอย่างหวาดกลัว “ขะ...ข้าขอโทษท่าน ขอโทษท่าน เจ้าขามันไม่รักดี มันพาข้าล้มใส่ท่าน” เอ่ยเพียงแค่นั้นจ้าวเสี่ยวหมิงก็ยกมือขึ้นมาตีขาตนเองจนบังเกิดเสียงดัง
ครานั้นเองชูหลินเฝ่ยจึงได้คืนสติกลับมา เจ้าตัวจึงค่อยๆ หันไปมองบุรุษร่างกายซูบผอมอย่างช้าๆ ใบหน้าสวยหวานก็พลันหม่นคล้ำลงหลายส่วน ยามตระหนักถึงสิ่งที่หลิวมู่เหยียนกล่าวออกมาให้ได้ยินเมื่อครู่นี้
เจ้าลูกสุนัขนั่นเอ่ยถึงสิ่งใดกัน หรือว่ามันรู้ว่าข้าคือใคร
ชูหลินเฝ่ยผรุสวาทอยู่ภายในใจ นางประสานมือเข้าหากัน ก่อนจะใช้เล็บบนหัวแม่มือทั้งสองข้างสะกิดกันไปมาอย่างใช้ความคิด ด้วยความที่ว่าจู่ๆ หลิวมู่เหยียนก็เอ่ยวาจาเหล่านั้นออกมาในยามที่ตนกำลังพ่นพิษไอปีศาจผูกพันเข้าใส่ผู้เป็นสามี ราวกับจงใจเข้ามาขัดขวางนางในฉากสำคัญเพราะรู้ตัวตนของนางหรือไม่ หรือด้วยเหตุอันใดที่ทำให้คนไร้วรยุทธ์เช่นนั้นมาขวางตน
เมื่อมิอาจเข้าใจในความคิดของตน นางจึงลอบมองบุรุษร่างบอบบางนั่นอีกเพียงครั้ง ก็เห็นเพียงแต่การกระทำที่ไม่ต่างจากลูกกวางตัวน้อยกำลังหวาดกลัวยามอยู่ต่อหน้าพญาราชสีห์
ในยามนั้นชูหลินเฝ่ยจึงเบนสายตาหันกลับไปมองยังบุรุษวัยกลางคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามี ภาพที่เห็นมีเพียงหลิวชูหยวนกำลังนั่งมองหลิวมู่เหยียนด้วยสายตาระอาใจ นางจึงรีบกล่าวออกไปด้วยวาจาสุภาพอ่อนโยน “เรื่องนี้ข้าขอเป็นผู้จัดการเองได้หรือไม่เจ้าคะ อาเหยียนเพียงแค่เข้าใจผิดคิดว่าข้าคงจะลงโทษเขากระมัง”
“รบกวนเจ้าแล้ว”
“ขอบพระคุณนายท่านที่เมตตา”
ชูหลินเฝ่ยเอ่ยด้วยคำหวานนุ่มหูชวนฟัง ก่อนจะก้มศีรษะน้อยๆ ลงอย่างสำรวมกิริยา หลังจากที่ได้รับอนุญาตจากผู้เป็นสามีให้มาจัดการเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนนี้ จากนั้นนางจึงหันหน้าไปจ้องมองบุรุษร่างผอมบางอย่างพินิจอีกครั้ง
ภาพที่เห็นมีเพียงบุรุษหนุ่มร่างซูบผอม สวมใส่อาภรณ์สีเทาซีดกำลังนั่งตีขาตนอยู่เพียงลำพัง ไร้สง่าราศีไม่ต่างจากวณิพกข้างถนน ครานั้นชูหลินเฝ่ยจึงฝืนยกยิ้มที่มุมปากอย่างบางเบา ก่อนจะเปล่งวาจานุ่มนวลชวนฟังออกมาว่า “พอเถิดมันหาใช่ความผิดของเจ้าไม่...อาเหยียน” กล่าวจบนางจึงค่อยๆ เยื้องย่างเข้าไปประคองหลิวมู่เหยียนที่นั่งตีขาตนเองอย่างเบามือ
