Home / วาย / ข้านี่แหละจอมมาร (yaoi) / บทนำ ความตายที่ปรารถนา

Share

ข้านี่แหละจอมมาร (yaoi)
ข้านี่แหละจอมมาร (yaoi)
Author: นารา ร้อยเล่ห์

บทนำ ความตายที่ปรารถนา

last update Last Updated: 2025-08-24 13:31:38

รัชศกเสวียนหลี[1] ที่ 72 ปีเถาะธาตุไม้

ความตาย

แท้จริงแล้วก็มีเพียงเท่านี้

จ้าวเสี่ยวหมิงยืนมองร่างของตนเอง ที่นอนแน่นิ่งอยู่บนฟูกกลางเตียงสี่เสา ท่ามกลางเปลวไฟสีดำทะมึน ลามเลียแผดเผาทีละนิด อย่างเหนื่อยหน่าย

ด้วยเหตุที่ว่าตนเองนั้น จงใจปลิดชีพด้วยการถอดดวงจิตออกมา เพื่อเดินทางไปยังปรโลกเพียงลำพัง เพราะมันเป็นหนทางเดียว ที่จะให้ตัวตนของเขาที่อยู่เหนือวัฏสงสาร ได้ดับสูญไปอย่างไร้ข้อกังขาใดๆ

เขายืนมองร่างของตนที่นอนแน่นิ่งอย่างระอา ก่อนจะพึมพำออกมาอย่างอ่อนใจว่า “ยิ่งใหญ่แล้วอย่างไร เป็นที่หนึ่งในใต้หล้าแล้วอย่างไร สุดท้ายก็แทบไม่มีสิ่งใดหลงเหลือให้เชยชม”

ด้วยความที่ตัวของเขานั้น คงอยู่บนผืนพิภพมาร่วมสามสิบเจ็ดหนาว มองเห็นการแก่งแย่งช่วงชิงความเป็นหนึ่งมาอย่างยาวนาน ทั้งๆ ที่เหล่าผู้บำเพ็ญทั้งหลาย เคยกล่าวอ้างว่าเป็นผู้ฝึกตน ต่างหลุดพ้นจากทุกสรรพสิ่ง

ทว่ากลับหาได้มีผู้ใดปล่อยวางอย่างที่เคยเอื้อนเอ่ยประโยคออกมาแม้เพียงครึ่งคำ ไม่ว่าจะเป็นการแย่งชิงความเป็นใหญ่ในใต้หล้า รวมไปถึงการอยากครอบครองข้าทาสบริวาร ราวกับหมาล่าเนื้อ ไล่ตะครุบเหยื่ออย่างหิวกระหาย

จ้าวเสี่ยวหมิงยืนมองร่างของตนอีกเพียงครู่ ก็เยื้องย่างออกไปยังชานระเบียง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกวาดมองโดยรอบบริเวณยอดเขาหวงซาน ท่ามกลางเวิ้งฟ้าที่ถูกปกคลุมไปด้วยม่านสีดำ มีเพียงเกล็ดหิมะสีใสโปรยปรายลงมาสะท้อนให้เห็นรางๆ สายลมเย็นอ่อนๆ ยามต้นเหมันต์ฤดูแผ่ปกคลุมทุกหย่อมหญ้าแต่ก็มิอาจรับรู้ได้

เสียงของฝีเท้าของคนนับพันคู่รายล้อมยอดเขา เปลวไฟบรรลัยกัลป์โหมกระพือ โลมเลียอาคารที่ตั้งตระหง่านสีขาวดุจหิมะให้กลายเป็นสีดำทะมึน บุรุษวัยกลางคนนับสิบชีวิต ต่างพยายามฝ่าเขตอาคมที่จ้าวเสี่ยวหมิงร่ายไว้ เพื่อให้ตนเองได้รุกล้ำเข้ามาด้านในที่พำนักแห่งนี้ให้จงได้ แต่กระนั้นไม่ว่าจะพยายามเพียงใดก็ไร้ผล เพราะอาคมที่ร่ายไว้เป็นเกราะป้องกันผู้รุกรานเข้ามานั้น แข็งแกร่งเกินไป