ก่อนจะก้มใบหน้าเพียงเล็กน้อยแล้วกระซิบเสียงเบาๆ ข้างหูให้ได้ยินแค่สองคน “เจ้าเป็นใคร” เอ่ยเพียงแค่นั้นชูหลินเฝ่ยก็ออกแรงบีบท่อนแขนของหลิวมู่เหยียนด้วยพละกำลังที่เกินกว่าเรี่ยวแรงของสตรีพึงจะมี นัยน์ตาสีน้ำตาลจากเคยอ่อนโยนดุจสายน้ำไหล บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนไปเป็นแข็งกระด้างดั่งหินผา กำลังจ้องเขม็งมองคนข้างกายอย่างคาดคั้น ไม่หลงเหลือความสำรวมกิริยา แล้วรีบกล่าวเสียงลอดไรฟันออกมาว่า “ห้ามร้องเสียงดัง มิเช่นนั้นข้าจะหักแขนเจ้าเสีย”
ในยามนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงรับรู้แรงที่ถาโถมใส่ลงมา เขาชะงักการกระทำของตนเพียงแค่นั้น แล้วค่อยๆ หันไปสบมองผู้เป็นอนุภรรยาของบิดา ก่อนจะก้มมองดูท่อนแขนของตนที่ถูกสตรีข้างกายบีบด้วยแรงราวกับจะป่นกระดูกท่อนนี้ให้แหลกลาญ
ความรู้สึกเจ็บปวดแล่นฉิวขึ้นมาจนมิอาจห้าม ใบหน้าของจ้าวเสี่ยวหมิงในขณะนี้จึงเรียบเฉยไร้อารมณ์ไม่แย้มยิ้มเฉกเช่นทุกครั้ง เพราะความทรมานนั้นทำให้เขาไม่อาจฝืนใบหน้าของตนไว้ได้
แต่กระนั้นแม้จะเจ็บปวดจนมิอาจระงับสีหน้าเอาไว้ ทว่านัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มก็ยังคงพราวระยับทอประกายอย่างนึกสนุก ก่อนเจ้าตัวจะทำทีเป็นฉีกยิ้มกว้างอย่างดีใจ แล้วหันใบหน้าไปสบมองผู้เป็นอนุภรรยาของบิดา พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงตื้นตันใจว่า “จริงๆ นะขอรับท่านไม่ถือโทษโกรธข้านะขอรับ”
จากนั้นเขาจึงยื่นใบหน้าเข้าไปหาชูหลินเฝ่ยเพียงเล็กน้อย แล้วทำทีเข้าไปกระซิบกระซาบเสียงเบาข้างหูของนางว่า “ข้าก็เป็นเพียงหลิวมู่เหยียนนี่แหละขอรับ ท่านคิดว่าข้าคือใครหรือขอรับ”
“เจ้าคิดจะกวนโทสะข้าเช่นนั้นรึ”
“หามิได้นะขอรับ”
“แล้วสิ่งที่เจ้าเอ่ยกับข้าเมื่อครู่นี้เล่า” ชูหลินเฝ่ยเอ่ยเสียงเข้ม ฝ่ามือพลันเพิ่มแรงบีบลงไป ใบหน้าสวยหวานบิดเบี้ยวด้วยแรงโทสะมิอาจระงับไว้ “เจ้าหมายความอย่างไร”
“ขะ…ข้าเปล่ากวนโทสะท่านนะขอรับ เพียงแต่ข้าแค่บังเอิญเห็นแม่รองจะพ่นน้ำลายใส่บิดาข้า ข้าเลยเข้าไปห้ามไว้เท่านั้นเองขอรับ มิได้คิดที่จะกวนโทสะท่านเลยขอรับ” จ้าวเสี่ยวหมิงทำทีเป็นเอ่ยออกมาอย่างร้อนรน ก่อนจะแสร้งทำสีหน้าเหยเกเพราะความเจ็บปวดจนมิอาจระงับ แล้วรีบก้มหน้าลงเพื่อซ่อนสายตาซุกซนพราวระยับของตนไว้ จากนั้นจึงกล่าวเสียงที่แสร้งให้สั่นออกไป “หากเป็นเช่นนั้น ขะ…ข้าก็ขออภัย” จบคำเขาก็พยายามโขกศีรษะตนลงบนพื้นอย่างไม่สงวนท่าที