จ้าวเสี่ยวหมิงทอดถอนลมหายใจพรืดใหญ่อยู่เพียงลำพัง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มมองออกไปยังลานกว้างนอกชานระเบียงด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ก็เห็นเพียงแต่เหล่าบรรดาผู้คนที่มิเจียมตน กำลังดาหน้าเข้ามาในกองเพลิง หมายจะให้ตัวเขานั้นยอมศิโรราบแต่โดยดี

เมื่อเห็นภาพต่างๆ ฉายเข้ามาในคลองจักษุ เขาก็แค่นเสียงในลำคอออกมาดัง ‘เฮอะ’ เสียหนึ่งที แล้วเอ่ยพึมพำเสียงเบาต่อว่า “ไม่ว่าใครก็อยากให้ข้าตาย” ก่อนจะหลุบตามองไปยังผู้คนนับพันที่อยู่เบื้องล่าง ก็อดไม่ได้ที่จะแค่นหัวเราะในลำคออีกหน

ยามได้เห็นหลายสิบชีวิตตรงเบื้องล่าง ซึ่งครั้งเก่าก่อนนั้นเคยเป็นศิษย์ที่เขาสอนสั่งมาเองกับมือ และบุรุษอีกหลายสิบชีวิตล้วนเคยเป็นสหายที่เขาเคยช่วยเหลือในยามทุกยากลำบากหนักหนา อีกทั้งยังมีหลายต่อหลายคนที่เขาเคยให้ความสำคัญ

‘รสชาติยามถูกคนที่เคยเชื่อใจทรยศหักหลัง…มันช่างเจ็บปวดบาดลึกเสียยิ่งกว่าตายหลายเท่านัก

จ้าวเสี่ยวหมิงผรุสวาทออกมาภายในใจ ก่อนจะส่ายศีรษะไปมาอย่างระอา เมื่อได้เห็นการกระทำที่เรียกได้ว่า ไร้ประโยชน์ต่อหน้าตน เขาจึงเอ่ยพึมพำด้วยความรู้สึกที่สุดจะทน “ข้าล่ะไม่เข้าใจเลยจริงๆ เหตุใดถึงอยากให้ข้าศิโรราบนัก ทั้งๆ ที่รู้ว่าอย่างไรเสียก็ไม่มีทางทำได้” กล่าวเพียงแค่นั้น จ้าวเสี่ยวหมิงก็หมุนตัวกลับ ก่อนจะเยื้องย่างเข้ามาด้านใน จากนั้นร่างโปร่งแสงก็ค่อยๆ เลือนหายไป

เพียงไม่นานหลังจากนั้น ร่างโปร่งใสก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้าประตูบานใหญ่

ดวงวิญญาณมากมาย ค่อยๆ ทยอยเข้าไปด้านในอย่างเชื่องช้า จ้าวเสี่ยวหมิงจึงเงยหน้ามองไปยังปราการตรงหน้า แล้วทอดถอนลมหายใจพรืดใหญ่อีกหนอย่างอ่อนใจ

“ข้าเลือกหนทางนี้เอง จะห่วงหาอาทรสิ่งใดบนพื้นพิภพเล่า”

จบคำเขาก็เดินไปยังประตูบานใหญ่ ทว่าดวงวิญญาณยังไม่ทันจะก้าวข้ามธรณีประตูไปยังอีกฟากหนึ่งแต่อย่างใด ก็มีบุรุษร่างสูงใหญ่ร่างกายเป็นสีแดงชาดทั่วทั้งร่าง ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าเสียก่อน

เมื่อเห็นเช่นนั้น จ้าวเสี่ยวหมิงก็พลันชะงักค้างฝีเท้าไว้ ก่อนจะเบนสายตามองไปยังบุรุษร่างใหญ่ตรงหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย แล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสุภาพและแผ่วเบา “ท่านคือเฮาหนี่[2] ใช่หรือไม่”

“ย่อมใช่” บุรุษร่างสูงใหญ่กล่าวตอบเพียงประโยคสั้นๆ นัยน์ตาสีแดงฉานสบมองมายังใบหน้าของจ้าวเสี่ยวหมิงฉายแววเรียบเฉยไร้อารมณ์ “เจ้าเข้าใจถูกแล้วจอมมารฝูหมิง ข้าผู้นี้มีนามว่าเฮาหนี่ เป็นผู้ช่วยดูแลเหล่าดวงวิญญาณที่เข้าออกปรโลกแห่งนี้”

‘หากเป็นเช่นนั้นไยต้องขวางทางข้ากันเล่า มิเห็นหรอกหรือว่ามีผู้คนรอคอยเข้าไปอยู่มากเพียงใด

จ้าวเสี่ยวหมิงสบถด่าอยู่ในใจ หลังจากได้ยินคำเอ่ยออกมาจากปากบุรุษร่างสูงใหญ่ หนำซ้ำยังไม่ยอมถอยห่างให้เขาก้าวเข้าไปอีกฝั่ง เอาแต่ยืนขวางทางเสียอย่างนั้น

ทว่ายังไม่ทันที่จะเอื้อนเอ่ยประโยคคำใดออกมา บุรุษตรงหน้าก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อนว่า “ข้าหาได้ขวางทางเจ้าไม่ จอมมารฝูหมิง”

“แล้วเหตุใดท่านถึงไม่ให้ข้าข้ามไปฝั่งนั้นเสียทีเล่า มิเห็นหรือว่ามีคนต่อแถวรอข้าอยู่ข้างหลังอีกมาก”

“เพราะเหตุใดนั้นน่ะหรือ เจ้ายังมีหน้ามาถามข้าอีกรึจอมมารฝูหมิง เจ้ารู้หรือไม่ว่าหลังจากเจ้าถอดจิตเพื่อจะทำลายชีวิตตน ต้องมีผู้คนอีกเท่าไร เดือดร้อนด้วยเรื่องที่เจ้าทำเช่นนี้ลงไป หนำซ้ำยังมีคนอีกคนคอยเรียกหาเจ้าอยู่นั่นอีก” เฮาหนี่ยังเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเข้มอย่างมิพึงใจ เขามองบุรุษตรงหน้าด้วยสายตาเอือมระอาเต็มทน

เมื่อเห็นว่าจ้าวเสี่ยวหมิงหาได้รู้สึกสะทกสะท้านในสิ่งที่เอื้อนเอ่ยออกมาไม่ สุดท้ายมิอาจทานทนเฮาหนี่จึงตวาดเสียงดังใส่อีกหน “ความวุ่นวายทั้งหมดนี้ที่เกิดขึ้น ล้วนต้องขอบใจเจ้า”

ยามได้ยินประโยคที่กล่าวออกมาจากปากของเฮาหนี่ จ้าวเสี่ยวหมิงก็มิอาจกลั้นหัวเราะได้อีก จนหลุดขำเสียงดัง “ฮ่า ฮ่า ฮ่า” แล้วกล่าวต่อทั้งน้ำตา “ท่านเอาสิ่งใดมาเอ่ย ข้าถอดจิตเพื่อดับชีวิตของตนเองเนี่ยนะ ถึงกับทำให้ผู้คนเป็นต้องเดือดร้อน” ก่อนจะยกมือทั้งสองกุมท้องของตนเอง พลางหัวเราะร่วนจนตัวงออย่างชอบใจ

จากนั้นจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นๆ อย่างมิอาจกลั้นไหว “แล้วยังมีคนคอยเรียกหาข้าอีกนั่นเล่า คนสารเลวชั่วช้าเช่นข้าเนี่ยน่ะหรือ จะมีใครอยากให้ฟื้นขึ้นมาก่อความวุ่นวายกัน”