เป็นเหตุให้ชูหลินเฝ่ยต้องรีบจับร่างกายซูบผอมนั่นเอาไว้เสียก่อน ที่ศีรษะของหลิวมู่เหยียนจะทันได้สัมผัสพื้นสกปรกเบื้องล่าง พลางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ข้าหาได้โทษเจ้าไม่ อาเหยียนมิต้องลงโทษตนเองเช่นนั้นหรอก” กล่าวจบนางก็ลดระดับเสียงตนจนกลายเป็นเสียงกระซิบ แล้วเอ่ยทวนประโยคของหลิวมู่เหยียนซ้ำอีกครั้งว่า “เจ้าเห็นข้าพ่นน้ำลายเช่นนั้นหรือ”
“ใช่ขอรับ” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยเสียงเบาออกมา พลางพยักหน้าขึ้นลงอยู่หลายครั้ง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มปรายหางตามองสตรีที่อยู่ข้างกัน ภาพที่เห็นมีเพียงสตรีผู้หนึ่งที่กำลังมองมาที่ตนด้วยสีหน้าเรียบตึง มือข้างที่บีบท่อนแขนของเขาเอาไว้ด้วยแรงมหาศาลพลันคลายลงหลายส่วน
จ้าวเสี่ยวหมิงจึงรีบชิงกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงหมองหม่นอย่างตัดพ้อ “หรือท่านคิดว่าข้าเห็นท่านทำสิ่งใดหรือขอรับ ข้ามันมีตาหามีแววไม่ทำให้ท่านอับอายขายขี้หน้า” ก่อนจะตีสีหน้าเศร้าสร้อยปานจะขาดใจ “ข้าควรตบปากตัวเองเพื่อให้ท่านสบายใจ” กล่าวจบก็พยายามยกฝ่ามือขึ้นมาตีหน้าตนอย่างไม่ลังเล
เป็นเหตุให้ชูหลินเฝ่ยต้องรีบจับมือผอมบางคู่นั้นเอาไว้ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “มะ…ไม่เลย แม่รองหาได้คิดเช่นนั้นไม่” กล่าวจบนางจึงผินใบหน้าหันไปมองยังพ่อบ้านชูที่ยืนอยู่ไม่ไกล ภาพที่เห็นมีเพียงการพยักหน้าลงมาอย่างเข้าใจจากบุรุษวัยกลางคน
จากนั้นชูหลินเฝ่ยจึงละสายตาหันไปมองผู้เป็นสามีตน แล้วผินใบหน้ากลับมา เมื่อละครฉากนี้มิได้ถูกหลิวซูหยวนใส่ใจมากนัก นางก็หยัดกายลุกขึ้นยืน แล้วเดินเข้าไปหาบ่าวรับใช้ในเรือนตน “แต่เรื่องนั้นก็ส่วนเรื่องนั้น เรื่องที่ไป๋หลิวแขนหักก็ส่วนเรื่องนี้ ไหนจะเรื่องที่เจ้าเข้าไปเล่นซุกซนในโรงครัวเป็นเหตุให้โรงครัวเสียหายนั่นอีกเล่า…เจ้ามีสิ่งใดมาแก้ต่างหรือไม่”
เปลี่ยนเรื่องไวจริงนางปีศาจผู้นี้
จ้าวเสี่ยวหมิงสบถภายในใจ ก่อนจะกลอกสายตาขึ้นลงอย่างระอา แล้วแสร้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ว่า “ขะ...ข้าหาได้ทำไม่ขอรับ” ก่อนจะโคลงศีรษะไปมา แล้วยกนิ้วชี้ของตัวเองชี้ไปทางสตรีร่างอวบอ้วนที่นั่งก้มหน้าอยู่อีกฟากหนึ่งของผนัง “ที่โรงครัวเป็นเช่นนั้นเพราะพี่สาวผู้นั้น ปีนขึ้นไปบนโต๊ะจนมันหักเองนะขอรับ ข้าหาได้ทำไม่”
“จริงหรือไม่” ชูหลินเฝ่ยกล่าวเสียงเรียบออกไป ก่อนจะผินใบหน้ามองไปยังแม่ครัวทั้งสองที่นั่งตัวสั่นงกๆ เงิ่นๆ อย่างระอา