ในครานั้นเองเฮาหนี่ก็มิอาจจะข่มโทสะภายในใจได้อีกต่อไป เขาจึงกระทืบเท้าลงพื้นอย่างแรง แล้วยกนิ้วชี้ของตัวเองชี้ไปยังใบหน้าของจ้าวเสี่ยวหมิงด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด ก่อนจะตวาดเสียงดังลั่นใส่ “บ๊ะ…เจ้าจอมมารไร้สำนึก เจ้าเอ่ยมาได้อย่างไรว่าสิ่งที่เจ้าได้ทำลงไป จะไม่มีผู้อื่นเดือดร้อนกัน เจ้ารู้หรือไม่ว่า บัดนี้มีผู้ไม่ประสงค์ดีได้ช่วงชิงร่างของเจ้าไปใช้ในทางที่มิชอบเสียแล้ว เจ้ารู้หรือไม่ไอ้ผู้นั้นมันใช้ร่างของเจ้าสังหารผู้คนบริสุทธิ์มากมายเพียงใด เจ้ายังคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยได้อีกหรือ” 

เมื่อถูกชี้หน้าด้วยเพลิงโทสะ จ้าวเสี่ยวหมิงถึงกับสะดุ้งโหยงอย่างตกใจ เรียวคิ้วกระตุกยิกไปเสียหลายหน แล้วร้องอุทานออกมาเสียงดัง “อึ๋ย!” ยามถูกเฮาหนี่กล่าวหาด้วยน้ำเสียงดังลั่น 

ด้วยเหตุที่ว่าเขาถูกกล่าวหา ทั้งๆ ที่ยังไม่ทันได้ทำสิ่งใดผิด แม้ตนเองจะพยายามขบคิดอยู่หลายตลบ เพื่อหาข้อแก้ต่างให้กับตน แต่ท้ายที่สุดก็ระลึกได้ว่าก่อนที่จะถอดดวงจิตออกมา ตัวเขานั้นได้จุดเพลิงโลกันตร์ไว้รอบกายเองกับมือ

และด้วยเหตุนี้คงไม่มีสรรพสิ่งไหนรอดพ้นจากเพลิงโลกันตร์นี้ไปได้ ยามนี้ร่างกายคงไม่แคล้วแหลกเหลวไม่เหลือรูปร่างให้ผู้ใดได้มาสิงสู่ได้อีกต่อไป

พอคิดมาถึงตรงนี้จ้าวเสี่ยวหมิงจึงเอ่ยแย้งออกไปว่า “ช้าก่อนท่านเฮาหนี่ ท่านเอาสิ่งใดมาเอ่ย ในเมื่อในยามนี้ร่างกายของข้า คงมอดไหม้ด้วยเพลิงโลกันตร์ไปแล้วกระมัง หากเป็นเช่นนั้นจะมีผู้ใดอีกเล่า ที่จะมาช่วงชิงร่างของข้าไปใช้ได้อีก”

ได้ยินเช่นนั้นเฮาหนี่ถึงกับตวาดด้วยเพลิงโทสะที่สะสมเป็นทบทวี “เจ้าคิดว่าร่างตนเองเป็นอะไร เป็นหุ่นไม้ไผ่รึ ถึงได้มอดไหม้ด้วยเพลิงโลกันตร์” เมื่อจ้าวเสี่ยวหมิงไม่ได้ระวังเรื่องเหล่านี้ให้รอบคอบเอาเสียเลย

ด้วยความที่ตัวตนของบุรุษผู้นี้ เป็นถึงครึ่งมารครึ่งเซียน ซ้ำยังบำเพ็ญฌานจนบรรลุระดับสูงสุดไปแล้ว ร่างทั้งร่างจึงแข็งแกร่งหาได้มีสิ่งใดทำลายได้ง่ายๆ สักเท่าไร

เพียงแค่เพลิงโลกันตร์ที่ร่ายเอาไว้รอบกาย ก็ไม่อาจทำลายร่างของคนคนนี้ให้มอดไหม้ได้อย่างไรกัน

หากต้องการจะทำลายร่างอย่างแท้จริงแล้ว จักต้องจ้วงทะลวงออกมาจากด้านใน หาไม่แล้วก็ไม่ต่างจากการเอาเปลวเพลิงลนเล่นบนฝ่ามือ

ทว่ายามได้มองใบหน้าของจ้าวเสี่ยวหมิง เฮาหนี่ก็ทำได้เพียงทอดถอนลมหายใจพรืดใหญ่ออกมาอย่างระอา แล้วจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายว่า “เพราะคิดเช่นนี้อย่างไรเล่า เรื่องราวจึงบานปลายถึงเพียงนี้”

“แล้วท่านจะให้ข้าทำอย่างไรเล่า ในเมื่อข้าไม่ได้รู้เลยสักนิด ว่าจะมีผู้ที่คิดจะชิงร่างของข้าถึงเพียงนี้”

สิ้นคำของจ้าวเสี่ยวหมิง เฮ่าหนี่ก็สบมองเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่ใส แล้วอดไม่ได้ที่จะทอดถอนลมหายใจออกมาอีกหน ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงว่า “ข้าจะส่งเจ้ากลับไป เพื่อให้เจ้ารับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองกระทำ”

ได้ยินเช่นนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงร้องเสียงดังลั่นออกมาว่า “เดี๋ยวๆ แล้วข้าจะกลับไปได้อย่างไร ในเมื่อมีคนแย่งร่างของข้าไปแล้ว”

“ใครว่าข้าจะส่งเจ้ากลับไปร่างเดิมของเจ้ากัน” เฮาหนี่เอ่ยอย่างไม่ทุกข์ร้อนสิ่งใด “แล้วก็เลิกซักไซ้ข้าเสียที เรื่องทางโลก ข้าไม่อาจยุ่งไปมากกว่านี้ หากจะโทษก็โทษที่ตัวเจ้าไร้ความรอบคอบเถอะ” กล่าวจบบุรุษร่างใหญ่ก็ง้างฝ่าเท้าขึ้นมา ก่อนจะประเคนใส่ยอดอกของจ้าวเสี่ยวหมิง อย่างไม่รั้งรอ

ส่งผลให้ร่างกายโปร่งแสง ที่ถูกฝ่าเท้าข้างนั้นกระแทกอย่างจัง พลันกระเด็นกลับมายังพื้นพิภพอย่างรวดเร็ว

[1] หลีนำมาจากคำว่า หลีโอหรืออีกนามหนึ่งคือ เล่าจื้อ ผู้ก่อตั้งลัทธิเต๋า

[2] เฮาหนี่ ผู้ช่วยของไทซานฝู่จวินเทพเจ้าผู้ควบคุมโลกวิญญาณ

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ข้านี่แหละจอมมาร (yaoi)   บทที่ 11 ล่วงรู้ตัวตน

    ปัจจุบัน…รัชศกเสวียนหลีที่ 13 ปีมะโรงธาตุไฟ ฤดูชิงหมิง ณ ยอดเขาหัวซาน ที่ตั้งพำนักสำนักหยางเจียน ภายในห้องโล่งกว้างกลิ่นยาคละคลุ้ง ข้างผนังมีเตียงไม้หลังหนึ่งตั้งไว้ ปรากฏร่างของบุรุษร่างกายซูบผอมใบหน้าซีดเซียวนอนดิ้นทุรนทุรายอย่างทรมาน“ไม่…เฮือก”จ้าวเสี่ยวหมิงลืมตาตื่นในสภาพที่ตกใจ เขาหายใจถี่ๆ อย่างเหนื่อยหอบ ศีรษะปวดแปลบทันทีที่ขยับกายจนต้องยกมือทั้งสองข้างยกขึ้นกุมขมับตนเอาไว้ แล้วกวาดสายตาไปมา ภาพที่สะท้อนเข้ามาในคลองจักษุเป็นเพียงห้องโล่งกว้าง ก่อนสายตาจะไปสะดุดอยู่ที่ร่างของชายชราสวมแพรพรรณสีน้ำตาลเข้มผู้หนึ่งกำลังยืนหันหลังให้กับตนเสียงโลหะบางอย่างกระทบกันไปมา เรียกสติที่เลือนรางของตนให้กลับคืน ในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงเหลือบสายตามองมายังร่างกายของตน ก็พบเพียงร่างของหลิวมู่เหยียนที่ตนได้เพิ่งเข้ามาสิ่งสู่อยู่ไม่นาน พลันหยัดกายลุกขึ้นยืนอย่างพรวดพราด ทว่าแขนขากลับไม่เชื่อฟังจนต้องล้มหน้าทิ่มไปกับฟูกหนาอีกหน ก่อนจะพลิกตัวไปมาแล้วลุกขึ้นนั่งอย่างยากเย็นเสียงขลุกขลักบนฟูกนอนเรียกให้ชายชราหันมาเห็น มือข้างหนึ่งถือเข็มสามเล่มเอาไว้ แต่ละเล่มช่างยาวเสียนี่กระไร เขายกยิ้มออกมาอ