“จะ…จริงเจ้าค่ะ ตะ…แต่ต้นเหตุทั้งหมดมาจากคุณชายสามนะเจ้าคะ เพราะคุณชายสามมาแอบหยิบหมั่นโถวในสำรับ ที่พวกข้าจัดเอาไว้ให้ท่านเจ้าสำนักหยางเจียน ท่านหยางซิวอวี่ แขกของนายท่านนะเจ้าค่ะ”
“เป็นเช่นนั้นจริงหรืออาเหยียน” ชูหลินเฝ่ยเอ่ยอย่างใจเย็น ยามได้เห็นท่าทางลุกลี้ลุกลนของแม่ครัวทั้งสอง ก่อนเจ้าตัวจะผินใบหน้าหันกลับมามองหลิวมู่เหยียนอย่างคาดคั้นอีกหน
“หามิได้ขอรับข้าหาได้แอบเอาหมั่นโถวเหล่านั้นไป” แต่ข้าหยิบมาเลยต่างหากเล่า จ้าวเสี่ยวหมิงต่อความในใจ ก่อนจะก้มหน้าลงเพื่อซ่อนสีหน้าระรื่นของตน นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มทอประกายอย่างซุกซน จากนั้นจึงโป้ปดคำโตออกมา “ข้าแค่เดินผ่านโรงครัว แล้วเข้าไปหาของกิน แต่ก็เห็นพี่สาวคนนั้นยืนอยู่บนโต๊ะพร้อมยกสำรับอาหารร่ายรำไปมาแล้วนะขอรับ”
“มิใช่นะเจ้าคะ คุณชายสามเข้ามาขโมยหมั่นโถวไปจริงๆ”
“พอ”
หลิวชูหยวนเอ่ยอย่างระอา หลังจากได้ยินการโต้เถียงในเรื่องไม่เป็นเรื่อง บุรุษหนุ่มวัยกลางคนผินใบหน้าหันไปสบมองผู้เป็นภรรยารอง ก่อนจะหันไปหาอีกบุรุษหนุ่มรูปร่างผอมบางที่ขึ้นชื่อว่าบุตรนอกไส้ของตน แล้วกล่าวเสียงเข้มอย่างมิชอบใจ “ข้าให้พวกเจ้าเข้ามาในนี้หาใช่ให้มายืนโต้เถียงกัน”
“ขออภัยเจ้าค่ะนายท่าน”
แต่ทว่ายังมิทันที่จะได้ทำการใดต่อ ก็มีเสียงของบุรุษดังอยู่หน้าเรือนว่า “นายท่านขอรับ ท่านหยางซิวอวี่เดินทางมาถึงแล้วขอรับ”
“เช่นนั้นรึ”
หลิวชูหยวนเอ่ยเสียงเบา นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกวาดมองผู้คนภายในห้องอีกเพียงครั้ง แล้วกล่าวออกมา “เรื่องวันนี้พอแค่นี้ก่อน”
“แต่”
หลิวชูหยวนตบโต๊ะเสียงดัง 'ปึง!' หลังจากได้ยินเสียงคัดค้านจากผู้เป็นอนุภรรยา ก่อนจะกวาดสายตาไปมามองบ่าวรับใช้ที่ก่อปัญหา แล้วเอ่ยเสียงเข้มออกมาอย่างมิใคร่พอใจว่า “หากพวกเจ้าหาข้อยืนยันมามิได้ว่าเจ้าสามเป็นผู้กระทำก็ไม่ต้องมาอีก ออกไปได้แล้ว”
จากนั้นเพียงครู่เดียวบ่าวรับใช้ทั้งหมดที่อยู่ในห้องจึงรีบพากันออกไปอย่างรวดเร็ว เพราะหากชักช้าอาจถูกลงโทษตามกฎของตระกูล
บ่าวรับใช้พาออกไปกันแล้ว ในห้องจึงเหลือเพียงแค่อนุภรรยาชูหลินเฝ่ยและลูกนอกไส้ของตน หลิวชูหยวนจึงหันไปสบมองหลิวมู่เหยียนด้วยสายตาเรียบเฉยไร้อารมณ์ใดๆ ก่อนจะทอดถอนลมหายใจอย่างระอา “วันนี้เจ้ามีนัดกับเจ้าสองที่ลานฝึกยุทธ์ไยยังมิไปเล่า”
“งั้นข้าขอลานะขอรับท่านพ่อ” จ้าวเสี่ยวหมิงรับคำเบาๆ ก่อนเดินออกไป
[1]ยามอู่ (午时)คือเวลา 11.00 น.-12.59 น.