  • ข้านี่แหละจอมมาร (yaoi)   บทที่ 10 อดีตกาล

    35 ปีก่อน…รัชศกเสวียนหลีที่ 38 ปีมะเส็งธาตุทองช่วงฤดูจิงเจ๋อ[1]สายฝนสาดกระหน่ำไปทั่วทั้งใต้หล้า สัตว์น้อยใหญ่เริ่มตื่นจากห้วงการจำศีลอย่างยาวนานในช่วงเหมันต์ฤดูออกมาหากินกันอย่างขวักไขว่ ผู้คนมากมายต่างพากันหลบลี้หนีหยาดน้ำที่รินไหลโหมเข้าใส่อย่างไม่หยุดหย่อนเข้าไปในเรือนตน ทางเดินในยามนี้จึงไร้ผู้คนสัญจรไปมา มีเพียงกระยาจกสองสามคนยืนหลบอิงตามชายคาเพิงพักเพื่อหลบฝนเพียงชั่วคราวเสียงเกือกม้าราวสามสิบตัวดังก้องไปทั่วหล้าขับเคี่ยวทะยาน ด้วยบุรุษมากหน้าหลายตาควบตะบึงฝ่าท่ามกลางพายุที่รุนแรง และมีเหล่าผู้บำเพ็ญตนอีกหลายคนที่ขี่กระบี่เหาะทะยานขึ้นไปยังเวหากำลังไล่ตามม้าดำพ่วงพีตัวหนึ่งที่ควบตะบึงท่ามกลางสายฝนห่างออกไปบนหลังม้าตัวใหญ่ที่ถูกไล่ล่านั้นมีหนึ่งบุรุษสวมอาภรณ์ปกปิดใบหน้าของตนด้วยแพรพรรณสีดำสนิท มือกุมบังเหียนม้าเอาไว้โดยมีโฉมสะคราญใบหน้าหวานซึ้งผู้สวมแพรพรรณสีเดียวกันนั่งซ้อนอยู่ด้านหลัง โอบอุ้มดรุณตัวน้อยอายุราวสองขวบปีอยู่ในอ้อมแขนตนม้าตัวใหญ่สีดำมะเมื่อมควบทะยานอย่างไม่หยุดหย่อนหลายวันหลายคืนจนแทบจะขาดใจตาย อาคมมากมายถูกสาดซัด ลูกเกาทัณฑ์หลายร้อยดอกพุ่งเข้าใส่ราวกับห่าฝนเ

  • ข้านี่แหละจอมมาร (yaoi)   บทที่ 9 เถาปีศาจ

    ยามเหมา[1]ดวงตะวันสาดแสงทอประกาย เคลื่อนขึ้นสู่ท้องนภาอย่างแช่มช้า สายลมพลิ้วไหวพัดพาล่องลอยไปอย่างเอื่อยเฉื่อย ในยามเช้าของวันใหม่ของช่วงฤดูชิงหมิง[2] ปุยเมฆหมอกล่องลอยปกคลุมยอดเขาอย่างบางเบา เพื่อก้าวเข้าสู่วสันตฤดูอย่างเต็มภาคภูมิ สรรพสัตว์น้อยใหญ่วิ่งพลุกพล่านขวักไขว่ ชวนให้ยอดเขาหัวซานที่ตั้งพำนักสำนักหยางเจียนของสกุลหยางแห่งฉางอานแลดูสงบร่มเย็นทว่าในยามนี้ผู้คนในสำนักต่างวิ่งวุ่นอย่างมิมีว่างเว้น เหล่าบรรดาศิษย์น้อยใหญ่ในสำนักต่างพากันออกไปจากที่พำนัก เพื่อสืบความจากคนเป็นแลคนตายรวมทั้งดวงวิญญาณทั้งหลายอย่างมิมีหยุดพัก ด้วยเหตุที่ว่ามีบางอย่างมิคาดฝันพลันบังเกิดขึ้นมา หลายสิบวันมาแล้วที่คุณชายสามคนสำคัญของทั้งสองสกุล ได้เดินทางออกจากสำนักหลิวสุ่ยและมุ่งหน้ามายังสำนักหยางเจียนแห่งนี้ ต่างพากันหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย มิหลงเหลือสิ่งใดให้สืบความ“เป็นเพราะข้าไม่ดีเอง” ฉืออ้ายเอ่ยประโยคด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและทุกข์ทน มือข้างหนึ่งกอดเสื้อผ้าผู้เป็นนายของตนเอาไว้ หยาดน้ำตามากมายรินไหล เขายกมือขึ้นมาข้างหนึ่งเพื่อปาดคราบน้ำที่เกาะพราวบนดวงตาอย่างมิใคร่สนใจ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอู้อ

  • ข้านี่แหละจอมมาร (yaoi)   บทที่ 8 หมู่บ้านกลืนวิญญาณ

    หลังจากที่ทั้งสองเดินทางออกมาจากสกุลหลิวโดยการย่างเท้า ด้วยเหตุที่ว่าหลิวมู่เหยียนมิอาจขึ้นขี่บนกระบี่ไท่หยางได้ พวกเขาทั้งคู่จึงต้องกึ่งเดินกึ่งใช้วิชาตัวเบาสลับกันในการเดินทางเป็นเหตุให้เวลาล่วงเลยไปหลายชั่วยาม ทว่าก็ยังมิเห็นวี่แววของขบวนรถม้าที่เดินทางล่วงหน้ามาก่อนแม้เพียงครึ่งคัน แสงแดดอ่อนเริ่มคล้อยลาลับหลบเหลี่ยมมุมยอดเขา เหลือทิ้งไว้เพียงแสงสีแดงยามอาทิตย์อัสดงความเงียบโอบคลุมดินแดนแห่งนี้ไว้ ชวนให้รู้สึกถึงความเปล่าเปลี่ยวเคว้งคว้างเสียนี่กระไร เสียงสายลมอ่อนๆ ครวญครางหวีดหวิวพัดผ่านผิวกายเป็นระลอก ทว่ากลับไร้ซึ่งเสียงของสรรพสัตว์ใดแว่วให้ได้ยินแม้เพียงครึ่งคำ หรือแม้แต่เหล่าจักจั่นเรไรก็มิโผล่หน้ามาให้เชยชม“ช่างน่าประหลาดยิ่งนัก” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยพึมพำเสียงเบา หลังจากรับรู้ถึงความกดดันบางอย่างผ่านแทรกเข้ามา เขาพยายามเงี่ยหูสดับฟังเสียงนกร้องกลับรังยามอาทิตย์ลับเหลี่ยมขอบฟ้าทว่าก็ไม่อาจจับเสียงเหล่านั้นได้อย่างที่ใจปรารถนา นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกวาดมองไปมา ตระหนักได้ว่ากำลังถูกบางสิ่งที่ไม่ควรเข้าใกล้ครอบงำอย่างมิทันได้ระวังตัวในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงเร่งฝีเท้าขึ้นอีกเป