ปัจจุบัน…รัชศกเสวียนหลีที่ 13 ปีมะโรงธาตุไฟ ฤดูชิงหมิง ณ ยอดเขาหัวซาน ที่ตั้งพำนักสำนักหยางเจียน ภายในห้องโล่งกว้างกลิ่นยาคละคลุ้ง ข้างผนังมีเตียงไม้หลังหนึ่งตั้งไว้ ปรากฏร่างของบุรุษร่างกายซูบผอมใบหน้าซีดเซียวนอนดิ้นทุรนทุรายอย่างทรมาน“ไม่…เฮือก”จ้าวเสี่ยวหมิงลืมตาตื่นในสภาพที่ตกใจ เขาหายใจถี่ๆ อย่างเหนื่อยหอบ ศีรษะปวดแปลบทันทีที่ขยับกายจนต้องยกมือทั้งสองข้างยกขึ้นกุมขมับตนเอาไว้ แล้วกวาดสายตาไปมา ภาพที่สะท้อนเข้ามาในคลองจักษุเป็นเพียงห้องโล่งกว้าง ก่อนสายตาจะไปสะดุดอยู่ที่ร่างของชายชราสวมแพรพรรณสีน้ำตาลเข้มผู้หนึ่งกำลังยืนหันหลังให้กับตนเสียงโลหะบางอย่างกระทบกันไปมา เรียกสติที่เลือนรางของตนให้กลับคืน ในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงเหลือบสายตามองมายังร่างกายของตน ก็พบเพียงร่างของหลิวมู่เหยียนที่ตนได้เพิ่งเข้ามาสิ่งสู่อยู่ไม่นาน พลันหยัดกายลุกขึ้นยืนอย่างพรวดพราด ทว่าแขนขากลับไม่เชื่อฟังจนต้องล้มหน้าทิ่มไปกับฟูกหนาอีกหน ก่อนจะพลิกตัวไปมาแล้วลุกขึ้นนั่งอย่างยากเย็นเสียงขลุกขลักบนฟูกนอนเรียกให้ชายชราหันมาเห็น มือข้างหนึ่งถือเข็มสามเล่มเอาไว้ แต่ละเล่มช่างยาวเสียนี่กระไร เขายกยิ้มออกมาอ
35 ปีก่อน…รัชศกเสวียนหลีที่ 38 ปีมะเส็งธาตุทองช่วงฤดูจิงเจ๋อ[1]สายฝนสาดกระหน่ำไปทั่วทั้งใต้หล้า สัตว์น้อยใหญ่เริ่มตื่นจากห้วงการจำศีลอย่างยาวนานในช่วงเหมันต์ฤดูออกมาหากินกันอย่างขวักไขว่ ผู้คนมากมายต่างพากันหลบลี้หนีหยาดน้ำที่รินไหลโหมเข้าใส่อย่างไม่หยุดหย่อนเข้าไปในเรือนตน ทางเดินในยามนี้จึงไร้ผู้คนสัญจรไปมา มีเพียงกระยาจกสองสามคนยืนหลบอิงตามชายคาเพิงพักเพื่อหลบฝนเพียงชั่วคราวเสียงเกือกม้าราวสามสิบตัวดังก้องไปทั่วหล้าขับเคี่ยวทะยาน ด้วยบุรุษมากหน้าหลายตาควบตะบึงฝ่าท่ามกลางพายุที่รุนแรง และมีเหล่าผู้บำเพ็ญตนอีกหลายคนที่ขี่กระบี่เหาะทะยานขึ้นไปยังเวหากำลังไล่ตามม้าดำพ่วงพีตัวหนึ่งที่ควบตะบึงท่ามกลางสายฝนห่างออกไปบนหลังม้าตัวใหญ่ที่ถูกไล่ล่านั้นมีหนึ่งบุรุษสวมอาภรณ์ปกปิดใบหน้าของตนด้วยแพรพรรณสีดำสนิท มือกุมบังเหียนม้าเอาไว้โดยมีโฉมสะคราญใบหน้าหวานซึ้งผู้สวมแพรพรรณสีเดียวกันนั่งซ้อนอยู่ด้านหลัง โอบอุ้มดรุณตัวน้อยอายุราวสองขวบปีอยู่ในอ้อมแขนตนม้าตัวใหญ่สีดำมะเมื่อมควบทะยานอย่างไม่หยุดหย่อนหลายวันหลายคืนจนแทบจะขาดใจตาย อาคมมากมายถูกสาดซัด ลูกเกาทัณฑ์หลายร้อยดอกพุ่งเข้าใส่ราวกับห่าฝนเ
ยามเหมา[1]ดวงตะวันสาดแสงทอประกาย เคลื่อนขึ้นสู่ท้องนภาอย่างแช่มช้า สายลมพลิ้วไหวพัดพาล่องลอยไปอย่างเอื่อยเฉื่อย ในยามเช้าของวันใหม่ของช่วงฤดูชิงหมิง[2] ปุยเมฆหมอกล่องลอยปกคลุมยอดเขาอย่างบางเบา เพื่อก้าวเข้าสู่วสันตฤดูอย่างเต็มภาคภูมิ สรรพสัตว์น้อยใหญ่วิ่งพลุกพล่านขวักไขว่ ชวนให้ยอดเขาหัวซานที่ตั้งพำนักสำนักหยางเจียนของสกุลหยางแห่งฉางอานแลดูสงบร่มเย็นทว่าในยามนี้ผู้คนในสำนักต่างวิ่งวุ่นอย่างมิมีว่างเว้น เหล่าบรรดาศิษย์น้อยใหญ่ในสำนักต่างพากันออกไปจากที่พำนัก เพื่อสืบความจากคนเป็นแลคนตายรวมทั้งดวงวิญญาณทั้งหลายอย่างมิมีหยุดพัก ด้วยเหตุที่ว่ามีบางอย่างมิคาดฝันพลันบังเกิดขึ้นมา หลายสิบวันมาแล้วที่คุณชายสามคนสำคัญของทั้งสองสกุล ได้เดินทางออกจากสำนักหลิวสุ่ยและมุ่งหน้ามายังสำนักหยางเจียนแห่งนี้ ต่างพากันหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย มิหลงเหลือสิ่งใดให้สืบความ“เป็นเพราะข้าไม่ดีเอง” ฉืออ้ายเอ่ยประโยคด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและทุกข์ทน มือข้างหนึ่งกอดเสื้อผ้าผู้เป็นนายของตนเอาไว้ หยาดน้ำตามากมายรินไหล เขายกมือขึ้นมาข้างหนึ่งเพื่อปาดคราบน้ำที่เกาะพราวบนดวงตาอย่างมิใคร่สนใจ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอู้อ
หลังจากที่ทั้งสองเดินทางออกมาจากสกุลหลิวโดยการย่างเท้า ด้วยเหตุที่ว่าหลิวมู่เหยียนมิอาจขึ้นขี่บนกระบี่ไท่หยางได้ พวกเขาทั้งคู่จึงต้องกึ่งเดินกึ่งใช้วิชาตัวเบาสลับกันในการเดินทางเป็นเหตุให้เวลาล่วงเลยไปหลายชั่วยาม ทว่าก็ยังมิเห็นวี่แววของขบวนรถม้าที่เดินทางล่วงหน้ามาก่อนแม้เพียงครึ่งคัน แสงแดดอ่อนเริ่มคล้อยลาลับหลบเหลี่ยมมุมยอดเขา เหลือทิ้งไว้เพียงแสงสีแดงยามอาทิตย์อัสดงความเงียบโอบคลุมดินแดนแห่งนี้ไว้ ชวนให้รู้สึกถึงความเปล่าเปลี่ยวเคว้งคว้างเสียนี่กระไร เสียงสายลมอ่อนๆ ครวญครางหวีดหวิวพัดผ่านผิวกายเป็นระลอก ทว่ากลับไร้ซึ่งเสียงของสรรพสัตว์ใดแว่วให้ได้ยินแม้เพียงครึ่งคำ หรือแม้แต่เหล่าจักจั่นเรไรก็มิโผล่หน้ามาให้เชยชม“ช่างน่าประหลาดยิ่งนัก” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยพึมพำเสียงเบา หลังจากรับรู้ถึงความกดดันบางอย่างผ่านแทรกเข้ามา เขาพยายามเงี่ยหูสดับฟังเสียงนกร้องกลับรังยามอาทิตย์ลับเหลี่ยมขอบฟ้าทว่าก็ไม่อาจจับเสียงเหล่านั้นได้อย่างที่ใจปรารถนา นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกวาดมองไปมา ตระหนักได้ว่ากำลังถูกบางสิ่งที่ไม่ควรเข้าใกล้ครอบงำอย่างมิทันได้ระวังตัวในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงเร่งฝีเท้าขึ้นอีกเป