  • ข้านี่แหละจอมมาร (yaoi)   บทที่ 7 ออกเดินทาง

    หลังจากวันที่จ้าวเสี่ยวหมิงเข้ามาสิงสู่อยู่ในร่างของหลิวมู่เหยียนนั้น ในวันนี้ก็ล่วงเลยเข้าสู่วันที่สี่ สภาพกายหยาบกับดวงวิญญาณในยามนี้จึงเริ่มเข้าที่เข้าทาง แม้จะไม่คล่องแคล่วเฉกเช่นเมื่อครั้งอดีตที่หอมหวานก็ตามแต่ส่วนต่างๆ ภายในร่างเริ่มตอบสนองความต้องการของตนได้มากขึ้นมาหลายส่วน การเดินเหินไปไหนมาไหนจึงสะดวกขึ้นมากกว่าเก่า อาการเจ็บปวดร้าวระบมเสียดแทงเข้าไปในกระดูกยามขยับกายก็ลดลงไปจนแทบจะไม่เหลือร่องรอยใดๆ ให้รำคาญใจแม้ว่าในยามนี้จะยังมิสามารถใช้ปราณได้อย่างที่ใจต้องการ แต่ถึงกระนั้นก็ยังถือว่าดีกว่าในวันแรกๆ ที่ตนได้เข้ามาสิงสู่ในร่างกายของคนผู้นี้ เขาจึงถือโอกาสและใช้ความคล่องแคล่วที่มีอยู่เพียงน้อยนิดของตน แอบลักลอบออกไปเล่นพนันที่บ่อนท้ายหมู่บ้านเพียงลำพังและในวันนี้ก็เป็นวันเดียวกับที่หลิวมู่เหยียนจำต้องเดินทางไปสำนักหยางเจียนหลินตามคำเชิญของเจ้าสำนักหยาง หยางซิวอวี่ ได้กล่าวว่าไว้ในคราวก่อนบรรยากาศภายในสำนักหลิวสุ่ยบังเกิดความสับสนวุ่นวาย บ่าวรับใช้และบรรดาศิษย์ในสำนักต่างเดินสวนกันไปมาอย่างขวักไขว่ ส่วนหนึ่งนั้นคงเป็นเพราะว่าบรรดาศิษย์น้อยใหญ่ที่ตรากตรำฝึกฝนบำเพ็ญเพียรจ

  • ข้านี่แหละจอมมาร (yaoi)   บทที่ 6 จิตวิญญาณ

    เวิ้งฟ้าคล้ายมืดครึ้ม ความมืดมิดแผ่ปกคลุมทุกหย่อมหญ้า แม้ยามนี้จะเป็นช่วงเช้าของวันใหม่ กลุ่มเมฆน้อยใหญ่ก็ยังคงลอยต่ำลงมาครอบคลุมยอดเขาหวงซานจนมองแทบไม่เห็นเส้นลายมืออาคารสีขาวหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางยอดเขา แม้ยังคงเหลือร่องรอยของการถูกเผาไหม้จากไฟบรรลัยกัลป์อยู่บ้างประปราย แต่ก็มิอาจลดความวิจิตรงดงามของเคหสถานแห่งนี้ลงไปได้บุรุษรูปร่างสมชายนั่งอยู่ภายในห้องโล่งกว้าง เขาสวมแพรพรรณสีดำสนิทเนื้อดี ใบหน้าหล่อเหลา ริมฝีปากบางเฉียบทว่าหยักลึกราวกับถูกลิ่มสลักเอาไว้ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มปรายหางตาสบมองดรุณน้อยนายหนึ่ง ที่กำลังยื่นถ้วยชามาให้ด้วยอาการตื่นกลัว มือทั้งสองข้างสั่นไหวอย่างมิอาจระงับ ไม่กล้าแม้จะสบตาโดยตรงพอได้เห็นท่าทีงกๆ เงิ่นๆ เช่นนี้ เขาจึงเอ่ยเสียงเข้มออกมาอย่างระอา ”เจ้าออกไปได้แล้ว ก่อนที่ข้าจะมิอาจระงับโทสะแล้วทำลายเจ้าเสียตรงนี้” ก่อนจะหันไปรับถ้วยชาขึ้นมาจิบเพียงอึกเดียวเพื่อระงับโทสะที่สั่งสมภายในใจได้ยินเช่นนั้นดรุณน้อยผู้นี้ก็ก้มศีรษะลงพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ว่า “ขะ…ขอรับ” ก่อนจะกระวีกระวาดคลานเข่าออกจากห้องที่ขมุกขมัวไปด้วยแรงกดดันนี้อย่างรวดเร็วแต่ท

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status