หลังจากวันที่จ้าวเสี่ยวหมิงเข้ามาสิงสู่อยู่ในร่างของหลิวมู่เหยียนนั้น ในวันนี้ก็ล่วงเลยเข้าสู่วันที่สี่ สภาพกายหยาบกับดวงวิญญาณในยามนี้จึงเริ่มเข้าที่เข้าทาง แม้จะไม่คล่องแคล่วเฉกเช่นเมื่อครั้งอดีตที่หอมหวานก็ตามแต่ส่วนต่างๆ ภายในร่างเริ่มตอบสนองความต้องการของตนได้มากขึ้นมาหลายส่วน การเดินเหินไปไหนมาไหนจึงสะดวกขึ้นมากกว่าเก่า อาการเจ็บปวดร้าวระบมเสียดแทงเข้าไปในกระดูกยามขยับกายก็ลดลงไปจนแทบจะไม่เหลือร่องรอยใดๆ ให้รำคาญใจแม้ว่าในยามนี้จะยังมิสามารถใช้ปราณได้อย่างที่ใจต้องการ แต่ถึงกระนั้นก็ยังถือว่าดีกว่าในวันแรกๆ ที่ตนได้เข้ามาสิงสู่ในร่างกายของคนผู้นี้ เขาจึงถือโอกาสและใช้ความคล่องแคล่วที่มีอยู่เพียงน้อยนิดของตน แอบลักลอบออกไปเล่นพนันที่บ่อนท้ายหมู่บ้านเพียงลำพังและในวันนี้ก็เป็นวันเดียวกับที่หลิวมู่เหยียนจำต้องเดินทางไปสำนักหยางเจียนหลินตามคำเชิญของเจ้าสำนักหยาง หยางซิวอวี่ ได้กล่าวว่าไว้ในคราวก่อนบรรยากาศภายในสำนักหลิวสุ่ยบังเกิดความสับสนวุ่นวาย บ่าวรับใช้และบรรดาศิษย์ในสำนักต่างเดินสวนกันไปมาอย่างขวักไขว่ ส่วนหนึ่งนั้นคงเป็นเพราะว่าบรรดาศิษย์น้อยใหญ่ที่ตรากตรำฝึกฝนบำเพ็ญเพียรจ
เวิ้งฟ้าคล้ายมืดครึ้ม ความมืดมิดแผ่ปกคลุมทุกหย่อมหญ้า แม้ยามนี้จะเป็นช่วงเช้าของวันใหม่ กลุ่มเมฆน้อยใหญ่ก็ยังคงลอยต่ำลงมาครอบคลุมยอดเขาหวงซานจนมองแทบไม่เห็นเส้นลายมืออาคารสีขาวหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางยอดเขา แม้ยังคงเหลือร่องรอยของการถูกเผาไหม้จากไฟบรรลัยกัลป์อยู่บ้างประปราย แต่ก็มิอาจลดความวิจิตรงดงามของเคหสถานแห่งนี้ลงไปได้บุรุษรูปร่างสมชายนั่งอยู่ภายในห้องโล่งกว้าง เขาสวมแพรพรรณสีดำสนิทเนื้อดี ใบหน้าหล่อเหลา ริมฝีปากบางเฉียบทว่าหยักลึกราวกับถูกลิ่มสลักเอาไว้ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มปรายหางตาสบมองดรุณน้อยนายหนึ่ง ที่กำลังยื่นถ้วยชามาให้ด้วยอาการตื่นกลัว มือทั้งสองข้างสั่นไหวอย่างมิอาจระงับ ไม่กล้าแม้จะสบตาโดยตรงพอได้เห็นท่าทีงกๆ เงิ่นๆ เช่นนี้ เขาจึงเอ่ยเสียงเข้มออกมาอย่างระอา ”เจ้าออกไปได้แล้ว ก่อนที่ข้าจะมิอาจระงับโทสะแล้วทำลายเจ้าเสียตรงนี้” ก่อนจะหันไปรับถ้วยชาขึ้นมาจิบเพียงอึกเดียวเพื่อระงับโทสะที่สั่งสมภายในใจได้ยินเช่นนั้นดรุณน้อยผู้นี้ก็ก้มศีรษะลงพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ว่า “ขะ…ขอรับ” ก่อนจะกระวีกระวาดคลานเข่าออกจากห้องที่ขมุกขมัวไปด้วยแรงกดดันนี้อย่างรวดเร็วแต่ท